ความอยากรู้อยากเห็น

  • 100% Rating

  • 7 Vote(s)

  • 28,384 Views

  • 749 Comments

  • 642 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    58

    Overall
    28,384

ตอนที่ 62 : Loop

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 658
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    15 ธ.ค. 58

            ในปฏิทินของแทบทุกประเทศทั่วโลกย่อมจะต้องมีบางวันที่ถูกกำหนดให้เป็นวันพิเศษหรือวันสำคัญ และแน่นอนว่าในวันพิเศษเหล่านั้นก็ย่อมต้องมีอะไรบางอย่างที่พิเศษเกิดขึ้นกับคนบางกลุ่ม อาทิ การแจกซองในวันตรุษจีน, การร่วมฉลองภายในครอบครัวในวันคริสมาสท์, การรดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์ ในช่วงบรรยากาศที่เปี่ยมสุขนั้นคงมีหลายคนที่อยากให้มันคงอยู่ตลอดไป ดังเช่นในเรื่องนี้...

            “ใกล้ช่วงวันหยุดปีใหม่แล้วนะครับ งานวันนี้ผมขอให้พวกคุณเขียน แผนการในช่วงวันหยุดปีใหม่ มาส่งในรูปแบบเรียงความ อย่าเขียนแบบตารางเวลามานะครับ ใช้คำให้ถูกต้อง เรียบเรียงเหตุการณ์ให้เข้าใจง่าย”

            “ต้องลงรายละเอียดอะไรบ้างคะ?”

            “หลักๆ คือแผนการที่คุณวางไว้ครับ ทางโรงเรียนมีนโยบายให้อาจารย์ประจำชั้นคอยสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียนในช่วงวันหยุด”

            “อาจารย์จะไปตามจับตาดูพวกผมทุกคนเหรอครับ?”

            “คงไม่ได้หรอกครับ”

            “อ้าว แล้วแบบนี้จะให้พวกผมเขียนแผนการให้ทำไมครับ” คำถามนั้นทำเอาเศรษฐ์ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะตอบออกมา

            “วิชาความรู้หลายๆ อย่างที่คุณเรียนในห้องเรียนก็ไม่ใช่ว่าจะถูกเอาไปใช้ในชีวิตจริงเสียทุกเรื่อง ถึงอย่างนั้นก็ต้องเรียนเพื่อให้สอบผ่านใช่มั้ยครับ โลกของคนทำงานก็มีแบบนั้นเหมือนกันครับ ถึงจะไม่มีประโยชน์อะไรในทางปฏิบัติแต่ก็ต้องทำเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ประเมิน”

            “มิน่า การศึกษาถึงไม่พัฒนาไปไหน”

            “คุณต้องขึ้นไปเป็นใหญ่ให้ได้ครับ มีพลังอำนาจแล้วก็จะสามารถกำหนดอะไรต่างๆ ได้ อันที่จริงก็ใช่ว่าจะไม่สามารถติดตามคุณได้เลย พวกคุณไปไหนทำอะไรก็มักจะเขียนเรื่องราวลงในเฟซบุ๊คอยู่แล้ว ผมก็ติดตามเอาจากในนั้นนั่นล่ะครับ แผนการที่พวกคุณจะต้องเขียนส่งก็คงเป็นแค่ตัวช่วยเล็กๆ น้อยๆ”

            “แล้วถ้าไม่มีแผนไปไหนล่ะคะ?” หมี่ยกมือถาม

            “ก็เขียนมาว่าคุณจะใช้เวลาทำอะไรอยู่ในบ้านตลอดสามวันนั้นครับ”

            “ถ้าไปต่างประเทศต้องระบุมั้ยคะว่าไปที่ประเทศไหน?”

            “ระบุครับ เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นที่ประเทศนั้นๆ ผมจะได้ติดตามตัวคุณได้ เชิญครับ คนละหนึ่งหน้ากระดาษ”

 

            “เฮ้ย หมี่ ปีใหม่ไปเที่ยวไหน?”

            “ไม่ไปไหนหรอก ปีใหม่เป็นวันรวมญาติ คุณน้าคุณอาจะรับคุณยายมาที่บ้าน ลูกๆ แกก็มาด้วย”

            “หยุดตั้งสามวันแกจะอยู่แต่กับบ้านทั้งสามวันเลยเหรอ?”

            “อืม อยู่พร้อมหน้าครอบครัวแล้วมีความสุขดี” หมี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

            “พิลึกว่ะ”

            “คนเรามีความสุขในชีวิตที่ต่างกัน การไปเรียกความสุขของคนอื่นว่าพิลึกทั้งๆ ที่ไม่ได้ไปทำความเดือดร้อยให้คุณนับเป็นการเสียมารยาทนะครับ” เศรษฐ์เข้ามาขัดจังหวะก่อนจะหันไปทางหมี่ “คุณเขียนแผนการมาส่งผมแค่วันเดียวนะครับ อีกสองวันที่เหลือคุณยังไม่ได้แจ้งผมเลย”

            “ขอโทษค่ะอาจารย์แต่หนูคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร ยังไม่มีแผนเลยค่ะ”

            “ก็เป็นไปได้นะครับ บางคนคงเป็นแบบไปนึกเอาในวันนั้น แต่มันแปลกนะครับ วันหยุดยาวแบบนี้หลายคนต้องวางแผนที่จะใช้โอกาสให้คุ้มค่า”

            “สำหรับหนูแค่ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัวก็คุ้มมากแล้วค่ะ จริงๆ หนูอยากให้ทุกๆ วันเป็นวันนั้นให้หมดเลย”

            “วันนั้นอะไรวะ วันเบาๆ เหรอ” เพื่อนของหมี่แซวจนเด็กสาวอายหน้าแดงต้องหันมาค้อน

            “วันเดิมซ้ำๆ ขอโทษนะครับแต่ฟังดูน่าเบื่ออย่างไรอยู่”

            “... ถ้ามีวิธีทำให้วันที่ผ่านไปแล้วกลับมาอีกก็น่าจะดี”

            “ถามอากู๋ดูดิ เพื่อมีวิธีบอก”

            “เอาเวลาไปใช้กับสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่านี้เถอะครับ สรรพสิ่งล้วนตั้งอยู่บนการเปลี่ยนแปลง การพยายามคงอะไรเอาไว้ตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติซึ่งมักไม่นำมาซึ่งผลดี”

            “ถ้ามีวิธีจริงหนูก็อยากจะลองค่ะ เผื่อได้ผล”

            “ถ้าได้ผลร้ายล่ะครับ?”

            “หนูจะปรึกษาอาจารย์ก่อนค่ะแล้วค่อยทำ”

            “เฮ้อ ก็ยังดีครับ อย่างน้อยผมก็ยังมีโอกาสห้ามปรามคุณอีกครั้ง”

 

            เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ ท่ามกลางทะเลข้อมูลที่กว้างใหญ่ไพศาลในโลกอินเทอร์เน็ท หมี่กลับสามารถหาข้อมูลที่ต้องการเจอได้อย่างง่ายดาย มันเป็นบล็อกรวมเรื่องไสยศาสตร์ต่างๆ จากทั่วโลกที่เขียนโดยชาวต่างชาติ หนึ่งในนั้นคือวิธีการสร้าง ลูปห้วงเวลา เพื่อให้วันที่ผ่านไปแล้วย้อนกลับมาอีกครั้ง หมี่รีบแคปเจอร์หน้าดังกล่าวแล้วนำไปปรึกษาเศรษฐ์

            “ไปหามาจนได้สินะครับ ทำไมพวกข้อมูลประกอบการเรียนการสอนต่างๆ คุณถึงหาไม่ได้เก่งแบบนี้บ้าง”

            “อาจารย์ดูให้หน่อยสิคะว่าใช้ได้หรือเปล่า” หมี่คะยั้นคะยอ

            “แถบกระดาษยาวหนึ่งแถบ บิดครึ่งรอบ ทากาวที่ปลายข้างหนึ่งแล้วติดกันให้เป็นวง นี่คือวิธีทำแหวนโมเบียสครับ บางทีนี่ก็ใช้ประกอบการทดลองวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กๆ โดยให้ทดลองลากเส้นไปตามผิวหน้า ปรากฏว่าเส้นนั้นถูกลากผ่านทั้งสองด้านและวนกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้นโดยไม่ต้องยกดินสอ”

            “แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องการวนลูปยังไงคะ?”

            “วงแหวนโมเบียสนั้นถูกเรียกว่าเป็นวัตถุที่ไม่มีด้านหน้า-ด้านหลัง ไม่มีด้านนอก-ด้านใน ไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด เป็นเหมือนมิติพิศวงที่จะดึงเรากลับมาที่จุดเริ่มต้นตลอดเวลา”

            “แล้ววิธีการที่เขาว่าจะใช้ได้ผลหรือเปล่าคะ?”

            “ในช่วงรอยต่อของวันที่ต้องการจะให้วนลูปกลับมา ให้เขียนวันเดือนปีลงไปในกระดาษต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ห้ามหยุดเขียน เมื่อข้ามพ้นวันไปแล้วให้นำกระดาษแผ่นนี้วางไว้ใต้หมอนแล้วนอน หากตื่นเช้ามากระดาษไม่ขาดแสดงว่าพิธีสำเร็จ ฟังดูเรียบง่ายมากเลยนะครับ... แต่จริงครับ วิธีนี้ใช้ได้จริง”

            “จริงเหรอคะอาจารย์!” หมี่ตาลุกวาวเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำตอบ

            “จริงครับ... แต่ผมไม่แนะนำให้ทำตาม”

            “ทำไมคะ?”

            “ผมไม่คิดว่าการติดอยู่ในลูปเวลาจะเป็นเรื่องน่าอภิรมย์นักนะครับ วิธีการนี้ทำให้คุณใช้ชีวิตอยู่ในวันเวลาเดิมไปตลอดกาล เมื่อพ้นเที่ยงคืนของวันนั้นไปทุกอย่างจะวกกลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”

            “นั่นล่ะค่ะที่หนูต้องการ”

            “คุณเคยดูการ์ตูนของวอล์ท ดิสนีย์หรือเปล่าครับ?”

            “เคยบางเรื่องค่ะ”

            “รู้จักตัวละครหนึ่งที่ชื่อ สกรูจ แม็คดั๊ค (Scrooge McDuck)’ หรือเปล่าครับ?”

            “ไม่รู้จักค่ะ”

            “สกรูจเป็นเป็ดมหาเศรษฐีครับ ตามบทเขาเป็นลุงของโดนัลด์ ดั๊ค”

            “อ๋อ เป็ดตัวนั้น ที่ใส่หมวกทรงสูงใช่มั้ยคะ?”

            “ครับ มีการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่หลานทั้งสามของสกรูจเป็นตัวเอก เหตุเกิดในวันคริสมาสท์ครับ วันรวมญาติของชาวตะวันตก วันนั้นหลานทั้งสามได้พบกับญาติแสนใจดีที่เอาของขวัญมาให้ ได้ออกไปเล่นสนุกได้ตามใจชอบ ตอนเย็นก็ได้ทานอาหารสุดแสนอร่อยและร้องเพลงร่วมกัน เป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดจนพวกเขารู้สึกเสียดายที่วันคริสมาสท์มีแค่วันเดียว ทั้งสามจึงร่วมกันอธิษฐานขอให้ทุกๆ วันเป็นวันคริสมาสท์...” เล่ามาถึงตรงนี้หมี่นั่งฟังนิ่งเหมือนโดนมนต์สะกด เหตุการณ์นั้นช่างคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ที่เธอเฝ้ารอเว้นแต่เรื่องของขวัญกับการร้องเพลง

            “แล้วยังไงต่อคะอาจารย์?”

            “คำขอเป็นความจริงครับ เช้าวันรุ่งขึ้นพวกเขาเปิดดูปฏิทินฉีกแล้วก็ต้องตกใจเพราะทุกวันกลายเป็นวันที่ 25 ธันวาคมหมด ไม่ใช่แค่วันแต่เหตุการณ์ในวันนั้นเองก็ย้อนกลับมาด้วย ญาติของพวกเขาแวะมาที่บ้านในเวลาเดิม เอาของขวัญแบบเดิมมาให้ ทุกคนพูดคุยกันด้วยบทสนทนาเดิมราวกับเล่นภาพซ้ำ พวกเขามีความสุข... แต่ก็แค่ไม่กี่วันเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าการต้องเจออะไรซ้ำๆ นั้นเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย และเริ่มอยากให้ชีวิตดำเนินต่อไป...”

            “แล้ว...”

            “ผมจะไม่เล่าตอนจบให้เสียอรรถรสนะครับ คุณควรไปหามาดูซะ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคุณได้ ผมเชื่อว่าน่าจะหาง่ายกว่าวิธีการที่คุณนำมาให้ผมดูนี้เสียอีก”

            “ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูไม่เหมือนตัวการ์ตูนพวกนั้น ต่อให้ต้องติดอยู่ในลูปเดิมตลอดกาลหนูก็ยินดีค่ะ หนูรู้ตัวเองดี หนูไม่มีทางเบื่อแน่ๆ”

            “... ถ้าคุณยืนยันอย่างนั้น ห้ามยังไงก็คงไม่ฟังแน่ๆ” เศรษฐ์คืนโทรศัพท์ให้นักเรียน

            “ขอบคุณค่ะ... เอ่อ... ยังไงก็ขอถามเผื่อไว้ก่อนนะคะ ถ้าสมมติ สมมตินะคะว่าวันหนึ่งหนูเกิดอยากจะหลุดจากลูปเวลานั้นขึ้นมา เป็นไปได้มั้ยคะ?”

            “ได้ครับ มีวิธีอยู่ ไม่ยากด้วย แต่ถ้าผมบอกเท่ากับว่าคุณยอมรับแล้วว่าตนเองก็ไม่สามารถทนอยู่ในวันเวลาเดิมๆ ได้ตลอดอย่างที่ลั่นวาจาไว้”

            “งั้นหนูยังไม่ถามดีกว่าค่ะ”

            “ไม่เป็นไรครับ เอาไว้ถ้าถึงเวลาที่คุณอยากรู้จริงๆ แล้วผมจะช่วยตอบให้”

            “ขอบคุณค่ะ” หมี่ยกมือไหว้ขอบคุณ ตอนที่เธอจะหันหลังกลับนั้นเศรษฐ์ก็พูดอะไรตามหลังเหมือนจะเตือนเธอเป็นครั้งสุดท้าย

            “แมวในกล่องนั้นจะเป็นหรือตายเราก็ไม่อาจรู้ได้นะครับ... สิ่งนี้น่าจะหาง่ายกว่าวิธีการติดลูปเวลาเยอะเลย”

 

            1 ธันวาคม วันขึ้นปีใหม่สากล เป็นวันที่หมี่เฝ้ารอมาตลอดเพราะวันนี้นี่เองที่ญาติๆ จะมารวมตัวกันที่บ้านของเธอ พอนาฬิกาปลุกดังบอกเวลาเจ็ดนาฬิกา เธอก็รีบวิ่งไปล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำและแต่งตัวลงไปรอต้อนรับทุกคน

            “หมี่ คุณยายมาแล้วลูก” แม่บอกกับลูกสาวพลางเปิดประตูบ้านให้ ผู้เป็นพ่อเข็นรถเข็นพาแม่ยายของตนเข้ามาในบ้าน

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณยาย” หมี่ยกมือไหว้เสร็จก็โผเข้าไปกอดหญิงชราร่างท้วมในชุดเสื้อสีโอลด์โรสกับผ้าถุงสีกรมท่า เธอโอบกอดหลานรักแน่นไม่แพ้กัน ดวงตาที่อยู่หลังแว่นตานั้นหรี่เล็กลงสวนทางกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

            “สวัสดีปีใหม่ลูก ไหน มาให้ยายชื่นใจหน่อยซิ อื้ม ยิ่งโตยิ่งสวยนะเรา”

            “พี่หมี่ สวัสดีครับ/ค่ะ”

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ อ๊ะ อาเพลิน น้าสาย สวัสดีปีใหม่ค่ะ”

            “สวัสดีปีใหม่” ทุกคนต่างทักทายกันไปมา อาเพลินยกกระเช้าของขวัญมาให้พ่อกับแม่ของหมี่ ทั้งสองท่านก็ตอบแทนด้วยของขวัญที่ฝ่ายตนเตรียมเอาไว้ คุณยายกวักมือเรียกหลานทั้งสามเข้าไปหาก่อนจะแอบควักเงินส่งให้คนละห้าร้อยต่างของขวัญ หมี่เองก็เตรียมของมาให้กับ โจ และ แจน ลูกทั้งสองคนของอาเพลินกับน้าสายเหมือนกัน

            “ไหนใครชอบเซเลอร์มูนยกมือขึ้น”

            “หนูค่ะ”

            “แล้วไหนใครชอบโดราเอมอน” หมี่ถามไปอย่างนั้นเพราะแค่ดูจากลายเสื้อยืดที่ทั้งสองสวมใส่ก็ได้คำตอบแล้ว

            “ผมครับ”

            “นี่จ้ะ” หมี่ส่งดีวีดีการ์ตูนทั้งสองเรื่องให้กับทั้งสองคน เด็กทั้งสองยิ้มแก้มแทบปริ ต่างร้องขอให้หมี่เปิดให้พวกตนดู

            “ทานอะไรกันมาหรือยังล่ะ ถ้ายังจะได้จัดโต๊ะอาหาร”

            “ยังครับพี่ รีบออกมาก่อน กลัวรถติด”

            “อ้าว งั้นมาๆ หมี่เอ๊ย ช่วยยกอาหารมาตั้งหน่อยลูก”

            “ค่ะ” หมี่กุลีกุจอยกอาหารหลากหลายเมนูมาตั้งบนโต๊ะ เด็กทั้งสองจ้องมองกันตาเป็นประกายโดยเฉพาะไก่ทอดชื่อดัง

            “คุณแม่ถนัดมั้ยคะ?” แม่ของหมี่ถามหญิงชรา

            “ได้ๆ นี่ทำเองหรือเปล่าเนี่ย?”

            “ค่ะ เตรียมกันตั้งแต่ก่อนเช้า ยกเว้นไก่ทอดที่โจกับแจนชอบ ป้าสั่งนักเกตกับเฟรนช์ฟรายมาด้วยนะ”

            “เย้”

            “แน่ะ ทานข้าวด้วยสิลูก”

            “อร่อยมั้ยจ๊ะ?”

            “ครับ/ค่ะ”

            “แหม ถ้าไม่ติดว่าขาไม่ดีนะยายจะแสดงฝีมือให้ได้ชิมกันแล้วเชียว รับรองว่าหมดเป็นอย่างแรกแน่ๆ”

            “โธ่ คุณแม่ ให้หนูได้เกิดกับเขาบ้างเถอะค่ะ” แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นรอบโต๊ะอาหาร หลังจากอิ่มหนำกันแล้วหมี่ก็พาหลานทั้งสองคนไปดูการ์ตูนที่ตนซื้อให้ก่อนจะกลับลงมานั่งคุยกับพวกผู้ใหญ่ หัวข้อการสนทนาก็ไม่พ้นสารทุกข์สุกดิบกับเรื่องแผนในอนาคต พ่อกับแม่ของหมี่เสนอว่าปีหน้าน่าจะไปเที่ยวต่างประเทศกัน ยายของหมี่นั่งดูรูปกับหลานผ่านทางไอแพดพร้อมกับเล่าประสบการณ์ของตนเปรียบเทียบให้ฟัง สองคนต่างวัยหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตให้กันและกันฟัง ช่วงเกือบเย็นทั้งหมดก็พากันไปวัดทำบุญร่วมกันก่อนที่จะพากันแยกย้ายกลับบ้าน

            “เฮ้อ ปีนึงถึงจะพร้อมหน้ากันได้ซักที ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วจังเลยนะ”

            “เวลาที่เรามีความสุขก็จะรู้สึกว่ามันเร็วอย่างนี้ล่ะแม่ เดี๋ยวปีหน้าก็ได้เจอกันอีก” พ่อพูดระหว่างที่ขับรถกลับ

            ปีหน้า? ไม่ต้องรอนานขนาดนั้นหรอก หมี่คิดในใจ

 

            คืนนั้น หมี่ได้ทดลองทำตามพิธีสร้างลูปเวลาที่ตนได้อ่านมาจากอินเทอร์เนต เธอเอาแถบกระดาษมาสร้างเป็นวงแหวนโมเบียสแล้วนั่งรอเวลาก่อนเที่ยงคืนซึ่งเป็นรอยต่อของวัน เมื่อถึงเวลา 23.59 น. หมี่ก็เริ่มเขียนวันที่ที่เธอต้องการให้วนลูปลงไป

            1 ธันวาคม 25xx 1 ธันวาคม 25xx 1 ธันวาคม 25xx 1 ธันวาคม 25xx …’ ข้อความค่อยๆ เติมเต็มความยาวของแถบกระดาษไปเรื่อยๆ จนครบรอบความยาวมันก็ถูกบิดกลับไปอีกหน้าหนึ่งตามเอกลักษณ์ของวงแหวนโมเบียส แต่เมื่อหมี่เขียนมาจนเต็มอีกหน้าหนึ่งเธอก็ต้องแปลกใจเพราะข้อความที่เธอเคยเขียนไว้นั้นเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย

            ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ห้ามหยุดเขียน หมี่นึกถึงข้อความที่เคยอ่าน เธอขยับมือเขียนต่อไปเรื่อยๆ แม้จะประหลาดใจแค่ไหนก็ตาม ข้อความที่เขียนลงไปนั้นมีสภาพเหมือนงูกินหาง พอเขียนข้อความใหม่ลงไปข้อความเก่าก็เลือนหายไป หมี่เขียนไปพลางเหลือบมองดูนาฬิกา เลยเที่ยงคืนไปสองนาทีแล้ว หมี่หยุดเขียนแล้วเอาวงแหวนนั้นใส่ไว้ใต้หมอนก่อนจะเข้านอน โชคดีที่เธอไม่ใช่คนนอนดิ้นอะไรนักวงแหวนโมเบียสจึงไม่ขาด เป็นอันว่าพิธีเสร็จสมบูรณ์ เท่านี้ วันเวลาแห่งความสุขก็จะวนเวียนกลับมาเริ่มต้นใหม่ตลอดกาล

 

            1 ธันวาคม วันขึ้นปีใหม่สากล เป็นวันที่หมี่เฝ้ารอมาตลอดเพราะวันนี้นี่เองที่ญาติๆ จะมารวมตัวกันที่บ้านของเธอ พอนาฬิกาปลุกดังบอกเวลาเจ็ดนาฬิกา เธอก็รีบวิ่งไปแปรงฟันล้างหน้าอาบน้ำและแต่งตัวลงไปรอต้อนรับทุกคน

            “หมี่ คุณยายมาแล้วลูก” แม่บอกกับลูกสาวพลางเปิดประตูบ้านให้ ผู้เป็นพ่อเข็นรถเข็นพาแม่ยายของตนเข้ามาในบ้าน

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณยาย” หมี่ยกมือไหว้เสร็จก็โผเข้าไปกอดหญิงชราร่างท้วมในชุดเสื้อสีโอลด์โรสกับผ้าถุงสีกรมท่า เธอโอบกอดหลานรักแน่นไม่แพ้กัน ดวงตาที่อยู่หลังแว่นตานั้นหรี่เล็กลงสวนทางกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

            “สวัสดีปีใหม่ลูก ไหน มาให้ยายชื่นใจหน่อยซิ อื้ม ยิ่งโตยิ่งสวยนะเรา”

            “พี่หมี่ สวัสดีครับ/ค่ะ”

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ อ๊ะ อาเพลิน น้าสาย สวัสดีปีใหม่ค่ะ”

            “สวัสดี” ทุกคนต่างทักทายกันไปมา อาเพลินยกกระเช้าของขวัญมาให้พ่อกับแม่ของหมี่ ทั้งสองท่านก็ตอบแทนด้วยของขวัญที่ฝ่ายตนเตรียมเอาไว้ คุณยายกวักมือเรียกหลานทั้งสามเข้าไปหาก่อนจะแอบควักเงินส่งให้คนละห้าร้อยต่างของขวัญ หมี่เองก็เตรียมของมาให้กับ โจ และ แจน ลูกทั้งสองคนของอาเพลินกับน้าสายเหมือนกัน

            “ไหนใครชอบเซเลอร์มูนยกมือขึ้น”

            “หนู”

            “แล้วไหนใครชอบโดราเอมอน” หมี่ถามไปอย่างนั้นเพราะแค่ดูจากลายเสื้อยืดที่ทั้งสองสวมใส่ก็ได้คำตอบแล้ว

            “ผม”

            “นี่จ้ะ” หมี่ส่งดีวีดีการ์ตูนทั้งสองเรื่องให้กับทั้งสองคน เด็กทั้งสองยิ้มแก้มแทบปริ ต่างร้องขอให้หมี่เปิดให้พวกตนดู

            “ทานอะไรกันมาหรือยังล่ะ ถ้ายังจะได้จัดโต๊ะอาหาร”

            “ยังครับพี่ รีบออกมาก่อน กลัวรถติด”

            “อ้าว งั้นมาๆ หมี่เอ๊ย ช่วยยกอาหารมาตั้งหน่อยลูก”

            “ค่ะ” หมี่กุลีกุจอยกอาหารหลากหลายเมนูมาตั้งบนโต๊ะ เด็กทั้งสองจ้องมองกันตาเป็นประกายโดยเฉพาะไก่ทอดชื่อดัง

            “คุณแม่ถนัดมั้ยคะ?” แม่ของหมี่ถามหญิงชรา

            “ได้ๆ นี่ทำเองหรือเปล่าเนี่ย?”

            “ค่ะ เตรียมกันตั้งแต่ก่อนเช้า ยกเว้นไก่ทอดที่โจกับแจนชอบ ป้าสั่งนักเกตกับเฟรนช์ฟรายมาด้วยนะ”

            “เย้”

            “แน่ะ ทานข้าวด้วยสิลูก”

            “อร่อยมั้ยจ๊ะ?”

            “ครับ/ค่ะ”

            “แหม ถ้าไม่ติดว่าขาไม่ดีนะยายจะแสดงฝีมือให้ได้ชิมกันแล้วเชียว รับรองว่าหมดเป็นอย่างแรกแน่ๆ”

            “โธ่ คุณแม่ ให้หนูได้เกิดกับเขาบ้างเถอะค่ะ” แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นรอบโต๊ะอาหาร หลังจากอิ่มหนำกันแล้วหมี่ก็พาหลานทั้งสองคนไปดูการ์ตูนที่ตนซื้อให้ก่อนจะกลับลงมานั่งคุยกับพวกผู้ใหญ่ หัวข้อการสนทนาก็ไม่พ้นสารทุกข์สุกดิบกับเรื่องแผนในอนาคต พ่อกับแม่ของหมี่เสนอว่าปีหน้าน่าจะไปเที่ยวต่างประเทศกัน ยายของหมี่นั่งดูรูปกับหลานผ่านทางไอแพดพร้อมกับเล่าประสบการณ์ของตนเปรียบเทียบให้ฟัง สองคนต่างวัยหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตให้กันและกันฟัง ช่วงเกือบเย็นทั้งหมดก็พากันไปวัดทำบุญร่วมกันก่อนที่จะพากันแยกย้ายกลับบ้าน

 

            1 ธันวาคม วันขึ้นปีใหม่สากล เป็นวันที่หมี่เฝ้ารอมาตลอดเพราะวันนี้นี่เองที่ญาติๆ จะมารวมตัวกันที่บ้านของเธอ พอนาฬิกาปลุกดังบอกเวลาเจ็ดโมง เธอก็รีบวิ่งไปล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำและแต่งตัวลงไปรอต้อนรับทุกคน

            “หมี่ คุณยายมาแล้วลูก” แม่บอกกับลูกสาวพลางเปิดประตูบ้านให้ ผู้เป็นพ่อเข็นรถเข็นพาแม่ยายของตนเข้ามาในบ้าน

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณยาย” หมี่ยกมือไหว้เสร็จก็โผเข้าไปกอดหญิงชราร่างท้วมในชุดเสื้อสีโอลด์โรสกับผ้าถุงสีกรมท่า เธอโอบกอดหลานรักแน่นไม่แพ้กัน ดวงตาที่อยู่หลังแว่นตานั้นหรี่เล็กลงสวนทางกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

            “สวัสดีปีใหม่ลูก ไหน มาให้ยายชื่นใจหน่อยซิ อื้ม”

            “พี่หมี่ สวัสดีครับ/ค่ะ”

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ อ๊ะ อาเพลิน น้าสาย สวัสดีปีใหม่ค่ะ”

            “สวัสดี” ทุกคนต่างทักทายกันไปมา อาเพลินยกกระเช้าของขวัญมาให้พ่อกับแม่ของหมี่ ทั้งสองท่านก็ตอบแทนด้วยของขวัญที่ฝ่ายตนเตรียมเอาไว้ คุณยายกวักมือเรียกหลานทั้งสามเข้าไปหาก่อนจะแอบควักเงินส่งให้คนละห้าร้อยต่างของขวัญ หมี่เองก็เตรียมของมาให้กับ โจ และ แจน ลูกทั้งสองคนของอาเพลินกับน้าสายเหมือนกัน

            “ไหนใครชอบเซเลอร์มูนยกมือขึ้น”

            “หนูค่ะ”

            “แล้วไหนใครชอบโดราเอมอน” หมี่ถามไปอย่างนั้นเพราะแค่ดูจากลายเสื้อยืดที่ทั้งสองสวมใส่ก็ได้คำตอบแล้ว

            “ผมครับ”

            “นี่จ้ะ” หมี่ส่งดีวีดีการ์ตูนทั้งสองเรื่องให้กับทั้งสองคน เด็กทั้งสองยิ้มแก้มแทบปริ ต่างร้องขอให้หมี่เปิดให้พวกตนดู

            “ทานอะไรกันมาหรือยังล่ะ ถ้ายังจะได้จัดโต๊ะอาหาร”

            “ยังครับพี่ รีบออกมาก่อน กลัวรถติด”

            “อ้าว งั้นมาๆ หมี่เอ๊ย ช่วยยกอาหารมาตั้งหน่อยลูก”

            “ค่ะ” หมี่กุลีกุจอยกอาหารหลากหลายเมนูมาตั้งบนโต๊ะ เด็กทั้งสองจ้องมองกันตาเป็นประกายโดยเฉพาะไก่ทอดชื่อดัง

            “คุณแม่ถนัดมั้ยคะ?” แม่ของหมี่ถามหญิงชรา

            “ได้ๆ นี่ทำเองหรือเปล่าเนี่ย?”

            “ค่ะ เตรียมกันตั้งแต่ก่อนเช้า ยกเว้นไก่ทอดที่โจกับแจนชอบ ป้าสั่งนักเกตกับเฟรนช์ฟรายมาด้วยนะ”

            “เย้”

            “แน่ะ ทานข้าวด้วยสิลูก”

            “อร่อยมั้ยจ๊ะ?”

            “ครับ/ค่ะ”

            “แหม ถ้าไม่ติดว่าขาไม่ดีนะยายจะแสดงฝีมือให้ได้ชิมกันแล้วเชียว”

            “โธ่ คุณแม่ ให้หนูได้เกิดกับเขาบ้างเถอะค่ะ” แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นรอบโต๊ะอาหาร หลังจากอิ่มหนำกันแล้วหมี่ก็พาหลานทั้งสองคนไปดูการ์ตูนที่ตนซื้อให้ก่อนจะกลับลงมานั่งคุยกับพวกผู้ใหญ่ หัวข้อการสนทนาก็ไม่พ้นสารทุกข์สุกดิบกับเรื่องแผนในอนาคต พ่อกับแม่ของหมี่เสนอว่าปีหน้าน่าจะไปเที่ยวต่างประเทศกัน ยายของหมี่นั่งดูรูปกับหลานผ่านทางไอแพดพร้อมกับเล่าประสบการณ์ของตนเปรียบเทียบให้ฟัง สองคนต่างวัยหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตให้กันและกันฟัง ช่วงเกือบเย็นทั้งหมดก็พากันไปวัดทำบุญร่วมกันก่อนที่จะพากันแยกย้ายกลับบ้าน

 

            1 ธันวาคม วันขึ้นปีใหม่สากล เป็นวันที่หมี่เฝ้ารอมาตลอดเพราะวันนี้นี่เองที่ญาติๆ จะมารวมตัวกันที่บ้านของเธอ พอนาฬิกาปลุกดังบอกเวลาเจ็ดโมง เธอก็รีบวิ่งไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันและแต่งตัวลงไปรอต้อนรับทุกคน

            “หมี่ คุณยายมาแล้วลูก” แม่บอกกับลูกสาวพลางเปิดประตูบ้านให้ ผู้เป็นพ่อเข็นรถเข็นพาแม่ยายของตนเข้ามาในบ้าน

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณยาย” หมี่ยกมือไหว้เสร็จก็โผเข้าไปกอดหญิงชราร่างท้วมในชุดเสื้อสีโอลด์โรสกับผ้าถุงสีกรมท่า เธอโอบกอดหลานรักแน่นไม่แพ้กัน ดวงตาที่อยู่หลังแว่นตานั้นหรี่เล็กลงสวนทางกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

            “สวัสดีปีใหม่ลูก ไหน มาให้ยายชื่นใจหน่อยซิ อื้ม แค่กๆๆ”

            “คุณยายไม่สบายเหรอคะ?”

            “ไม่หรอก สำลักความสุขน่ะ ได้เจอหน้าหลานๆ พร้อมกัน” หญิงชราพูดพร้อมรอยยิ้ม น่าแปลกที่หมี่สังเกตดูแล้วเหมือนกับว่ามันเป็นการยิ้มกลบเกลื่อน

            “พี่หมี่ สวัสดีครับ/ค่ะ”

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ อ๊ะ อาเพลิน น้าสาย สวัสดีปีใหม่ค่ะ”

            “สวัสดี” ทุกคนต่างทักทายกันไปมา คุณยายกวักมือเรียกหลานทั้งสามเข้าไปหาก่อนจะแอบควักเงินส่งให้คนละร้อยต่างของขวัญ หมี่เองก็เตรียมของมาให้กับ โจ และ แจน ลูกทั้งสองคนของอาเพลินกับน้าสายเหมือนกัน

            “ไหนใครชอบเซเลอร์มูนยกมือขึ้น”

            “หนูค่ะ”

            “แล้วไหนใครชอบโดราเอมอน” หมี่ถามไปอย่างนั้นเพราะแค่ดูจากลายเสื้อยืดที่ทั้งสองสวมใส่ก็ได้คำตอบแล้ว

            “ผมครับ”

            “นี่จ้ะ” หมี่ส่งดีวีดีการ์ตูนทั้งสองเรื่องให้กับทั้งสองคน เด็กทั้งสองยิ้มแก้มแทบปริ ต่างร้องขอให้หมี่เปิดให้พวกตนดู

            “ทานอะไรกันมาหรือยังล่ะ ถ้ายังจะได้จัดโต๊ะอาหาร”

            “ยังครับพี่ รีบออกมาก่อน กลัวรถติด”

            “อ้าว งั้นมาๆ หมี่เอ๊ย ช่วยยกอาหารมาตั้งหน่อยลูก”

            “ค่ะ” หมี่กุลีกุจอยกอาหารหลากหลายเมนูมาตั้งบนโต๊ะ เด็กทั้งสองจ้องมองกันตาเป็นประกายโดยเฉพาะไก่ทอดชื่อดัง

            “คุณแม่ถนัดมั้ยคะ?” แม่ของหมี่ถามหญิงชรา

            “ไม่เป็นไร แม่ทานมาแล้ว แค่กๆ”

            “พักนี้คุณแม่ไม่ค่อยเจริญอาหารเลยนะครับ แถมยังไอถี่ๆ อีก ไปตรวจซักหน่อยไม่ดีเหรอครับ?”

            “โอย คิดมากไปแล้ว คนแก่ก็ออดๆ แอดๆ อย่างนี้แหละ เอ้า รีบๆ ทานเถอะ ประเดี๋ยวกับข้าวเย็นแล้วจะไม่อร่อย นี่ทำเองหรือเปล่าเนี่ย?”

            “ค่ะ เตรียมกันตั้งแต่ก่อนเช้า ยกเว้นไก่ทอดที่โจกับแจนชอบ ป้าสั่งนักเกตกับเฟรนช์ฟรายมาด้วยนะ”

            “เย้”

            “แน่ะ ทานข้าวด้วยสิลูก”

            “อร่อยมั้ยจ๊ะ?”

            “ครับ/ค่ะ”

            “ถ้าไม่ติดว่าขาไม่ดีนะยายจะแสดงฝีมือให้ได้ชิมกันแล้วเชียว”

            “โธ่ คุณแม่ ให้หนูได้เกิดกับเขาบ้างเถอะค่ะ” แล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นรอบโต๊ะอาหาร หลังจากอิ่มหนำกันแล้วหมี่ก็พาหลานทั้งสองคนไปดูการ์ตูนที่ตนซื้อให้ก่อนจะกลับลงมานั่งคุยกับพวกผู้ใหญ่ หัวข้อการสนทนาก็ไม่พ้นสารทุกข์สุกดิบกับเรื่องแผนในอนาคต พ่อกับแม่ของหมี่เสนอว่าปีหน้าน่าจะไปเที่ยวต่างประเทศกัน ยายของหมี่นั่งดูรูปกับหลานผ่านทางไอแพดพร้อมกับเล่าประสบการณ์ของตนเปรียบเทียบให้ฟัง สองคนต่างวัยหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อได้แลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตให้กันและกันฟัง ระหว่างนั้นคุณยายก็ยังไอไม่หยุดจนน่าห่วง ช่วงเกือบเย็นทั้งหมดก็พากันไปวัดทำบุญร่วมกันก่อนที่จะพากันแยกย้ายกลับบ้าน

 

            1 ธันวาคม วันขึ้นปีใหม่สากล เป็นวันที่หมี่เฝ้ารอมาตลอดเพราะวันนี้นี่เองที่ญาติๆ จะมารวมตัวกันที่บ้านของเธอ พอนาฬิกาปลุกดังบอกเวลาเจ็ดโมง หมี่นอนบิดไปมาอยู่บนเตียงอยู่พักใหญ่กว่าจะตัดใจลุกไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันและแต่งตัวลงไปรอต้อนรับทุกคน

            “หมี่ คุณยายมาแล้วลูก” แม่บอกกับลูกสาวพลางเปิดประตูบ้านให้ ผู้เป็นพ่อเข็นรถเข็นพาแม่ยายของตนเข้ามาในบ้าน

            “สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณยาย” หมี่ยกมือไหว้เสร็จก็โผเข้าไปกอดหญิงชราร่างท้วมในชุดเสื้อสีฟ้าอ่อนกับผ้าถุงสีน้ำตาล เธอโอบกอดหลานรักแน่นไม่แพ้กัน ดวงตาที่อยู่หลังแว่นตานั้นหรี่เล็กลงสวนทางกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้น

            “สวัสดีปีใหม่ลูก”

            “อ๊ะ อาเพลิน น้าสาย สวัสดีปีใหม่ค่ะ”

            “สวัสดี โจ แจง สวัสดีพี่เขาหรือยัง?” อาเพลินหันไปดุลูกทั้งสองคน เด็กน้อยยกมือไหว้แบบไม่ก้มหัวโดยไม่ทักทายอะไร คุณยายกวักมือเรียกหลานทั้งสามเข้าไปหาก่อนจะแอบควักเงินส่งให้คนละร้อยต่างของขวัญ หมี่เองก็เตรียมของมาให้กับ โจ และ แจน ลูกทั้งสองคนของอาเพลินกับน้าสายเหมือนกัน

            “ไหนใครชอบเซเลอร์มูนยกมือขึ้น”

            “...”

            “แล้วไหนใครชอบโดราเอมอน” หมี่ถามไปอย่างนั้นเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าคำตอบคืออะไร แม้ว่าวันนี้ทั้งคู่จะไม่ได้ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนที่ตนชอบมาก็ตาม

            “...”

            “ไม่มีเลยเหรอ? เอ๊ งั้นแบบนี้พี่จะทำยังไงกับการ์ตูนสองแผ่นนี้ดีน้า” หมี่เอาดีวีดีการ์ตูนทั้งสองเรื่องออกมาล่อทั้งสองคน

            “ตอนนั้นหนูมีแล้ว”

            “ผมก็มีแล้ว คุณพ่อซื้อให้”

            “อะ อ้าว เหรอ?”

            “น่าเบื่อ ไปเอาไอแพดของพ่อมาเล่นดีกว่า” โจกับแจนวิ่งลงจากห้องของหมี่ไป ปล่อยให้เธอยืนอึ้งกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงนี้อยู่คนเดียว

            จะว่าไป สองสามรอบก่อนหน้านี้ก็มีอะไรเปลี่ยนไปนิดๆ หน่อยๆ เหมือนกัน เพราะอะไรนะ? เธอคิดกับตัวเองระหว่างที่เดินลงไปชั้นล่าง

            “ทานอะไรกันมาหรือยังล่ะ ถ้ายังจะได้จัดโต๊ะอาหาร”

            “ยังครับพี่”

            “อ้าว งั้นมาๆ หมี่เอ๊ย ช่วยยกอาหารมาตั้งหน่อยลูก”

            “ค่ะ” หมี่กุลีกุจอยกอาหารหลากหลายเมนูมาตั้งบนโต๊ะ เด็กทั้งสองจ้องมองอาหารบนโต๊ะด้วยสีหน้าผิดหวัง

            “พ่อ ไม่มีไก่ทอด”

            “เท่านี้ก็พอกินแล้ว จะสั่งมาเพิ่มอีกทำไม”

            “แต่ผมอยากกินไก่ทอด”

            “หนูก็อยากกิน”

            “งั้นเดี๋ยวป้าสั่งให้นะ” แม่ของหมี่หยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมา

            “ไม่ต้องหรอกพี่ ไปตามใจพวกนี้มากเดี๋ยวจะเสียคน”

            “ลองทานอันนี้ดูสิลูก” คุณยายตักเอาไข่พะโล้ใส่จานส่งให้เด็กทั้งสอง “ลองทานดูนะ รับรองว่าจะลืมไก่ทอดเลย”

            “ไม่เอา ผมจะกินไก่ทอด” โจปัดจานข้าวจนกระเด็นเปื้อนตัวยายไปหมด พ่อเด็กเห็นเข้าก็เหลืออดดึงแขนลูกชายมาตีแบบไม่ไว้หน้าคนอื่น

            “ขอโทษคุณยายเดี๋ยวนี้”

            “ไม่!” เด็กน้อยเริ่มดิ้นอาละวาด

            “ไม่ใช่มั้ย” อาเพลินลากแขนลูกชายไปที่รถแล้วขังเอาไว้ในนั้น บรรยากาศภายในบ้านกลายเป็นหนักอึ้ง แม่ของหมี่พายายไปทำความสะอาดเสื้อผ้าที่เปื้อนอาหาร แจนที่เห็นสภาพของพี่ชายแล้วเธอจึงไม่ออกอาการอาละวาดอะไรแต่เธอก็ไม่ยอมทานอะไรเหมือนกัน

            “แล้วนี่จะเราไปวัดกันตอนไหนดี”

            “ไม่ไปแล้วครับ ผมต้องเอาไอ้ตัวดีนั่นกลับไปอบรมเสียหน่อย”

            “เหรอ”

            “ขอโทษนะคะที่ลูกทำให้เดือดร้อน”

            แล้ววันนั้นก็จบลงด้วยความรู้สึกที่ไม่น่าพึงประสงค์นักแก่ทุกฝ่าย

 

            1 ธันวาคม วันขึ้นปีใหม่สากล เป็นวันที่หมี่เฝ้ารอมาตลอดเพราะวันนี้นี่เองที่ญาติๆ จะมารวมตัวกันที่บ้านของเธอ พอนาฬิกาปลุกดังบอกเวลาเจ็ดโมง หมี่นอนบิดไปมาอยู่บนเตียงอยู่พักใหญ่กว่าจะตัดใจลุกไปอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันและแต่งตัวลงไปรอต้อนรับทุกคน

            “คุณยายยังไม่มาเหรอคะ” หมี่เอ่ยถามพ่อกับแม่ที่นั่งเงียบกันอยู่สองคน ผู้เป็นแม่ไม่ตอบแต่กลับร้องไห้ออกมา

            “หมี่...” ผู้เป็นพ่อพยายามเค้นเสียงตอบ “รถของอาเพลิน... ถูกสิบล้อชน”

            “อะไรนะคะ!

            “ทุกคน... เสียชีวิตหมด” บทสรุปนั้นทำเอาหญิงสาวแทบทรุดลงไปกองกับพื้น แม้ลูปเวลาที่ผ่านมาจะมีรายละเอียดที่ต่างกันไปบ้างแต่ครั้งนี้ต้องเรียกว่าเป็นหนังคนละม้วนจริงๆ ไม่มีอีกแล้วสำหรับคำว่าสวัสดีปีใหม่จากญาติผู้ใหญ่ ไม่มีอีกแล้วสำหรับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่มีอีกแล้วสำหรับมื้ออาหารแสนสุข ไม่มีอีกแล้วสำหรับการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกอย่าจบลงตั้งแต่ที่มันยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ...

 

            1 ธันวาคม วันขึ้นปีใหม่สากล เป็นวันที่หมี่เฝ้ารอมาตลอดเพราะวันนี้นี่เองที่ญาติๆ จะมารวมตัวกันที่บ้านของเธอ ปกติหมี่จะตื่นเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกแต่เช้านี้กลับไม่ใช่ สิ่งที่ปลุกเธอขึ้นมาคือเสียง...

            ตูม

            “ว้าย!!!

            “เฮ้ย! แม่ เป็นอะไรหรือเปล่า!

            หมี่สังหรณ์ใจไม่ดี ตัวเธอชาวูบ สันหลังเย็นวาบ สัญชาติญาณบอกกับเธอว่าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เธอรีบวิ่งลงไปดูที่ชั้นล่าง สิ่งแรกที่ตาเธอมองเห็นได้คือเปลวเพลิงขนาดใหญ่ที่ลุกลามอย่างน่ากลัวอยู่ที่ห้องครัว แม่ของเธอนอนดิ้นอยู่ที่พื้นโดยมีพ่อพยายามเอาผ้าประคบไว้

            “พ่อคะ! เกิด... เกิดอะไรขึ้น?”

            “แก๊ซระเบิด! แม่เขาโดนไฟลวกเข้าทั้งหน้า! ลูกพาแม่ออกไปข้างนอกเร็ว! พ่อจะรีบเอาน้ำมาดับ” คำสั่งนั้นมีผลกับหมี่ที่ยืนอึ้งอยู่เหมือนกับการออกคำสั่งกับหุ่นยนต์ ร่างกายเธอขยับไปโดยที่สติเธอยังคงหยุดนิ่ง หัวหน้าครอบครัวพยายามตักน้ำจากห้องน้ำมาสาดดับไฟแต่เป็นเพราะเขาเสียเวลาไปกับการพาภรรยาออกมาจากจุดอันตราย พระเพลิงจึงมีเวลามากพอที่จะกลืนกินเครื่องเรือนใกล้เคียงไปเป็นพลังงานจนน้ำที่ถูกสาดมาเป็นระลอกนั้นไม่อาจต่อกรได้ เปลวไฟลุกลามกินวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดทุกสิ่งในห้องครัวก็ตกเป็นอาหารของมัน โชคดีที่รถดับเพลิงมาถึงทันและสามารถระงับความเสียหายไว้ได้ก่อนที่มันจะลุกลามไปถึงส่วนอื่นของบ้าน

            “พี่! เกิดอะไรขึ้น!” อาเพลินที่เพิ่งขับรถมาถึงรีบวิ่งลงมาหาเจ้าของบ้านที่ยืนมองที่อยู่อาศัยของตนด้วยน้ำตานองหน้า แม่ของหมี่เองก็บาดเจ็บสาหัสจากแผลไฟไหม้ทั้งใบหน้าและศีรษะ ถ้านั่นยังไม่เลวร้ายพอ ทันทีที่ยายของหมี่เห็นสภาพของบ้านและสภาพของลูกสาวแล้วก็ถึงกับช็อคจนหัวใจล้มเหลว

            “ว้าย! คุณแม่! พี่เพลิน!

            “แม่! แม่!

            “คุณยาย! คุณยายเป็นอะไรครับ!

            “ช่วยด้วยค่ะ! คนแก่หัวใจวาย!” น้าสายโบกมือเรียกเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่มารับแม่ของหมี่ พวกเขารีบวิ่งมาดูอาการก่อนจะพาท่านขึ้นรถไปส่งที่โรงพยาบาลพร้อมกับคนเจ็บ... นั่นเป็นวันปีใหม่ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่หมี่จะนึกถึง

            ทำไม? ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ทำไมมันถึงไม่เหมือนเดิม? ในหัวของหมี่มีแต่คำถามนี้วนเวียนไปมา คำถามที่เธอสุดจะหาคำตอบมาอธิบายได้ หญิงสาวลุกขึ้นและเริ่มก้าวเดินไปอย่างเลื่อนลอย เธอต้องการที่พึ่ง เธอต้องการคนที่จะสามารถอธิบายให้เธอเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และจิตใต้สำนึกของเธอก็พาร่างกายเดินมาถึงที่พักของเศรษฐ์

            “นั่งสิครับ” เศรษฐ์เชิญหมี่เข้ามาในที่พักของตน เขานั่งรอ รอจนกว่าหญิงสาวจะตั้งสติได้และเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา

            “อาจารย์... ทำไม...”

            “เสียใจด้วยนะครับ...”

            “ทำไมคะ? ทำไมมันถึงป็นแบบนี้?”

            “แมวในกล่องนั้นเสียชีวิตสินะครับ”

            “แมว? เกี่ยวอะไรกับแมวคะ?”

            “คุณจำไม่ได้หรือครับว่าผมเคยพูดอะไรทำนองนี้กับคุณ?”

            “... อ๋อ วันที่หนูเอาเรื่องที่ค้นเจอไปถามอาจารย์ อาจารย์พูดถึงแมวในกล่องเหมือนกัน มันคืออะไรเหรอคะ?”

            “เป็นการทดลองเชิงจินตนาการที่ชื่อว่าแมวของชเรอดิเจอร์ (Schrödinger's cat) การทดลองมีดังนี้ครับ ชเรอดิงเจอร์สมมติขึ้นมาว่าเรามีกล่องที่ปิดทึบอยู่ใบหนึ่ง ภายในกล่องนั้นมีแมวหนึ่งตัว ขวดใส่สารพิษหนึ่งขวด และอุปกรณ์ปล่อยรังสีอนุภาคหนึ่งเครื่อง อุปกรณ์นั้นถูกตั้งไว้ให้ทำงานแบบสุ่มโดยโอกาสที่เครื่องนั้นจะทำงานคือห้าสิบเปอร์เซนต์ หากเครื่องนั้นทำงาน รังสีอนุภาคที่ถูกปล่อยออกมาจะทำให้ขวดใส่สารพิษแตก สารนั้นจะกลายเป็นก๊าซพิษฟุ้งกระจายเต็มกล่องทำให้แมวเสียชีวิต เราไม่มีทางรู้ได้ว่าเครื่องนั้นทำงานแล้วหรือไม่ตราบใดที่กล่องนั้นยังปิดอยู่... คำถามครับ หากคุณยืนอยู่ตรงหน้ากล่องใบนั้นในตอนนี้ คุณคิดว่าแมวที่อยู่ในกล่องนั้นยังเป็นอยู่หรือตายไปแล้วครับ?”

            “... ตายค่ะ”

            “ผิดครับ”

            “... ยังไม่ตาย”

            “ผิดครับ” คำตอบของเศรษฐ์สร้างความงุนงงให้กับหญิงสาวจนเขาต้องอธิบายเพิ่มเติม “ชเรอดิงเจอร์ให้คำตอบว่าแมวที่อยู่ในกล่องนั้นอยู่ในสภาพที่เป็นและตายในเวลาเดียวกันครับ”

            “... คะ?”

            “อธิบายง่ายๆ คือ สภาวะในกล่องนั้นเป็นเพียง ความน่าจะเป็น เท่านั้นครับ เราไม่มีทางรู้ได้ว่าตอนนี้แมวในกล่องนั้นเป็นอย่างไร มันจึงเป็นได้แค่ความน่าจะเป็น ความน่าจะเป็นที่แมวตัวนั้นจะรอดหรือตายอยู่ที่ห้าสิบเปอร์เซนต์ เมื่อเรายังไม่รู้ว่าผลลัพธ์คืออะไรเราจึงต้องถือว่าความน่าจะเป็นนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกัน แมวตัวนั้นจึงทั้งเป็นและตายในเวลาเดียวกันครับ... แล้วถ้าหากเราอยากรู้คำตอบว่าแมวในกล่องนั้นตายหรือยังต้องทำอย่างไรครับ?”

            “เปิดกล่อง?”

            “ถูกครับ ต้องเปิดกล่องออกดู ตรงนี้ชเรอดิงเจอร์อธิบายว่าการเปิดกล่องของเราคือสิ่งที่จะกำหนดผลลัพธ์ให้กับความน่าจะเป็นภายในกล่อง แมวจะเป็นหรือตายก็ต่อเมื่อเราเปิดกล่องออกมา”

            “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับหนู?”

            “ทฤษฎีแมวของชเรอดิงเจอร์นี้ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่ การกระทำหนึ่งเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ของอีกสิ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับที่การเปิดกล่องเป็นการกำหนดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับแมวในกล่อง”

            “... หนูไม่เข้าใจ แมวมันจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวกับการเปิดกล่องนี่คะ ผลลัพธ์มันเกิดขึ้นแล้ว การเปิดกล่องเป็นแค่การพิสูจน์”

            “ถ้าให้อธิบายแบบไทยๆ ก็คงจะต้องเทียบกับเรื่องโฉลกหรือฤกษ์ยามครับ ถ้าวันนี้ใส่เสื้อสีฟ้าจะโชคดีแต่ถ้าใส่เสื้อสีเขียวจะโชคร้าย ก้าวเท้าขวาออกจากบ้านจะเดินทางปลอดภัย สีเสื้อหรือการก้าวเท้าคือสิ่งกำหนดผลลัพธ์ครับ”

            “อาจารย์จะบอกว่าการกระทำของหนูคือสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้น?” หมี่เริ่มจับประเด็นได้

            “ถูกต้องครับ การกระทำของคุณจะเป็นสิ่งกำหนดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นๆ ลองนึกย้อนกลับไปดีๆ สิครับ บางวันคุณตื่นนอนตรงเวลา บางวันคุณลุกจากเตียงช้ากว่าปกติ บางวันคุณแปรงฟันก่อน แต่บางวันคุณก็ล้างหน้าก่อน ทุกอย่างส่งผลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นครับ”

            “อาจารย์ทำไมไม่บอกหนูก่อนล่ะคะว่ามันจะเป็นแบบนี้” หมี่เริ่มพาลขึ้นเสียงใส่ เศรษฐ์เองก็เป็นครูมานาน เขาเชี่ยวชาญพอที่จะไม่แสดงอาการตอบโต้กับเรื่องดังกล่าว

            “ผมผ่านการดูแลนักเรียนมาหลายคนแล้วครับ มากจนพอจะรู้จักนิสัยโดยรวมของนักเรียนในวัยเดียวกับคุณดี แววตาตอนที่คุณได้ยินว่าวิธีการนี้ทำได้จริงนั้นเหมือนกับแววตาของเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่และอดใจที่จะลองเล่นมันเพื่อดูว่ามันทำอะไรได้บ้างไม่ได้ ห้ามอย่างไรคุณก็ไม่ฟังหรอกครับ ผมถึงได้ลองใช้ประโยชน์จากความอยากรู้อยากเห็นของคุณโดยการเกริ่นเรื่องแมวของชเรอดิงเจอร์ขึ้นมาเผื่อว่าคุณจะสนใจใคร่รู้ว่าผมพูดถึงเรื่องอะไรแล้วไปค้นหาเพิ่มเติมหรืออย่างน้อยก็ถามผมกลับมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สำเร็จครับ คุณมาถามผมช้าเกินไป”

            “แล้ว... หนูต้องทำยังไงคะ? หนูไม่อยากเจออะไรแบบนี้อีกแล้ว”

            “ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะทำอย่างไรต่อไปครับ ถ้ายังอยากอยู่ในลูปเวลานี้ต่อไปโดยยังคงช่วงเวลาแสนสุขเอาไว้คุณก็ต้องทำทุกอย่างให้เหมือนกับที่คุณทำในวันแรกครับ... ทุกอย่าง ทุกอากัปกิริยา ก้าขยับตัว การก้าวเท้าเดิน การกระพริบตา การพูดจา การพลิกตัวตอนนอน หรือแม้แต่... จังหวะการหายใจเข้าออก”

            “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ใครมันจะไปทำได้ถึงขั้นนั้น”

            “ถูกต้องครับ นี่คือสัจจธรรม สรรพสิ่งล้วนตั้งอยู่บนความเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรคงเดิมไปตลอดหรอกครับ”

            “ไม่มีวิธีอื่นเลยเหรอคะ? อาจารย์เคยบอกว่ามีวิธีหลุดพ้นจากลูปเวลาแบบง่ายๆ”

            “ครับ ง่ายนิดเดียว แค่คุณฉีกวงแหวนโมเบียสที่คุณใช้สร้างลูปเวลาออกเท่านี้เวลาก็จะเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามปกติแล้วครับ”

            “แค่นั้นเองเหรอคะ?”

            “ครับ เพียงแต่ว่าถ้าทำอย่างนั้น ผลลัพธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นจะดำเนินต่อไปนะครับ ยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ หากคุณปล่อยไว้เมื่อเลยเที่ยงคืนไปทุกอย่างก็จะกลับไปสู่สภาพเดิม บ้านของคุณจะไม่หลงเหลือรอยไหม้ แม่ของคุณจะไม่ได้รับบาดเจ็บ ญาติของคุณก็กำลังเตรียมตัวจะมาบ้านคุณ แต่ถ้าคุณฉีกวงแหวนโมเบียสในตอนนี้ วันพรุ่งนี้บ้านคุณก็จะยังคงเสียหายอยู่ แม่คุณและยายคุณก็อยู่ที่โรงพยาบาล ผลลัพธ์ของวันนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ”

            “งั้นหนู้ก็ต้องรอจนกว่าจะพ้นเที่ยงคืนแล้วค่อยฉีกกระดาษ”

            “แต่นั่นคุณก็ต้องมั่นใจว่าเหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้จะเป็นไปอย่างที่คุณปรารถนา และอย่างที่ผมว่า สรรพสิ่งล้วนตั้งอยู่บนความเปลี่ยนแปลง จนกว่าจะถึงห้าทุ่มห้าสิบเก้านาทีห้าสิบเก้าวินาทีอะไรก็เกิดขึ้นได้ หรือต่อให้ไม่เกิดอะไรขึ้นกับคุณแต่ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงกับอะไรซักอย่างที่คุณไม่สามารถรับรู้ได้ ผู้นำประเทศบางประเทศอาจถูกลอบสังหารจนเกิดสงคราม เพื่อนสนิทของคุณอาจเสียชีวิต... อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ”

            “ถ้าเป็นอย่างที่อาจารย์ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นก็อาจเกิดขึ้นกับตัวอาจารย์ก็ได้นี่คะ ทำไมดูอาจารย์ไม่ทุกไม่ร้อนอะไรเลย” คำถามนี้ทำเอาเศรษฐ์ยิ้มพึงพอใจกับความช่างสังเกตของลูกศิษย์

            “ทฤษฎีแมวของชเรอดิงเจอร์นั้นยังมีเพิ่มเติมอีกครับ มีคนอธิบายเพิ่มเติมด้วยทฤษฎีแตกแขนง ก่อนจะเปิดกล่องนั้นแมวที่อยู่ในกล่องทั้งเป็นและตายในเวลาเดียวกัน การเปิดกล่องเป็นการกำหนดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น สมมติว่าเปิดกล่องออกมาแล้วแมวไม่ตาย คำถามคือแล้วแมวที่อยู่ในสภาพที่ตายล่ะหายไปไหน? คำตอบคือการเปิดกล่องของเราเป็นการสร้างโลกคู่ขนานขึ้นมาครับ ในโลกที่เราอยู่นี้คือโลกที่เกิดผลลัพธ์ว่าแมวยังมีชีวิตอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกโลกหนึ่งที่มีผลลัพธ์เกิดขึ้นแบบตรงกันข้าม เรียกว่าทางแยกของเหตุการณ์ก่อให้เกิดโลกที่มีผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมาพร้อมกัน เอาตัวอย่างเรื่องการใส่เสื้อสีฟ้า – สีเขียวที่ผมพูดไปนะครับ ก่อนที่คุณจะเลือกเสื้อมาใส่นั้นคือจุดที่คุณยืนอยู่ตรงทางแยกของการตัดสินใจ เมื่อคุณหยิบเสื้อสีฟ้ามาใส่แปลว่าคุณตัดสินใจเดินลงมาในเส้นทางของผลลัพธ์จากการใส่เสื้อสีฟ้านั้น แต่ในเวลาเดียวกันที่อีกเส้นทางหนึ่งก็มีตัวคุณอีกคนหนึ่งที่ใส่เสื้อสีเขียวและเดินลงไปในเส้นทางนั้นพร้อมๆ กับคุณ สิ่งที่ผมจะบอกก็คือการกระทำของคุณก่อให้เกิดโลกคู่ขนานต่างๆ ขึ้นมามากมาย วันพรุ่งนี้อาจเป็นโลกที่ไม่มีผมอยู่ก็ได้ แต่นั่นก็แปลว่าตัวผมคงไปอยู่ในโลกอื่นที่มีตัวแปรครบถ้วนเท่านั้นเอง”

 

            คำตอบที่ได้รับนั้นไม่ได้ช่วยอะไรหมี่เลยสักนิด จริงอยู่ว่าในวันรุ่งขึ้นทุกอย่างก็ถูกรีเซ็ตกลับมาเป็นเหมือนเดิมแต่หญิงสาวก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดระแวงตลอดเวลา หวาดระแวงต่อการกระทำของตนว่าจะก่อผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นหรือไม่ และก็เหมือนว่าโชคจะไม่เป็นใจเพราะลูปต่อๆ มานับจากวันนั้นชีวิตเธอก็มีแต่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นแบบไม่ซ้ำ ทุกๆ สิ่งล้วนทำร้ายเธอทั้งร่างกายและจิตใจ พ่อติดหนี้พนันจนโดนทวงหนี้โหด กิจการล้มละลายจนพ่อและแม่ฆ่าตัวตาย ลูกสองคนของอาซนทำลายข้าวของ หมี่โดนรถชนบาดเจ็บ ไม่มีลูปไหนเลยที่จะทำให้เธอตัดสินใจทำลายวงแหวนโมเบียส จิตใจของเธอสะสมความบอบช้ำมากขึ้นทุกรอบๆ จนในที่สุดมันก็มาถึงขีดจำกัด เมื่อลูปใหม่เริ่มต้นขึ้น หมี่ก็ตัดสินใจจบชีวิตของตนลงด้วยมือของตัวเอง

            “เลือกหนทางนั้นสินะครับ ที่ผมไม่แนะนำให้ฆ่าตัวตายเพราะมันไม่ใช่ทางออกครับ” เศรษฐ์พูดพลางจ้องมองมาที่บ้านของหมี่ซึ่งบัดนี้มีแต่เสียงร่ำไห้คร่ำครวญของผู้เป็นพ่อและแม่ “พ้นเที่ยงคืนของวันนี้ไป พรุ่งนี้คุณก็จะตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนตัวเดิม ในห้องนอนเดิมของคุณนั่นล่ะครับ... เฝ้ามองดูคุณทุกข์ทรมานซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้นานเข้าก็เริ่มน่าเบื่อเหมือนกันนะครับ เช่นนั้นผมขอตัวกลับไปยังโลกที่ตัวคุณไม่ตัดสินใจทดลองทำตามวิธีการนี้ดีกว่า ขอตัวก่อนนะครับ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #699 Serenezz (@serenezz) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 02:40
    ข้อมูลแน่นมาก
    #699
    0
  2. #552 cnyssnn (@opsehunpa) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 11:36
    หูย ทฤษฎีมาเต็ม55555 คนแต่งนี่ล้ำมาก ชอบบบๆ *0*
    #552
    0
  3. #545 Σʍρeror_ɔr (@055440769) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2558 / 01:28
    ตอนแรกนึกว่าจะไม่มีอะไรซะแล้ว ไม่ผิดหวังที่รอ;-; ล้ำมากอะ อาจารย์นี่เชื่อความคิดของตัวเองกับทุกโลกได้งั้นหรอ -[]-!!? สุดยอดอะ นายเป็นใครเนี่ยย
    #545
    0
  4. #544 ดัชนีมูซี (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2558 / 23:11
    รอตั้งนานกว่าจะอัพT^T
    #544
    0
  5. #543 Sekijin (@peapoa23) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2558 / 22:24
    ทั้งที่การเอาตัวรอดมันง่ายกว่าทุกๆตอนที่ผ่านมาแท้ๆ ถถถ
    #543
    0
  6. #542 koko15047 (@koko15047) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2558 / 01:21
    คิดถึงพี่เสมอนะครับแหะๆ^^
    #542
    0
  7. #541 cnyssnn (@opsehunpa) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 12:06
    รอมานานมากกกก คิดถึงอาจารย์เศรษฐ์สุดดดๆ ????
    #541
    0
  8. วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 10:01
    มาไวๆนะคะ
    #540
    0
  9. #539 MY dear (@chatrapon7145) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 07:55
    ในที่สุดก็มา เป็นเรื่องน่าสนใจอีกแล้วรอต่อค่ะ
    #539
    0
  10. #538 Savant A. Corner (@kookkygreen) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 00:52
    รอออ
    กว่าจะอัพ
    คิดถึงเรื่องนี้มาก จะรอให้อัพจนจบตอนนะคะ
    #538
    0
  11. #537 Σʍρeror_ɔr (@055440769) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 22:10
    เห็นเรื่องนี้อัพ ตอนแรกนึกว่าตาฝาด โอ้ไม่นะนึกคิดถึงจังเลย เป็นกำลังใจให้น้าา(รออ่านตอนอัพเต็มตอนทีเดียว เดี๋ยวค้าง=A=) 
    #537
    0
  12. วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 19:37
    รอต่อค่ะ
    #536
    0