การพยาบาลที่มีภาวะแทรกซ้อน
การแพ้ท้องอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์แฝด ครรภ์แฝดน้ำและทารกตายในครรภ์ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบทั้งด้านร่างกายและจิตใจของมารดา การทราบแนวทางในการวินิจฉัยและประเมินภาวะดังกล่าวตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกและรีบให้การดูแลรักษาพยาบาล จะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้
การแพ้ท้องอย่างรุนแรง
ความหมาย
อาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง (Hyperemesis gravidarum) หมายถึง อาการคลื่นไส้ อาเจียนที่มีอาการรุนแรง ซึ่งคงอยู่นานกว่าปกติ โดยไม่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ โดยอาจพบตั้งแต่สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์จนถึงตลอดการตั้งครรภ์
สาเหตุ
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่นอน แต่เชื่อว่าน่าจะมีสาเหตุดังนี้
1. ความไม่สมดุลของระดับฮอร์โมน เช่น Estrogen, HCG ที่มีปริมาณมากเกินไป ซึ่งพบว่าสัมพันธ์กับอายุน้อย ครรภ์แรก การตั้งครรภ์แฝด แฝดไข่ปลาอุก (Hydratidiform mole) และหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะ hyperthyroidism
2. สาเหตุจากภาวะจิตใจ เช่น ความวิตกกังวล ความสับสน ความไม่มั่นใจในบทบาทการเป็นมารดา
อาการและอาการแสดง
อาการรุนแรงปานกลาง ได้แก่ อาเจียนติดต่อกันมากกว่า 5-10 ครั้ง/วัน อาเจียนติดต่อกันไม่หยุด ภายใน 2-4 สัปดาห์ อ่อนเพลีย ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ น้ำหนักตัวลด มีอาการขาดสารอาหารมีภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) อาการรุนแรงมาก ได้แก่ อาเจียนมากกว่า 10 ครั้ง/วัน ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ และอาเจียนติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ อ่อนเพลีย ซูบผอม น้ำหนักตัวลดลงมาก ตาลึก มองภาพไม่ชัดเจน ปัสสาวะขุ่นและออกน้อย ตัวเหลือง ท้องผูก มีไข้ และความดันโลหิตลดลง
การวินิจฉัย
1. การซักประวัติ ตรวจร่างกาย จากอาการและอาการแสดง
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
2.1 การตรวจเลือด พบฮีมาโตคริตสูง BUN สูง โซเดียมต่ำ โปแตสเซียมต่ำ คลอไรด์ต่ำ SGOT สูง LFT สูง และโปรตีนในเลือดต่ำ
2.2 การตรวจปัสสาะ พบว่ามีความถ่วงจำเพาะสูง ไข่ขาวในปัสสาวะเพิ่มขึ้น พบคีโตนในปัสสาวะ ถ้ามีอาการรุนแรงมาก อาจพบน้ำดีในปัสสาวะได้
ผลต่อมารดา
1. มารดาเกิดภาวะขาดสารน้ำ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ชีพจรเบาเร็ว และความดันโลหิตต่ำลง
2. เกิดภาวะกรดในกระแสเลือด (metabolic acidosis) เนื่องจากการสูญเสียด่างในน้ำย่อยไปกับการอาเจียน และถ้ามีอาการรุนแรงมาก อาจพบภาวะ hypokalemic, alkalosis
3. ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก จะมีภาวะขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ทำห้ขาดวิตามินซี และวิตามินบีรวม ทำให้การแข็งตัวของเลือดเสียไป มีเลือดออกตามไรฟัน จุดเลือดออกทั่วไปทั่วสมอง ทำให้ซึมและหมดสติและอาจเสียชีวิตได้จากภาวะ hepatic coma
ผลต่อทารก
1.ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (Intrauterine Growth Retardation : IUGR)
2. ทารกพิการ (Fetal anomalies) จากการขาดสารอาหาร
3.ทารกเสียชีวิต (Fetal death) เนื่องจากการสียสมดุลของอิเลคโทรไลต์เป็นเวลานาน
การป้องกัน
1.รับประทานน้อยแต่บ่อยครั้ง ประมาณทุก 2-3 ชั่วโมง
2.รับประทานโปรตีนที่มีไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา เนื้อสัน และอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรตที่ง่ายต่อการย่อย เช่น ผลไม้ ข้าว ขนมปัง อาหารที่มีวิตามินบี เพื่อช่วยป้องกันการลดลงของระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน
3. ดื่มน้ำซุปหรือน้ำผลไม้ระหว่างมื้ออาหาร เพื่อป้องกันการยืดขยายของกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนได้
4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันซึ่งย่อยยาก และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นเหม็นชวนให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
5. หลังรับประทานไม่ควรนอนหลับทันที ควรลุกทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับ ของน้ำย่อย (Gastric reflux) ซึ่งจะทำให้อาเจียนได้ง่ายขึ้น
6. รับประทานอาหารที่ย่อยง่ายๆ ก่อนเข้านอน หรือระหว่างกลางคืน เช่น ผลไม้ โยเกิร์ต นมขนมปัง แซนวิช
7. หลังตื่นนอนตอนเช้า หรือมีอาการคลื่นไส้ ควรรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่ายทันที เช่น ขนมปังกรอบ ข้าวต้ม
8.ควรนอนหลับและพักผ่อนอย่างเพียงพอ การตื่นนอนในช่วงเช้าควรค่อยๆลุกจากเตียง ไม่ควรลุกนั่งทันทีทันใด เพราะอาจทำให้กระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้
การรักษา
1. ระยะที่มีอาการไม่รุนแรง แนะนำให้รับประทานอาหารที่ช่วยทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับการอาเจียน ได้แก่ น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย น้ำผลไม้ น้ำกระเจี๊ยบ เป็นต้น หลีกเลี่ยงการใช้น้ำหอมที่หญิงตั้งครรภ์เหม็น อาหารที่มีโปแตสเซียม เช่น กล้วย แคนตาลูป สัปปะรด ฝรั่ง ส้ม แอปเปิ้ล มะเขือเทศ และผักใบเขียวทุกชนิด อาหารที่มีแมกนาเซียม เช่น ผัก ถั่วชนิดต่างๆเป็นต้น
2. ระยะที่มีอาการรุนแรง ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล ให้ยาแก้อาเจียน ได้แก่ ยากลุ่ม Antihhistamines เช่น Dramamine 50-100 mg. ทุก 4 ชั่วโมง ยากลุ่ม Phenothiazines เช่น Compazine 5-10 mg. รับประทานวันละ 3 ครั้ง ยากลุ่ม Sedative หรือ tranquilizer เช่น Diazepam ก่อนนอน
3. ให้สารน้ำทางหลอดเลือดเพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำ เกลือแร่ และวิตามิน โดยควรให้ 5% Deatrose, Ringer solusion เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรงมักขาดโปแตสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม จึงคใรเติมวิตามิน เพื่อให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับสารอาหารวิตามินเกลือแร่ต่างๆอย่างครบถ้วน
4. ในรายที่มีการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงควรได้รับ paranteral nutrition Theraphy โดยต้องได้ แคลอรี่มากกว่า 2,000 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งจะต้องมีกรดอะมิโน ไขมัน และเกลือแร่ โดยอาจให้ทาง central venous access หรือทาง subclavian vein ก็ได้
ความคิดเห็น