อย่ามายุ่งกับข้า เราหย่ากันแล้ว ทำมือ+E-book

ตอนที่ 26 : บทที่ 9-1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,970
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 170 ครั้ง
    16 ก.ค. 61

E-book มาแล้วค่ะ ฝากเปย์คุณชายสี่ด้วย หรือจะทดลองอ่านก่อนก็ได้ ถูกใจแล้วค่อยเปย์(^_^)


Cast : Luhan 
    หวงเสี่ยวฉี คุณชายสี่แห่งตระกูลหวง 



Cast : Angelababy
เหอลี่หมิง/ประกายดาว

9

 

               เรือนเหลียนฮวา

               “น้องเล็กจะบอกว่านางมิใช่คนในยุคสมัยของเรา หากแต่นางมาจากอีกยุคหนึ่งที่อยู่ห่างจากเราไปเป็นพันปี และแผ่นดินเกิดของนางก็มิใช่แผ่นดินราชวงศ์ซิ่น ที่ที่พวกเรากำลังอยู่ในตอนนี้ เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่”

               หวงเสี่ยวฉีพยักหน้ารับสีหน้าจริงจัง ทำให้คนที่กำลังสอบถามอย่างหวงหลิ่งซานดวงตาตื่นตะลึง เดิมทีที่รับรู้ข้อมูลว่านางมิใช่เหอลี่หมิงจากหวงลู่เหวิน ก็รู้สึกแปลกประหลาดมากพออยู่แล้ว หากแต่ข้อมูลที่ได้มาใหม่จากน้องเล็กของตระกูล นอกจากจะตื่นตะลึง เขายังรู้สึกตื่นตระหนกด้วย

               “พี่ใหญ่คิดเห็นเป็นประการใด”

               หวงจิ้นเค่อเห็นพี่ใหญ่ของตระกูลแสดงสีหน้าคล้ายกำลังใคร่ครวญจึงเอ่ยปากสอบถาม ไม่ถึงครึ่งเค่อ หวงลู่เหวินก็ยอมเปิดปาก

               “เรื่องแผ่นดินในภายภาคหน้า ช่างห่างไกลยิ่งนัก ข้ามิอาจรู้ได้ว่าแท้จริงเป็นเช่นไร ข้าสัมผัสได้แต่เพียงว่าดวงวิญญาณของนางเป็นดวงจิตบริสุทธิ์ มิใช่ภูตผีปีศาจ วิชาตรวจจับมารของข้ามิเคยพลาด จริงไหมน้องเล็ก”

               ท้ายประโยคหวงลู่เหวินหันมาหาหวงเสี่ยวฉี ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับจริงจัง นั่นเป็นการย้ำชัดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

               “ข้าอยากให้พวกท่านเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ข้าจะจับตาดูนางเอง”

               หวงเสี่ยวฉีกำชับ หากแต่แววตาฉายชัดถึงความหนักอึ้งอยู่หลายส่วน เรื่องเช่นนี้มิใช่ว่าจะเป็นไปมิได้ มีหลายสิ่งอีกมากมายในโลกใบนี้ที่ยากแท้ต่อการหยั่งถึง แต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลในตอนนี้นั่นก็คือนางจะอาศัยอยู่บนแผ่นดินราชวงศ์ซิ่นโดยไม่ถูกรังแกได้เช่นไรกัน นั่นเป็นเพราะตัวตนที่แท้จริงของเหอลี่หมิงเป็นสตรีร้ายกาจ รังแกผู้อื่นไว้มาก หนักข้อถึงกระทั่งตบตีบ่าวไพร่คนหนึ่ง ด่าทอให้เกิดความอับอาย สุดท้ายบ่าวคนนั้นทนไม่ไหวจึงตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง ถึงแม้ว่าเหอลี่หมิงจะมิได้ลงมือสังหารโดยตรง แต่ทุกสิ่งที่เป็นไปล้วนเกิดจากฝีมือของนาง เช่นนี้แล้วจะมิให้ความกังวลของเขาเพิ่มขึ้นได้เช่นไรกัน เหอลี่หมิงคนนี้ดูอ่อนน้อมถ่อมตน ถูกเขารังแกนางยังมิอาจปัดป้อง ความกังวลของเขายิ่งเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

               “แม้แต่ท่านแม่ก็มิอาจบอกได้ใช่หรือไม่”

               เป็นหวงจิ้นเค่อที่สอบถาม หวงเสี่ยวฉีหันมามองพี่รองแล้วพยักหน้าทีหนึ่ง แววตาของเขาฉายชัดว่าเรื่องนี้มิอาจแพร่งพรายได้

               “แต่ท่านแม่กำลังกังวลในเรื่องของเจ้า ท่านแม่เกรงว่าเจ้าจะตกหลุมพรางเหอลี่หมิง” พูดแล้วหวงหลิ่งซานก็ชะงักไปนิดก่อนจะว่าต่อ “ข้าหมายถึงเหอลี่หมิงคนก่อน ท่านแม่กังวลในเรื่องนี้อยู่หลายส่วน ตามความคิดของข้า เห็นสมควรที่จะให้ท่านแม่รับรู้ในข้อนี้ด้วย พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านคิดเห็นเช่นไร”

               “ข้าเห็นด้วยกับเจ้า” หวงจิ้นเค่อเอ่ยออกมา ก่อนจะหันไปหาพี่ใหญ่ของตระกูลที่ยังแสดงสีหน้าเคร่งขรึม “แล้วพี่ใหญ่เล่า ท่านจะว่าเช่นไร”

               “เรื่องนี้เป็นเรื่องของน้องเล็ก เหอลี่หมิงเป็นคนของน้องเล็ก ข้าเห็นสมควรให้น้องเล็กเป็นคนจัดการ หากนางมิได้ก่อเรื่องวุ่นวาย เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้อยู่ภายใต้การดูแลของน้องเล็กต่อไป เจ้าจัดการเรื่องนี้ได้ใช่หรือไม่”

               ท้ายประโยคหวงลู่เหวินหันไปสอบถามหวงเสี่ยวฉี ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับแข็งขัน

               “ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เข้าใจ” หวงเสี่ยวฉีบอกหวงลู่เหวิน ก่อนจะหันไปหาหวงจิ้นเค่อและหวงหลิ่งซาน “พี่รอง พี่สาม พวกท่านมิต้องกังวล ข้าจะหาโอกาสเหมาะๆ พูดคุยเรื่องนี้กับท่านแม่เอง”  

           

   

     เรือนทิศตะวันออก

               ประกายดาวในร่างเหอลี่หมิงนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงในห้องนอน ใบหน้างดงามหมดจดฉายชัดถึงความกังวลอยู่หลายส่วน สถานการณ์ในตอนนี้ชวนให้นางรู้สึกอึดอัด แม้กระทั่งการหายใจให้ปกติยังเป็นสิ่งที่ยากลำบาก ก่อนหน้านี้ที่เจ้าของเรือนยังไม่รู้ความจริงก็แทบจะขับไล่นางออกจากเรือนหลายครั้งหลายครา มาถึงตอนนี้ยิ่งรู้ว่านางมิใช่เจ้าของร่างที่แท้จริง ก็มิอาจคาดเดาได้ว่าเขาและบรรดาพี่น้องจะตัดสินในเรื่องของนางไปในทิศทางใด

               ทว่าคำพูดที่เขาเอ่ยกับนางก่อนจะจากไปย้อนกลับเข้ามาในหัว

               “เจ้ามิต้องกังวล ภายใต้การดูแลของข้า ใครก็รังแกเจ้ามิได้”

               นางหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำพูดที่ออกมาจากริมฝีปากได้รูปจะเชื่อถือได้ไม่มากก็น้อย อาศัยอยู่ที่นี่ก็คงดีกว่าที่นางต้องออกไปเผชิญโลกภายนอกที่มิอาจคาดเดาได้เลยว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง

               ดวงตาคู่สวยเหลือบมองไปทางประตูเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคน เห็นร่างสูงที่คุ้นตากำลังขยับเท้าเข้ามาด้านใน ความร้อนใจทำให้นางขยับเท้าลงจากเตียงอย่างเร็วรี่ และเป็นฝ่ายสาวเท้าเข้าไปหาเขาเสียเอง

               ดวงตากลมโตสุกใสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบ ใช้สายตาเป็นการสอบถามว่าเขาและพี่น้องตัดสินใจเรื่องนางเช่นไร ดวงตาสีดำดุจน้ำหมึกจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนาง เกือบครึ่งเค่อจึงยอมเปิดปาก

“หากเจ้าปรารถนาจะอยู่ที่นี่ มีกฎอยู่สองข้อที่เจ้าต้องทำตาม ข้อหนึ่ง เจ้าต้องไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย และข้อสอง เจ้าต้องเชื่อฟังคำพูดของข้า ไม่ว่าข้าจะบอกอะไร เจ้าต้องปฏิบัติตาม ทำได้หรือไม่”

               แม้น้ำเสียงที่เอ่ยเต็มไปด้วยความเฉยชาและดูเหมือนว่าจะเอาเปรียบอีกฝ่ายไปสักหน่อย ทว่าเหอลี่หมิงไม่เสียเวลาไตร่ตรอง กระตือรือร้นพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

               “ข้าย่อมทำได้ ข้าจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย จะเชื่อฟังคำพูดของท่านไม่โต้แย้ง หากท่านปรารถนาให้ข้ากระทำสิ่งใด เพียงแค่ท่านออกปาก ข้าย่อมยินดี”

               ใบหน้าขาวผ่องที่เต็มไปด้วยความกังวลก่อนหน้านี้เปลี่ยนฉับพลัน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังเปล่งประกายเจิดจ้า รอยยิ้มสดใสชวนให้คนมองอยากยิ้มตามผุดขึ้นที่ริมฝีปากสีเรื่อ และภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้ หวงเสี่ยวฉีอดมิได้ที่จะยิ้มตามไปด้วย หากแต่เจ้าตัวแสร้งสงวนท่าที ปรับสีหน้าให้ราบเรียบเคร่งครึมจนนางมิทันสังเกตเห็นได้

               “เจ้าจะไม่ก่อเรื่องวุ่นวายใช่หรือไม่”

               “ถูกต้อง” เหอลี่หมิงพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน

               “เจ้าจะเชื่อฟังคำพูดของข้าโดยไม่โต้แย้งใช่หรือไม่”

               “ถูกต้อง”

               “แล้วเจ้าจะยินยอมทำทุกสิ่งที่ข้าปรารถนาใช่หรือไม่”

               คราวนี้เหอลี่หมิงแสดงทีท่าคล้ายลังเล นั่นเป็นเพราะน้ำเสียงและท่าทีที่พลันเปลี่ยนของบุรุษตรงหน้าทำให้นางมิอาจวางใจ ท่าทางของเขาชวนให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างน่ากังวล ทั้งน้ำเสียงที่ไม่ถึงกับอ่อนนุ่มแต่ก็ไม่แข็งกระด้างเหมือนคราแรก รอยยิ้มบางเบาที่ผุดขึ้นตรงมุมปาก ไหนจะแววตาดูซุกซนยามทอดสายตามาที่นางนั่นอีกเล่า

               หัวใจของนางเต้นกระหน่ำรัวไปหมดแล้ว

               ทว่าแววตาคู่คมที่ยังจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าทำให้นางไร้หนทางหลีกเลี่ยง จำต้องตกปากรับคำ แม้เสียงที่เปล่งออกไปนั้นดูสั่นจนน่าโมโห

               “ถะ ถูกต้อง”

               “ดี”

               หวงเสี่ยวฉีเผยรอยยิ้มที่มุมปากเมื่อได้รับคำตอบที่พึงพอใจ เว้นจังหวะไปชั่วจิบชาหนึ่งอึกแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ หากแต่ในเนื้อความชวนให้กล้ามเนื้อในอกข้างซ้ายของเหอลี่หมิงเต้นระส่ำ   

               “หากข้าปรารถนาจะจูบเจ้า”

               “…”

               “เจ้าก็จะยินดีใช่หรือไม่”

               ประมาณหนึ่งเค่อให้หลังร่างสูงสง่าก็จากไป เขาไม่ได้รอคำตอบจากนางและก็มิได้จูบนางอย่างที่ออกปาก แววตาคู่นั้นฉายแววขบขันเมื่อได้เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของนาง ผ่านไปเกือบครึ่งเค่อจึงได้รู้ว่าถูกคนตรงหน้ากลั่นแกล้งเข้าให้แล้ว นางไม่มีเวลาให้ได้เขินอายมากนัก เมื่อเขากำชับมาหนึ่งประโยคเป็นการทิ้งท้าย

               “ถึงแม้เจ้าจะมิใช่เหอลี่หมิง หากแต่เจ้าอยู่ในร่างของนาง ถึงอย่างไรการเดินทางไปบ้านเกิดของเหอลี่หมิงเพื่อจัดการเรื่องเถ้ากระดูกของคหบดีเหอย่อมเป็นภาระที่เจ้ามิอาจเลี่ยงได้”

               แม้จะไม่รู้ที่มาที่ไปที่ทำให้ดวงวิญญาณของนางต้องมาอยู่ในร่างของเหอลี่หมิง แต่ถึงกระนั้นก็ต้องขอบคุณเจ้าของร่าง แม้การใช้ชีวิตในฐานะที่เป็นเหอลี่หมิงจะมิได้เป็นไปอย่างราบรื่น แต่อย่างน้อยนางก็ยังคงได้มีลมหายใจต่อไป

               เป็นเช่นนั้นนางจึงเห็นว่าเรื่องที่เขากำชับจึงมิใช่ภาระ หากแต่เป็นเรื่องที่นางควรกระทำเป็นการตอบแทนในทางหนึ่งไม่มากก็น้อย และนางก็ยิ่งกว่าเต็มใจ


ขอให้อ่านอย่างมีความสุขค่ะ

   ติดตามแฟนเพจ กดตรงนี้เลยจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 170 ครั้ง

402 ความคิดเห็น