การพยาบาลผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง (Hypertension) วินิจฉัยจากการวัดความดันโลหิตในท่านั่ง
ช่วงเวลาต่างกัน 3 ครั้ง ถ้าค่าเฉลี่ยของ Systolic blood pressure > 140 mmHg
และ Diastolic blood pressure > 90 mmHg
จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นความดันโลหิตสูง
แบ่งตามสาเหตุเป็น 2 ชนิด คือ
- ความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุ (Secondary hypertension)
ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมน
และการทำหน้าที่ของไต
- ความดันโลหิตสูงที่ไม่ทราบสาเหตุ (Primary, Essential, or Idiopathic hypertension)
พบได้ ร้อยละ 90-95 ของคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด
ปัจจัยส่งเสริม คือ พันธุกรรม ปริมาณเกลือที่บริโภค ความอ้วน
การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย
ภาวะเครียดฐานะเศรษฐกิจที่ไม่ดี และบุคลิกภาพ
การรักษาพยาบาล
(เน้นเฉพาะความดันโลหิตสูงที่ไม่ทราบสาเหตุ)
เป้าหมายของการรักษาพยาบาล คือ ลดความดันโลหิตให้ < 140/90 mmHg
เป็นระยะยาวและต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางโรคหัวใจและหลอดเลือด
รวมทั้งป้องกันไม่ให้อวัยวะเป้าหมายอื่นๆเสื่อมสภาพจนกลับคืนไม่ได้
การรักษามี 2 วิธี คือ การรักษาโดยไม่ใช้ยา
และการรักษาโดยใช้ยา
การรักษาโดยไม่ใช้ยา
การควบคุมอาหาร ต้องควบคุมให้ได้รับโซเดียมในอาหารได้ไม่เกิน 100 mmol/day
หรือประมาณ 2.4 กรัมต่อวัน หรือ 6 กรัมของเกลือแกง
จะช่วยให้ Systolic blood pressure ลดลงเฉลี่ย 2-8 mmHg
โดย
- หลีกเลี่ยงการเติมเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสปรุงรสอื่นๆ ในขณะรับประทานอาหาร
- จำกัดการกินอาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง อาหารหมักดอง
ยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่ เช่น ยาลดกรด
- รับประทานอาหารที่มีโปตัสเซียมและแคลเซียมให้เพียงพอ
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้ชายดื่มได้ 2 Drink ผู้หญิงดื่มได้ 1 Drink
(1 drinl เท่ากับ 15 cc ของ ethanol ซึ่งเท่ากับ 12 ozs ของเบียร์,
5 ozs ของไวน์, 1.5 ozs ของวิสกี้) จะช่วยให้ Systolic blood pressure
ลดลงเฉลี่ย 2-4 mmHg
- งดการสูบบุหรี่
การลดน้ำหนัก ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้ปกติหรือลดลงสู่ปกติ
โดยให้มีดัชนีความหนาของร่างกาย (Body mass index)
ควรอยู่ระหว่าง 18.5 24.9 kg/m2
การออกกำลังกาย ต้องเป็นการออกกำลังกายแบบ Isotonic exercise ได้แก่
การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การว่ายน้ำ การตีกอล์ฟ การถีบจักรยาน ฯลฯ
หลีกเลี่ยง การออกกำลังกายแบบ Isometric exercise เช่น
การยกน้ำหนัก การแบกหาม การฉุดดึง การเข็น
เพราะจะทำให้หลอดเลือดหดตัว มีการเพิ่มการทำงานของหัวใจอย่างรวดเร็ว
ทำให้ความดันโลหิตทั้งซิสโตลและไดแอสโตลเพิ่มขึ้น
การลดความตึงเครียด สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ควรแนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ
เช่น การนั่งหรือนอนพักผ่อนในเวลากลางวันประมาณ 1 ชั่วโมง
กลางคืนนอนหลับสนิทอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
การรักษาโดยการใช้ยา มีเป้าหมายเพื่อลดความดันโลหิตโดยไม่มีผลข้างเคียงของยา
สำหรับยาที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงมีดังนี้
- ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) เช่น Lasix, Hydrochorothizide(HCTZ)
เป็นต้น จะทำให้ Peripheral vascular resistance ลดลง
จึงช่วยลดความดันโลหิตได้ อาการข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ภาวะโปตัสเซียมในเลือดต่ำ
- ยา Beta blockers เช่น propranolol เป็นต้น ช่วยลดความดันโลหิตได้
ยาในกลุ่มนี้จะทำให้ชีพจรเต้นช้าลง เกิด bradycardia ดังนั้นจึงต้องคอยตรวจสอบชีพจรของผู้ป่วย
- ยาต้านแคลเซียม (Calcium channel blockers) เช่น
Nefidipine, verapamil เป็นต้น มีฤทธิ์ปิดกั้นช่องทางเข้าของแคลเซียม
ในกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือด SA node AV node ของหัวใจ
ทำให้หลอดเลือดขยายตัว จะทำให้เกิด postural hypotension
- ยาต้านระบบ Renin-angiotensin เช่น Captopril เป็นต้น
ออกฤทธิ์ยับยั้ง angiotensin converting enzyme ไม่ให้เปลี่ยน
Angiotensin I เป็น Angiotensin II จึงทำให้ความต้านทานหลอดเลือด
ส่วนปลายลดลง ความดันโลหิตจึงลดลง ยาในกลุ่มนี้อาจทำให้เกิด renal impairment
เกิดอาการไอเรื้อรังได้
- ยา Alpha blocker เช่น prazosin (minipress) มีฤทธิ์ต้าน
Alpha 1 receptor ซึ่งอยู่ที่ผนังของเส้นเลือด ทำให้หลอดเลือดไม่หดรัดตัว
จึงลดความต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย
ความดันโลหิตจึงลดลง เมื่อเริ่มกินเป็นครั้งแรก ควรให้กินก่อนนอน
เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิด sever postural hypotension
- Alpha-Beta blocker เช่น Labertalol (Normodyne)
เป็นยาปิดกั้นฤทธิ์ของ Alpha-1 receptor, beta-1 receptor และ beta-2 receptor
ทำให้หลอดเลือดขยายตัว อาการข้างเคียง คือ มึนงง
หายใจลำบาก ไอ ความต้องการทางเพศลดลง
ควรให้ยาพร้อมอาหาร และแจ้งวิสัญญีก่อนผ่าตัดเพื่อหลีกเลี่ยง
การ interaction ของยา
- Angiotensis II receptor antagonists เช่น Iosartan (Cozaar)
เป็นยาปิดกั้นผลของ Angiotensin II ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดคลายตัว
เพิ่มการขับน้ำและเกลือ จึงช่วยลดความดันโลหิต
อาการข้างเคียง คือ
โปตัสเซียมในเลือดสูง จึงต้องติดตามระดับโปตัสเซียมในเลือด
การพยาบาลผู้ที่มีความดันโลหิตสูงวิกฤต (Hypertension crisis)
ความดันโลหิตสูงวิกฤต (Hypertension crisis) เป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากความดันโลหิตสูง
ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม
แล้วขาดการรักษาไป หรือ พบร่วมกับภาวะอื่นๆ เช่น
การตั้งครรภ์ โรคไตวายเรื้อรัง แบ่งตามความรุนแรงและความรีบด่วนในการรักษาดังนี้
Hypertensive urgencies คือ ภาวะที่มี Systolic BP > 240 mmHg
และ Diastolic BP > 120 mmHg
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการควบคุมความดันโลหิตภายใน 12-24 ชั่วโมง
Hypertensive emergencies คือ ภาวะที่มี Systolic BP > 240 mmHg
และ Diastolic BP > 130 mmHg ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้รับการควบคุม
ความดันโลหิตอย่างรวดเร็วภายในเวลาเป็นนาที
การมีความดันโลหิตสูงจนถึงจุดวิกฤต
จะทำให้รอยเนื้อตายเกิดขึ้นที่ผนังของหลอดเลือดแดง
ทำให้หลอดเลือดบวมรูหลอดเลือดตีบแคบ
เพิ่มแรงต้านในหลอดเลือดให้สูงขึ้น
ทำให้ความดันโลหิตยิ่งสูงมากขึ้น ถ้าความดันโลหิตเฉลี่ยมากกว่า 180 mmHg
จะทำให้หลอดเลือดในสมองไม่สามารถหดตัวได้ตามปกติ
แต่จะเกิดการขยายตัวมากขึ้น มีผลให้สารน้ำรั่วออกจาก
หลอดเลือดทำให้สมองบวมและเกิดอาการ Hypertensive encephalopathy ตามมา
อาการ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ชัก หมดสติ
การรักษา ลดความดันโลหิตจนถึง 160/110 mmHg ภายใน 2-6 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยง การลดความดันโลหิตอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ไต สมอง หัวใจขาดเลือด
ส่วนใหญ่ ภาวะ Hypertensive emergencies จะรักษาโดยการให้ลดความดัน
โลหิตทางหลอดเลือดดำ เช่น Sodium nitroprusside, Nitroglycerine,Labetalol เป็นต้น
ส่วนภาวะ Hypertensive urgencies สามารถใช้ยารับประทานที่ออกฤทธิ์
ค่อนข้างเร็วได้ กลุ่มยาที่เลือกใช้ คือ
Blocker เช่น propanolol, ACE Inhibitor เช่น Captopril,
Alpha-2 angiotensinst เช่น prazosin (minipress), Calcium antagonist เช่น Nefidipine (Adalat)
ความคิดเห็น