I am normal ผมนี้ละคนธรรมดา

  • 93% Rating

  • 158 Vote(s)

  • 544,275 Views

  • 7,786 Comments

  • 9,111 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    698

    Overall
    544,275

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 คนธรรมดา กับ ครอบครัวสุดแสนที่จะ(ไม่)ธรรมดา (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32848
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 216 ครั้ง
    22 พ.ค. 57

บทที่ 1

                                                คนธรรมดา กับ ครอบครัวสุดแสนที่จะ(ไม่)ธรรมดา

                "เฮ้อ"

                เสียงถอนหายใจครั้งที่ 1001 ดังขึ้นมาจากปากของชายหนุ่มอายุ 18 ปี ที่สวมใส่เสื้อยืดลายการ์ตูน กางเกงยีน รองเท้าแตะ ในมือถือกระเป๋าเดินทางแบบที่นักกีฬานิยมใช้กัน ชายหนุ่มคนนี้ไม่ว่าจะดูมุมไหนเขาก็เป็นแค่ชายหนุ่มธรรมดา และผู้ชายลักษณะนี้มักจะหาได้ทั่วไปตามท้องถนน แม้จะเป็นอย่างที่ว่ามาชายหนุ่มก็ได้กลายเป็นเป้าสายตาของคนที่อยู่รอบๆไปเรียบร้อยแล้ว เพราะกิริยา ท่าทาง และการแต่งตัวของเขานั้นแตกต่างจากคนที่อยู่รอบๆ ราวกับมาจากคนละโลกเลยทีเดียว

                ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูก เขาหันไปมองรอบตัว สิ่งแรกที่เห็นคือ เมืองแห่งนี้ไม่ต่างกับหมู่บ้านในยุโรปยุคกลางเลยแต่ที่ทำให้มันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดน่าจะเป็นวัตถุดิบในการก่อสร้าง บ้านบางหลังสร้างขึ้นจากขนมรูปร่างต่างๆ เช่น ประตูทำจากช็อกโกแลต หน้าต่างทำจากลูกอม  อาคารบางหลังแม้จะทำจากวัตถุดิบทั่วไปแต่กลับมีโดมน้ำปกคลุมเอาไว้ ภายในยังมีปลาแหวกว่ายไปมาราวกับอาคารแห่งนั้นเป็นตู้ปลาขนาดใหญ่  ที่พูดมายังไม่แปลกเท่าผู้คนที่เดินไปมาตามท้องถนน มีทั้งหญิงสาวในชุดแม่มดยุคโบราณที่กำลังนั่งบนไม้กวาดเพื่อที่จะลอยตัวไปทำความสะอาดป้ายที่อยู่สูงกว่า 10 เมตร(เป็นถึงแม่มดแท้ๆกลับมาทำความสะอาดด้วยวิธีแบบนี้ ทำไมไม่ใช่เวททำความสะอาดฟะ) ถัดมาเล็กน้อยมีหนุ่มหล่อมาดเข้มสวมเครื่องแบบอัศวินยุคกลางเดินไป-มาอย่างสบายอารมณ์แถมเขายังหน้าด้านไล่จีบสาวไปทั่วอีก(ภาพพจน์อัศวินในความคิดแหลกสลายเพราะไอ้บ้าคนนี้ละ) นี่ยังไม่รวมถึงคนอื่นที่ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็ไม่น่าจะใช่มนุษย์แม้แต่น้อย ยกตัวอย่างเช่น คนที่กำลังเดินผ่านหน้าชายหนุ่มชุดเกราะไป เขาสวมใส่เสื้อสูท ผูกเทคไทสีแดง มีดาบเคลย์มอร์เหน็บไว้ข้างเอว แต่กลับมีหน้าเป็นแมวเหมียว

                ชายหนุ่มจ้องมองมนุษย์แมวด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก เขากวาดตาไปยังร้านค้าที่มีรูปร่างแปลกตาที่มีอยู่นับไม่ถ้วน คนขายก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่มนุษย์เท่านั้น น่าจะบอกว่าสถานที่แห่งนี้มีทุกเผ่าเลยก็ว่าได้ไม่ว่าจะมนุษย์วิหค หญิงที่เป็นครึ่งคนครึ่งงู หญิงสาวมีหูแบบกระต่าย นอกจากนั้นก็ยังมีสัตว์ในเทพนิยายเดินไป-มาอย่างไม่กลัวใครจับตัว ชายหนุ่มยกมือขึ้นมานวดขมับเพื่อผ่อนคลาย เขาพยายามจะหลับตาและนับ 1 ถึง 10 ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งโดยหวังว่าสิ่งที่เห็นเป็นแค่ความฝันเท่านั้น เสียงของเด็กผู้หญิงที่อายุประมาณ 16 ปีก็ดังขึ้นมาว่า

                "พี่คะ พี่ยังไม่ชินกับสิ่งรอบตัวอีกเหรอ? พี่น่าจะชินกับภาพที่เห็นได้แล้วนะ ไม่งั้นคนอื่นอาจจะหาว่าพี่เป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุงได้"

                ชายหนุ่มหันไปมองตามเสียง ก่อนจะเห็นหญิงสาวที่สวมใส่เสื้อสีขาว กระโปรงสีฟ้าอ่อน ที่ต้นแขนมีปลอกแขนสีแดงสลับกับสีเหลือง ส่วนที่หน้าอกซ้ายมีสัญลักษณ์รูปบางอย่างอยู่ ชายหนุ่มส่ายหน้าด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูกเพราะเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเขายังฉลองวันเกิดพร้อมครอบครัวอยู่เลย ใครจะไปคิดว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เขากลับต้องมาอยู่ในโลกแฟนตาซีแบบนี้ 

ย้อนกลับไปประมาณ 5 ชม.

วันศุกร์ เวลา 16.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย

                "สุขสันต์วันเกิดจ้า"การพูดประสานเสียงของคนที่นั่งร่วมโต๊ะดังขึ้นมาพร้อมกัน เจ้าของวันเกิดในวันนี้นั้นไม่ใช่ใครอื่นเลย เขาคือเด็กนักเรียนชั้นม.6 นามว่า อรุณ เทพพิทักษ์ มีชื่อรองว่า ริว (ที่แปลว่ามังกร) เป็นลูกชายคนโตของครอบครัว ริวกวาดตามองมาที่คนร่วมโต๊ะ คนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะในเวลานี้คือคุณพ่อ ถนัดมาทางซ้ายมือของเขาคือคุณแม่ และคนที่นั่งตรงหน้าก็คือน้องสาว

                สำหรับริวแล้ว ครอบครัวของเขาจัดเป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง แม้จะไม่ขัดสนเรื่องค่าใช้จ่าย แต่ก็ไม่ได้มีเงินพอจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ถ้าพูดให้ชัดเจนครอบครัวของเขาจัดว่าเป็นครอบครัวปกติที่พบได้ทั่วไป คุณพ่อชื่อสมชัย เทพพิทักษ์ โดยมีชื่อรองว่าเซริว ท่านทำงานเป็นพนักงานธนาคารในตำแหน่งรองผู้จัดการแต่ด้วยท่าทางที่สุขุม หน้าคมเข้มขนาดดารายังต้องอายและบุคลิกภาพที่เป็นผู้นำ อีกทั้งมีนิสัยเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย จนทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการส่วนใหญ่ต่างคิดว่าคุณพ่อเป็นผู้จัดการสาขาแทบทั้งนั้น

                คุณแม่ชื่อพรพิมล เทพพิทักษ์ มีชื่อรองว่ารีก้าเป็นแม่บ้านธรรมดาทั่วไป คุณแม่มักจะไว้ผมสั้นเพื่อทำให้เส้นผมสีดำเข้ากับใบหน้ารูปไข่ แม้จะดูมีอายุแต่ท่านก็ยังมีบุคลิกแบบหญิงสาวทำงาน รูปร่างกระชับสัดส่วนที่ใครเห็นต่างก็ไม่เชื่อว่าเคยมีลูกมาถึง 2 คน    ส่วนน้องสาวชื่อวรางคณา เทพพิทักษ์ มีชื่อรองว่าเทียน่า เป็นแค่เด็กสาวม.ปลายที่เรียนอยู่โรงเรียนประจำในต่างจังหวัด เธอมักจะกลับมาเยี่ยมบ้านในวันเสาร์  - อาทิตย์เป็นประจำ สิ่งเดียวที่น้องสาวของเขาแตกจากเด็กสาวคนอื่นคือ เธอค่อนข้างจะติดพี่ชายมากเกินพอดี ถ้าตัดเรื่องนี้ออกไปผมว่าเธอคงหาแฟนได้ไม่ยากเพราะน้องสาวของผมได้ดวงตาสีฟ้าอ่อนจากคุณแม่ ได้ใบหน้าอันคมเข้มจากคุณพ่อ อีกทั้งยังมีเส้นผมสีดำสลวย จนผู้หญิงด้วยกันยังอิจฉา

                ทุกอย่างน่าจะเป็นแบบนั้นจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเป่าเทียนวันเกิด คุณแม่และน้องสาวเดินเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมยกเค้กก้อนโตมายังโต๊ะอาหาร ทำให้เหลือแค่พ่อและลูกชายเพียง 2 คนในห้องอาหาร เซริวมองมาที่ริวพร้อมพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

                "ริว ถ้านับตามครอบครัวของพ่อและแม่ ลูกถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ดังนั้นพ่อมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะบอกกับลูกนะ"

                "เรื่องอะไรหรือครับ? ทำไมคุณพ่อถึงได้ทำหน้าจริงจังแบบนี้ด้วย มันดูเหมือนกับไม่ใช่นิสัยของคุณพ่อเลย"ริวกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงงงๆ ปกติคุณพ่อของเขาจัดเป็นพวกที่ไม่เคยทำสีหน้าตึงเครียดให้พวกลูกๆได้เห็นเลย และเท่าที่เขาทราบมามีเพียงครั้งเดียวที่พ่อทำสีหน้าแบบนี้ คือตอนที่เขาขออนุญาตไปเรียนคณะคหกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ภาคเหนือ แน่นอนว่าเขากับพ่อรวมไปถึงคนในครอบครัวต่างพูดถึงเรื่องนี้เป็นการใหญ่ สุดท้ายพ่อกับแม่ก็ยอมลงให้ริวไปเรียนต่อตามที่ต้องการได้ เพียงแต่มีข้อแม้บางอย่างพ่วงมาด้วย สักพักเซริวก็พูดต่อว่า

                "ก่อนอื่นเลย ลูกยังจำเรื่องที่เคยสัญญากับพ่อได้ไหม"

                ริวพยักหน้า ก่อนพูดออกมาว่า"จำได้ครับ เรื่องที่ผมสัญญาว่าจะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่พ่อเลือกไว้ ถ้าเกิดผมสอบไม่ผ่านจริงๆ ผมจะได้ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ผมต้องการ"

เซริวพยักหน้าด้วยสีหน้าพอใจในคำตอบ ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า"ถูกต้องตามนั้นเลย แต่ลูกยังไม่เคยถามพ่อเลยว่า พ่อต้องการจะให้ลูกไปสอบเข้าที่ไปไหน แล้วริวแน่ใจได้ยังไงว่าตัวเองจะสอบไม่ติด ไม่แน่ว่าลูกอาจจะสอบติดขึ้นมาก็ได้"

                ริวทำหน้าเบ้ ก่อนจะเอานิ้วชี้หน้าตัวเองพร้อมพูดว่า"พ่อครับ พ่อคิดว่าน้ำหน้าอย่างผมจะสอบติดมหาวิทยาลัยที่พ่อเลือกจริงๆหรือ? พ่อก็รู้ว่าเกรดเฉลี่ยปีสุดท้ายของผมมันแค่ 2.37 เองนะ แค่ผมจะสอบO-net ให้ได้คะแนนเท่าค่าเฉลี่ยยังเป็นไปได้ยากเลย” ริวหยุดเล็กน้อย “พ่อยังคิดอีกหรือว่ามหาวิทยาลัยที่พ่อเลือกจะรับคนมีคะแนนอย่างผมหรือ? แค่ส่งคะแนนO-netไปทางมหาวิทยาลัยก็คงปฏิเสธที่จะรับผมเข้าไปสอบแล้วล่ะ"

                เซริวยิ้ม ก่อนจะพูดว่า“ลูกลองไปสอบก่อนก็แล้วกัน มหาวิทยาลัยที่พ่อเลือกให้ก็ไม่ได้ใช้คะแนนO-netในการคัดเลือกผู้เข้าสอบด้วย ที่นั่นเน้นรับผู้ที่มีความสามารถเท่านั้น ขอเพียงลูกมีความสามารถพอ พ่อรับรองว่าลูกต้องสอบติดแน่ๆ"

                ริวยิ้มแหยๆ สำหรับเขาแล้วเรื่องความสามารถน่าจะเรียกว่า ติดลบ เลยก็ว่าได้ ถ้านับเรื่องความสามารถทางร่างกาย บอกได้คำเดียวว่าตั้งแต่เด็กจนถึงอายุ 18 เกรดวิชาพละไม่เคยได้เกิน 2 แถมวิ่งทางไกลสุดก็ไม่เคยเกิน 2 กิโลเมตร ถ้าถามความรู้ด้านประวัติศาสตร์หรือวิชาท่องจำ ยิ่งไม่ต้องคิดเพราะเกรด 1 ตลอดกาล ส่วนวิชาหลักภาษา และ ภาษาอังกฤษแม้จะไม่เก่งมากนัก แต่ก็ไม่เคยได้ต่ำกว่าเกรด 3เลย สิ่งที่พอจะอวดอ้างกับคนอื่นได้บ้างคือวิชาคณิตศาสตร์และเคมีที่ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นวิชาที่ได้4ตลอด แต่เขาก็ไม่ได้เก่งถึงขั้นไปแข่งโอลิมปิกได้หรอกนะอย่างมากสุดก็เก่งแค่ในชั้นเรียนเท่านั้น

                “เอาเป็นว่าผมจะพยายามละกัน ตกลงว่าคุณพ่อจะให้ผมไปสอบมหาวิทยาลัยไหนหรือ? ที่สำคัญมันเริ่มสอบวันไหนครับ ผมจะได้เตรียมตัวไว้บ้าง”

                สีหน้าที่ยิ้มแย้มของเซริวเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึม น้ำเสียงนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงหนักแน่น จนคนฟังยังรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

"มหาวิทยาลัยที่พ่อจะให้ลูกไปสอบคือ มหาวิทยาลัย โอรีเฟีย "

                "มหาวิทยาลัยโอรีเฟีย? ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยชื่อนี้ด้วยเหรอ? ทำไมผมไม่เคยได้ยินชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลยล่ะครับ” ริวพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

                เซริวได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกล่าว“มหาวิทยาลัยโอรีเฟียไม่ได้อยู่ในประเทศไทยหรอกนะ”

                ริวขมวดคิ้วพร้อมพูดต่อว่า “พ่อครับ ในเมื่อมหาวิทยาลัยนี้ไม่มีอยู่ในประเทศไทย แล้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้มันอยู่ที่ไหนหรือ? ที่สำคัญครอบครัวของพวกเรามีเงินมากพอที่จะส่งผมไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยหรือ?

                เซริวมองริวด้วยสีหน้าที่จริงจัง“มันเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์แห่งนี้ โลกคู่ขนานแห่งนั้นถูกเรียกว่า ริเดีย

                ริวถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า“ผมขอไม่หัวเราะจะได้ไหมครับ ผมตามมุขของพ่อในตอนนี้ไม่ทันแล้ว"

                สีหน้าของเซริวยังคงเป็นอย่างเดิม เขาส่ายหน้าเล็กน้อย “พ่อไม่ได้ล้อเล่นนะ ริเดียเป็นโลกที่มีตัวตนอยู่จริงและพ่อกับแม่เองก็เคยเรียนที่มหาวิทยาลัยโอริเฟีย ถ้าลูกไม่เชื่อดูสิ่งนี้ให้ดีนะ”

                เซริวพูดจบ เขายกมือขวาขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งที่ตามขึ้นมาด้วยคือน้ำในแก้วตรงหน้าที่ลอยขึ้นมาพร้อมมือที่ยกขึ้น ริวรีบขยี้ตาอย่างรวดเร็วแต่สิ่งที่เห็นก็ไม่เปลี่ยนไปเลย น้ำที่ลอยอยู่ค่อยเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่างๆ  

                “เฮื้อก”คนเป็นลูกชายเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น ในขณะที่เสียงอันเคร่งขรึมของคนเป็นพ่อดังขึ้นมา

                “พ่อขอพูดต่อนะ(น้ำยังคงเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ) มหาวิทยาลัยที่พ่อให้ไปสอบนั้น มีคณะให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะคณะเวทศาสตร์ อัศวินศาสตร์หรือจะเป็นคณะอัญมณีและเวทมนตร์ รวมไปถึงคณะแพทย์ก็ยังมีเลย เพียงแต่การเลือกคณะจะทำหลังจากสอบผ่านแล้ว ส่วนเกณฑ์ในการเลือกเข้าคณะเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับคะแนนสอบ”

                ริวถึงกับเงียบไปในทันที ไม่สิต้องบอกว่าสมองเขากำลังประมวลสิ่งที่พ่อพูดและแสดงออกมาต่างหาก น้ำเสียงอ้อมแอ้มดังออกจากปากของริวว่า

                "พ่อครับ ตกลงว่าพ่อกำลังเล่นมายากลให้ผมดูอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ผมบอกเลยว่ามันไม่ตลกแม้แต่น้อย"

                เซริวส่ายหน้า"พ่อไม่ได้ล้อเล่นนะ พ่อต้องการให้ลูกไปสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยโอรีเฟียจริงๆ อีกทั้งสิ่งที่พ่อแสดงให้ริวเห็นมันก็ไม่ได้เป็นมายากล แต่เป็น เวทมนตร์ ต่างหาก"

                เซริวทำท่าจะพูดต่อไป แต่ริวยกมือซ้ายขึ้นมาห้ามเอาไว้ โดยมือขวายังคงจับที่หน้าผาก สีหน้าของริวในตอนนี้ดูราวกับโลกทั้งใบกำลังจะแตกสลาย ชีวิตแสนธรรมดาที่มีมายาวนานกว่า 18 ปีแหลกสลายไปในชั่วพริบตา ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหาร สีหน้าของริวค่อยๆกลับคืนสู่ความเป็นปกติในเวลาไม่นาน

                "พ่อครับ ไอ้เรื่องเวทมนตร์เอาไว้ว่ากันทีหลัง ตอนนี้ผมอยากทราบว่าไอ้โลก ริเดีย มันอยู่ที่ไหน ถ้ามันมีโลกคู่ขนานที่พ่อบอกจริง ผมต้องเดินทางข้ามมิติเพื่อไปสอบที่มหาวิทยาลัยด้วยหรือเปล่า? ขอบอกเลยนะว่าผมไม่ไปสอบแน่ๆ ผมอยากเป็นคนปกติแบบแม่และน้อง....."

                ยังไม่ทันที่ริวจะได้พูดจนจบประโยค เค้กขนาด 3 ปอนด์ก็ลอยลงมาอยู่บนโต๊ะอาหาร ก่อนจะตามมาด้วยจานและช้อนส้อม เหตุการณ์นี้ทำเอาเขาต้องหุบปากไปเลย รีก้า(แม่ของริว)เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้พร้อมกับเทียน่า(น้องสาวของริว) เธอตวัดนิ้วเป็นวงกลม มีดตัดเค้กที่อยู่ตรงหน้าก็ลอยไปตัดแบ่งเค้กก้อนใหญ่ให้ออกเป็น 8 ชิ้น  ก่อนจะมีเค้ก 2 ชิ้นลอยไปใส่จานของลูกชาย สักพักรีก้าก็ยิ้มแล้วพูดว่า

                "แม่รู้ว่าลูกชอบบลูเบอร์รี่มากๆ แม่เลยทำเค้กสูตรพิเศษที่ใส่บลูเบอร์รี่เยอะๆให้ริวเลยนะ ลูกลองชิมดูซิว่ารสชาติถูกปากไหม อ้อ บลูเบอร์รี่นี้แม่ไปเก็บมาจากอเมริกาเหนือรับรองว่าทั้งสดและอร่อยมากแน่ๆ "

                ริวยังไม่ทันได้ตอบคำถามนี้ กล่องของขวัญที่มีขนาดพอเหมาะค่อยๆตกลงมาสู่มือของเขา เสียงของเทียน่าที่ดังขึ้นมาว่า

                “พี่ค่ะ นี่เป็นของขวัญวันเกิดจากหนู คุณพ่อและคุณแม่  หนูรับรองว่าพี่ต้องถูกใจมันสุดๆเลย”

                “สิ่งที่ผมเห็นเป็นเวทมนตร์ใช่ไหมครับ"ริวพูดออกมาด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคลายก็ไม่ออก เพราะถ้าสิ่งนี้คือเวทมนตร์จริง มันก็หมายความว่า เรื่องมหาวิทยาลัยที่พ่อพูดมาก็ต้องมีอยู่จริง แถมเท่าที่เห็นคนทั้งบ้านต่างใช้เวทมนตร์ได้ แล้วทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เรื่องแบบนี้เลยละ หรือว่าเขามีอะไรเป็นพิเศษกันแน่ ริวคิดต่อในใจ

                คำถามของริวนั้นทำเอาแม่และน้องสาวแสดงสีหน้ามึนงงออกมา “อ้าว ตกลงว่านี้พ่อยังไม่ได้บอกลูกเรื่องของแม่และน้องอีกหรือ?

                “ใช่ครับ”น้ำเสียงจืดเจื่อนของริวดังขึ้น

รีก้าได้แต่ถอนหายใจ"พ่อนี่ชอบทำอะไรชักช้าจริงๆแม่จะอธิบายให้ฟังเองก็แล้วกัน ก่อนอื่นเลยคงต้องบอกว่า แม่เป็นแม่มดนะ แต่จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เอาเป็นว่าแม่เป็นมนุษย์ที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ก็แล้วกัน ลูกจะเรียกว่าจอมเวทก็ได้ แม้ทั้งสองอย่างจะไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่ก็พอจะใช้แทนกันได้ ส่วนถ้าลูกอยากรู้ความแตกต่างของแม่มดกับจอมเวทจริงๆ แม่จะอธิบายให้ฟังวันหลังก็แล้วกัน”

                ริวทำหน้าเบ้เพราะเขาเริ่มจินตนาการคุณแม่ในชุดแม่มดน้อยที่เป็นการ์ตูนฉายทางโทรทัศน์ บอกตามตรงนะว่ามันไม่เข้ากับคุณแม่สักนิด หญิงกลางคนในชุดแม่มดน้อย เฮ้อ แค่คิดก็สยองแล้วล่ะ ก่อนที่จินตนาการของริวจะฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น เสียงเย็นยะเยือกของรีก้าก็ดังขึ้นมา

                “ริวหยุดคิดไปเลยนะ แม่ไม่ได้เป็นแม่มดน้อย หรือสาวน้อยจอมเวทแบบในการ์ตูนที่ลูกชอบ ไอ้จอมเวทเหล่านั้นมันเป็นพวกนอกคอกที่ไม่ได้จัดอยู่ในสถาบันจอมเวท ลูกไม่ต้องไปคิดถึงชุดเหล่านั้นเลย ชุดที่แม่ใส่ส่วนใหญ่เป็นแบบจอมเวท หรือแม่มดในสมัยเก่ามากกว่า แต่ถ้ายังนึกไม่ออก ลูกก็นึกถึงชุดแม่มดที่อยู่ในหนังฝรั่งก็ได้ ไม่ก็ชุดแม่มดที่เห็นในวันฮาโลวีน”

                ริวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก“ถ้าเช่นนั้นเทียน่าและคุณพ่อเองก็เป็นจอมเวทเหมือนกันหรือครับ”

                รีก้าส่ายหน้า “ไม่ใช่จ๊ะ คำนิยามของจอมเวทค่อนข้างกว้างมาก ถ้าจะเทียบง่ายๆ แม่มดเป็น 1 ในศาสตร์ของจอมเวทเท่านั้น เทียน่าไม่ได้เป็นจอมเวทอย่างแม่ น้องเป็นผู้ใช้เวทรูนนะ   ริวจะคิดว่าเทียน่าเป็นจอมเวทอีกแบบหนึ่งก็แล้วกัน"

                ริวได้แต่พยักหน้าโดยที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณแม่พูดออกมาเลย รีก้ายังคงอธิบายต่อไปว่า

 “ส่วนทางคุณพ่อเป็นผู้สืบสายเลือดของมังกรฟ้าเซริวที่เป็นสัตว์เทพในริเดียนะ

สีหน้าตกใจของริวแสดงออกมาทันทีที่รีก้าพูดจบ เขารีบถามออกมาว่า “เดี๋ยวก่อนครับ แม่กำลังจะบอกผมว่าผมมีพ่อเป็นมังกรเหรอ?”ถ้าแม่ตอบว่าใช่ ผมจะรีบพาตัวเองไปโรงพยาบาลศรีธัญญาเลย เพราะผมเริ่มสงสัยแล้วว่าตัวเองเป็นบ้าไปแล้วใช่ไหม ผมถึงได้ยินครอบครัวพูดแบบนี้ออกมา

แม่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ สีหน้าตกใจเริ่มจะผ่อนคลายลง ริวเริ่มที่จะปรับอารมณ์ได้บ้างแล้ว แต่สิ่งที่รีก้าพูดต่อมา มันทำให้เขายิ้มไม่ออกอีกเลย

ริว คุณพ่อไม่ได้เป็นมังกรอย่างที่ลูกคิด ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คุณพ่อมีสายเลือดของ มังกรฟ้าสัตว์เทพแห่งทิศตะวันออกอยู่ในตัวนะ คุณพ่อยังถือว่าเป็นผู้มีสายเลือดมังกรฟ้าที่เข้มข้นอีกด้วยนะ”

                ริวหันไปมองคุณพ่อในทันทีแต่สิ่งที่เขาเห็นกับเป็นภาพของคุณพ่อที่กำลังกินเค้กด้วยสีหน้ามีความสุข แถมยังมีครีมติดแก้มเต็มไปหมดอีกด้วย แน่นอนว่ามันช่างแตกต่างจากมังกรที่เขาจินตนาการไว้ราวฟ้ากับเหวเลย  ภาพที่เห็นทำให้ริวเริ่มจะสงบสติลงได้บ้าง เขาหันไปถามรีก้าว่า

                “ตกลงว่าเรื่องที่คุณแม่พูดมาทั้งหมดเป็นความจริงแน่ใช่ไหมครับ”

                คุณแม่พยักหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ ริวได้แต่ยิ้มแหยๆ “ถ้าเป็นแบบที่แม่พูดมา แสดงว่าผมคงต้องเป็นจอมเวทหรือผู้สืบสายเลือดสัตว์เทพเหมือนกันใช่ไหม ทำไมพ่อกับแม่ถึงได้ไม่เคยบอกเรื่องพวกนี้กับผมเลย "

                รีก้า เซริว รวมไปถึงเทียน่าต่างหน้าเสียไปเล็กน้อย  ไม่นานเซริวก็ถอนหายใจก่อนจะพูดออกมาว่า

                "ลูกฟังให้ดีนะ สำหรับตระกูลของพ่อนั้นสืบสายเลือดมาจากมังกรฟ้า ถ้าคนในตระกูลเกิดมาพร้อมกับสายเลือดมังกรฟ้าเข้มข้น เด็กคนนั้นจะมีพลังเวทสูงกว่า เด็กที่เกิดมามีสายเลือดมนุษย์เข้มข้น ลูกยังตามทันไหม”

                 “ที่เป็นแบบนี้เพราะสายเลือดมนุษย์ไม่มีพลังเวทใช่ไหมครับ”เสียงของริวถามกลับไป

                เซริวส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ “ไม่ใช่อย่างที่ลูกคิดหรอก มนุษย์ในริเดียก็สามารถใช้พลังเวทได้เช่นกัน แต่ถ้าเทียบกับผู้ที่มีสายเลือดมังกรฟ้าแล้ว พลังเวทของมนุษย์ดูจะน้อยกว่ามาก”

                ริวยังคงได้แต่พยักหน้าเป็นความหมายว่าเขายังตามทันอยู่ เซริวยังอธิบายต่อไปว่า “ส่วนกรณีของลูกค่อนข้างแตกต่างออกไป เพราะต่อให้เป็นเด็กที่เกิดมามีสายเลือดมนุษย์เข้มข้นสูงก็ยังมีพลังเวทในตัว  แต่ว่าลูกกลับไม่มีพลังเวทแม้แต่น้อย ซึ่งพ่อเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นแบบนี้”

                ริวยังคงทำหน้างงๆ แต่เขาก็เอาส้อมตัดเค้ก ก่อนจะใช้ช้อนตักเค้กขึ้นมากินอย่างต่อเนื่องตอนนี้เขาต้องการน้ำตาลไปหล่อเลี้ยงสมองให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นเขาได้ปวดหัวตายเพราะเรื่องบ้าๆของครอบครัวเป็นแน่ ขณะที่ริวกำลังกินเค้กด้วยท่าทางสงบ  เสียงของรีก้าดังขึ้นว่า

                "ทางด้านตระกูลของแม่เองก็มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับสายเลือดเหมือนกัน แม่จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆนะ ผู้ที่สืบสายเลือดจากจอมเวทชั้นสูงก็จะมีพลังเวทที่มหาศาลตามไปด้วย และหนึ่งในบรรดาจอมเวทที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของริเดียก็คือ จอมเวทเมอร์ลิน และท่านก็เป็นคุณทวดของคุณทวดของคุณปู่ทวดของแม่นั่นเอง หรือท่านก็คือบรรพบุรุษของลูก"

                สีหน้าบอกบุญไม่รับของริวแสดงออกมา เขาสูดหายใจลึกๆเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะตักเค้กขึ้นมากินจนหมด แน่นอนว่าในตอนนี้ริวไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องที่พ่อและแม่พูดออกมาเลย แต่ที่ยังคงสงบสติได้ก็เพราะเขาคิดว่าการโวยวายมันไม่ได้ช่วยอะไรในสถานการณ์นี้เลย ดังนั้นแทนที่จะโวยวายให้เสียแรง สู้เงียบและฟังเท่าที่เข้าใจได้ก็พอแล้ว เสียงของคุณแม่กล่าวต่อว่า

                “ทุกอย่างย่อมต้องมีสองด้านเสมอนะ ในสมัยที่ท่านเมอร์ลินยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เคยต่อสู้กับจอมมารผู้ที่คิดจะทำลายริเดียและโลกมนุษย์ แม้ท่านจะสามารถขับไล่จอมมารหนีไปได้แต่ท่านก็โดนคำสาปของจอมมารเข้าไปเช่นเดียวกัน คำสาปนี้ไม่ได้มีผลกับท่านปู่ทวดโดยตรง แต่มันกับมีผลกับลูก-หลานของท่าน ผลของคำสาปทำให้ผู้ที่สืบสายเลือดของเมอร์ลินที่เกิดเป็นชายจะไม่มีพลังเวท ยกเว้นแต่เขาจะมีสายเลือดสัตว์เทพอยู่ในตัวจึงจะสามารถสะกดคำสาปนี้เอาไว้ได้  แต่กรณีของลูกค่อนข้างแปลกกว่าคนอื่นเพราะร่างกายของริวไม่มีพลังเวทอยู่เลย ส่วนทำไมถึงเป็นแบบนั้น พ่อกับแม่ก็ไม่ทราบเช่นกัน”

                      ริวรีบยื่นจานไปทางเทียน่าเพื่อทำการขอเค้กเพิ่ม เทียน่ารีบสั่งให้เค้กอีกชิ้นลอยไปลงใส่จาน ริวกินเค้กในจานอย่างเงียบๆ พอเค้กหมด เขาก็พูดออกมาว่า

                “ตกลงว่าผมเป็นมนุษย์ที่ไม่มีพลังเวทอะไรเลยใช่ไหมครับ”

                เซริวและรีก้ารวมทั้งเทียน่าต่างจับจ้องไปริว สักพักพวกเขาทั้ง 3 คนพยักหน้าพร้อมกัน ริวรีบร้องออกมาอย่างดีใจสุดๆ

                 “ไชโย!!

                พวกเซริวต่างอึ้งไปเล็กน้อย ไม่นานเทียน่าก็พูดออกมาว่า"พี่ค่ะ ตกลงว่าพี่ไม่ได้เสียใจในเรื่องที่ไม่มีพลังเวท หรือสายเลือดแห่งสัตว์เทพเลยหรือ?"

                ริวฉีกยิ้ม พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง"อืม พี่ขอแค่เป็นคนธรรมดาเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้า ไม่จำเป็นต้องได้แฟนเป็นนางงาม และไม่จำเป็นต้องกินอาหารหรูๆ หรือมีเวทมนตร์อำนวยความสะดวก พี่ต้องการเป็นแค่คนธรรมดาอยู่  มีงานทำและอยู่กับครอบครัวในปัจจุบันแบบนี้ก็พอแล้ว พี่ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก ”

                พวกรีก้าต่างยิ้มให้กับสิ่งที่ริวพูด ไม่นานคุณแม่ก็พูดต่อว่า"เพราะลูกเป็นแบบนี้ล่ะ พ่อกับแม่และเทียน่าถึงได้ตกลงใจว่าจะไม่บอกเรื่องเวทมนตร์ หรือ ตัวตนที่แท้จริงของพวกเราออกไป พวกเราทั้ง 3 คนอยากให้ลูกได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาตามที่ลูกต้องการ"

                “ในเมื่อคุณพ่อกับแม่คิดแบบนั้น แล้วทำไมถึงได้ต้องมาบอกเรื่องนี้กับผมละครับ หรือว่าตัวผมในตอนนี้เริ่มมีพลังเวทปรากฏขึ้นมาแล้ว"ริวพูดออกมาด้วยสีหน้าขาวซีดเพราะเขาไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้นเลย

                รีก้าส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกมาว่า"ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ริวสบายใจได้ ลูกยังเป็นคนธรรมดาเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าการที่พวกเราต้องบอกเรื่องนี้กับลูกก็เพราะคุณพ่อของลูกนั่นล่ะ"

                คุณแม่พูดจบก็ชี้ไปที่คุณพ่อ จากนั้นก็พูดต่อว่า"ลูกจำได้ใช่ไหมว่าเมื่อไม่นานนี้คุณพ่อได้ไปประชุมที่ต่างจังหวัด"

                ริวพยักหน้าเป็นความหมายว่าจำได้ รีก้าก็พูดต่อว่า"นั่นละสาเหตุ ความจริงแล้วคุณพ่อไม่ได้ไปทำงานที่ต่างจังหวัดหรอก แต่ไปจัดการธุระบางอย่างที่ริเดียนะ ขณะที่กำลังจะกลับพ่อของลูกก็เกิดไปเจอศัตรูคู่อาฆาตเข้า”

                “ศัตรูคู่อาฆาต!!! ใครหรือครับ ไม่สิ คุณพ่อมีศัตรูคู่อาฆาตด้วยหรือ?”เสียงของริวถามแทรกขึ้นมา

                รีก้าพยักหน้า “มีจ๊ะ เจ้านั่นชื่อ ซาคุเป็นญาติห่างๆของแม่เอง”

                เสียงของรีก้าเงียบไปสักพักเหมือนไม่ต้องการพูดถึงชื่อนี้ ไม่น่าเธอก็พูดต่อว่า “ตอนที่คุณพ่อเจอเจ้าซาคุ มันเล่าว่าตอนนี้ลูกชายกำลังจะไปสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยโอรีเฟีย แถมยังคุยข่มเรื่องลูกชายซะเต็มที่เลย ดังนั้นพ่อของลูกจึงคุยทับกลับไปบ้าง หลังจากคุยข่มกันอยู่นาน ฝ่ายคู่อาฆาตจึงได้ยื่นคำท้าพนันให้กับคุณพ่อนะ”

                “คำท้าพนัน? ตกลงว่าคุณพ่อไปเดิมพันอะไรเอาไว้หรือครับ"ริวถามออกมาด้วยท่าทางไม่สู้ดีนัก

                แม่ถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า"มันก็ไม่มีอะไรมากหรอกจ้ะ พวกเขาสองคนแค่พนันกันว่าลูกของใครจะสอบได้ดีกว่ากันก็เท่านั้นเอง "

                (พระเจ้าช่วยกล้วยทอด พ่อครับ พ่อเอาสมองส่วนไหนคิดเนี่ย ทั้งที่ตัวเองก็รู้ว่าผมไม่มีพลังเวทแถมยังไม่เคยรู้เรื่องริเดียแม้แต่น้อย ไม่ว่ามองมุมไหน ผมก็ต้องสอบตก100 เปอร์เซ็นต์ อยู่แล้ว ทำไมถึงได้ไปพนันโง่ๆแบบนี้ด้วยเล่า ) ริวคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา เพราะสำหรับเขาแล้วคุณพ่อกับคุณแม่เป็นอะไรที่เขารักและเคารพเป็นอย่างสูง

                "โธ่ พ่อไม่ได้โง่สักหน่อย อีกอย่างพ่อแค่พนันว่าลูกของพวกเราก็สามารถไปสอบที่มหาวิทยาลัยโอริเฟียได้เหมือนลูกชายของมันเท่านั้น ส่วนเรื่องที่จะสอบผ่านหรือสอบได้ที่ดีกว่ากันนั้น พ่อได้เตรียมแผนรองรับเอาไว้แล้ว  เห็นไหมว่าพ่อฉลาดแค่ไหน"พ่อพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

                "แม่ว่าพ่อนั่นล่ะที่โง่ พ่อจำไม่ได้หรือว่าริเดียมีกฎข้อนั้นอยู่ ถ้าริวไปสอบจริงมีหวัง..."รีก้ายังไม่ทันจะพูดจบ เธอก็เงียบลงไปทันที

                " แม่ไม่รู้หรอกว่าไอ้นกตัวแสบ มันพูดชมลูกชายของตัวเองมากๆเลย ไม่ว่าจะหน้าตา ฝีมือ หรือพลังเวท ไอ้บ้านั้นพูดราวกับว่าลูกชายของมันดีเลิศที่สุดใน 3โลกเลยนะ ไม่เพียงแค่นั้น เจ้าซาคุยังพูดจาดูถูกริวอีกสารพัด พ่อที่ได้ฟังก็เลยของขึ้น สุดท้ายพ่อจึงได้แต่ตอกเจ้าบ้านั่นกลับไปว่าลูกของพวกเราก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยโอรีเฟียเช่นกันนะ"เซริวพูดออกมาด้วยท่าทางสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด

                "ฟูบ"

                โต๊ะอาหารถึงกับจมลงติดพื้น ไม่สิต้องบอกว่ามันจมลงไปจนเหลือแต่ส่วนบนของโต๊ะต่างหาก ริวกลืนน้ำลายอย่างหวั่นๆ เพราะคุณแม่ในเวลานี้ค่อนข้างน่ากลัวจนเขาอยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นจากที่นี้เลย เสียงร้องอันเกรี้ยวกราดของรีก้าดังขึ้นมา

                "นี่ไอ้นกปากเสียซาคุถึงกับมาดูถูกลูกชายสุดที่รักของฉันเชียวหรือ? เดี๋ยวแม่จะไปถอนขนมันให้หมดทั้งตระกูลเลย ดูซิว่ามันจะกล้ามาว่าลูกของพวกเราอีกไหม "

                "ใช่ ถ้าแม่ได้ยินไอ้ซาคุพูดถึงริวว่ายังไง พ่อรับรองว่าแม่จะต้องโกรธจนควันออกหูแน่ๆ ดังนั้นพ่อจึงตัดสินใจให้ลูกของเราไปสมัครสอบเหมือนกันยังไงล่ะ จากนั้นค่อยให้เทียน่าจัดการเก็บลูกชายของหมอนั้นจนไม่สามารถสอบต่อได้อีกเลย คราวนี้ลูกของมันก็จะสอบตกเหมือนริว ทีนี้มันยังจะกล้ามาดูถูกลูกชายของเราอีกไหม" เซริวรีบพูดแผนการของตัวเองออกมา

                รีก้าขมวดคิ้ว พร้อมถามออกไปว่า “แล้วถ้าเกิดเทียน่าไม่ได้เจอกับลูกชายของไอ้ซาคุ คุณจะทำอย่างไงหรือ?”

                เซริวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรเลยนี่ ถ้ามันยกเรื่องการพนันขึ้นมาพูดอีก ผมก็จะตอกมันกลับไปว่าลูกของเรา(เทียน่า)ทำคะแนนสอบได้ดีกว่าลูกชายของมัน และถ้ามันโวยวายผมก็จะยกเอาความลับของมันขึ้นมาแฉ อีกทั้งยังจะโต้กลับไปด้วยว่า  ผมไม่เคยบอกสักคำว่าจะให้ริวมาสอบแข่งกับลูกชายของมัน”

                (สรุปว่าคุณพ่อคิดจะเล่นตุกติกตั้งแต่เริ่มพนันเลยใช่ไหมเนี่ย)ริวคิดขึ้นมาทันที

                "แผนการยอดเยี่ยมไปเลย พ่อตัดสินใจถูกแล้วล่ะ   เทียน่าคิดว่าไงบ้างละ" รีก้าพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ ผิดกับริวที่หน้าเสียขึ้นทุกขณะ เพราะแค่เหตุการณ์ที่โต๊ะจมลงพื้นมันก็แทบจะทำให้เขากลัวแทบตายอยู่แล้ว แบบนี้ไม่ต้องคิดถึงกรณีต้องไปแย่งที่นั่งในสนามสอบเลย งานนี้มีหวังตายสถานเดียว

                "กร็อบๆๆๆ"

                เสียงหักนิ้วมือดังขึ้นมา ขณะที่ริวกำลังคิดหาทางลุกหนีจากเก้าอี้  เขารีบหันไปดูทางต้นเสียง สิ่งที่เขาเห็นคือ น้องสาวผู้น่ารักกำลังหักนิ้วของตนเองด้วยสีหน้าโหดเหี้ยมเกินจะบรรยายได้ ริวถึงกับอยู่ในอารมณ์ที่บอกไม่ถูกเพราะเทียน่าที่เขารู้จักเป็นน้องสาวที่น่ารักและดูอ่อนต่อโลก โดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าของพี่ชาย เธอจะเรียบร้อยเหมือนกับกุลสตรีไทย ส่วนเทียน่าในเวลานี้ช่างต่างกันราวกับฟ้าและเหวเลย เสียงดุดันปานจะกลืนกินทุกอย่างของเทียน่าดังขึ้นมา

                "ตกลงค่ะ คุณแม่ หนูจะไปเล่นงานลูกชายของคุณลุงซาคุให้คางเหลืองและหมดสภาพไปเลย ถ้างานนี้หมอนั่นไม่นอนโรงพยาบาลสัก 4 เดือน หนูไม่ขอใช้นามสกุลเทพพิทักษ์อีกเลย"

                “ตุบๆ”

                เสียงตบไหล่เบาๆดังขึ้น พร้อมกับสีหน้าอันยิ้มแย้มของเซริว “ดีมาก อย่างนี้ล่ะถึงจะสมกับเป็นลูกสาวของพ่อ แต่พ่อว่าเอาให้คางเหลืองมันยังน้อยไป ถ้าให้ดีเทียน่าช่วยจัดการแบบนี้เถอะ”

เซริวทำท่าปาดคอหลังจากที่พูดจบ เทียน่าและรีก้าต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้

                เดี๋ยวก่อนครับ คุณพ่อลืมอะไรไปแล้วหรือว่า ยัยเทียน่าเพิ่งจะอยู่ม. 5 เองนะแล้วเธอจะไปสอบได้อย่างไง”ริวรีบกล่าวออกมา ก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายไปมากกว่านี้ การฆ่าคนถึงกับติดคุกเลยนะ ใครมันจะไปอยากให้น้องสาวต้องติดคุกกันล่ะ

                เทียน่าหันมามองริวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“ถ้าเรื่องนั่นไม่ต้องห่วงค่ะ หนูได้รับอนุญาตให้ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากโรงเรียนแล้ว  ความจริงหนูคิดจะไปสอบพร้อมกับเพื่อนในปีหน้า แต่ในเมื่อมันเกิดเรื่องแบบนี้ หนูคงปล่อยให้ลุงซาคุมาดูถูกพี่ไม่ได้หรอก คอยดูเถอะหนูจะอัดลูกชายของลุงซาคุให้คางเหลืองไปเลย ไม่ซิ เอาให้ตายตามที่คุณพ่อบอกน่าจะดีกว่า

                "ผมว่ามันจะรุนแรงเกินไปไหมครับ แม้ว่าผมจะไม่เคยเห็นคุณลุงซาคุและลูกชายของเขา แต่การทำให้ถึงตายมันดูรุนแรงเกินไปนะครับ"ริวพูดออกมาพร้อมมองไปทางคุณพ่อที่กำลังอินกับสิ่งที่พูดเป็นอย่างมากไป แน่นอนว่าแม่และน้องสาวก็มีสภาพใกล้เคียงกับเซริวอีกด้วย โธ่ ครอบครัวผมเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว การฆ่าคนมันไม่ใช่การตบไหล่นะ ถึงได้ทำแบบไม่คิดอย่างนี้

                "ลูกไม่ต้องห่วงหรอก ไอ้นกปากเสียซาคุ ที่พวกเราพูดถึงมีสายเลือดสัตว์เทพ ซึซาคุ (หงส์แดง)สัตว์เทพแห่งทิศใต้ ผู้ที่มีสายเลือดของซึซาคุจะได้รับพร 1 อย่าง คือผู้ที่สืบสายเลือดจะสามารถคืนชีพได้ 2 ครั้ง และจากที่แม่ทราบมา ลูกชายของไอ้ซาคุก็ยังไม่เคยตายสักครั้ง ถ้ายังไงพวกเราจะได้ถือโอกาสนี้สั่งสอนให้ลูกชายของมันรู้ว่าการตายเป็นอย่างไงละ”รีก้าพูดออกมาด้วยท่าทางยิ้มๆเหมือนกับเธอเดาได้ว่าริวกำลังคิดอะไร

                เซริวพูดเสริมขึ้นมาว่า “ริวไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้หรอก ถ้าพ่อจำไม่ผิด คนที่ไอ้นกงี่เง่าแต่งงานด้วยคือคนในตระกูลฟีนิกซ์ ซึ่งมีสมบัติประจำตระกูลคือน้ำตานกฟีนิกซ์ที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ ดังนั้นต่อให้ลูกชายของไอ้ซาคุตายไปจริง มันก็ยังมีอีกหลายวิธีในการช่วยชีวิตนะ”

                คุณแม่ตวัดมือเล็กน้อยเพื่อทำให้โต๊ะอาหารกลับมาเป็นอย่างเดิม ริวกลืนน้ำลาย 2-3 อีก ก่อนจะพูดอออกมาว่า

                "ผมขอถอนตัวไม่ไปสอบจะได้ไหมครับ"

                โครม

                โต๊ะอาหารที่ซ่อมแซมเสร็จก็กลายเป็นเศษไม้ไปอีกครั้งด้วยฝีมือของคนที่อยู่หัวโต๊ะ ไม่นานเสียงของคุณพ่อก็พูดออกมาว่า

                “เมื่อสักครู่ลูกพูดว่าอะไรนะ พ่อไม่ได้ยินเลย”

                ริวสั่นไปทั้งตัวราวกับกบที่กำลังถูกงูจ้อง เขารีบพูดออกมาด้วยเสียงแหลมว่า “ได้โปรดให้ผมไปสอบด้วยเถอะครับ”

                “เฮ้อ”เสียงถอนหายใจของรีก้าดังขึ้นมา เธอยกมือทุบใส่หลังเซริวอย่างเต็มแรง

ผัวะ

เซริวเดินเซไปข้างหน้า1-2 ก้าว ก่อนจะหันไปมองรีก้า พอสบสายตาของคุณแม่เท่านั้น คุณพ่อถึงกับหน้าจ๋อยลงทันที ความน่ากลัวเมื่อสักครู่หายไปจนหมดจะเหลือก็เพียงท่าทางของลูกแมวเชื่องๆเท่านั้นเอง  ไม่นานเธอวาดมืออีกครั้งโต๊ะอาหารก็กลับมาเป็นปกติ

                "คุณคะ อย่าไปกดดันลูกแบบนั้นซิ อีกอย่างนี้ก็เป็นความผิดของคุณ ถ้ายังไงพ่อก็ควรจะให้รางวัลริวที่ไปสอบหน่อยซิ ลูกจะได้มีกำลังใจไปสอบ"

                เซริวถอนหายใจ ก่อนจะพูดว่า"เอาอย่างนั้นก็ได้ ถ้าริวกลับมาแล้ว พ่อจะพาลูกไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ละกันถือว่าเป็นรางวัลที่ลูกไปสอบที่มหาวิทยาลัย"

                “ไชโย!!! แบบนี้ต่อให้บุกน้ำลุกไฟ ผมก็ไม่กลัว”

                "เฮ้อ"เสียงถอนหายใจของคุณพ่อดังขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเสียงถอนหายใจเพราะความโล่งใจที่ริวรับปากไปสอบหรือเป็นเสียงถอนหายใจของความสิ้นหวังที่ลูกชายรับปากเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์กันแน่

                ริวยิ้มอย่างดีใจเพราะกำลังนึกถึงคอมพิวเตอร์ที่จะได้เมื่อกลับมา เขารีบตัดสินใจถามออกไปว่า

“แล้วไม่ทราบว่าผมต้องไปสอบเมื่อไรหรือครับ ผมจะได้เตรียมตัวสอบเอาไว้บ้าง”            

                คำถามของริวทำเอาเซริวหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย ผิดกับรีก้าและเทียน่าที่ดูแตกตื่นขึ้นมา คุณแม่รีบหันไปมองเซริว ก่อนจะพูดออกมาว่า

                "พ่อยังไม่ได้บอกเรื่องวันสอบกับริวอีกหรือ?"

                เซริวยิ้มแหยๆ ก่อนจะพูดออกมาว่า"ขอโทษที พ่อลืมไปนะ เอาน่าถึงอย่างไง ริวก็ไม่คิดจะสอบผ่านอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ริวจะเตรียมตัวหรือไม่เตรียมตัวก็เหมือนกันนี่"

                รีก้าส่งสายตาพิฆาตไปให้เซริว  คุณพ่อจึงได้แต่ก้มหน้าสำนึกผิด ริวมองทั้ง 2 คนด้วยสีหน้าไม่ดีค่อยดีนัก เขาพูดออกมาว่า

                "คุณแม่ยกโทษให้คุณพ่อเถอะครับ ถึงอย่างไงเรื่องก็ผ่านไปแล้ว ผมว่าเอาเวลาที่เหลือมาเตรียมตัวดีกว่า"

                รีก้ายังคงมองเซริวด้วยสายตาขุ่นๆ แต่ไม่นานเธอก็หันไปมองริว “ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจลูกเถอะ แต่ลูกแน่ใจนะว่าจะใช้เวลาอีก16 ชั่วโมงเตรียมตัวได้ทันเวลานะ"

                "16 ชม.!! หรือว่า วันสอบคือวันพรุ่งนี้"ริวตะโกนออกมา

                "ใช่ค่ะ วันพรุ่งนี้เวลา 8.00 น.คือเวลาเข้าสนามสอบ"เทียน่าพูดออกมา

                “ซวยแล้ว!! แล้วนี่ตกลงว่าผมมีเวลาเตรียมตัวสอบแค่ 16 ชม.เองหรือเนี่ย”

                รีก้าส่ายหน้า ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลา 17.00 น. “เปล่าจ๊ะ ถ้าจะพูดให้ถูกลูกมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 1 ชม.จ๊ะ เพราะตอน18.00น. ริวต้องออกเดินทางไปยังริเดียแล้ว เวลาที่ใช้ในการเดินทางจากประตูมิติไปยังริเดียก็น่าจะประมาณ 3 ชม. นอกจากนั้นเวลาที่ริเดียจะเดินเร็วกว่าโลกนี้ประมาณ 9 ชม. หรือก็คือ เมื่อลูกไปถึงที่ริเดียก็จะเป็นเวลาประมาณ 6.00 น.”

                ริวเอามือกุมศีรษะเพราะเริ่มปวดหัวกับสิ่งที่ได้ยิน ริวหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะค่อยๆถอนหายใจออกด้วยท่าทางสงบ สักพักเขาก็พูดออกมาว่า

                "ช่างมันเถอะครับ ไม่ว่าจะเตรียมตัวหรือไม่เตรียมค่ามันก็เท่ากันอยู่ดี เฮ้อ แล้วที่ริเดียใช้ภาษาอะไรเป็นภาษาหลักหรือครับ ใช่ภาษาไทยหรือเปล่า

                ภาษาที่ใช้ในริเดียเรียกว่าภาษาริฟาเนียโดยปกติแล้ว ลูกต้องเรียนเป็นปีกว่าจะพูดและเขียนได้ แต่ริวไม่ต้องห่วงนะเพราะแม่ผสมตัวยาบางอย่างลงไปในเค้กให้แล้ว ยาตัวนี้จะช่วยให้ลูกเข้าใจภาษาและตัวอักษรได้โดยไม่ต้องเรียน เพียงแต่มันจำกัดอยู่แค่ที่ภาษา ริฟาเนีย เท่านั้นนะ”

                ริวอ้าปากค้างกับสิ่งที่แม่พูดออกมา สักพักเทียน่าก็พูดว่า“พี่คะ ไม่ต้องห่วงไปหรอก เห็นอย่างนี้ก็เถอะ คุณแม่เคยถูกเรียกว่า จอมเวทรักษาชั้นสูง  ยาที่คุณแม่ปรุงขึ้นก็จัดว่ายอดเยี่ยม การที่พี่กับหนูไม่เคยต้องไปหาหมอก็เพราะยาของคุณแม่นี้ละ

                ริวฝืนยิ้ม “เอาเป็นว่าพี่จะพยายามเข้าใจก็แล้วกัน จริงซิ คุณพ่อครับ ถ้าเกิดไม่มีเรื่องของลุงซาคุมาเกี่ยวด้วย คุณพ่อคิดจะให้ผมไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนหรือ?”

                เซริวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมตอบเสียงราบเรียบว่า “พ่อคิดจะให้ลูกไปสอบเข้าวิทยาลัยเอกชนที่เพื่อนพ่อเป็นผอ.อยู่นะ ขอแค่ริวไปสอบ รับรองต้องสอบติดแน่ๆ”

                ริวยิ้มเฝื่อนๆกับสิ่งที่ได้ยิน“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปจัดข้าวของก่อนก็แล้วกัน

                ริวหยิบของขวัญใส่กระเป๋า ก่อนจะเดินขึ้นชั้น 2 ของบ้านไป พอเขาเดินขึ้นไปแล้ว เทียน่าก็พูดออกมาว่า

                “พี่นี่ยอดไปเลยนะค่ะ ขนาดเจอเรื่องแบบนี้เข้าไปยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้อีก ตอนหนูรู้เรื่องของพ่อกับแม่ยังโวยวายแทบแย่”

                รีก้ามองทางขึ้นชั้น 2 ด้วยสายตาอาทร ก่อนจะกล่าวขึ้น “นั่นเป็นข้อดีของริว ตั้งแต่เด็กแล้ว ริวมักจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีกว่าเด็กในวัยเดียวกัน บางครั้งยังควบคุมได้ดีกว่าผู้ใหญ่อีก ขนาดแม่เองบางครั้งยังเดาอารมณ์ของเขาไม่ถูกเลยว่า พี่ชายของลูกกำลังเศร้า ดีใจ สนุก หรือกลัว ถ้าริวมีพลังเวทสักนิด แม่เชื่อว่าเขาจะต้องเป็นจอมเวทระดับแนวหน้าแน่ๆ แต่น่าเสียดายโชคชะตากลับไม่เข้าข้าง"

                 รีก้าพูดจบก็หันมาพูดกับเซริว “คุณคะ คิดว่าริวจะสอบผ่านไหม”

                เซริวยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงหนักแน่นว่า"ขอเอาชื่อของสัตว์เทพเป็นประกันลยว่า ไม่ผ่านแน่ๆ ถ้าริวสอบผ่านจริง นั่นคือปาฏิหาริย์ในรอบ 1000 ปีของตระกูลเซริวเลยล่ะ ฮ่าๆๆ"

                 รีก้าและเทียน่าต่างส่ายหน้าพร้อมกัน ไม่นานคุณแม่ก็หันไปพูดกับเทียน่า “เดี๋ยวลูกตามแม่ไปที่ห้องหน่อยนะ แม่อยากจะให้ลูกนำยาบางอย่างติดตัวไปด้วย”

                เทียน่าพยักหน้าเป็นการรับทราบ พวกทั้งหมดต่างแยกย้ายกันไปจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 216 ครั้ง

82 ความคิดเห็น

  1. #7347 นักอ่านเงา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มกราคม 2560 / 19:14
    เป็นเรื่องราวของ ญาติ พี่หนุ่ม ศรราม ใช่ไหม - -"
    #7347
    0
  2. #6781 ไอซ์ น้ำแข็ง (@icekun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:05
    รออยู่นะ
    #6781
    0
  3. #6768 sa-ma-la-ai (@estrellas-smile) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:09
    กลับมาได้หรือเปล่า กลับมาหาชั้นที ~ ~ ~ เขียนต่อเถอะ~ เค้าขอ
    #6768
    0
  4. #6411 Harm. (@tanzanaza) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 กันยายน 2558 / 19:49
    อือหือ 5555 ริวครองสติอยู่ได้ไงเนี่ย
    #6411
    0
  5. #6106 ARINAKA (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 13:52
    นามสกุลเทพพิทักษ์นี่นามสกุลเพื่อนเรา เหอะๆ
    #6106
    0
  6. #5055 Starry Midnight (@modoki) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 10:00
    อ่านแล้วงงๆตรงข้อความนี้ค่ะ 


    วิชาหลักภาษา และภาษาอังกฤษ แม้ไม่เก่งมาก แต่ก็ไม่เคยได้ต่ำกว่า 3 เลย


    เอ่อ ไม่เคยได้ต่ำกว่าเกรด 3 มันก็เกรด 4 สิ แล้วเกรดสี่มันสูงสุด ถ้าอ่านประโยคต่อมาที่พระเอกได้คณิตศาสตร์และเคมีเกรด 4 ตลอดที่พออวดอ้างคนอื่นได้ แล้วอย่างนี้ พระเอกก็เก่งวิชาหลักภาษาและภาษาอังกฤษด้วยสิ เพราะได้ไม่ต่ำกว่า 3 เลย ก็คือได้เกรด 4 มาตลอด 


    น่าจะใช้คำว่าได้ไม่เคยเกิน 3 คงจะเหมาะกว่า ในกรณีที่สอบได้เกรด ตั้งแต่ 1-3 และเกรดไม่เสถียรในแต่ละเทอม คือบางเทอมได้ 2 บางเทอมได้ 3 หรือบางเทอมได้ 1 


    หรือว่า ไรท์จะสื่อว่า วิชาหลักภาษาและภาษาอังกฤษ ได้ไม่ต่ำกว่า 3 แต่ก็ไม่ใช่เกรด 4  เพราะมีเกรด 3.5 ด้วยน่าจะใช้ประมาณว่า แม้ไม่เก่งมาก แต่ก็ได้เกรด 3 หรือ เกรด 3.5 ไม่เคยเกินหรือต่ำกว่านี้ แตกต่างจากคณิตศาสตร์และเคมีที่ได้เกรด 4 มาตลอด


    เราอาจงงกับประโยคนี้คนเดียวก็ได้ค่ะ คนอื่นอาจจะไม่งง 555555555
    เพิ่งมาเจอเรื่องนี้ ขอตามอ่านก่อนนะคะ เนื้อเรื่องน่าสนใจดีค่ะ 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 24 กันยายน 2557 / 10:02
    #5055
    2
    • #5055-1 เซียน (จากตอนที่ 2)
      25 ตุลาคม 2559 / 14:50
      เราเข้าใจว่า ไม่ต่ำกว่า 3 เลย ก็คือ ได้แค่ 3 แต่ เกรด 1 -2 ไม่เคยได้ในวิชานี้อ่า หรือเปล่านะ?5555
      #5055-1
    • #5055-2 icebomb (@icebomb) (จากตอนที่ 2)
      23 ธันวาคม 2559 / 18:42
      ได้ไม่ต่ำกว่า 3 ความหมายคือ ได้ตั้งแต่เกรด 3 ขึ้นไป เกรด 3 เกรด 3.5 เกรด 4 ครับ
      #5055-2
  7. #4916 Katana (@hiddenblade) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กันยายน 2557 / 21:34
    คนที่ไม่ธรรมดาที่ชอบความธรรมดา
    #4916
    0
  8. #4668 Zen_DarknessAngel (@ghostbsd) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 / 11:19
    อ่านเรื่องนี้จบเมื่อคืน อ่านต่อตอนเช้าวันต่อมา เฮ่อ~ จะอ่านกี่ครั้งก็สนุกครับ ชอบๆ
    #4668
    0
  9. #4182 PiLii (@pinepilins) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 01:41
    ขอแนะนำนิดหน่อยนะคะ บางทีประโยคคำพูดระหว่างพี่น้องที่ใช้คุยกันมันดูเป็นทางการเกินไปน่ะค่ะ เหมือนบทบรรยาย เช่นว่า น้องทราบได้อย่างไร คือถ้ามันเป็นในบทสนทนา น่าจะเป็น น้องรู้ได้ไง อะไรแบบนี้มากกว่า ให้ดูกันเองๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ปล.เนื้อเรื่องสนุกน่าติดตามมาก กลับมาอ่านรอบสอง เลยอยากจะตามเม้นท ให้คนเขียนได้มีกำลังใจแต่งต่อ ^^
    #4182
    0
  10. #4055 Mingi Xronos (@undernetwork) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 14:39
    รีไรท์แล้วสนุกดีคับ แต่ยังเสียอีกอย่าง คือคำที่สุภาพเกินไป
    อย่างคำว่า "ถ้าเช่นนั้น" หรือ "ใช่ไหมครับ"
    มันดูสุภาพไปเวลาคุยอยู่กับครอบครัวน่ะครับ
    #4055
    0
  11. #3931 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 23:48
    ครอบครัวนี้น่ารักดีนะ 
    #3931
    0
  12. #3927 sistermom (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2557 / 21:29
    ภาษาดูเป็นทางการไปนะครับ เนื้อเรื่องสนุกแต่ ภาษาขัดๆ
    #3927
    0
  13. #3653 Kuroko Tetsuya_kun (@phingpin) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2557 / 17:25
    ครอบครัวน่ารักจริงๆ
    #3653
    0
  14. #3347 จอมโจรปริศนา (@Red_kill) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 15:38
    น่ารักจังเลยครอบครัวนี้... อ่านกี่ทีก็ยิ้มค้าาาา
    #3347
    0
  15. #3171 Nunnally (@kuroyuri) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 / 17:40
    สนุกมากครับ^w^ 
    ริวนายนี้มัน เป็นพระเอกทีธรรมดาม๊ากมาก แค่ความรั่วกับควาซิสค่อนก็ไม่ธรรมดาล่ะ
    #3171
    0
  16. #3097 คุณมึนจัง (@lucky000) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 / 05:52
    ริว จะไม่ถาม ชื่อ โรงเรียนที่เพื่อนของพ่อ เป็น ผ.อ.  มั้งรึ  
    #3097
    0
  17. #2953 BenTo@Love.com (@momee27900) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 / 22:04
    ครอบครัวนี้ตลกดี 55555
    แต่มีคำผิดนิดหน่อยนะคะ คำว่า ค่ะ (จริงๆ ต้องเขียน คะ)
    #2953
    0
  18. #2928 ชางชิลโก (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2557 / 11:28
    น่าสนใจจริงๆด้วย

    ว่าทำไมคนเราถอนหายใจ

    เป็นคำว่า "เออ" แทนคำว่า "เฮ้อ"

    ติดตามต่อไป
    #2928
    0
  19. #2854 นายตัวร้าย (@aom084495) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 / 09:38
    ในอนาคตริวตใช้เวทมนได้ป่าว
    #2854
    0
  20. #2818 PRIEST (@tasaru) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 21:18
    ริวเอ้ยยยย นายนี่มัน... แต่น้าแพนนี่ก็ซกมกได้โล่เลยแหะ =3=
    #2818
    0
  21. #2800 เมนชายหวัง (@mainwang) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2557 / 18:56
    สนุกมากเลยค่ะ ริวในอนาคต ต้องเทพ(?) มากแน่ๆๆๆๆ >_O
    #2800
    0
  22. #2739 SHfah (@fhash) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2557 / 21:52
    พึ่งเริ่มอ่านคะ เนื้อหาน่าสนใจ แล้วจะติดตามนะคะ สู้ๆๆ
    #2739
    0
  23. #2645 O[]Ovampire (@lumvampire) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 / 04:03
    "เพราะคุณแม่ในเวลานี้ค่อนข้างหน้ากลัวมาก"(ตรงนี้ผิดค่ะต้องเป็น "น่ากลัว")

    แล้วเรามีข้อสงสัยคือ "เออ" มันคือเสียงถอนหายใจประเภทไหนอ่ะเราเคยได้ยินแต่ "เฮ้อ"

    เรื่องน่าสนใจ ขอตามอ่านก่อนนะคะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 16 พฤษภาคม 2557 / 14:34
    #2645
    0
  24. #2508 ดาร์กชาโดว์ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 17:56
    งงมากกับการเล่าเรื่อง 'ด้านหลังเธอแบกซองใสลูกธนูเอาไว้ แต่เธอกลับไม่ถือคันธนูมาด้วย' "มันจึงทำ!ให้เธอดูเหมือนคนธรรมดา" มันเกี่ยวไรกัน
    #2508
    0
  25. #2464 BlackShadow (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2557 / 13:48
    แล้วเดี๋ยวคุณพ่อ ก็จะเห็นปาฏิหาริย์ในรอบ 1000 ปีของตระกูล อิอิ
    #2464
    0