QCON
ดู Blog ทั้งหมด

กาลครั้งพิเศษ...

เขียนโดย QCON
 

กาลครั้งพิเศษ

เจ้าหญิงทรงเคยอยู่ในปราสาทใจกลางนครสีคราม...

หากแต่ทรงถูกมังกรร้ายจับมาขังยังปราการทมิฬ...

ตั้งแต่อยู่ที่นี่พระองค์ทรงพบผู้คนในปราสาทนี้หลากหลาย แต่ผู้ใดก็ไม่เหมือนหญิงคนหนึ่งที่พระองค์เคยพบ....

นางมองเหม่อลอยตลอดเวลา ใต้อาภรณ์สีน้ำเงินสลับเขียวมีนาฬิกาทรายเรือนน้อยวางไว้ในมือ เจ้าหญิงสีครามมองนางอยู่เนิ่นนาน กว่าผู้หญิงคนนั้นจะรู้ตัวว่ามีแขกมา

นางยิ้มให้ แต่เป็นยิ้มที่เจือด้วยอารมณ์หม่นหมองแต่ก่อนหน้า...

“จะให้ข้าเรียกท่านว่าอย่างไรดี?” เจ้าหญิงเปิดบทสนทนา

“หลายคนเรียกข้าว่า ‘แม่’” นางตอบพร้อมผายมือเชื้อเชิญให้องค์หญิงนั่ง “แต่นั่นไม่สำคัญหรอก...”

แววตาของนางไหววูบและลู่ลง...







เจ้าชายเดินทางมาจากอาณาจักรสีเงิน...

ทรงเดินทางม้าพร้อมกับอาชาคู่ใจ มุ่งหมายไปพิชิตอสูรร้ายและช่วยเหลือเจ้าหญิงบนยอดหอคอยทมิฬ...

ระหว่างทางพระองค์พานพบผู้คนมากมาย แต่ไม่มีใครเหมือนชายผู้หนึ่งที่พระองค์เคยพบ

“ว่าอย่างไรนักเดินทาง” ชายคนนั้นเริ่มต้นด้วยการทักทายพระองค์ก่อน “มีเวลาคุยกับข้าสักชั่วประเดี๋ยวไหม?”

เจ้าชายสีเงินที่เพิ่งสิ้นหวังจากการหาที่พักเพราะทุกแห่งถูกจองเต็มด้วยคนที่มางานเทศกาลเหลียวไปมอง ชายคนนั้นสวมชุดคลุมเก่าๆมอซอธรรมดาเหมือนเมษบาล ปกติหากเป็นช่วงที่อารมณ์ขุ่นมัวเช่นนี้เจ้าชายจะทำเฉยแล้วจูงม้าผ่านไป แต่หนนี้ด้วยอำนาจอาถรรพ์อันใดไม่ทราบ เจ้าชายพาทีตอบไป

“มีเหตุผลกลใดเป็นพิเศษที่ข้าควรจะสนทนากับท่านในค่ำคืนนี้?”

“ข้ามี...ที่พัก” ชายคนนั้นว่า เจ้าชายเลิกคิ้วมองอย่างไม่เชื่อน้ำมนตร์สักเท่าใด

อัศวินสีเงินเอ่ยถามว่าที่พักนั้นอยู่หนใด ไกลจากที่นี่ไหม ชายคนนั้นหัวเราะแล้วหยิบถุงใบเล็กออกมา เจ้าชายลอบสังเกตเห็นเมล็ดพันธุ์พืชสีเขียวจำนวนมากที่แออัดกันอยู่ ชายผู้เอ่ยทักพระองค์หยิบมาหนึ่งเมล็ดโยนไปทางทุ่งรกร้างเบื้องหน้า

แล้วแสงสีเขียวก็สว่างวาบจนเจ้าชายต้องยกแขนขึ้นบัง พริบตา ... เถาวัลย์ไม้เลื้อยยักษ์ก็ผุดขึ้นมา ไม้เลื้อยบิดตัวก่อร่างกลายเป็นบ้านหลังย่อมๆขึ้นมา

เจ้าชายยิ้มมองด้วยสายตาอัศจรรย์ใจ

“ข้าควรเรียกท่านว่าอย่างไรดี?” เจ้าชายถาม

“นักหว่านเมล็ด” ชายคนนั้นพูดพร้อมรอยยิ้ม “เรียกข้าเช่นนี้ก็แล้วกัน...”

ในแววตาที่ดูไม่ทุกข์ร้อนนั้น เจ้าชายเห็นแวบหนึ่งของความเหนื่อยอ่อน...







ธิดาแห่งแคว้นสีครามนั่งตรงข้ามฝั่งกับสตรีปริศนา...

แม้จะมีคนนั่งอยู่ด้วยในห้องแต่นางยังคงเหม่อมองออกไปข้างนอกอยู่....

“ท่าน... ก็ถูกมังกรจับมาด้วยหรือ?” เจ้าหญิงเอ่ยถามหลังจากชั่งใจอยู่นาน หญิงเบื้องหน้าสะดุ้งหันมามองเจ้าหญิงเหมือนกับจะถามว่าพระองค์มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“ขอโทษที่ข้าเหม่อไป” นางว่า “ข้าสมัครใจมาที่เองหรอก”

“แล้วเหตุใดท่านถึงยังคงมองออกไปด้านนอกเหมือนปรารถนาอิสรภาพ คิดว่าตนเองคิดผิดเช่นนั้นหรือ?”

หญิงสาวเบื้องหน้าถอนหายใจเบาเมื่อได้ยินคำถาม นัยน์ตาคู่งามลู่ลดลงด้วยความอาดูรที่พุ่งขึ้นมา

“ข้ามา... จากอีกโลกหนึ่ง” นางพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร แต่เจ้าหญิงแทบลืมหายใจไปแล้วเมื่อได้ยินคำนั้น

“ที่โลกนั้น ข้าเป็นผู้ดูแลอะไรหลายๆอย่างให้อยู่ภายใต้ความอนุเคราะห์ของข้า”

“เช่นนั้น ท่านก็คือเทพพิทักษ์นะซี” เจ้าหญิงพูดด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน ดวงตาพราวระยับเหมือนเด็กน้อย

“ข้าเคยดูแลและเฝ้ามอง....” หญิงคนนั้นว่า “สายน้ำ ผืนดิน แผ่นฟ้า และป่าไม้ ทุกสรรพชีวิตที่อิงอาศัยสิ่งเหล่านั้น ข้าเคยโอบอุ้มเอาไว้เท่าที่อ้อมแขนของข้าจะพึงให้ทำได้... หลายชีวิตเข้ามาและจากไป ข้าไม่เคยเศร้าเสียใจจนกระทั่งเกิดอุบัติการณ์ของชีวิตหนึ่งขึ้นมา พวกเขาฉลาดและเก่งกล้า พวกเขามีปัญญาและรู้จักสร้างสรรค์ แต่ดูเหมือนยิ่งพวกเขาเดินหน้าไปเร็วเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งลืมเลือนข้าไปเท่านั้น...”

เจ้าหญิงสีครามจ้องสตรีนางนั้นไม่วางตา คิ้วเร็วค่อยๆขมวดเป็นปมเข้าหากันอย่างครุ่นคิด

“ท่านหมายถึง...”

หญิงนางนั้นยิ้มอ่อนโยนมาทางพระองค์







โอรสแห่งราชอาณาจักรสีเงินอยู่กับแขกยามวิกาล...

พระจันทร์เสี้ยวและฟ้าเปิด เผยให้เห็นหมู่ดาวเดียรดาษเต็มฉากฟ้าสีดำ...

“ท่านกำลังกลัดกลุ้ม?” เจ้าชายว่าพลางเขี่ยท่อนฟืนให้ปะทุแสงไฟ

“ข้ากำลังเสียใจ” ชายอิสรชนว่า

“หากไม่รังเกียจ ข้าอาจช่วยท่านปรับทุกข์ได้”

ชายคนนั้นมองเจ้าชายด้วยร้อยยิ้มอาดูร แล้วหันหน้าขึ้นมองดวงดาวที่ละลานฟ้าราตรี

“ท่านเองก็เป็นนักปกครองคน บอกข้าที หากเราเป็นเจ้าชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง เราควรยื่นมือเข้าไปยุ่งวุ่นวายในการกระทำใดใดของคนใต้ปกครองเราหรือไม่?”

“ปัญหาของนายจ้างกับบริวารหรือไร?” เจ้าชายพูดหยอกแกมขบขัน ชายคนนั้นยักไหล่ไม่ว่ากะไร

“หากเป็นในอดีต ข้าคงตอบไปว่าผู้คนของเราควรเป็นระเบียบภายใต้บัญญัติเคร่งครัด” เจ้าชายว่าแหงนใบหน้าขึ้นมองดูดาวบ้าง “แต่มาบัดนี้ข้ากลับคิดว่า ลางทีควรปล่อยให้พวกเขาเลือกเส้นทางของตนเองบ้าง”

“แม้หนทางนั้นจะเป็นวินาศครรไลของพวกเขา?” ชายคนนั้นพูดลอยๆขึ้นมา เจ้าชายหันขวับไปมองทางเขาทันที

“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”








“พวกเขาเลือกที่จะเดินไปในหนทางแห่งความวิบัติ” หญิงคนนั้นเอ่ยด้วยแววตาเศร้าสร้อยกับเจ้าหญิง

“ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาได้ความโลภเช่นนั้นมาจากที่ใด ข้ามอบทุกสิ่งเท่าที่ข้ามอบได้ให้พวกเขา แต่ก็ไม่เคยพอ พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการมา จนกระทั่งเลิกเหลียวแลในสิ่งที่งอกเงยได้ หันไปหาคมเหล็กและเตาไฟแทน”

“บางทีนั่นอาจเป็นสิ่งที่เรียกว่าการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ของความก้าวหน้า” เจ้าหญิงที่เงียบเสียงไม่เอ่ยสิ่งใดมานานเอ่ยค้าน

เทพีพิทักษ์ส่ายหน้า

“ความเจริญของพวกเขากำลังบ่อนทำลายพวกเขาเอง...”

“บางทีมันคงเป็นความผิดของข้าเอง” นักหว่านเมล็ดกล่าว

“ข้าไม่เข้าใจ” เจ้าชายสีเงินคู่สนทนาเอียงคอด้วยความสงสัย

“ข้ามอบปัญญาให้พวกเขา ข้ามอบความเป็นอิสระให้แก่พวกเขา ด้วยสำคัญว่า สังคมที่ก้าวหน้าไปถึงเพียงนั้นคงเกินกำลังที่ข้าจะเข้าไปยุ่มย่ามแล้ว ข้าผละมือและเปลี่ยนไปเฝ้ามองพวกเขาเดินด้วยตนเอง แต่ช่างน่าเศร้าใจ หนทางที่พวกเขาเลือกเดินช่างแตกต่างจากที่ข้าคาดหวังไว้นัก แทนที่จะเลือกทุ่งดอกไม้แห่งสันติภาพ กลายเป็นว่าพวกเขาเลือกทะเลทรายเลือดแห่งสงคราม แทนที่จะเป็นฟากฟ้าสีครามบริสุทธิ์ พวกเขาเลือกเถ้าถ่านและไอพิษ ผืนป่าถูกแผ้วไป และดินอันกันดารก็ผุดขึ้นมาแทน”

“ท่านหมายถึง...” เจ้าชายจ้องคู่สนทนาไม่วางตา อีกฝ่ายเพียงแต่ยักยิ้มในความระอากับสิ่งที่ตนทำ

“พวกเขาเปลี่ยนจากเดินเตาะแตะไปเป็นย่างก้าวอย่างมั่นคง แต่เป็นย่างก้าวขึ้นแท่นประหารชีวิตตนเอง ข้ายื่นมือเข้าช่วยพวกเขาหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ทำมันพังหมด ข้าพยายามร้องบอกพวกเขา ข้ายืมพลังของสายลมและสายฟ้า ยืมอำนาจของสายน้ำและเปลวไฟ สำแดงฤทธิ์ผ่านผืนดินและมหาสมุทร...” ชายนักหว่านเมล็ดกล่าวมาถึงตอนนี้น้ำตาก็รื้นขึ้นที่ริมขอบตา “แต่พวกเขากลับไม่เคยฟัง มีบ้างที่เริ่มรู้ตัว แต่ก้าวที่หนักแน่นของพวกเขาก็ยังมุ่งไปลานประหารเช่นเดิม”







สายลมพัดวูบตีสะบัดผ้าโปร่งสีเขียวให้ลอยวูบ

“มาบัดนี้ พวกเขาไม่ต้องการข้าอีกต่อไปแล้ว” เทพีพิทักษ์เอ่ยด้วยเสียงเศร้า เจ้าหญิงก็พลอยลู่คิ้วลงด้วยความหดหู่ไปด้วย

“ทุกอย่างที่ข้ามอบให้พวกเขาด้วยความรัก ถูกตอบแทนด้วยคมขวานและเปลวไฟ”

“อย่าพูดเช่นนั้นเลย” เจ้าหญิงลุกขึ้นยืน “ข้าเชื่อว่าต้องมีพวกเขาสักคนที่รู้ตัว และพยายามทำทุกทางเพื่อที่จะรักษาสิ่งที่ท่านปกปักษ์ไว้แต่ดั้งเดิมให้คงอยู่ไว้ต่อไป”

คู่สนทนาของเจ้าหญิงสีครามหันมามองพร้อมรอยยิ้มที่ไม่วายจะคงความโศกศัลย์ไว้ นางถอนหายใจแล้วมองที่นาฬิกาทราย

“ข้ามองออกไปข้างนอกเพราะคิดถึงพวกเขา แม้ข้าจะถูกขับไล่ออกมาแล้วแต่ข้าก็ยังเป็นห่วงอยู่เสมอ” มือขาวเรียวลูบไปยังนาฬิกาทรายเรือนน้อย เม็ดทรายไหลเทลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำตามแรงของโลก

“ข้ามองดูนาฬิกาทรายของพวกเขาด้วยความหวังว่าทรายจะไหลช้าลง แต่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง เวลาของพวกเขาก็หมดลงไปรวดเร็วเหลือเกิน....”

ในห้องไม่มีผู้ใดเอ่ยกล่าวอันใดอีกต่อไป พระอาทิตย์สีแดงหลบกายลงหลังหุบเขา สาดแสงสีส้มแห่งความอาลัยอาวรณ์ให้ประทับไปทั่วบริเวณ ในบรรยากาศเช่นนั้น เจ้าหญิงสีครามรู้สึกว่า ความเศร้าของสตรีเบื้องหน้าจะเพิ่มขึ้นร้อยเท่าพันทวี...

ทั้งพระองค์ยังพอจะเข้าใจความรู้สึกของนาง ดังว่าจะส่งต่อมาทางพระองค์ด้วยอีกทาง...








เส้นสว่างวาบวิ่งผ่านขอบฟ้า ดาวตกดวงหนึ่งเพิ่งผ่านสายตาของชายสองคนบนริมทางข้างพงหญ้าไป

“ข้ารักที่แห่งนั้นมากกว่าสิ่งใด” ชายอิสรชนโพล่งขึ้นหลังจากเงียบงันไปนาน เจ้าชายมองไปยังคู่สนทนาอีกครั้งและตั้งใจฟัง

“ข้าหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังไว้ที่นั่น ข้ามอบความรักให้ที่แห่งนั้น ข้าหวังว่าที่นั่นจะกลายเป็นอัญมณีที่สุกสกาวที่สุดในห้วงของความเคว้งคว้างอันมืดมน หวังว่าที่นั่นจะเป็นดังสระน้ำในทะเลทรายที่จะเป็นที่พักผ่อนกายให้เหล่าสรรพชีวิตทั้งมวล ข้าฝากความหวังไว้ที่พวกเขาว่าจะต่อยอดความฝันของข้าให้สำเร็จได้ แต่สิ่งใดก็ไม่เคยแน่นอน”

“ข้าเชื่อว่า” เจ้าชายพูดขึ้นบ้าง “พวกเขาจะรู้ตัวได้ทันท่วงที ก่อนที่จะเอาหัวของตนเข้าไปคล้องบ่วงเชือกแน่นอน”

นักหว่านเมล็ดหันมามองเจ้าชายด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา

“ข้าก็หวังเช่นนั้น... ข้าไม่อาจทำใจได้หากต้องลบพวกเขาให้หายไป”

ชายคนนั้นมองขึ้นฟ้า เจ้าชายก็มองขึ้นฟ้า

แสงสว่างรำไรของขอบเขาเริ่มฉายขึ้นมา ดาวบนฟ้าค่อยๆลดลงตามรุ่งอรุโณทัย

เจ้าชายมองไปยังดาวเหนือที่ชี้นำทาง มันเลือนรางและจางลงไป ในบรรยากาศเช่นนั้นเจ้าชายคิดว่า ความหวังใดใดก็ตามดูจะแห้งเหือดลงไปในทันใด ดังความรู้สึกของนักหว่านเมล็ดจะส่งทอดต่อมายังพระองค์...

เปลวไฟของกองไฟริมทางมอดลงไป ทิ้งไว้แต่ละอองเถ้าสีเทา...







ใครบางคนกำลังเฝ้ามองและดูแลเราอยู่เสมอ... แต่เรากลับไม่รู้ตัว และหลงลืมอยู่ทุกคราไป

เรากำลังลืมไปว่า เรามิได้เป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ในทุกสิ่งทุกประการ ทุกอย่างที่มี เราล้วนหยิบยืมมาจากลูกหลานทั้งสิ้น... จะยังทันหรือเปล่าที่เราจะหยุดเดินสู่ลานประหารและชะลอนาฬิกาทรายให้ไหลช้าลงกว่านี้?







เจ้าหญิงสีครามเผลอหลับไป เมื่อตื่นมาอีกครั้ง เทพีพิทักษ์นางนั้นก็ไม่อยู่ในห้องแล้ว คงไว้แต่นาฬิกาทรายที่พร่องเวลาเต็มที...

สายตาขององค์หญิงเหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่าง...

ณ ที่โลกของพระองค์ พฤกษาชาตินั้นยังงดงาม และธรรมชาติก็ยังเอ็นดูเหล่าผองพันธุ์ของพระองค์อยู่

หากให้เอ่ยคำอธิษฐานแก่สิ่งใดสักสิ่ง...

เจ้าหญิงอยากปันคำอธิษฐานให้นาฬิกาทรายเบื้องหน้า ขอให้ทรายไหลช้าลงกว่านี้...








เจ้าชายสีเงินเผลอหลับไป เมื่อตื่นมาอีกครั้ง นักหว่านเมล็ดพันธุ์ก็ไม่อยู่แล้ว ทิ้งไว้แต่เมล็ดถั่วสีเขียวธรรมดาสองสามเมล็ด...

สายตาของเจ้าชายเหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าที่ค่อยๆละเวลารัตติกาล...

ณ ที่โลกของพระองค์นี้ ท้องฟ้ายังคงสว่างสดใส และธรรมชาติก็ยังเอ็นดูเหล่าผองพันธุ์ของพระองค์อยู่

หากให้เอ่ยคำอธิษฐานแก่สิ่งใดสักสิ่ง...

เจ้าชายอยากปันคำอธิษฐานให้บันไดลานประหารนั้นยาวต่อยอดไปไม่รู้จักจบจักสิ้น ยาวจนคนเดินขึ้นลานนั้นถอดใจแล้วหันหลังกลับ... 








ฟ้าสวรรค์คงไม่โหดร้ายขนาดลบเผ่าพันธุ์เยาว์วัยที่กำเนิดมาเพียงไม่กี่หมื่นปีนี้ทิ้งไปง่ายๆเป็นแน่...

แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา...


+_+_+_+_+_+_+_+_+_+_+_+_+

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น