เท่าที่สอนเด็กมา ช่วงประมาณม.2-ม.3 เด็กจะเริ่มเจอโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สามารถแปลงโจทย์ปัญหายาว ๆ ให้กลายเป็นสมการได้ จึงแก้โจทย์ไม่ได้
โจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนและยาวเกิน 3 บรรทัดนั้น โดยมาก มักจะเป็นโจทย์ที่แปลงเป็นสมการสองตัวแปรได้สองสมการ และต้องเอาทั้งสองสมการมาเชื่อมโยงกันถึงจะสามารถหาตัวแปรทั้งสองตัวได้ แต่วันนี้จะขอสอนแค่พื้นฐาน เอาแค่สมการตัวแปรเดียวให้ได้ก่อนดีกว่า แล้วค่อยฝึกทำแบบสองตัวแปรทีหลัง
อ่านมาสองย่อหน้า บางคนอาจยังไม่เข้าใจว่าพูดเรื่องอะไร ดังนั้นจะขอยกตัวอย่างโจทย์ปัญหาให้ดูเลยละกัน
Ex. สามเท่าของผลต่างของเลขจำนวนหนึ่งกับห้า มีค่าน้อยกว่าสองเท่าของผลบวกของเลขจำนวนนั้นกับสิบเอ็ดอยู่สามสิบ ถ้าเลขจำนวนนั้นมีค่ามากกว่าห้า เลขจำนวนนั้นคืออะไร
เป็นไงครับ โจทย์แบบนี้ทำได้มั้ยครับ? ถ้าทำได้แสดงว่าคุณเก่งแล้ว ก็ไม่ต้องอ่าน blog นี้ก็ได้ แต่สำหรับคนที่ทำไม่ได้ เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ สอนให้ครับ
....................................................
โจทย์ข้อที่ตั้งไว้ด้านบนนี้ ถ้าให้ประมาณความยาก ผมให้เป็น Lv.3 ปกติการสอนเด็กผมจะเริ่มสอนจากของง่าย ๆ ก่อนเสมอ ดังนั้นเรามาเริ่มจากโจทย์ Lv.1 กันก่อนดีกว่า
Ex.1 สองเท่าของเลขจำนวนหนึ่งมีค่ามากกว่าสามอยู่สี่ จงหาเลขจำนวนนั้น (Lv.1)
สั้น ๆ แบบนี้ หลาย ๆ คนน่าจะทำได้ วิธีทำก็คือแทนสิ่งที่เราไม่รู้เป็นตัวอักษรไว้ แล้วดูว่าเอามาทำอะไรกับใครได้เท่าไหร่ แล้วเขียนสมการ
Step 1: สิ่งที่เราไม่รู้ -> “เลขจำนวนหนึ่ง” แทนเป็นตัวอักษร เช่นตัว A
Step 2: เอาไปทำอะไรกับใคร -> มีคำว่า “สองเท่าของ” กับคำว่า “มากกว่า” แสดงว่าต้องเอาไปคูณสอง กับเอาไปลบสาม
Step 3: ได้เท่าไหร่ -> อันนี้สำคัญมาก ขึ้นชื่อว่าสมการ มันต้องมีเครื่องหมาย = ในที่นี้เครื่องหมายเท่ากับ อยู่ตรงคำว่า “มากกว่าสามอยู่สี่”
ดังนั้น ข้อนี้จึงเขียนเป็นสมการได้ว่า 2A – 3 = 4
แก้สมการได้เป็น 2A = 4 + 3 = 7
A = 7 / 2 = 3.5
พอเขียนสมการออกมาได้ ก็ย้ายข้างแก้สมการได้ไม่ยากละ มันยากแค่ตอนแปลงภาษาไทยเป็นสมการเท่านั้นแหละ
ความยากมักจะอยู่ตรง Step 2 มันจะมี keyword ที่เราต้องเข้าใจ ดังนี้
- ผลบวก/ผลรวมของ A กับ B -> หมายถึง A+B
- ผลต่างของ A กับ B -> หมายถึง A-B หรือ B-A แบบใดแบบหนึ่ง โดยผลต่างจะติดลบไม่ได้ จึงต้องเอาตัวมากมาลบตัวน้อยเสมอ เช่นถ้าสมมติให้ A มีค่ามากกว่า B ก็ต้องเอา A-B
- A มากกว่า B อยู่… -> หมายถึง A-B = …
- A น้อยกว่า B อยู่… -> หมายถึง B-A = …
- คำว่า “ของ” –> มักจะหมายถึงการคูณ เช่น สามส่วนห้าของเลขจำนวนหนึ่ง ก็คือ (3/5)A
โจทย์ยาว ๆ มันชอบเอาคำพวกนี้มาเขียนติดกันรัว ๆ เราต้องค่อย ๆ อ่านแล้วแยกแยะให้ได้ว่าต้องทำอะไรก่อน เช่น
Ex.2 สองเท่าของผลบวกของเลขจำนวนหนึ่งกับสิบสี่ มีค่ามากกว่าสามเท่าของเลขจำนวนนั้นอยู่ยี่สิบสอง เลขจำนวนนั้นคืออะไร (Lv.2)
Ex.3 ผลบวกของสองเท่าของเลขจำนวนหนึ่งกับสิบสี่ มีค่ามากกว่าสามเท่าของเลขจำนวนนั้นอยู่ยี่สิบสอง เลขจำนวนนั้นคืออะไร (Lv.2)
เป็นไงครับ แยกความแตกต่างของสองข้อนี้ได้มั้ย?
ข้อ Ex.2 ต้องเอาไปบวกให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาคูณเป็นสองเท่าทีหลัง ดังนั้นจึงเขียนสมการได้เป็น 2(A+14) – 3A = 22 ซึ่งแก้ให้เสร็จจะได้คำตอบว่า A = 6
แต่ข้อ Ex.3 ต้องทำสองเท่าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยเอาไปบวกกับสิบสี่ครับ สมการก็จะเป็น (2A+14) – 3A = 22 แก้จนเสร็จจะได้คำตอบว่า A = -8
รู้วิธีทำแล้วแบบนี้ ลองกลับไปดูโจทย์ข้อบนสุดที่ผมตั้งไว้ตอนแรกกันดีกว่า ว่าตอนนี้เราทำได้รึยัง?
Ex.4 สามเท่าของผลต่างของเลขจำนวนหนึ่งกับห้า มีค่าน้อยกว่าสองเท่าของผลบวกของเลขจำนวนนั้นกับสิบเอ็ดอยู่สามสิบ ถ้าเลขจำนวนนั้นมีค่ามากกว่าห้า เลขจำนวนนั้นคืออะไร (Lv.3)
..............................................
มองโจทย์ให้แตก จะรู้ว่า โจทย์ข้อนี้คือการเอาก้อนหน้ากับก้อนหลัง มาลบกัน ได้เท่ากับสามสิบ (ต้องเอาก้อนหลังลบก้อนหน้า เพราะใช้คำว่าน้อยกว่า แสดงว่าก้อนหลังมีค่ามากกว่า)
ก้อนหน้า ผมหมายถึง “สามเท่าของ.......” ส่วนก้อนหลังคือ “สองเท่าของ.........”
ไอ้ที่บอกว่า “สามเท่าของผลต่างของ...” แสดงว่าต้องหาผลต่างให้เสร็จก่อน แล้วค่อยเอามาคูณสาม
ส่วนที่บอกว่า “สองเท่าของผลบวกของ...” ก็คือเอาไปบวกกันให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาคูณสอง
ดังนั้น จึงเขียนสมการได้เป็น [2(A + 11)] – [3(A – 5)] = 30
แก้สมการได้เป็น 2A + 22 – 3A + 15 = 30
-A + 37 = 30
37 – 30 = A
ดังนั้น A = 7
พอจะเข้าใจหลักการมั้ยครับ? เดี๋ยวผมตั้งตัวอย่างให้อีกข้อละกัน
Ex.5 ครึ่งหนึ่งของผลรวมของเงินเดือนมานพและไกรศักดิ์ มีค่ามากกว่าผลต่างของเงินเดือนมานพและสองเท่าของเงินเดือนไกรศักดิ์อยู่ 25,000 บาท ถ้าไกรศักดิ์ได้เงินเดือนเดือนละ 80,000 บาท และมานพได้มากกว่านั้นมาก อยากทราบว่ามานพได้เงินเดือนละกี่บาท (Lv.4)
ข้อนี้เกือบจะเป็นโจทย์สองตัวแปรละ โชคดีที่ท้ายโจทย์บอกเงินเดือนไกรศักดิ์มาให้ เลยเป็นแค่โจทย์ตัวแปรเดียว คือแทนเงินเดือนมานพเป็นตัว M ส่วนเงินไกรศักดิ์รู้แล้วว่าเป็น 80,000
มองโจทย์ให้ออก จะรู้ว่าโจทย์ข้อนี้คือการเอาก้อนหน้ากับก้อนหลัง มาลบกัน ได้เท่ากับ 25,000
ก้อนหน้า ผมหมายถึง “ครึ่งหนึ่งของ.......” ส่วนก้อนหลังคือ “ผลต่างของ.........”
ที่บอกว่า “ครึ่งหนึ่งของผลรวมของ...” แสดงว่าเอาไปรวมก่อน แล้วค่อยเอามาคูณ 1/2
ส่วนที่บอกว่า “ผลต่างของเงินมานพและสองเท่าของเงินไกรศักดิ์” ก็คือเอาเงินไกรศักดิ์ไปคูณสองก่อน แล้วค่อยเอาเงินมานพลบทิ้ง (เงินมานพอยู่หน้า เพราะมานพมีมากกว่าไกรศักดิ์)
สรุป เขียนสมการได้เป็น
(1/2)(M + 80000) – [M – 2(80000)] = 25000
M/2 + 40000 – M + 160000 = 25000
-M/2 + 200000 = 25000
200000 – 25000 = M/2
175000 = M/2
175000 x 2 = M
ดังนั้น เงินเดือนมานพ = 350,000 บาท
ก็ประมาณนี้ครับ ใครสงสัยตรงไหนถามได้ หรือจะให้ตั้งโจทย์เพิ่มก็บอก ตั้งได้เรื่อย ๆ ครับ
ไว้คราวหน้าจะมาสอนวิธีทำโจทย์ยากของจริง คือโจทย์ปัญหาที่ต้องใช้สองตัวแปรขึ้นไป
วิธีเขียนสมการจากโจทย์ปัญหา [part 1]
เขียนโดย
Rance
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
13 ก.ค. 58
4,981
0
ความคิดเห็น