LERVARIA ดินแดนแห่งหิมะ

ตอนที่ 22 : ตอนที่ 18 ตัวหมากสำคัญ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ส.ค. 58

เอ็มพารี่

แอ่ะแอ แอ่ะแอ้--- (เสียงเปิดแบบแปลกมาก)

วันนี้อยู่ๆก็เกิดอยากมาอัพขึ้นมาค่ะ (คนอ่าน : หมายความว่าไงเนี่ย)

แบบว่าจริงๆเคยเขียนไปแล้วค่ะ แหะๆ แต่เกิดไม่ชอบใจที่เขียนเลยลบไปแก้ใหม่

แง้วๆ...

เดี๋ยวนี้ติดใจชอบอัพแบบเต็มๆแล้วล่ะค่ะ

เสียแต่คนอ่านหายหมดเลย ขอโทษที่ไม่ค่อยเป็นเวลานะคะ O<--<

-------------------------------------------------------------

----------------------------------------------------

18

ตัวหมากสำคัญ


 “อุ้ย ข้าควรดีใจไหมนะ ที่เจ้าจำชื่อของข้าได้ ไม่ได้เจอเสียนานสหายเก่าข้า...คิดถึงข้าบ้างไหมล่ะอสูร”


                เสียงขู่นั้นเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามทันที


                “ข้าไม่ใช่เพื่อนเจ้า นางปีศาจ” อสูรตอบ


                วาริโอเน่ชักสีหน้า “เจ้าเองก็เป็นปีศาจ  ถ้าลืมข้าจะช่วยย้ำให้นะ ไอ้ลูกหมา


                สิ้นเสียงนั้นกระแสลมก็พัดแรงจนตัวเธอเซไปชนกับขนสีขาวฟูฟ่องด้านหลัง ภาพพร่ามัวตรงหน้าทำให้แวเรียขนลุกซู่ เมื่อดวงหน้าอันงดงามนั้นกลายเป็นปีศาจร้ายที่คอยตามหลอกหลอนเธอปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง เจ้าของขีดเรียวเล็กสีขาวในดวงตาลึกที่มืดสนิทนั้นจ้องมาที่เธอพร้อมกับเอ่ย


                “จับมัน”


            เสี้ยววินาทีหลังจบคำ ปากใหญ่ของอสูรก้มลงมาคาบที่เสื้อของเด็กสาวที่กำลังตะลึงค้าง แต่ก็ยังเร็วไม่พอที่จะกระโจนหนี โซ่สีดำขนาดยักษ์ก็พุ่งตรงออกมาจากความมืดของป่ารอบด้าน เข้ารัดร่างใหญ่ยักษ์ของอสูรจิ้งจอกซึ่งพยายามกัดฟันทนกับกระแสไฟฟ้าสีดำที่แล่นมาตามโซ่และสลัดพันธนาการเหล่านั้น


                “อย่าดิ้นรนหน่อยเลยน่า เจ้าน่ะเป็นตัวสุดท้ายของเผ่าแล้วไม่ใช่รึไง ถึงข้าจะไม่ใช่พวกรักสัตว์ก็เถอะนะ”


            บ้าที่สุด !


                อสูรสบถในใจ ก่อนจะเชื่อมจิตเข้าหาเด็กสาวที่เขาคาบอยู่


                ท่านต้องหนีไปนะขอรับ พวกมันจะไม่ทำอะไรข้า แต่มันต้องการตัวท่าน !


            ทันไม่ทันจะตอบรับเด็กสาวก็ถูกเหวี่ยงออกไปไกลหลายเมตร บนพื้นหิมะ แล้วร่างใหญ่โตของอสูรก็หดเล็กลงจนเหลือเท่าลูกจิ้งจอกหิมะดังเดิม แต่โซ่ยักษ์ยังคงพันรัดร่างเล็กๆนั้นไว้แน่นราวกับจะบดมันให้เป็นผุผง แวเรียลุกขึ้นจากพื้น หันไปมองที่เพื่อนของเธออย่างตกใจ


                “ไม่นะ!” เด็กสาวกรีดร้อง


                เธอที่กำลังจะวิ่งกลับไปหาเพื่อน ล้วงหยิบอะไรบางอย่างในแขนเสื้อขนสัตว์อย่างเร่งรีบ


                อยู่ที่ไหนกันนะ!’


                อย่า...เข้ามา


เสียงเตือนนั้นดังขึ้นในหัวทำให้เด็กสาวชะงัก


                “ข้า---“


                เด็กสาวกลั้นหายใจเมื่อคมเขี้ยวเย็นเฉียบสัมผัสที่คอของเธอก่อนที่มันจะรัดแน่นจนเธอสำลัก ก่อนที่เสียงแหลมๆจะเอ่ยคล้ายกับล้อเลียนเด็กสาวผู้อยู่ในกำมือตน


                “ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่นี่ไม่ได้หรอกนะ อสูร~” วาริโอเน่แสยะรอยยิ้ม “จะพูดแบบนั้นใช่ไหมเล่า บุปผาหิมะ~


                ดวงตาสีฟ้าของเด็กสาวเบิกกว้าง มือที่ปัดป่ายดิ้นรนอยู่นั้นก็คว้าหมับเข้ากับส่วนที่น่าจะเป็นเส้นผมของปีศาจร้ายได้พอดี


อัค..คาน่า..


เปลวไฟสีส้มแดงลุกท่วมเกศาของธิดาแห่งหิมะ ขณะที่องค์หญิงคนนั้นกรีดร้องลั่นและปล่อยแวเรียหล่นลงพื้น เด็กสาวก็เหลือบไปเห็นฝูงหมาป่าสีดำสนิทที่ยืนรายล้อมอยู่เบื้องหน้า และร่างของจิ้งจอกน้อยในมือใหญ่ของชายหนุ่มเจ้าของดวงตาเหี้ยมเกรียมดุจเพลิงแห่งรัตติกาลที่จ้องกลับมา


“ถ้ายังเห็นแก่จิ้งจอกนี่  ก็รีบดับเพลิงที่เจ้าใช้ทำร้าย องค์หญิงวาริโอเน่ซะ เกสรหิมะ


ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มกำคอของจิ้งจอกน้อยไว้เพื่อยืนยันว่าเขาพร้อมจะฆ่ามันทุกเมื่อ เด็กสาวรู้สึกภาพตรงหน้านั้นมันพร่าไปชั่วขณะที่ในหัวรู้สึกตื้อไปหมด แต่ก็ยังมีสติพอที่จะขยับมือคลายคาถา  แวเรียได้ยินเสียงอะไรบางอย่างหล่นตุบลงพื้น น่าจะเป็นร่างเล็กๆของอสูรน้อย  ก่อนมือและเล็บเย็นเฉียบที่มีสัมผัสขรุขระจากแผลไหม้จะเข้ามาบีบขย่ำคอของเธออีกครั้งอย่างเจ็บแค้น


“ไม่ต้องห่วง บุปผาหิมะ ถึงข้าจะอยากฆ่าเจ้าขนาดไหน แต่ชะตาเจ้ายังไม่ขาดเร็วๆนี้แน่นอน..”


แล้วทัศนียภาพทั้งหมดก็ถูกบดบังไปด้วยความมืดมิด พร้อมกับกลิ่นหอมประหลาด ทันทีที่สิ้นเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยิน











               

                เสียงย่างเท้าของหมาป่าสีดำตัวใหญ่ที่สุดในฝูง ก้าวข้ามร่างสีขาวของจิ้งจอกน้อยบนพื้นไปก่อนจะปรายดวงตาคมกริบของมันไปสบกับดวงตาสีมรกตอ่อนแสงของศัตรูที่หมดสภาพ


                สำหรับอสูรแล้วภาพมัวๆตรงหน้าคงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกเสียจาก


                ซิรุสหรือ...?


            หมาป่าดำผู้ครองเลอวารินเน่ ทาสรับใช้แห่งราชินีน้ำแข็ง...เจ้าหมาป่านั่นกลายเป็นข้ารับใช้ของวาริโอเน่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน


                “ข้ายังคงจำวันที่เผ่าพันธุ์ของเจ้ายิ่งใหญ่ได้เป็นอย่างดี..” เจ้าหมาป่าตัวนั้นลดเสียงต่ำ “แต่เจ้าในตอนนี้ช่างน่าสมเพชจริงๆ อสูร”


                เฮอะ...


            ไม่ต้องบอกข้าก็ได้


            เพราะข้ารู้ดีที่สุด ในความไร้พลังของตน


            ความไร้พลังที่ทำให้ข้า ไม่สามารถปกป้องอะไรไว้ได้เลย


            แม้แต่ความหวังสุดท้ายของพวกข้าเอง...


            เสียงเท้าของฝูงหมาป่าค่อยๆห่างไกลออกไป อสูรน้อยได้แต่มองร่างสีขาวราวกับหิมะของนายเหนือหัวที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นานท่ามกลางกลุ่มความมืดอันชั่วร้ายรอบข้าง และเสียงแหลมที่เย้ยหยันเขา


                “เหมือนว่าจะเร็วไปร้อยปีที่หมาจะสู้กับคนนะอสูร”


เสียงนั้นต้องเป็นขององค์หญิงหิมะนั่นแน่ๆ แล้วร่างทั้งหมดนั้นก็หายไปชั่วพริบตา


มันน่าเจ็บใจ ที่ข้าปกป้องนางไว้ไม่ได้


ทั้งที่กว่าจะได้นางมา ทุกคนต่างต้องสูญเสีย


แต่ข้ากลับไม่มีพลังพอที่จะรักษาบุปผาดอกนี้ไว้...


หยาดน้ำตาเม็ดน้อยค่อยๆไหลออกจากดวงตา แม้จะกลายเป็นน้ำแข็งเม็ดน้อยที่ร่วงหล่นปนไปกับผืนเหมันต์นี้ จิ้งจอกน้อยพยายามขยับตัว แต่ความพยายามนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง เหมือนกับทั้งร่างนี้จะแตกสลาย


ร้าวไปหมดขนาดนี้เลยหรือนี่...


หูของเขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าหนักและรวดเร็วที่หวังไว้ว่าจะมาถึงเร็วกว่านี้สักนาทีหนึ่ง


“เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า! แล้ว...แวเรียล่ะ นายเหนือหัวของเจ้า ไปไหนแล้ว?


เพราะขยับปากไม่ได้เขาจึงได้แต่หลับตาลง และส่งกระแสจิตที่อ่อนแรงไป เล่าทุกอย่างให้สหายฟัง


ข้าขอโทษ.. อากาลัส


“เจ้าอย่าโทษตัวเองเลย เจ้าตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อน ข้าผิดเอง  ข้าควรจะอยู่กับนาง” เสือขาวเอ่ยอย่างเจ็บใจ ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นบางอย่างแวววาวบนพื้นหิมะ เขาจึงก้าวเข้าไปดู มันคือสร้อยทองเหลืองที่ประดับด้วยพลอยสีแดงสวยงาม


นี่มัน.. ของมีเอน? อากาลัสคิดก่อนจะยื่นอุ้งเท้าออกไปแตะอย่างลืมตัว


แสงสีแดงสว่างวาบจากสร้อยเส้นนั้นก่อนที่หลุมดำจะปรากฏขึ้นพร้อมกับร่างหนึ่งที่กระโจนออกมา


“เหวอ---”


ร่างเล็กนั้นหล่นตุบลงบนพื้นหิมะนุ่มนิ่ม ก่อนจะผุดลุกขึ้นมาหันซ้ายทีขวาทีอย่างงๆ


“ที่นี่มันที่ไหนกัน”


เสียงของเด็กหญิงที่คุ้นหูนั้นทำทำให้อสูรน้อยลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ


ณ เบื้องหน้าของเขา ปรากฏร่างน้อยที่แสนคุ้นตา


ร่างเล็กของเด็กหญิงในชุดคลุมสีขาวสะอาด เจ้าของใบหน้ากลม ผมสั้นประบ่าสีดำสนิท ที่ในมือขวามีคฑาสีดำรูปร่างแปลกตา ที่มีหินสีต่างๆประดับอย่างประณีตงดงาม เด็กหญิงตรงหน้าซึ่งดูอายุไล่เลี่ยกับแวเรียนั้นเปิดผ้าคลุมที่ปิดบังใบหน้าอยู่ออก  เผยให้เห็นดวงตาสีม่วงคมกริบที่จ้องมายังเขาคู่นั้น และรอยสักของอักษรบางอย่างที่ตวัดเป็นริ้วใต้ตาซ้าย


แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆนี้...เขายังจำได้เป็นอย่างดี


 “...เอไพร์รอส”


            ดวงตาสีม่วงคู่นั้นดูจะแปลกใจที่เห็นเขา ดูเหมือนนางจะจำเขาได้


                “เจ้าจิ้งจอกไม่ใช่หรือไงนั่น...” เด็กหญิงคนนั้นเอ่ยพลางเบะปาก “เละอย่างกับโดนรถทับมาแหน่ะ เจ้าไปทำอะไรมาเนี่ย”


                เด็กหญิงส่ายหน้าไปมาอย่างสังเวช ย้ายคฑานั้นมาไว้ในมือซ้าย ก่อนจะลากนิ้วชี้ที่มือขวาขยับไปมา พึมพำอะไรบางอย่าง แล้วความเจ็บปวดทั้งหมดราวกับว่าถูกทำให้ลบเลือนหายไป ดังเป็นเพียงฝันร้ายเท่านั้น  พลังประหลาดนั้นย้อนคืนร่างกายของเขาให้กลับไปในสภาพปกติ ก่อนคนที่ใช้จะถอนหายใจ


                “ถึงเจ้าจะเคยปากเสียกับข้ามากๆ แต่ข้าทนดูเด็กน้อยน่ารักตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอกนะ” เด็กหญิงยกมือแตะที่ข้างแก้มตนแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนชะงักไปเล็กน้อย “แล้วเจ้าเสือหิมะข้างหลังนั่นก็เลิกแผ่รังสีอาฆาตข้าสักที นี่ช่วยเพื่อนเจ้าให้นะเนี่ย”


                จบประโยคอากาลัสที่เฝ้ามองอยู่นานก็ย่างเท้าอ้อมตัวเด็กหญิงมาหาจิ้งจอกตัวน้อยที่ยันกายขึ้นมา แม้ร่างกายจะกลับมาเหมือนเดิม แต่ดวงตาหม่นหมองคู่นั้นกลับทำให้เด็กหญิงรู้สึกหงุดหงิด


                “หน้าแบบนั้นมันอะไรกัน อสูรจิ้งจอกที่ต่อปากต่อคำกับข้าเมื่อก่อนนั้นไปไหนเล่า คิดถึงน้องสาวจนเกิดเฮิร์ธขึ้นมารึยังไง”


                เอไพร์รอสสบถเบาๆ หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด หรือว่า...นี่จะถึงเวลาที่ข้าจะต้องแก้ไขให้มันถูกต้องแล้วกันนะ


                เวลา...แห่งกาลเปลี่ยนแปลงเจ้าของดวงตาสีม่วงนั้นคิดอยู่ในใจ


                “เด็กคนนี้...ใครกันน่ะ” เสียงกระซิบต่ำดังมาจากเสือลายพาดกลอนข้างๆตัวเขา ซึ่งถึงมันจะกระซิบก็ไม่ได้เบาเท่าใดนัก


ใบหูของจิ้งจอกน้อยกระดิกเบาๆก่อนจะสบตากับเด็กหญิงคนเดิมที่ช่วยชีวิตเขา


                “เด็กผู้หญิงเอาแต่ใจที่สาปให้ข้าเป็นแบบนี้น่ะ อย่าให้ทำให้นางหงุดหงิดล่ะ”


เธอคนนั้นหัวเราะร่วน


“อื้ม--- ร่างเด็กน้อยนั่น ก็ทำให้เจ้าน่ารักดีออก”  ว่าจบเจ้าตัวก็ดีดนิ้วดัง เป๊าะ! “ข้าพอเข้าใจเจ้าล่ะ เพิ่งโดนองค์หญิงนั่นเล่นงานมาสินะ ยายเด็กนั่นใจร้ายจริงๆ”


หนึ่งสัตว์หนึ่งอสูรสบตากันอย่างงุนงงกับเด็กหญิงที่ดูไม่สมกับการใช้คำเรียกองค์หญิงที่อายุปาไปหลายร้อยปีว่า ยายเด็กนั่นเสียเลย ก่อนนางเอ่ยต่อ


“จริงๆข้าไม่ค่อยมีเวลามาเล่นกับพวกเจ้าแบบนี้หรอกนะ เอาเป็นว่าวันนี้ข้าอารมณ์ดี จะช่วยแก้ให้ละกัน”


“เจ้าจะช่วยท่านแวเรียให้ข้างั้นหรือ?” อสูรน้อยถาม


เด็กหญิงขมวดคิ้ว “ท่านแวเรีย ท่านแวเรีย เด็กนั่นก็เด็กกว่าข้า เรียกข้าว่าท่านสิ ท่าน! เฮ้อ... เรียงลำดับความสำคัญผิดตลอด”


อสูรน้อยถอนใจ รู้สึกขยาดคำว่า ท่าน ขึ้นมาเล็กน้อย แต่ถ้าเขาไม่ขอความช่วยเหลือจากคนๆนี้ตอนนี้ล่ะก็...คงจะโดนตราหน้าว่าโง่นักหนา จากวิญญาณของมีเอนไปชั่วชีวิตแน่ๆ


“ท่านจะช่วยท่านแวเรียให้ข้างั้นหรือ?”


“ไม่ได้จ้ะ”


“นี่ เจ้ากวนข้า...”


“ฮื้อ--- ข้าเป็นถึงจ้าวแห่งกาล ขืนช่วยพวกเจ้าตรงๆมันก็ง่ายน่ะสิ แค่นี้ข้าก็โดนสามยายเฒ่านั่นเฉ่งจะแย่แล้ว มันผิดกฎ เข้าใจตรงกันนะ?” เด็กหญิงคนนั้นครุ่นคิดไปพักหนึ่ง “ครั้งนี้เท่านั้นที่ข้าสัญญากับยายเด็กที่ชื่อมีเอนนั่นไว้”


“นางขอ...เวลาแห่งกาลเปลี่ยนแปลง” เด็กหญิงคนนี้ฉีกยิ้ม “แลกกับความสาวความสวยหลายร้อยปีของนาง”


“...”


ความเงียบนั้นโรยตัวลงครู่หนึ่งก็ที่เอไพร์รอสตัวน้อยจะไหวไหล่


“แน่นอนว่าหลายร้อยปีนั่นไม่ได้เยอะอะไรสำหรับข้าเลยนะ... ฉะนั้นก็ขอได้แค่เล็กน้อยเท่านั้นแหละ”


“แล้วท่านจะแก้ปัญหาให้พวกข้าอย่างไร” อากาลัสถามอย่างเร่งร้อน


ดวงตาสีม่วงนั้นเหลือบมอง


“สำหรับพวกเจ้า...พลังของเกสรหิมะนั้นมีมากมายมหาศาลพอที่จะจบเรื่องนี้ได้ จริงไหม?”


“...”


“คงไม่แปลกที่ฝ่ายนั้นจะรีบชิงหมากตัวสำคัญอย่าง ควีน ของฝ่ายนี้ เพื่อตัดจบปัญหาครั้งนี้ไป “อีกครั้ง” หนึ่ง”


“ท่านจะบอกว่า?”


“งั้นถ้าฝ่ายเรารีบๆคืนพลังให้ ควีน บ้างจะเป็นยังไงล่ะ”


“นั่นจำเป็นต้องใช้อสูรจิ้งจอกคู่หนึ่ง...” อากาลัสทำหน้ายับย่น “แต่ว่าอสูรเป็น...ตัวสุดท้าย”


“จุ๊ๆ เรายังไม่ลืมน้องสาวของหมอนี่หรอกใช่ไหม”


“?”


“นี่เจ้าไม่ได้บอกเพื่อนเจ้าหรือ” เด็กหญิงหันมาถามอสูรที่อยู่ในร่างของเด็กชายเรียบร้อย “ข้ายินดีช่วยนะ”


รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น “แน่นอนว่าต้องมีค่าแรงด้วย เฮ้อ ข้าสัญญาว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะมาวุ่นวายกับเรื่องของคนอื่น”


                อากาลัสหรี่ตามองเด็กหญิงคนเดิม ก่อนจะถาม “แล้วแผนของท่านคืออะไร”


                “ข้าก็แค่ให้อสูรเพื่อนเจ้าไปตามหมากสำคัญอีกตัวที่จำเป็นต่อนายเหนือของพวกเจ้าน่ะสิ”


                “แล้วเรื่องของแวเรีย...” อากาลัสเอ่ย


                “ง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร!” เด็กหญิงหัวเราะร่วน


                “...”


                อากาลัสกลับรู้สึกถึงลางร้ายบางอย่างแต่ไม่สามารถพูดออกไปได้


                “ไปช่วยนางกลับมาซะ ก่อนที่จะโดนสลายวิญญาณไปอีกรอบ”


                เป็นลางร้ายจริงๆด้วย


-------------------------------------------------------------

----------------------------------------------------

ใกล้ถึงจุดสำคัญของเรื่องแล้วล่ะค่ะ //ใกล้แล้วจริงๆนะคะ 555 uqu

361 ความคิดเห็น