ตอนที่ 11 : อลิเซียที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61


                

               บางตำนานเล่าขานถึงสองตัวตนผู้ยิ่งใหญ่ คนหนึ่งคือผู้เป็นใหญ่ในแดนเทพอีกหนึ่งคือผู้ยิ่งใหญ่ในแดนมาร

                แดนเทพคือดินแดนที่ตัวตนอย่างมนุษย์ไม่อาจเอื้อม ถูกปกครองโดยพระเจ้าผู้ทรงธรรม เทพทั้งหลายต่างอยู่กันอย่างปกติสุข แต่อีกแดนหนึ่งกลับไม่ใช่ในแดนมารนั้นระส่ำระสายด้วยการขัดแย้งภายใน แผ่นดินต่างลุกเป็นไฟ 

                จอมมารผู้ยิ่งใหญ่ได้สาบสูญ พลังงานความมืดลดน้อยลง สมดุลของโลกกำลังจะพังทลาย

                ไม่มีใครทราบถึงสาเหตุยกเว้นเพียงพระเจ้า ความกดดันปรกคลุมแดนเทพ มีเพียงไม่กี่วิธีที่จะทำให้โลกกลับมาสมดุลอีกครั่ง

                ตามหาจอมมาร หรือ สร้างขึ้นมาใหม่ และแน่นอนว่าเทพทุกองค์ต่างเลือกสิ่งที่ง่ายกว่าโดยไม่สนคำทัดทานจากพระเจ้า

                เลือกที่จะสร้างจอมมารขึ้นมาใหม่ซึ่งแน่นอนว่าสร้างได้แค่เพียงตัวแทนเท่านั้น ไม่มีใครที่มีพลังเหลือล้นอย่างจอมมารและพระเจ้า

                จึงเกิดธาตุมืดขึ้น ผู้คนในแดนมนุษย์ถูกเลือกเพื่อที่จะให้ครอบครองธาตุมืด มันควรจะเป็นสิ่งที่น่าเคารพ แต่เมื่อเทพครอบครองแสงสว่างความมืดก็คือปรปักษ์

                เหล่าเทพแอบมอบธาตุแสงทั้งยังมอบความเกียดขังความมืดให้แก่มนุษย์

                เมื่อรับรู้พระเจ้าทรงโกรธเกี้ยว พระองค์ลงโทษเหล่าเทพอย่างไร้ปราณีทำให้เกิดความไม่พอใจแก่เทพองค์อื่น

                เพื่อหยุดหยั่งพระเจ้าที่กำลังพิโรธเหล่าทวยเทพจึงก่อกบฏ เหตุผลดีงานมากมายถูกยกมาเพื่อปลุกระดม ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนเทพจึงถูกโค่นล้มหลบหนีมายังแดนมนุษย์แล้วกักขังตนเองไว้

                “มันเป็นตำนานที่สืบทอดมากับตระกูลเพลย์เซีย”

                เอเดนกล่าว เพลย์เซียเป็นกระกูลกษัตริย์แห่งอาณาจักรเพลย์เซีย และอาจจะเป็นเชื่อสายของเทพยุคเก่า ตามที่ผู้คนได้กล่าวขานกันต่อ ๆ มา

                “เจ้าหนูนี่ช่างรู้เยอะเสียจริง  โฮะ ๆ”

                “มันทำให้คุณสนใจในธาตุมืดหรือ”

                อลิเซียเอ่ยถาม ถ้าตำนานที่ว่านั้นเป็นจริง ทุกอย่างก็คงกระจ่างขึ้นไม่น้อย

                “ไม่เชิง เพราะไม่นานมานี้มีคำทำนายเกิดขึ้นในรอบร้อยปี ความมืดดับสูญแสงนั้นต้องสิ้นสุด ความมืดคงอยู่แสงนั้นกระจ่างตา”

                เอเดนอธิบาย คำทำนายนี้ไม่มีใครสามารถตีความมันได้อย่างกระจ่าง

                “หึ เพราะจอมมารได้กำเนิดขึ้นแล้วอย่างไรละเจ้าหนู ข้าก็ไม่รู้อะไรมากนักที่อยู่เจอพวกเจ้าได้ก็เป็นเพียงคำสั่งของเขาเท่านั้น”

                คนใต้ชุดคลุมเอ่ยขึ้น

                “เขาที่ว่าคือคนที่ชื่อธาวิศงั้นหรอ”

                เอเดนกล่าวถาม

                “เรื่องนี้แม่หนูนั้นย่อมรู้ดี”

                “แล้วคุณเรียกเรามาทำไม”

                อลิเซียถาม เพราะเสียงปริศนานั้นจงใจให้เธอรับรู้เพียงคนเดียว

                “ข้าก็แค่ทำตามคำสั่ง”

                คนใต้ชุดคลุมเอ่ยตอบ

                “แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี้ เข้ามาในเซนต์เกรทได้อย่างไร”

                เอเดนเอ่ยความ เด็กสาวก็สงสัยในข้อนี้เช่นกัน

                “โรงเรียนนี้ต่างหากที่เป็นผู้มาทีหลัง ตาแก่ฌานนั้นก็รับรู้อยู่แล้ว เผลอ ๆ จะรู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้พวกเจ้าอยู่ที่นี้”

                คำอธิบายของคนใต้ชุดคนทำให้ทั้งสองเชื่อมโยงว่าคนตรงหน้ากับผู้อำนวยการต้องรู้จักกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เซนต์เกรทเกิดขึ้นมาหลายร้อยปี ถ้าเป็นอย่างที่คนใต้ชุดคลุมพูดจริง ผู้อำนวยการก็คงไม่ใช้คนธรรมดาแล้ว

                “พวกเจ้ามีอะไรจะถามก็ถาม ข้าไม่ได้มีเวลามากนัก”

                “คุณคือใคร ผู้อำนวยการคือใคร และธาวิศคือใคร”

                คำถามของอลิเซียทำให้คนถูกถามหัวเราะเล็กน้อย

                “เป็นคำถามที่ดี แต่ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ตัวข้าเป็นใครงั้นหรือ เรื่องพวกนั้นข้าล้วนลืมเลือน โฮะ ๆ”

                กล่าวจบร่างที่อยู่ตรงหน้าก็เลือนหายไป พื้นที่โดยรอบกลับมาเป็นป่าอีกครั่ง หนังสือเล่นหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเครื่องยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความจริง

                “อย่าไว้ใจความมืดมากเกินไปนัก”

                เสียงเตือนแววมาตามสายลมก่อนที่เด็กสาวจะไม่สามารถสัมผัสถึงความมืดที่เคยมีอยู่ได้อีกต่อไป

                “คุณเอเดน ตำนานนั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน”

                “ไม่รู้ แต่ก็น่าจะมีเค้าความจริงอยู่บ้าง”

                เอเดนตอบพร้อมก้าวเท้าเดินนำไป ป่าที่เคยมืดทึบกลับมาเป็นป่าหลังโรงเรียนอีกครั่ง การเดินทางกลบจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป

                “แล้วคุณคือราชวงค์เพลย์เซียงั้นหรือ”

                เอเดนพยักหน้าเป็นคำตอบ อาณาจักรเพลย์เซียเป็นหนึ่งในสามอาณาจักรที่ติดอยู่กับเซนต์เกรท มีเพียงเสียงเล่าขานกันมาว่าเป็นตระกูลของทวยเทพที่ถูกเนรเทศ

                “ท่านหญิงอลิเซีย  แบรนการ์ด เล่าเรื่องของเธอมา”

                “เดี๋ยวใครก็ได้ยินหรอก”

                อลิเซียมองเอเดนอย่าเอาเรื่อง แต่เพราะรู้ว่าถ้าไม่บอกเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นความรับอีกต่อไปเด็กสาวจึงเริ่มเอ่ย หรือบางทีอาจจะเพราะรู้สึกว่าควรที่จะตอบแทนเอเดนสักหน่อย เด็กสาวก็ยงไม่เข้าใจตนเอง

                “เราถูกตระกูลดีวาร์ลรับมาจากแบรนการ์ดเจอกับคน ๆ หนึ่ง ทำให้ได้เรียนที่นี่”

                อลิเซียเล่าตามคติ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ในความคิดของเด็กสาวคำบอกเล่านี้ล้วนครบถ้วนในทุก ๆ เหตุการณ์

                เกิดความเงียบขึ้นสักพัก ก่อนเอเดนจะพยักหน้าสองสามทีเป็นเชิงเข้าใจ

                “เล่าเรื่องของเพลย์เซียให้ฟังหน่อยสิ”

                คำขอของเด็กสาวทำให้เอเดนคิ้วกระตุกเล็กน้อยก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างผู้มีชัย

                “ก่อตั่งประเทศ เป็นราชวงศ์ และสืบต่อกันมา”

                เกิดความเงียบขึ้นอีกครั่ง เด็กสาวกร่นด่าอยู่ในใจ เล่ามาแบบนี้ใครมันจะไปเข้าใจกัน

ในขณะที่อีกคนยิ้มอย่างสมใจ เมื่อเห็นเด็กสาวมีท่าทีขัดเคือง

“เล่าดี ๆ สิคะ”

แต่ก็เป็นฝ่ายเด็กสาวที่ยอกแพ้เอ่ยขึ้นมาก่อน ด้วยเพราะราชวงศ์เพลย์เซียอาจจะเกี่ยวข้องกับธาวิศไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“งั้นถามคนละคำถามดีไหม”

เอเดนบอกข้อเสนอ เพราะก็อยากจะรู้เรื่องของเด็กสาวเหมือนกัน จากคำทำนายของเพลย์เซียธาวิศที่ถูกเอ่ยถึงนั้นอาจจะเป็นกุญแจสำคัญ

“ได้ คุณก่อนเลย”

เด็กสาวตอบรับ

“เวทย์ธาตุมืดใช้ยังไง”

ถึงจะอยากรู้ความเกี่ยวข้องแต่นี่กลับเป็นคำถามแรกที่ถูกเอ่ยออกมา

“ก็แค่เอ่ยชื่อ จิตนาการแล้วก็ปล่อยมันออกมา”

เป็นคำอธิบายสั้น ๆ ที่ทำให้เอเดนขมวดคิ้วอีกครั่ง มันจะง่ายขยาดนั้นเลยหรือ

“ต้นตระกูลเพลย์เซียเป็นใคร”

เด็กสาวเข้าเรื่องทันทีเมื่อถึงคำถามตนเอง

“ก็ตามตำนาน เป็นเทพที่ถูกเนรเทศจริง ๆ นั้นแหละ”

คำตอบของเอเดนไม่เหนือคำคาดหมายเท่าไหร่ มนทำให้เป้าหมายในใจของเด็กสาวขัดขึ้น

“แล้วต้นตระกูลของแบรนการ์ดล่ะคือใคร”

เด็กสาวนิ่งคิดกับคำถาม แบรนการ์ดเป็นหนึ่งในตระกูลราชวงศ์ดารันก็จริง แต่ก็เสื่อมอำนาจลงมามากแล้ว และเด็กสาวก็ไม่รู้ว่าใครคือต้นตระกูล

เมื่อเข้าใจถึงจุดนี้ปริศนามากมายกลับมาอีกครั่ง

“ไม่รู้ค่ะ แต่พอคิดดูแล้วตระกูลแบรนการ์ดดูเหมือนจะลึกลับกว่าเพลย์เซียซะอีก”

ไม่มีแม้แต่ตำนานเล่าขานหรือบันทึกที่สามารถสืบสาวไปถึงต้นตระกูลได้ ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครตระหนักมาก่อน

หรืออำนาจที่ค่อย ๆ ลดลงจะเพราะกันไม่ให้ใครเกิดความสงสัย

อำนาจเริ่มลดลงตั่งแต่ที่เด็กสาวถูกเปิดเผยว่าครอบครองธาตุมืด และการครอบครองธาตุมืดแน่นอนว่าจะทำให้แบรนการ์ดเป็นจุดสนใจ

ข้อเท็จจริงพวกนี้สนับสนุนสมมุติฐานของอลิเซียไม่น้อย

“เธออยู่ที่แบรนการ์ด ไม่เคยรู้อะไรเลยจริง ๆ หรอ”

เด็กสาวส่ายหน้า ในตอนอายุน้อยกว่าสิบขวบเด็กสาวเป็นเพียงแค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง ทำเป็นแค่เล่นตามประสา เรียนหนังสือบ้างในบางเวลา

“แล้วทำไมคุณถึงอยากรู้ละคะ”

“ยังจำคำทำนายได้อยู่ไหม”

อลิเซียพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยคำที่ว่านั้นออกมา

ความมืดดับสูญแสงนั้นต้องสิ้นสุด ความมืดคงอยู่แสงนั้นกระจ่างตา

“ใช่ คำทำนายนี้เธอไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างหรือ”

เด็กสาวครุ่นคิดก่อนจะส่ายหน้าเป็นคำตอบ ตั่งแต่เล็กจนโตอลิเซียมั่นใจว่าเคยได้ยินคำทำนายขึ้นเป็นครั่งแรก

“แล้วรู้สึกอะไรไหมเมื่อ คนในคฤหาสน์นั้นบอกว่าจอมมารได้กำเนิดขึ้นแล้วไหม”

เด็กสาวสายหน้าอีกครั่ง

“ทำไมหรือ”

อลิเซียเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเอเดนเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง

“อย่างที่บอกคำทำนายนี้เกิดขึ้นในรอบร้อยปี และแน่นอนว่าร้อยปีก่อนย่อมมีอีกคำทำนายหนึ่ง”

เอเดนอธิบาย

“คำทำนายที่ว่านั้นคือ แบรนการ์ด แต่เหมือนว่าในตอนนั้นตระกูลแบรนการ์ดจะยังไม่เกิดขึ้น ทำให้ผู้คนลืมคำทำนายนี้ไป แต่มันก็ยังมีในหอสมุดประจำตระกูล”

“คุณก็เลยสงสัยในแบรนการ์ด แต่อาจจะเป็นคนละแบรนการ์ดกันก็ได้นี่”

อลิเซียคาดเดา

“ฉันยังไม่เคยได้ยินนามสกุลแบรนการ์ดเลย พึ่งเคยได้ยินเมื่อกี้ ไม่คิดว่ามันแปลกหรือไง”

“แปลกมาก”

แบรนการ์ดถึงจะไม่ได้โด่งดังแต่แน่นอนว่าคนทั่วไปล้วนรู้จัก ประชาชนบางคนของทั้งสามอาณาจักรอาจจะมีคนรู้จักด้วยซ้ำ

แต่การที่เอเดนไม่รู้มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างคือ โดนปิดและบิดเบือนข่าว หรือการข่าวของเพลย์เซียย่ำแย่จนเกินไป แน่นอนว่าอย่างแรกเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุด

“ใช่ แบรนการ์ดต้องมีกำลังมากแค่ไหนถึงปิดข่าวกับเพลย์เซียได้ และการที่ต้องการปิดข่าวก็ย่อมรู้ถึงคำทำนายเมื่อร้อยปีก่อนแน่นอน”

ทุกอย่างอาจจะเกี่ยวพันกันมาตั่งแต่ต้น เธอมองข้ามอะไรไปกัน



ตุยกันนน

แบบคุณเคยเป็นไหมรู้สึกว่าถ้าไม่อ่านหนังสือเราจะต้องผิดหวังแน่ ๆ ใช่เรารู้สึกกดดันสุด ๆ ไม่มีสมาธิในการเรียนเลย อยากจะอ่านหนังสือ ทำข้อสอบเพื่อสงบจิตใจ อ่านนิยายก็ไม่รู้สึกสนุกเลย ทำไงดีคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #17 นักอ่านเงา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 21:54

    เรื่องแบบนี้จะแนะนำกันได้ยากเน้อมันสอนกันไม่ได้เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กดดันเมื่อวันสอบใกล้เข้ามาต่อให้อ่านหนังสือเยอะแค่ไหนเก่งแค่ไหนย่อมกดดันอยู่ดี สิ่งที่ทำได้มีแค่ทำให้ดีที่สุดเน้ออย่าฝืนมากไปแบ่งเวลาให้เหมาะสมยิ่งกดดันตัวเองหัวจะยิ่งตัน กัดฟันสู้เขาเน้อขอให้ไรท์ผ่านมันไปได้

    #17
    0