ฟางเหนียงท่านหมออาหาร

ตอนที่ 8 : ครอบครัวตระกูลไป๋

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,092
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 424 ครั้ง
    23 มี.ค. 61


                                 ครอบครัวตระกูลไป๋....



           มื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วก็ออกจากมิติเซียน ทั้งสามก็เดินมาที่หน้าประตูเมืองหลินเพื่อให้ทหารหน้าประตูเมืองตรวจป้ายชื่อแซ่เพื่อยืนยันตัวตน ผู้คนมากมายกำลังพากันเข้าแถวเพื่อที่จะเข้าเมืองก่อนประตูจะปิด ส่วนทั้งสามคนก็เดินตามผู้คนเข้าแถวเพื่อรอตรวจ ก่อนจะถึงจุดตรวจอาจารย์ฟูจิวหลิงได้ร่ายเวทย์นำป้ายไม้ที่ระบุชื่อแซ่ออกมาจากมิติให้กับทุกคนเพื่อใช้ในการตรวจเพื่อผ่านเข้าเมือง....เมื่อผ่านจุดตรวจก็พากันเดินผ่านตลาดร้านค้าแผงขายผักปลาทั้งสองข้างทาง บางร้านก็เริ่มเก็บของปิดร้านกันบ้างแล้ว   ส่วนร้านค้าที่มีหน้าร้านของตัวเองที่ขายสินค้าพวกเสื้อผ้าเครื่องประดับมากมายนั้นยังมิได้ปิดจึงทำให้ไป๋ฟางเหนียงตื่นเต้นตาโตอีกครั้ง 

        ' ท่านฟางเหนียง  ข้าว่าท่านหุบปากของท่านก่อนดีรึไม่... รึว่าท่านหิวจึงคิดจะดักจับพวกแมลงขอรับ หึหึ ' เสียงจิวซินเอ่ยขึ้นเมื่อรับรู้ว่านายของตนตื่นเต้นดีใจกับสิ่งที่พบเห็น
       ' เจ้า...หมู..น้อย...ซิน ซิน...เจ้าอยากอยู่อย่างเป็นสุขบ่มเพราะพลังของเจ้ารึไม่ หากไม่ข้าจะหางานสนุกๆให้เจ้าทำดีไหม '  ฟางเหนียงเอ่ยผ่านปราณจิตกลับไป จึงทำให้จิวซินเงียบลงแล้วหันไปบ่มเพราะพลังของตนเช่นเดิม

          " อาจารย์เจ้าคะ....ใกล้จะถึงเรือนของท่านปู่ข้าหรือยังเจ้าค่ะข้าเริ่มจะง่วงแล้วนะเจ้าคะแล้วข้าก็อยากเจอพวกท่านเร็วๆเจ้าคะ "

          " ใกล้จะถึงแล้ว...ศิษย์น้อย นั้นไงประตูเรือนท่านปู่ของเจ้าทางข้างหน้าโน่นไง "   อาจารย์ฟูจิวหลิงเอ่ยบอกพร้อมกับชี้ให้ศิษย์ของตนที่อยากจะพบเจอครอบครัวโดนเร็วดู  

      ท่านปู่ของนางนั้นเป็นพ่อค้าระดับปานกลางค้าขายเครื่องประดับ และของที่ทำจากดินเผา ถ้วยจานชามต่างๆ เพราะมีโรงปั่นดินเผาเล็กๆเป็นของตน ส่วนบิดาของนางนั้นเมื่อแต่งงานกับท่านแม่ที่เป็นเพียงบุตรสาวชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น ท่านก็ขอแยกออกไปลงทุนทำการค้าที่เมืองชิง ติดกับเขตชายแดนแคว้นหมิงหลงกับแคว้นเสวี่ยที่มีอากาศหนาว เพราะในปีนี้มีอากาศที่หนาวกว่าทุกปีจึงคิดจะกลับมาเยี่ยมบิดาแต่ก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน....


           ทางด้านตระกูลไป๋...หลังจากที่นายท่านไป๋เฉียงหมิงได้ไปช่วยเหลือครอบครัวของบุตรชายของตนได้แต่ก็ต้องสูญเสียหลานสาวตัวน้อยของตนที่พึ่งจะได้พบกันเป็นครั้งแรกแต่ก็ต้องพรากจากกัน แม้แต่ร่างก็ยังหาไม่เจอ เขาได้จ้างและให้เงินรางวัลหากใครพบเจอหลานสาวของตนด้วยเงินจำนวน 5 ตำลึงทอง แต่ก็หาได้มีผู้ใดได้รางวัลไปนี้ก็เข้าเดือนที่สามแล้ว ส่วนอาการบาดเจ็บบุตรชายและหลานชายของตนนั้นฟื้นตัวดีขึ้นบางแล้วพราะเป็นผู้ฝึกฝนวรยุทธ แต่ลูกสะใภ้ของตนนั้นยังไม่ดีขึ้นเพราะด้วยความเสียใจที่คิดถึงบุตรสาวตัวน้อยของตนข้าวปลาก็ไม่ยอมทาน จนไม่รู้จะทำเช่นใดกันแล้ว  วันนี้ก็เช่นเคยเมื่อสาวใช้เข้ามารายงานที่ห้องโถงของเรือนใหญ่ว่านางทานข้าวไปเพียงแค่คำสองคำก็ไม่ยอมทานอีก...

            " ท่านพ่อขอรับ มิมีข่าวของฟางเอ๋อร์เลยรึขอรับ " ไป๋หมิงลู่เอ่ยถามบิดาของตนที่นั่งหน้าเครียดเช่นกันกับตน

           " ข้ายังมิได้ข่าวอันใด แม้แต่ข่าวของกลุ่มคนเหล่านั้น " ไป๋เฉียงหมิงเอ่ยตอบ

          " ท่านปู่ ท่านพ่อขอรับ ข้ากับไป๋จิวหลง อยากออกไปตามหาน้องเล็กอีกแรงขอรับ " 

      ไป๋หมิงหลิงบุตรชายคนโตของไป๋หมิงลู่เอ่ยขอบิดากับท่านปู่ของตน เพราะอดทนรอไม่ไหว ที่จริงพวกตนกับน้องรองอยากออกไปตามหาน้องเล็กตั้งแต่ที่ฟื้นขึ้นมาด้วยซ้ำแต่เพราะท่านปู่ไม่ยินยอมเพราะตนยังบาดเจ็ดกันอยู่

          "  ไม่ได้ / ไม่ได้ " ทั้งปู่และบิดาเอ่ยขึ้นออกเสียงดังพร้อมกันเพราะความเป็นห่วง

         " หากเจ้าทั้งสองไปแล้วมารดาของเจ้าจะเป็นเช่นไร ตอนนี้อาการบาดเจ็บภายในของพวกเจ้าก็มิหายดี "ไป๋หมิงลู่พูดขึ้น
        " ท่านพ่อขอรับ... "  ไป๋หมิงหลิงเอ่ยขึ้นเสียงอ่อนลงทันทีที่ฟังเหตุผลว่าท่านทั้งสองเป็นห่วงตน

        " มิต้องเอ่ยสิ่งใดข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใดข้าฟังจนเบื่อแล้ว ข้ากับท่านปู่ของเจ้าก็ยืนยันคำเดิม " ไป๋หมิงลู่เอ่ยขัดขึ้นก่อนที่บุตรชายคนโตจะพูดขึ้น

       " ใช่... ปู่ก็เห็นด้วยกับพ่อของเจ้า ปู่รู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเสี่ยวฟาง  แต่ในป่าหมอกทมิฬนั้นก็อันตรายมากเช่นกัน" ไป๋เฉียงหมิงเอ่ยสนับสนุนไป๋หมิงลู่ผู้เป็นบุตรชาย

      " แล้วจะต้องรอไปอีกนานเท่าใดขอรับ...ขนาดบริเวณที่เสี่ยวฟางตกลงไปยังมิพบล่องลอยอะไรเลย ข้าไม่อยากคิดไปมากกว่านี้เลยขอรับ เราก็ค้นหามาเกือบจะ 3 เดือนแล้วน่ะขอรับ "   ไป๋จิวหลงเอ่ยขึ้นมาอย่างขัดใจที่ท่านทั้งสองมิยอมให้ตนกับพี่ชายออกไปตามหาน้องสาว
 
     " รออีกสักเดือนหากมิพบเบาะแสอันใด เราค่อยจัดทำพิธีให้นาง "

      ไป๋เฉียงหมิงเอ่ยขึ้น พวกตนคงต้องทำใจเพราะผาที่สูงเช่นนั้นแถมยังมีป่าหมอกทมิฬที่มีสัตว์อสูรอาศัยอยู่อีก หากนางรอดก็อาจบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ก็คงตกเป็นอาหารของสัตว์อสูรไปแล้วก็ได้....




    
        ด้านนอกหน้าประตู....จวนตระกูลไป๋ ถึงแม้ว่าจวนจะมิได้ใหญ่มากนักด้านหน้ามีคนเฝ้ายามหน้าประตู 2 คน เมื่อเห็นคนแปลกหน้ามาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าพวกตนอีกทั้งยังแต่งตัวดูดีพร้อมทั้งมีเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของชายที่สวมชุดสีขาวด้วยความสงสัย จึงได้แต่จ้องมองคนที่สามเท่านั้น เมื่อทั้งสามเดินมาถึงก็เห็นประตูจวนปิดและมีคนเฝ้ายามอยู่จึงเอ่ยถามและแจ้งจุดประสงค์ของตน

            " ข้า...มาพบท่านไป๋เฉียงหมิงช่วยไปแจ้งว่าข้ามีธุระสำคัญ " ฟูจิวหลิงเอ่ยขึ้นบอกคนที่สองที่ยืนอยู่หน้าประตู

           " เอ่อ...คือนายท่านไป๋ มิสะดวกรับแขกยามนี้ขอรับ พวกท่านค่อยมาใหม่คราวหน้าเถอะขอรับ " คนที่เฝ้ายามประตูคนหนึ่งเอ่ยตอบ
   
          " เช่นนั้นรึ  เสี่ยวฟางจี้หยกของเจ้าอยู่ที่ใด...ให้อาจารย์ยืมก่อนได้หรือไม่ " ฟูจิวหลิงไม่อยากให้เสียเวลามากนักเมื่อเห็นว่าศิษย์ตัวน้อยของตนกำลังจะหลับเพราะอาจเหนื่อยจากที่ไปเล่นไล่จับผีเสื้อและตามวัยของนางที่มักจะหลับได้ง่าย
 
          " เจ้าคะ?..อาจารย์จะเอาไปทำสิ่งใดเจ้าคะ "  ฟางเหนียงเอ่ยถามพร้อมทั้งหยิบถุงผ้าที่ใส่ป้ายหยกยื่นให้อาจารย์
        
         " ข้าก็จะทำให้เราได้เข้าไปหาบิดาของเจ้าโดยเร็ว..."  เอ่ยจบอาจารย์ฟูจิวหลิงก็นำถุงผ้าที่ใส่จี้หยกอยู่ข้างในส่งให้กับยามที่เฝ้าหน้าประตูจวนเพื่อให้นำไปให้นายของพวกตน

         " เจ้าจงนำสิ่งนี้ไปให้นายของเจ้า..." ฟูจิวหลิงเอ่ยพร้อมกับยื่นถุงผ้าเก่าๆให้กับยามคนนึง

        " เอ่อ...แล้วจะให้ข้าน้อยเรียนว่าผู้ใดให้มาข้ารับ " ยามที่รับถุงผ้าเอ่ยถาม

         " บอกท่านว่าข้าคือ ฟูจิวหลิง...รีบไปเถอะ มิต้องถามอะไรมาก "   ฟูจิวหลิงเอ่ยกับยามผู้นั้น 
       
       " ขอรับ ท่านรอสักครู่ก่อน ข้าน้อยจะรีบไปแจ้งนายท่านขอรับ.." 

เอ่ยจบยามเฝ้าประตูนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปแจ้งนายของตนที่ตอนนี้รวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงเรือนใหญ่ด้วยความรวดเร็ว เมื่อวิ่งมาถึงยังมิได้เอ่ยสิ่งใดก็ขอหายใจหอบเอาอากาศเข้าปอดเสียก่อนเพราะความเหนื่อย  

              " มีเรื่องอันใด ทำไมเจ้ามิเฝ้าอยู่หน้าประตู " เสียงชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าประตูเอ่ยขึ้น

      ยังมิทันได้กล่าวสิ่งใดก็มีเสียงๆหนึ่งเอ่ยขึ้นมาก่อนตนที่กำลังยืนเหนื่อยหอบจากการวิ่งมาด้วยความเร็ว จึงยื่นถุงผ้าใบเก่าๆให้กับชายที่ยืนด้านหน้าตน

                " ท่าน..ท่านพ่อบ้านเหรินขอรับ...มี...คนมา...มาขอเข้าพบนายท่านใหญ่ขอรับ..แต่...แต่ข้าน้อยแจ้งว่านายท่านมิสะดวกคนผู้นั้นก็มิยอมไปจึงให้ข้าน้อยนำถุงผ้าใบนี้มาให้นายท่านขอรับ "  ยามเฝ้าประตูที่นำสิ่งของมายื่นมันให้ชายที่ตนเรียกว่า พ่อบ้านเหริน
 
     เมื่อเห็นสิ่งของพ่อบ้านเหรินกับพ่อบ้านชางที่ยืนอยู่ด้านนอกประตูห้องโถงก็เกิดความสงสัยกับถุงผ้าเก่าๆใบนี้ จึงให้ยามเฝ้าประตูเข้าไปกับตนด้านในห้องโถง

         " นายท่านขอรับข้าน้อยพ่อบ้านเหรินขอเข้าไปนะขอรับ.."  พ่อบ้านเหรินกล่าวขออนุญาตเข้า

        " เข้ามาพ่อบ้านเหริน มีสิ่งใด "  ไป๋เฉียงหมิงเอ่ยอนุญาตพร้อมทั้งเอ่ยถามกลับไป

       " คนเฝ้าหน้าประตูมาแจ้งว่า มีคนผู้หนึ่งมาขอเข้าพบนายท่านขอรับ พร้อมทั้งนำของสิ่งนี้มามอบให้นายท่านขอรับ "  พ่อบ้่นเหรินเอ่ยจบพร้อมทั้งยื่นถุงผ้าเก่าๆให้นายของตน

        " ของอันใดกัน " 

            ไป๋เฉียงหมิงเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งเอื่อมมือไปรับถุงผ้าเก่าๆจากมือของพ่อบ้านของตน  แต่มือยังมิถึงถุงผ้าก็ถูกไป๋หมิงลู่บุตรชายของตนแย่งหยิบไปก่อน 
          เมื่อไป๋หมิงลู่เห็นถุงผ้าถึงแม้ว่ามันจะเก่าสีด้ายที่ปักดอกจวี๋ฮวาจะหมองหม่นแต่ก็จำได้ทันที่ว่านั้นคือถุงผ้าที่ภรรยาตนเย็บให้ไป๋ฟางเหนียง พร้อมทั้งเปิดถุงผ้าดูก็เห็นป้ายหยกที่ตนสั่งทำให้ไป๋ฟางเหนียงโดยเฉพาะเมื่อตอนนางครบวัย 4 ขวบ มือเกิดสั่นเทาเมื่อหยิบหยกที่ตนทำให้บุตรสาวออกมาน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างมากมาย พร้อมทั้งละล่ำละลักเอ่ยถามมพ่อบ้านเหริน

          " เจ้า...เจ้าไปได้ถุงผ้ากับป้ายหยกนี้มาจากผู้ใดกัน...บอก..บอกข้า ..บอกข้ามาเร็วเข้า คนผู้นั้นอยู่ที่ใด "

         " ท่านพ่อมีเรื่องอันใดขอรับ.." ไป๋หมิงหลิงเอ่ยถามบิดาของตนอย่างสงสัย

           " เจ้า...คนผู้นั้นเป็นใครแล้วเขาอยู่ที่ใด พาข้าไปหาเขาเร็วเข้า.." ไป๋หมิงลู่มิได้เอ่ยตอบบุตรชายแต่หันเอ่ยถามคนเฝ้ายามหน้าประตูที่เข้ามาพร้อมกับพ่อบ้านเหริน

       "  คนผู้นั้นมีนามว่า ฟูจิวหลิง ขอรับ ตอนนี้รออยู่ที่หน้าประตูขอรับ " คนเฝ้าประตูเอ่ยตอบ
 
       " ฟูจิวหลิง งั้นรึข้ารู้สึกคุ้นๆชื่อนี้นัก.....รึว่าจะป็นท่านหมอเทวดา ที่เคยมาช่วยเหลือรักษาชาวบ้านเมื่อครั้งเกิดภัยพิบัติยามนั้น "

       ไป๋เฉียงหมิงเอ่ยขึ้นพร้อมกับนึกถึงครั้งที่ชาวบ้านเกิดล้มป่วยกันเป็นจำนวนมากทางเมืองหลวงส่งหมอมารักษาอย่างไรก็ไม่ดีขึ้นเลย จนมีชายผู้หนึ่งเข้ามารักษาชาวบ้านจากคนที่กำลังจะหมดลมหายใจสามารถกลับมาแข็งแรงอีกครั้งเพื่อรักษาแค่2วันเท่านั้น ชาวบ้านที่ได้รับการรักษาเจ้าคนผู้นั้น...จึงยกย่องคนผู้นั้นว่าเป็นหมอเทวดา แล้วชาวบ้านทราบชื่อที่หลังว่าชื่อ ฟูจิวหลิง ไปมาได้อย่างไรไม่มีใครรู้ หายตัวไปอย่างไร้ล่องลอย หากอยากเจอกลับไม่ได้เจอ แต่หากไม่คิดว่าจะเจอกลับได้เจอ...เมื่อได้ยินเสียงบุตรชายที่เอ่ยเรียกก็หลุดออกจากความคิดของตน

       " ไป...เจ้ารีบนำข้าไปหาคนผู้นั้นเร็วเข้า...ท่านพ่อขอรับนี้คือของที่ข้าทำให้ ฟางเอ๋อร์ คนผู้นั้นมีสิ่งนี้ของนางข้าอยากไปพบคนผู้นั้นขอรับแม้ว่าอาจไม่ได้เจอฟางเอ๋อร์ก็ตามแต่ข้าก็อยากพบเขาขอรับ " ไป๋หมิงลู่เอ่ยอธิบายถึงของที่อยู่ในมือตนขึ้น

     " นาย...นายท่านขอรับ  คนผู้นั้นมีเด็กมาด้วยขอรับ....อาจเป็นคุณหนูก็ได้ขอรับ เพราะของสิ่งนี้เด็กคนนั้นเป็นคนนำออกมาแล้วนำให้คนผู้นั่นให้ข้ามามอบให้นายท่านขอรับ "    ยามที่นำสิ่งของมา...ยืนฟังอยู่จึงเอ่ยแทรกขึ้น 
 
      " หมิงลู่/ท่านพ่อ ขอรับ " ทั้ง 2 เอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน 

เมื่อได้ยินคำของคนเฝ้าประตูเอ่ยขึ้นมาทั้งหมดในห้องโถงก็รีบตรงไปที่ประตูหน้าจวนกันทันที... 


      ส่วนด้านหน้าประตูจวนตระกูลไป๋  เพราะรอนานหรือเป็นเพราะวัยของไป๋ฟางเหนียงจากที่พูดคุยสอบถามอาจารย์ทั้งสองแล้วเงียบเสียงไป มู่หล่งอี้จึงสะกิดให้สหายตนดูว่านางหลับในอ้อมแขนซบไหล่ของตนทั้งสองยกยิ้มที่มุมปากขึ้นมา.......เมื่อมองไปทางประตูจวนที่ถูกเปิดจากด้านในก็ปรากฏคน 5-6 คนยืนอยู่ด้านใน เมื่อฟูจิวหลิงเห็นเช่นนั้นและมิอยากปลุกศิษย์ของตนเพราะนางวิ่งเล่นในมิติของเขาพร้อมทั้งพูดคุยถามสิ่งต่างๆมากมายนางคงเหนื่อยแล้วยังต้องรอคนข้างใน อีกอย่างเวลานี้ก็เย็นมากแล้วทำให้นางซึ่งอยู่ในวัยเด็กอยู่คงเหนื่อยแล้วหลับไป  ไป๋หมิงลู่ เมื่อเห็นเด็กที่อยู่ในอ้อมแขนบุรุษชุดขาวก็จำได้ว่านั้นคือ บุตรสาวตัวน้อยของตนเพราะเส้นผมสีน้ำตาลมิเหมือนผู้ใดนั้นแล้วยังกลิ่นกายที่เป็นกลิ่นอายเฉพาะของนาง หอมสดชื่นอ่อนโยนหอมหวานเขาสัมผัสมันได้ แล้วยังบุรุษทั้งสองที่มองดูแล้วเป็นบุรุษร่างสูงสง่ามีความน่าเกรงขานแผ่ออกมาจากบุรุษทั้งสองด้วย จึงคิดว่าทั้งสองนั้นคงมิใช่บุคคลธรรมดา....

        " พวกท่านอย่าได้ส่งเสียงดังไปนางพึ่งจะหลับ มีสิ่งใดไปพูดคุยกันข้างในเถอะ " ฟูจิวหลิงเอ่ยขึ้น

        "ข้า...ขออุ้มลูกขอข้าได้รึไม่..."  ไป๋หมิงลู่เอ่ยขอด้วยความคิดถึงแก้วตาดวงใจของตน แต่...

        " ไว้ก่อนเถอะ...ตอนนี้ข้าอยากให้ศิษย์น้อยของข้าได้พักผ่อน หากอยากกอดนางก็รอพรุ่งนี้เช้าเถอะ นางคงเหนื่อยมาทั้งวัน หึ..หึ ถึงจะเป็นบิดาศิษย์น้อยก็เถอะ ข้ามิยอมปล่อยนางให้เจ้าอุ้มหรอก ต่อไปศิษย์น้อยข้าก็ต้องอยู่กลับพวกเจ้าอีกนานแล้วเมื่อไรข้าได้อุ้มนางเที่ยวเล่นอีกกันเล่า ข้ามิยอม..." มู่หลิ่งอี้เอ่ยขึ้นแต่ช่วงท้ายมิได้เอ่ยออกมา

              ' เจ้าหลิ่งอี้ จะไปกีดกันอ้อมกอดของพ่อลูกเขาได้อย่างไร '  ฟูจิวหลิงเอ่ยกับสหายตนผ่านปราณที่มิยอมให้พ่อลูกได้สัมผัสโอบกอดบุตรสาวของตน.....จึงได้เจอกับสายตาคมดุของมู่หลิ่งอี้ส่งมาให้  จึงได้แต่ยืนจ้องกันอยู่อย่างนั้นจนไป๋เฉียงหมิงเอ่ยเชิญทั้ง 2 เข้าไปด้านใน เพราะเริ่มมีผู้คนให้ความสนใจพวกตนมากขึ้น 
     ไป๋หมิงลู่แม้ว่าอยากเข้าไปกอดไปอุ้มบุตรสาวตัวน้อยใจแทบขาด แต่ดูเหมือนว่าคนที่อุ้มนางอยู่คงไม่ยินยอมจึงหันไปสั่งให้พ่อบ้านเหรินกับพ่อบ้านชางสั่งบ่าวไพรเตรียมที่พักให้บุรุษทั้งสองพร้อมทั้งไปแจ้งภรรยาของตนแล้วให้รีบไปจัดเตรียมห้องพักให้ไป๋ฟางเหนียง......

        

    
       ไป๋หมิงลู่แม้ว่าอยากเข้าไปกอดไปอุ้มบุตรสาวตัวน้อยใจแทบขาด แต่ดูเหมือนว่าคนที่อุ้มนางอยู่คงไม่ยินยอมจึงหันไปสั่งให้พ่อบ้านเหรินกับพ่อบ้านชางสั่งบ่าวไพรเตรียมที่พักให้บุรุษทั้งสองพร้อมทั้งไปแจ้งภรรยาของตนแล้วให้รีบไปจัดเตรียมห้องให้ไป๋ฟางเหนียง....

          แม้ว่ายังไม่ได้กอดได้อุ้มแค่ได้เห็นว่าแก้วตาดวงใจของตนนั้นยังปลอดภัย...แล้วยังได้กลับมาพบกับตนอีกครั้งแค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว....ได้แต่กล่าวขอบคุณสวรรค์อยู่ในใจที่เมตตาส่งนางกลับมา 

       เมื่อทั้งหมดเดินเข้ามาในห้องโถง สาวใช้ก็ยกกาน้ำชาเข้ามาว่างแล้วก็ออกไป ส่วนไป๋ฟางเหนียงนั้นมู่หลิ่งอี้ได้พาไปห้องพักที่จัดเตรียมไว้ให้ แล้วกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างสหายของตนทางด้านซ้ายมือ  เมื่อยังไม่มีใครได้กล่าวสิ่งใด จนสุดท้ายผู้เป็นเจ้าบ้านที่นั่งเป็นประธานอยู่ด้านหน้าจึงเอ่ยขึ้นถาม
 
          " ขออภัยท่านผู้มีพระคุณทั้ง 2 ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอย่างไร "

         " ข้าฟูจิวหลิง ท่านนี้ คือ มู่หลิ่งอี้ เราทั้ง 2 เป็นอาจารย์ของไป๋ฟางเหนียง " ฟูจิวหลิงเอ่ยขึ้นแนะนำตัว

        " ท่าน....ถ้าเช่นนั้น..ท่านก็คือท่านหมอเทวดาใช่รึไม่...ส่วนท่านก็คือปรมาจารย์มู่หลิ่งอี้ ที่อยู่ในหุบเขาเทียนหลงใช่รึไม่....ข้ามีตาหามีแววไม่ ข้าน้อยไป๋เฉียงหมิง คารวะท่านผู้วิเศษทั้งสอง " 

           ไป๋เฉียงหมิงเมื่อได้รู้จักนามของทั้งสองก็ลงจากเก้าอี้ประธานลงมาคารวะบุคคลทั้งสองแบบชาวยุทธเมื่อทั้งสองพยักหน้าตอบรับ  ก่อนจะเอ่ยแนะนำบุตรชาย และหลานชายทั้งสองให้รู้จัก เมื่อแนะนำเป็นที่รู้จักกันเรียบร้อยแล้ว ฟูจิวหลิงจึงเอ่ยเรื่องที่สำคัญให้กับทุกคนได้รับรู้เพื่อจะเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดในภายภาคหน้า แต่ก่อนจะเอ่ยสิ่งใดฟูจิวหลิงได้ร่ายเวทย์เขียนม่านอักขระวาดไปโดยรอบห้องโถงป้องกันไม่ให้ผู้ใดได้รู้นอกจากคนที่อยู่ข้างในเท่านั้น  เมื่อทั้งสี่ได้เห็นม่านพลังอักขระสีทองแวบแรกแล้วจางหายไปก็รู้สึกตื่นเต้นตกใจเพราะเป็นครั้งแรกที่พวกตนได้พบเห็น เป็นวาสนาของพวกตนยิ่งนักที่ได้พบเจอยอดคนเช่นนี้ ทั้งสี่คนหันมามองหน้ากันก่อนจะหันกลับมามองคนที่ร่ายม่านอักขระ

           " พวกท่านคงจะสงสัยใช่รึไม่ว่าข้าทั้งสองคือผู้ใด...เรื่องนั้นมิสำคัญคิดเสียว่าข้าคือหมอเทวดาดั่งที่ชาวบ้านพูดเป็นพอแล้ว ส่วนสหายข้าก็เรียกดั่งที่ชาวยุทธชาวบ้านทั้งหลายเรียกเถอะ ข้าทั้งสองก็มีความหวังดีต่อเสี่ยวฟางของพวกเจ้าเหมือนกัน "  ฟูจิวหลิงเอ่ยขึ้นมา

         "ใช่...อีกอย่างตอนนี้พวกเจ้าก็ต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้ ต่อไปพวกเจ้าจะเจอเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวายและอันตรายมากยิ่งกว่า แล้วบุตรชายของเจ้าอายุเท่าไรกันแล้ว แล้วมีความรู้ความสามารถเข้าเรียนที่สำนักใด " มู่หลิ่งอี้เอ่ยถามขึ้นมา

       "  เอ่อ...บุตรชายคนโตของข้าอยู่ในวัย 13 ขวบปีเข้าเรียนที่ สำนึกศึกษาหลวงชินหยาง ที่เมืองหลวง ส่วนบุตรชายคนรองวัยแค่ 9 ขวบปี ยิ่งมิได้เข้าสำนักศึกษาที่ใดหากครบ 13 ปี ข้าถึงจะให้เข้าเรียนที่เดียวกับบุตรชายคนโต "  ไป๋หลิงลู่เอ่ยตอบชายทั้งสอง 
  
          เพราะสำนักศึกษาหลวงนั้นรับแต่เด็กที่อายุครบ 13 ปี ถึงจะให้เข้าสอบคัดเลือกเพื่อจะเข้าเรียนเป็นศิษย์ที่สำนักศึกษาหลวงชิงหยาง แต่หากเป็นสำนักอันดับ 1 อย่าง สำนักศึกษามังกรฟ้า  นั้นเปิดรับตั้งแต่อายุ 7 ขวบปี หากมีความสามารถสอบคัดเลือกผ่านได้จะมีสิทธิ์เข้าสำนักที่มียอดฝีมือและสุดยอดอัจฉริยะอยู่เพราะการฝึกที่เข้มงวดกว่าสำนักศึกษาหลวงเมืองชิงหยาง...แต่ถึงอย่างไรเด็กที่เข้าไปเรียนที่สำนักศึกษาหลวงก็มีฝีมือไม่แพ้สำนักใหญ่ๆเช่นกันหากเด็กเหล่านั้นมีความพยายามขยันอดทนฝึกฝนตัวเอง

        " ท่านทั้งสอง ข้าขอถามท่านหน่อยได้รึไม่ ว่าไปพบเจอบุตรสาวของข้าได้อย่างไร เพราะข้าได้ส่งคนออกไปตามหาตั้งแต่ที่นางตกลงไปก็มิพบล่องรอยอะไรเลย "  ไป๋หมิงลู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย

          " อืม...ข้าอาศัยอยู่ในป่าหมอกทมิฬ แล้วออกมาหาสมุนไพรแล้วพบนางที่บาดเจ็บสาหัส ข้าเลยนำนางไปรักษาที่เรือนพักอาศัยในป่าหมอกทมิฬของข้า และเป็นเพราะข้าลบล่องรอยของนางในบริเวณนั้นเพื่อป้องกันผู้ที่อาจคิดร้ายต่อนางคนของท่านเลยไม่พบสิ่งใด เมื่อนางหายดีแล้วและมีความแข็งแรงพอข้าถึงพานางมาส่งคืน "  ฟูจิวหลิงเอ่ยทั้งเรื่องจริงที่ตนอยู่ในป่าหมอกทมิฬ และแต่งเรื่องที่นางบาดเจ็บขึ้นมา เพราะนางมิได้บาดเจ็บเลยสักนิด.....

  เมื่อได้ฟังคำตอบแล้วไป๋หมิงลู่ก็หายสงสัยมิได้ถามสิ่งใดต่อและรอฟังเรื่องสำคัญที่ฟูจิวหลิงจะบอกกับพวกตน

        " พวกท่านทราบหรือไม่ว่า ไป๋ฟางเหนียงนั้นมีความพิเศษอยู่ในตัวของนาง " ฟูจิวหลิงเอ่ยถามออกมา
       " เอ่อ...เรื่องนั้นข้ามิอาจรู้ว่านางพิเศษอย่างไร แต่ว่าตอนที่ภรรยาข้าตั้งครรภ์ฟางเอ๋อร์นั้น ได้มีชายขอทานตาบอดเข้ามาที่ร้านของข้าแล้วได้ทำนายว่านางนั้นมีวาสนามีเทพแห่งสวรรค์คุ้มครองเกิดมาพร้อมจิตวิญญาณแห่งเทพอยู่ที่ใดก็จะนำพาอำนาจวาสนา ไปที่ใดก็จะเจริญรุ่งเรืองไปทุกพื้นที่ และยังบอกข้าว่า  หนึ่งดวงจิตนั้นดับสูญแทนด้วยดวงจิตแห่งเทพที่หลับไหล ข้าก็ยังไม่เข้าใจเท่าใดนัก แต่เมื่อจะถามชายตาบอดผู้นั้นก็หายไปเพียงแค่ข้าหันไปมองภรรยาข้าเท่านั้นเลยมิอาจทราบถึงสิ่งที่ชายตาบอดได้กล่าวมาว่ามันคือสิ่งใด เมื่อวันที่นางจะคลอดช่วงยามค่ำนั้นท้องฟ้ายามค่ำคืนดวงจันทรานั้นเต็มดวงส่องสว่างและดวงดาราส่องแสงสว่างเปร่งประกายแข่งกันเต็มมาท้องฟ้า แต่เมื่อนางคลอดออกมาท้องฟ้ากลับส่งเสียงร้องคำราม พายุพัดอย่างหนัก แต่ก็หยุดไปโดยมิรู้สาเหตุ เมื่อข้าได้สัมผัสตัวนางนั้นมีกลิ่นกายที่หอม เมื่อนางโตขึ้นด้วยวัยเพียงแค่ 1 เดือนเส้นผมของนางก็มีสีตาลพร้อมดวงตาสีน้ำตาลสดใสของนางก็เกิดแววที่ตาสีเขียวมรกตแค่แวบเดี๋ยวเท่านั้นที่ข้าเห็น  "   ไป๋หมิงลู่เอ่ยเล่าเรื่องราวในอดีตที่ตนไม่เคยเล่าให้กับใครฟัง รู้กันแค่ตน ภรรยา และพ่อบ้านชางเท่านั้นที่รู้เรื่องพวกนี้

         "เช่นนั้นรึ มันก็ถูกตามที่ชายตาบอดผู้นั้นได้เอ่ยกับเจ้า.." ฟูจิวหลิงเอ่ยแค่นั้น

        " ท่านหมอเทวดา ท่านช่วยแจ้งให้พวกข้าเข้าใจได้รึไม่..." เสียงของไป๋เฉียงหมิงประมุขของเรือนเอ่ยขอให้ ฟูจิวหลิง ช่วยชี้แจ้งเรื่องราวของไป๋ฟางเหนียงให้หายสงสัย

        "  ตอนนี้...ไป๋ฟางเหนียงหาใช่คนธรรมดาอีกต่อไปและเหตุที่นางตกจากหน้าผาสูงขนาดนั้นแล้วยังมีชีวิตอยู่ เพราะมีพลังแห่งเทพมังกรอยู่ นางมีเทพมังกรสีทองอยู่ในตัวของนาง แต่ด้วยวัยและร่างกายของนางยังมิแข็งแกร่งพอ จึงยังมิอาจปลดผนึกเทพมังกรสีทองปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้ ข้าจึงให้นางฝึกฝนตนเอง  ส่วนเรื่องของคนกลุ่มนั้นพวกมันคงอาจรู้เรื่องของนางจากที่ใดนั้นข้าก็มิอาจรู้ได้ และตอนนี้มันอาจคิดว่าเสี่ยวฟางอาจตายไปแล้ว ตอนนี้อาจยังมิมีปัญหาสิ่งใด ข้าจะให้นางอยู่กับพวกท่านจนนางมีอายุครบวัย 9 ขวบปีข้าจะมารับนางกลับไปฝึกฝนกับข้า เจ้าคงมิขัดข้องใช่หรือไม่ ท่านไป๋หมิงลู่ " ฟูจิวหลิงเอ่ยบอกเรื่องของไป๋ฟางเหนียง พร้อมทั้งบอกเรื่องที่นางต้องไปเล่าเรียนกับตนเอง

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นไป๋เฉียงหมิงก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ฟูจิงหลิงเอ่ยออกมาหากว่านางมีความสามารถพิเศษพร้อมทั้งยังมีเทพมังกรที่รอการปลดผนึก และหากว่ามีผู้ใดล่วงรู้ถึงพลังพิเศษของนางคงมีผู้ที่อยากแย่งชิงนางเพื่อนำนางไปทำในสิ่งที่ไม่ดีเป็นแน่....ทุกคนมีความคิดเห็นตรงกันจึงเอ่ยตกลงเพื่อความปลอดภัยของนาง เมื่อได้ข้อสรุปและพูดคุยเรื่องราวต่างๆกันอีกเล็กน้อย ไป๋เฉียงหมิงจึงให้พ่อบ้านเหรินนำคนทั้งสองไปที่พักและแยกย้ายกันไปพักผ่อน......


               


                   ยามเช้าของวันใหม่....นกน้อยส่งเสียงร้องปลุกให้ร่างเล็กรู้สึกตัวตื่น ไป๋ฟางเหนียงตื่นขึ้นมามองดูสถานที่แปลกตา เสาไม้สี่เสาประดับด้วยผ้าม่านสีฟ้าอ่อนๆเตียงไม้ปูด้วยผ้านวมเนื้อผ้าอ่อนนุ่ม ฟางเหนียงลุกขึ้นนั่งเปิดผ้าม่านเตรียมจะลงจากที่นอน แต่เพราะเตียงนั้นสูงเท้านางแตะไม่ถึงพื้น จึงเปลี่ยนวิธีลงใหม่ตั้งท่าจะหันหลังลง แต่ก็ได้ยินเสียงมีคนเปิดประตูเข้ามา จึงนั่งลงอย่างเดิม....มองดูกลุ่มคนที่เดินเข้ามาหญิงผู้หนึ่งใบหน้าซีดเซียวแต่ก็ยังดูสวยอยู่มีคนช่วยประคองสองคนให้เดินเข้ามาและมีเด็กผู้หญิงเดินตามมาด้านหหลังอีกคน เจียวเหมยนั่งลงก็เข้ามากอดร่างเล็กๆที่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้ ฟางเหนียงเมื่อโดนกอดอย่างมิทันตรงตัวก็ตกใจแล้วเกิดความรู้สึกแปลกๆความรู้สึกอบอุ่นใจ หัวใจมันพองโตขึ้นมาอย่างประหลาดมันรู้สึกโหยหาอ้อมกอดแบบนี้มานานเหลือเกิน เมื่อรู้ว่าคนที่กอดตนอยู่นั้นคือมารดายิ่งมีความรู้สึกดีใจตื่นเต้นจนอธิบายไม่ถูก ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในอ้อมกอดฟังสิ่งที่มารดาตนเอ่ยถามพร้อมทั้งส่งความห่วงใยมาในน้ำเสียงอ่อนโยนนั้น
 
               " ฟางเอ๋อร์...เจ้าตื่นแล้วรึลูกแม่...เจ้ามิเป็นอันใดใช่รึไม่ แม่นั้นเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก กลัวเหลือเกิน กลัวว่าจะมิได้เจอเจ้าอีกแล้ว แม่ดีใจยิ่งนักที่เจ้ากลับมา โอ้!!...สวรรค์ท่านเมตตาครอบครัวข้ายิ่งนักที่ส่งฟางเอ๋อร์กลับมา ฟางเอ๋อร์..."  

             ผิงเจียวเหมยมารดาของไป๋ฟางเหนียงเอ่ยจบก็คลายอ้อมแขนออกจากบุตรตัวน้อยใช้มือเรียวสวยของตนลูบใบหน้าน้อยๆพร้อมทั้งยิ้มทั้งน้ำตามองดูใบหน้าของบุตรสาวตน แล้วก็อุ้มนางขึ้นมานั่งบนตักพร้อมทั้งหอมแก้มและจูบที่ขมับของฟางเหนียงด้วยความคิดถึงใจแทบขาด สาวใช้ 3-4 คนที่อยู่ในห้องมองภาพตรงหน้าอย่างยินดีกับภาพที่สองแม่ลูกพบเจอหน้ากันเสียทีจากที่คิดว่าชาตินี้คงมิได้พบเจอกันอีก 

             " ท่าน...ท่านแม่ ข้ามิเป็นอันใดแล้วเจ้าคะ  "  ฟางเหนียงเอ่ยออกมาพร้อมทั้งซุกใบหน้าเข้าหาอกอุ่นๆของมารดาที่ตนไม่เคยได้สัมผัสรับไออุ่นแบบนี้มาก่อน 

            "  เจ้าหิวรึไม่ฟางเอ๋อร์ แม่ให้บ่าวเตรียมน้ำไว้ให้เจ้าอาบ แม่จะพาเจ้าไปอาบน้ำนะ แล้วเราค่อยออกไปหาทุกคนที่ห้องโถงเรือนใหญ่กัน " มารดาเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

         " เจ้าค่ะท่านแม่ ...ท่านแม่เจ้าคะ ท่านมิแข็งแรงลูกไปอาบเองได้เจ้าค่ะ " ไป๋ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ามารดาตนดูใบหน้ายังซีดอยู่

         " ถ้าเช้านั้น..แม่จะให้ซือหงอยู่ดูแลเจ้า ซือหงต่อไปเจ้าอยู่ค่อยดูแลรับใช้คุณหนูเข้าใจรึไม่ " 

           ผิงเจียวเหมยเอ่ยกับบุตรสาวแล้วหันไปมอบหน้าที่ให้สาวใช้ตัวน้อยวัย 10 ปีหน้าตาน่ารักสมวัย ที่เตรียมมาเพื่อค่อยรับใช้ดูแลและเป็นเพื่อนเล่นกับบุตรสาวของตน นางเป็นบุตรสาวของแม่ครัวที่เรือนรับใช้บิดาของสามีมานานท่านจึงให้พ่อบ้านเหรินไปจัการเรื่องนี้ให้ และนางก็ได้รับการอบรมสั่งสอนจากมารดาของนางอย่างดี....


            เมื่อปล่อยให้บุตรสาวได้ทำธุระส่วนตัว ผิงเจียวเหมยก็ออกมานั่งรอที่ห้องด้านนอก สักพักไป๋ฟางเหนียงก็อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็พากันไปที่เรือนใหญ่เพื่อรับอาหารเช้าพร้อมกัน   เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามาในห้องอาหารก็พบกับทุกคนที่รอทั้งสองอยู่แล้ว .....

           " ฟางเอ๋อร์....มาให้บิดาเจ้ากอดให้หายคิดถึงหน่อยเถอะ รู้หรือไม่ว่าข้าคิดถึงเจ้าเพียงใด "   

          ไป๋หมิงลู่เมื่อเห็นภรรยาเดินมากับบุตรสาวตัวน้อยจากที่กำลังคุยกันอยู่ก็รีบถลาเข้ามาหาไป๋ฟางเหนียงที่เดินผ่านประตูเข้ามาแค่สองสามก้าวเท่านั้น ก็โดนบิดาของตนโอบกอดจนแน่น จนแถบจมเข้าไปในอกของบิดา  
  
   ' ข้ารู้ว่าท่านคิดถึงข้าแต่ท่านจะฆ่าข้าทางอ้อมใช่รึไม่ท่านพ่อ...กอดแน่เกิน..... ' ไป๋ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นในใจ 
   ' คนเขาคิดถึง ท่านก็ปล่อยๆให้ท่านกอดไปสิ มิได้เจอกันนานนิขอรับ คงจะคิดถึงมาก....ฮาๆๆ ' จิวซินเอ่ยขึ้นมาจากด้านในมิติทั้งยังหัวเราะออกมา
   ' ซินซิน เจ้าภูตหมูกินกล้วย ' ไป๋ฟางเหนียงเอ่ยไปในมิติ

            หากอยู่ข้างในก็สามารถรับรู้ว่าไป๋ฟางเหนียงนั้นคิดสิ่งใดได้ แต่หากอยู่ด้านนอกหากนางมิยอมให้รับรู้ก็ไม่สามารถรู้ได้  เมื่อรู้สึกว่าตนนั้นกำลังจะหายใจไม่ออกจึงเอ่ยเตือนบิดาของตน

        " ท่านพ่อ ท่าน...พ่อ เจ้าค่ะ ข้าหายใจมิออกเ ปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ (แค่กๆ) " ไป๋ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นพร้อมกับไอออกมาเล็กน้อย 

    ทันทีที่ได้ยินเสียงเล็กๆนั้นเอ่ยประท้วงขึ้นมาก็ยอมคลายอ้อมกอดแล้วกล่าวขอโทษบุตรสาวเพราะตนดีใจแล้วคิดถึงนางมากเมื่อเจอก็อยากกอดนางไว้แน่นๆกลัวนางจะหายไปอีก เมื่อคลายอ้อมกอดแล้วก็อุ้มนางขึ้นมาแล้วพาเดินมาโต๊ะอาหารแล้วว่างนางนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆตน ส่วนผิงเจียวเหมยนั้นก็มีสาวใช้ประคองตามเข้ามานั่งลงข้างๆบุตรสาวตัวน้อยอีกคน เมื่อได้นั่งลงแล้วฟางเอ๋อร์ก็กล่าวทักทายอาจายร์ทั้งสองของตน  แล้วมองชายสูงวัยอายุประมาณ 50 กลางๆที่นั่งข้างกับอาจารย์ฟูจิวหลิงและบิดาก็คิดว่านี้คงเป็นท่านปู่ของนาง จึงเอ่ยทำความเคารพท่านปู่ของตนที่นั่งมองและส่งยิ้มมาให้กับตน

             " ฟางเอ๋อร์ คารวะท่านปู่เจ้าค่ะ" ไป๋ฟางเหนียงเอามือประสานกันวางบนตักแล้วก้มหัวลงเล็กเพื่อเคารพคนที่นั่งมองนางอยู่  

              " ตามสบายหลานปู่ ปู่ดีใจยิ่งนักที่เจ้ากลับมาอย่างปล่อยภัย พี่ชายทั้งสองของเจ้านั้นอยากออกไปตามหาเจ้าใจแทบขาด "  ไป๋เฉียงหมิง เอ่ยขึ้นพร้อมทั้งชี้ไปทางเด็กชายที่สองที่นั่งอยู่ข้างๆอาจารย์มู่หลิ่งอี้ ใบหน้ายิ้มยินดี

         " น้องเล็กเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็สบายใจยิ่งนัก ขอท่านปู่กับท่านพ่อออกไปตามหาเจ้าก็มิยอมให้ข้าไป...หากเจ้ายังมิกลับมาพี่ใหญ่กับข้าจะแอบออกไปตามหาเจ้าเองแล้วนะ" ไป๋จิวหลงพี่รองของนางเอ่ยขึ้นมา 

        " ขอบคุณเจ้าค่ะ ที่เป็นห่วงข้า ตอนนี้ข้ากลับมาแล้วพวกท่านมิต้องแอบไปตามหาข้าแล้วเจ้าคะ " ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นมา

        ส่วนพี่ใหญ่ของนางได้แต่นั่งยิ้มส่งมาให้นางด้วยแววตาอบอุ่นห่วงใยน้องสาวตน พี่ใหญ่ของนางคนนี้ร่างสูงโปร่ง ผิวขาวเหลืองสะอาดตา เส้นผมสีดำส่วนหนึ่งถูกรวบมัดไว้ด้วยผ้าสีน้ำเงินดั่งชุดที่ส่วนใส่  ใบหน้ารูปไข่ดวงตาคมสีนิลสุขุมน่าค้นหาแต่ก็มีความอ่อนโยนอยู่ในแววตายามที่มองนางอยู่ จมูกโด่งเข้ากับคิ้วเข้มดั่งกระบี่ ดูรวมๆแล้วหล่อคมเข้มมิเบา แค่วัย 13 ปีตัวสูงสมวัย หากโตเป็นหนุ่มสาวๆทั้งเมืองคงได้ทำผ้าเช็คหน้าล่วงเป็นแน่  ด้านพี่ชายคนรองแม้วัยแค่ 9 ปี แต่ก็ร่างสูงสมวัยเช่นเดียวกับพี่ชายคนโตแต่ก็ยังตัวเล็กกว่าส่วนผิวขาวอมชมพูดั่งผิวพรรณของผู้หญิง เส้นผมสีดำถูกมัดเช่นเดียวกับพี่ชายแต่ผูกด้วยผ้าสีขาวตัดกับชุดสีฟ้าอ่อน ใบหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตาคมสีนิลมีเล่ห์เหลี่ยมเจ้าเล่ห์สนุกสนานในแววตา....ดูแล้วพี่ชายคนรองของนางคงจะเจ้าเล่ห์ไม่เบาเลยนะเนี่ย....นางคงหาเรื่องสนุกได้เล่นกับพี่ชายคนรองเป็นแน่ๆ..... แล้วนางก็หลุดออกจาความคิดของตนเมื่อเสียงของท่านปู่เอ่ยให้ทุกคนทานข้าวกันได้แล้ว..................





                                                                                                                           จบตอน....



ข้าน้อย ไป๋ฟางเหนียงเองเจ้าค่ะ  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 424 ครั้ง

548 ความคิดเห็น

  1. #529 victor__yh (@victor__yh) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 10:10

    น่ารักกกกกกกกกกกกดด
    #529
    0
  2. #512 Alamadine (@alamadine) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 17:09
    ร่องรอย,เปล่งประกาย
    #512
    0
  3. #333 eye chananarong (@eye044951) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 00:31
    ตะกี้ยังจะฆ่าอยู่เลย ทำไมกลายเป็นว่าตามเจ้านายมาซะงั้นอ่ะ
    #333
    0
  4. #105 iiiammm. (@maizii011) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:38
    คำผิดเพียบนะเจ้าคะ
    โอเคร - โอเค
    พลายหลัง - ภายหลัง
    น่ะ - นะ
    มั่วเมอ - มัวเหม่อ
    #105
    0
  5. #63 นกกุ๊กๆ (@tytyssn) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:49
    จองท่านพี่นะ โตมาต้องหล่อแน่
    #63
    0
  6. #25 amporn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:32
    ขอบคุณค่ะ
    #25
    0
  7. #24 usaonly (@usaonly) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 04:39
    สนุกค่ะมีเพื่อนคู่กายแล้ว โอ้นางเอกก็มีพลังซ่อนเร้น รอตอนต่อไปนะคะ
    #24
    0
  8. #22 ณัฏฐ์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:48
    ขอบคุณคะ สนุก รอตอนต่อไปคะ
    #22
    0
  9. #21 Rukrick (@Rukrick) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:39
    สนุก รอตอนต่อไป เลย
    #21
    0