Rance
ดู Blog ทั้งหมด

เทคนิคการท่องจำที่ได้ผลดีที่สุด

เขียนโดย Rance

          การจะเรียนหนังสือให้เก่งนั้น การท่องจำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง แม้หลาย ๆ คนจะพยายามปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ แต่ตราบใดที่เด็ก ๆ ยังต้องสอบแข่งขันกันอยู่ ถ้าอยากจะได้คะแนนสอบดี ๆ อย่างไรเสียก็หลีกเลี่ยงการท่องจำไปไม่ได้ แม้แต่วิชาคณิตศาสตร์ที่ผมถนัด ต่อให้มีสกิลการคำนวณที่เก่งเทพอย่างไร อย่างน้อย ๆ ก็ต้องจำสูตรต่าง ๆ ให้ได้ทั้งหมดก่อน ถ้าจำสูตรไม่ได้ จะไปนั่งพิสูจน์สูตรในห้องสอบก็เสียเวลาโดยใช่เหตุ

          ผมสอนเด็กมานาน เริ่มสอนพิเศษเป็นรายได้เสริมตั้งแต่ตอนเรียนชั้นม.6 แต่ถ้านับรวมการติวสอบเพื่อน ๆ ในห้องนี่ต้องบอกว่าสอนคนอื่นมาตั้งแต่ประถมเลยทีเดียว เวลาผมสอน หลักการของผมก็คือการ "ทำยังไงก็ได้ให้คนอื่นเข้าใจแบบที่เราเข้าใจ" ซึ่งแต่ก่อนทำได้ยากมาก เพราะถ้าคนที่ผมสอนมันคิดได้แบบผม มันคงไม่ต้องมานั่งให้ผมสอนหรอก แต่พอสอนไปนาน ๆ สอนไปหลาย ๆ คน ก็เริ่มมีประสบการณ์จนพอจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้เรื่องที่ยากสำหรับเขา กลายเป็นเรื่องง่ายแบบที่เราเข้าใจ

          มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ในส่วนของการท่องจำ ผมก็คิดด้วยหลักเดียวกันว่า
"ทำยังไงก็ได้ ให้คนอื่นจำได้เหมือนเรา" ซึ่งก็ขอชมตัวเองหน่อยละกัน ว่าผมเป็นคนความจำดีพอสมควรโดยที่ไม่เคยต้องใช้เทคนิคอะไร ช่วงแรก ๆ เลยไม่สามารถหาวิธีให้คนที่ผมสอนจำเก่งเหมือนผมได้ แต่ด้วยประสบการณ์+การลองผิดลองถูก ในที่สุดก็ได้ผลสรุปออกมา ว่าถ้าอยากให้คนอื่น(ที่ความจำไม่ดีเท่าผม)จำอะไรได้ง่าย ๆ ต้องใช้วิธีไหน

          ขอจัดอันดับตามทักษะพื้นฐานทั้งสี่ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน เรียงจากวิธีที่กากที่สุด ไปยังวิธีที่ผมเห็นว่าได้ผลดีที่สุด ดังนี้


อันดับ 4: การอ่าน

          วิธีพื้นฐานที่สุดเวลาเราอยากจะจำเนื้อหาให้เขาไปในหัว คือการอ่านหนังสือนั่นเอง แต่ใครเคยลองนั่งอ่านดูจริง ๆ คงจะรู้ว่ามันไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ แค่อ่านอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้เราจำได้ดีนัก(นอกจากจะเป็นคนความจำดีโดยกำเนิด) จำเป็นต้องมีเทคนิคอะไรเสริมเพื่อให้จำได้ดีขึ้น เช่นการเอาปากกาไฮไลท์ขีดส่วนที่สำคัญ แต่ถึงอย่างนั้น ผมว่าการอ่านก็ยังได้ผลน้อยกว่ากระบวนการอื่นอยู่ดี

อันดับ 3: การฟัง

          จริง ๆ แล้วการฟังได้ผลดีกว่าการอ่าน แต่ปัญหาคือคนที่พูดให้เราฟังต้องพูดเก่งด้วย ถึงจะสามารถพูดให้เราสนใจฟังได้ นอกจากจะพูดเก่งแล้ว ความรู้ก็ต้องแน่นด้วย ไม่งั้นสอนอะไรผิด ๆ ให้เด็ก เดี๋ยวเด็กจำไปทำข้อสอบก็ผิดกันหมด

          เรื่องนี้สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของผู้สอนได้เป็นอย่างดี เด็ก ๆ ทุกคนคงเคยประสบมาแล้ว ว่าครูแต่ละคนนั้นสอนเก่งไม่เท่ากัน พูดเก่งไม่เท่ากัน บางคนพูดอะไรออกมาเราฟังไม่รู้เรื่อง ผิดกับบางคนที่ขนาดเรื่องยาก ๆ ยังพูดจนฟังดูง่ายได้ มันมีความแตกต่างกันจริง ๆ เอาเป็นว่าถ้าได้เรียนกับครูเก่ง ๆ ก็โชคดีไป ส่วนใครได้ครูไม่ค่อยเก่งก็คงต้องไปขวนขวายจากข้างนอกห้องกันเอาเอง 

          สมัยเรียนจุฬาฯ เพื่อน ๆ ผมหลาย ๆ คนเอาอุปกรณ์มาอัดเสียงเวลาอาจารย์ lecture หรือแม้แต่ตอนติวกับผมมันก็อัดเสียงผมไปฟัง ตอนมันสอบได้คะแนนดี มันเคยบอกผมว่า "ตอนเห็นข้อสอบข้อนี้ กูได้ยินเสียงมึงขึ้นมาในหัวเลย" ก็เป็นอะไรที่ผมฟังแล้วปลื้มใจ


อันดับ 2: การเขียน

          อันนี้ผมว่าหลาย ๆ คนที่เคยนั่งอ่านหนังสือด้วยตัวเองคงรู้กันดีอยู่แล้ว ว่าการเขียนช่วยให้เราจำได้ง่ายกว่าการอ่าน อย่างสูตรคณิตศาสตร์ที่จำยาก ๆ เช่นพวกตรีโกณฯ อ่าน ๆ ไปไม่เข้าหัว ลองนั่งคัดดูซัก 4-5 รอบนี่น่าจะทำให้จำได้ดีขึ้นเยอะ อย่างไรก็ตาม การเขียนหรือการนั่งคัดหลาย ๆ จบนี่ก็ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด จากประสบการณ์การสอนของผม วิธีที่ช่วยให้จำได้ดีกว่านั้น คือ...

อันดับ 1: การพูด!

          การพูดนี่แหละครับที่ทำให้เราจำได้ง่ายที่สุด ยิ่งพูดออกมาดัง ๆ ให้ตัวเองได้ยิน ยิ่งได้ผลดีมาก (จริง ๆ คือมันเป็นการพูด+การฟัง) ก็ตรงตัวนั่นแหละที่คนสมัยก่อนเขาเรียกว่า 'การท่องจำ' ก็เพราะการท่องนี่แหละได้ผลดีที่สุดแล้ว! 

          - ไอ้ที่สมัยก่อนครูให้ผมท่องว่า
"ไก่ จิก เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง" ผมท่องมาตั้งแต่ตอนประถม บัดนี้ยี่สิบกว่าปีแล้วก็ยังจำได้ไม่เคยลืม

          -
"เอ่ บี่ ซี ดี อี๊ เอ๊ฟ จี..." แต่ก่อนตอนเด็ก ๆ ครูให้ร้องซะเป็นเพลง บัดนี้ก็ยังร้องได้อยู่ 

          -
"A ตา ชา B C ฟัน D ดูก..." นี่ก็โดนครูสอนวิทย์ให้ท่องพร้อมกันทั้งห้องตั้งแต่สมัยม.ต้น บัดนี้ก็ยังไม่เคยลืมเช่นกัน

          - ติวเตอร์มืออาชีพหลาย ๆ คนก็ใช้วิธีให้เด็กพูดออกมา อย่างสมัยม.ปลาย พวกเพื่อน ๆ ผมเรียนอังกฤษ
ครูสมศรี เขาก็มีเพลงออกมาให้เด็กเอาไปร้อง ซึ่งก็น่าจะได้ผลดีมาก สถาบันเขาถึงได้มีชื่อเสียงโด่งดัง(ในยุคผมนะ สมัยนี้เป็นไงไม่รู้ละ)

...........................................

          สรุป อยากจำเก่ง ๆ ให้ท่องเยอะ ๆ ครับ ท่องออกมาดัง ๆ ให้ตัวเองได้ยิน แต่ถ้าอะไรที่ท่องไม่ได้ เช่นแผนภาพหรือรูปต่าง ๆ ก็ให้ใช้วิธีเขียนเอาครับ วาดรูปออกมาหลาย ๆ รอบก็ช่วยได้เยอะอยู่

          หวังว่าที่เขียนนี่จะเป็นประโยชน์กับเด็ก ๆ ทุกคนนะครับ ขอให้โชคดีกับการเรียนครับ เหนื่อยเต็มที่ก็แค่ตอนม.6นี่แหละ พอขึ้นมหาลัยเดี๋ยวก็สบายละ
(ถ้าไม่ไปเรียนคณะโหด ๆ อย่างพวกหมออ่ะนะ) สู้ ๆ ครับ

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น