A Rai Naa >>>
ดู Blog ทั้งหมด

Tsotsi >>>

เขียนโดย A Rai Naa >>>

...วัยเด็กของเด็กชาย David เติบโตมาในประเทศแอฟริกา ดินแดนที่ยังเต็ม

ไปด้วยประชากรจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่กับความหิวโหยและโรคเอดส์ เขามี

แม่ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรง และ พ่อติดเหล้า ผู้ใช้ความรุนแรงในการแก้

ปัญหา เช่น การทำร้ายสุนัขคู่ใจต่อหน้าต่อตาเขา แม่อยากแสดงความรักกับ

ลูกด้วยการสัมผัส แต่ก็ถูกกีดกันจากพ่อด้วยท่าทีรังเกียจ สุดท้าย David ก็

ต้องระเห็จไปใช้ชีวิตเติบโตในบ้านหลังใหม่ นั่นก็คือ ท่อขนาดใหญ่ที่ตั้งรวม

กัน โดยแต่ละท่อก็คือบ้านแต่ละหลังของเด็กแต่ละคน

David เติบโตมาอย่างปราศจากความรักและความอบอุ่น แม้ไม่ได้ถูกทรมาน

ทางกาย(physical abuse) แต่ การทอดทิ้งไม่สนใจ(neglect)เด็ก มันก็เป็นการ

ทารุณกรรมทางความรู้สึก(emotional abuse)สำหรับเด็กอย่างหนึ่ง

หลายปีต่อมา เด็กชาย David เติบโตมาเป็นวัยรุ่นชื่อ Tsotsi

Tsotsi เป็นหัวหน้าแก๊งค์อาชญากรเยาวชน เขามีเพื่อนเป็นลูกน้องอีก 3 คน 

พวกเขาคอยดักชิงทรัพย์ผู้คนถามถนนหนทางหรือแหล่งชุมชน

วันหนึ่งปฏิบัติการณ์ของพวกเขาบนรถไฟลงเอยด้วยการ

ที่เหยื่อมีทีท่าขัดขืน 

แล้วเพื่อนของ Tsotsi แทงเหยื่อคนนั้นที่ขั้วหัวใจอย่างเลือดเย็น

เพื่อนในกลุ่มเขาอีกคน รู้สึกสะอิดสะเอียนกับความรุนแรง เขาถามหา 

Decency หรือ มโนสำนึกในศีลธรรม จาก Tsotsi สิ่งที่ Tsotsi ตอบกลับไปคือ

กำปั้น และ เป็นจุดสิ้นสุดมิตรภาพ

Tsotsi หนีกระเซอะกระเซิงหลังก่อเรื่อง ระหว่างนั่งพักหน้าบ้านหลังใหญ่ใน

ย่านคนรวย เขาตัดสินใจปล้นหญิงสาวเจ้าของบ้านหลังโต ยิงเธอทิ้ง ขโมย

รถเธอหนีมา ก่อนที่จะพบว่า ในรถนั้นมีเด็กทารกนอนอยู่ด้วยหนึ่งคน ไม่รู้

ด้วยเหตุผลกลใดหรือเขาคิดอย่างไร 

เขาพาเด็กคนนั้นกลับไปบ้านของเขาด้วย

Tsotsi ทะนุถนอมเลี้ยงดูเด็กคนนั้นราวกับเป็นลูกคนหนึ่ง เขาหาหญิงสาวแถว

บ้านที่มีลูกอยู่เพื่อมาช่วยให้นมเด็กคนนั้น Tsotsi บอกหญิงสาวว่า 

เด็กคนนี้ชื่อ David

… เรื่องราวถัดจากนั้น คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในจิตวิญญาณของ

คนหนึ่งคน จากสีดำกลายเป็นสีขาว หรือไม่แน่ เราอาจเข้าใจผิดไป เพราะ

แท้จริงแล้ว มันอาจเป็นสีขาวอยู่แล้ว

แต่ไม่เคยถูกปัดเช็ดคราบชีวิตสีดำออกไป


… Tsotsi ไม่มีจิตสำนึกจริงหรือ , ทำไม Tsotsi จู่ๆจึงกลายเป็นคนดี หากเพียง

เรามองแค่ภาพตัดผ่านเหตุการณ์ในเหตุการณ์หนึ่ง หากเรามองแค่ 

พฤติกรรม เราไม่มีทางเข้าใจ Tsotsi แต่หากเราเห็น พัฒนาการของการเติบ

โต เราก็จะพบความจริงและเข้าใจว่า ทำไม Tsotsi จึงเป็นเช่นนี้ และ ทำไม 

Tsotsi ถึงเปลี่ยนไป

เมื่อ Tsotsi ถูกถามถึงความหมายของ Decency เขาตอบไม่ได้และสวนกลับ

เพื่อนด้วยกำปั้น มันหมายถึง 

เขาเองเป็นคนไม่มีศีลธรรมในใจหรือเปล่า ? เปล่าเลย

Tsotsi เป็นผลผลิตของสังคมที่มีการทอดทิ้งเด็ก (neglected child) การทอด

ทิ้งเกิดขึ้นทั้งในแง่กายภาพและด้านจิตใจ เขาแทบจะไม่ต่างอะไรกับเด็กๆพี่

น้องในหนัง Nobody knows นั่นคือ เด็กกลุ่มนี้เติบโตมาอย่างไร้เบ้าหลอม

แล้วเราจะคาดหวังการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีจากเด็กอย่างพวกเขาได้มาก

น้อยเพียงใด เมื่อไม่มีใครอบรมสั่งสอนสิ่งดีงามให้กับเขา เมื่อเบ้าหลอม

ของ Tsotsi ในวัยเด็กมีเพียงแค่ท่อยาวๆกลางที่ดินโล่งแจ้ง สิ่งที่เด็กอย่าง 

David ในสังคมทำได้ก็แค่ การพยายามเอาตัวรอดให้มีชีวิตอยู่ไปวันๆ

พฤติกรรมที่เขาใช้ชีวิตอยู่ไม่ว่าจะเป็นการฉกชิงวิ่งราว การก่ออาชญากรรม

ทั้งหลาย ล้วนเป็นแค่เปลือกของคนที่สร้างขึ้นเพื่อเอาตัวรอด ไม่ให้ต้องอด

ตายในแต่ละวัน จริงอยู่ที่มันไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง แต่สำหรับพวกเขาที่เติบ

โตมาเช่นนี้พวกเขาก็มีศักยภาพเพียงเท่านี้ เขาและผองเพื่อนไม่ได้รับการ

ปลูกฝังให้ติดอาวุธการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง หรือ อาจจะมี แต่การมี Decency 

สำหรับพวกเขาก็คงไม่รู้ว่ามันจะเอาไปทำอะไร

ดังนั้นการตอบกลับด้วยกำปั้นของ Tsotsi มันไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มี

ความรู้สึก แต่ คำถามที่เพื่อนถาม Tsotsi มันคงไปกระตุ้นสามัญสำนึก

บางอย่างที่หลบซ่อนไว้มาแสนนาน มันแสดงว่า เขาเองมีความรู้สึกผิดจึง

ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ แต่ชีวิตมิจฉาชีพอย่างพวกเขา ความรู้สึกผิดก็คือ

อุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตนอกกฎหมาย

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอาหารจานนี้อร่อย ก็ต่อเมื่อเราเคยชิมอาหารที่อร่อย

มาก่อน จึงรู้ได้ว่า รสชาติแบบนี้แหละที่เรียกว่าอร่อย

มนุษย์เราจะรู้จักว่าตัวเองมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเขาสัมผัสได้ถึง ความรู้สึกของ

การมีคุณค่าในตัวเอง 

คนเราจะรู้จักความรักก็ต่อเมื่อได้สัมผัส ความรัก ภายในตัวเอง

จังหวะชีวิตที่ทำให้ Tsotsi ได้สัมผัสสีขาวในหัวใจอีกครั้ง มันก็เริ่มต้นมาจาก 

ในชั่ววินาทีที่เขาตอบหญิงสาวว่าเด็กคนนี้ชื่อ David ซึ่งเป็นชื่อของเขาตอน

ยังเล็ก มันเป็นการบอกว่า 

จิตใต้สำนึกของเขาเอง มองเห็นเด็กคนนี้ เป็น ตัวเองในวัยเด็ก

การเลี้ยงดูอุ้มชูให้ความรักเด็กน้อยคนนี้ สำหรับ Tsotsi แล้วมันก็เหมือนเป็น 

การชดเชยความรักและความอบอุ่น อย่างที่ตัวเองในวัยเด็กไม่เคยได้รับ 

และ เขาได้สร้างความเป็นพ่อที่เขาอยากจะมี อยากจะเป็น ชดเชยจากพ่อ

ตัวจริงที่ไม่ได้ให้ความอบอุ่นอย่างที่เขาต้องการ

และการที่เขาได้พบ Miriam หญิงสาวที่ยินดีรับบทบาทแม่โดยไม่หวังสิ่งตอบ

แทน เธอเป็นเหมือนตัวแทนที่ทำให้เขาได้กลับไปพบกับแม่ที่เขาไม่มีโอกาส

ได้สัมผัสในวัยเด็ก และ ความเป็นแม่ของเธอนี่เอง ทำให้ เด็กทารกที่อยู่ใน

อ้อมกอดของ Miriam ก็มีความหมายเหมือนกับ เด็กชาย David ได้หวนกลับ

มาสู่สัมผัสแม่อีกครั้ง

เด็ก ไม่ได้ทำให้ Tsotsi เปลี่ยนแปลง แต่ การพบเด็ก มันตามมาด้วย การค้น

พบ ความเป็นพ่อ และ ความเป็นแม่ ที่มาเติมเต็ม ชีวิตวัยเด็กที่พร่องไป มัน

เป็นการทำให้ จิตใจอันงดงามบริสุทธิ์เป็นสีขาวของเด็กชาย David ได้กลับ

มาเต้นมีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง 

เป็นหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อฟากฝั่งที่ว่า คนเราทุกคนมีพื้นฐานจิตใจที่

ดีงาม แต่เซลล์สามัญสำนึกนั้นบางครั้งก็อาจเหี่ยวฝ่อไปเพราะไม่ได้รับการ

รดน้ำดูแล แต่ มันก็ไม่ได้หมายความว่า คนๆนั้นไม่มี

...อย่างไรก็ดี เด็กคนนี้ไม่ใช่ David เด็กคนนี้ไม่ใช่ Tsotsi เด็กคนนี้ชื่อ มีตัว

ตน มีแม่และพ่อที่รออยู่ บทสรุปสุดท้ายคือ 

คำตอบของคำถามที่ว่า Tsotsi มี 

Decency อย่างที่เพื่อนถามถึงหรือไม่ และ การตัดสินใจครั้งสุดท้ายพร้อม

เสื้อสีขาวที่ Tsotsi ใส่ (ทั้งเรื่องเราจะเห็นว่าเขาใส่แต่สีดำ)

...ยังมีเด็กแบบ Tsotsi อยู่อีกมากในสังคม ที่ถูกจัดกลุ่มเป็น เด็กเหลือขอ , 

เด็กอันธพาล ฯลฯ คนดีๆที่ไม่มีทางเลือกหรือไม่มีคนชี้ทางให้กับชีวิตถูกจัด

กลุ่มอยู่ในคนที่เป็นส่วนเกินของสังคม และ สุดท้ายกลายเป็นเศษเดนสังคม

ที่ดักปล้นจี้ข่มขืน

เราไม่มีทางรู้เลยว่า ยังมี เด็กกี่คนที่เป็น Tsotsi แต่ไม่มีใคร ช่วยพยุงเขาขึ้น

มา เรายังคงยังมุ่งหวังแต่การปรับพฤติกรรมคน Tsotsi ทำให้เห็นว่า

 เราไม่สามารถแก้พฤติกรรมคนได้

ถ้าแก่นของเขานั้นยังไม่ได้รับการเยียว

ยา เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ 

หากเราไม่มีศรัทธาในคุณค่าของมนุษย์

ตัวอย่างชัดเจน จะเห็นในหนังฉากสุดท้ายว่า แม้ Tsotsi ดูเหมือนจะยอมทำ

ตามคำบอกด้วยดี แต่ หากตำรวจใช้ความรุนแรงเพื่อจัดการเมื่อใด Tsotsi ก็

พร้อมจะต่อสู้เพราะสัญชาติญาณ และ เมื่อคนเป็นพ่อใช้ความอ่อนโยนและ

ความรักลูกเข้าหา พร้อมเชื่อมั่นในตัวเขา Tsotsi ก็พร้อมที่จะเป็นคนดี

จากความเชื่อเกี่ยวกับ พื้นฐานจิตใจของมนุษย์ ที่กล่าวไว้ในตอนต้น มันไม่

สำคัญว่า ความเชื่อใดจะถูก แต่ มันสำคัญตรงที่ว่า หากเราเชื่อว่า พื้นฐาน

มนุษย์เป็นคนไม่ดี เราก็มักจะไม่มีความหวัง ไม่มีศรัทธาต่อคนอื่น



แน่นอนว่า เราก็จะไม่มีวันมีคนดีเพิ่มขึ้นบนโลกใบนี้แม้แต่คนเดียว

... การเปลี่ยนแปลง ภายใน ของคน จะเกิดขึ้นได้ มันต้องมีแรงหรือพลังผลัก

ดัน และ มันต้องมีความหวัง ซึ่งสิ่งเหล่านั้น มันย่อมมาจาก ความศรัทธาใน

ตัวคน ดังนั้น ความเชื่อที่ว่า พื้นฐานของมนุษย์มีจิตใจที่ดีงาม ไม่ว่าจะถูก

หรือผิด แต่มันก็จะเป็นพลังคอยผลักดันให้คนเราพร้อมจะเปลี่ยนแปลง และ 

คนดีๆในโลกใบนี้ก็จะมีมากขึ้นไปพร้อมๆกับคนเลวๆที่จะลดลง

จะเป็นเช่นไร หากเรามีครูที่มองลูกศิษย์ในแง่ลบ 

ไม่มีศรัทธาว่าเด็กเกเรจะกลับตัว

จะเป็นเช่นไร หากเรามีหมอที่ไม่เชื่อว่าคนไข้จะดีขึ้นได้

จะเป็นเช่นไร หากเรามีพ่อแม่ที่มองลูกเห็นแค่พฤติกรรมแย่ๆ 

แล้วปักใจว่าเด็กคนนี้โตขึ้นไม่มีวันได้ดี

 

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น