Birth อุ้มรักเสี่ยงร้ายกับนายปีศาจ (end.)

ตอนที่ 1 : Birth One : สีเขียวอมฟ้าน้ำทะเล [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,545
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    2 ก.ย. 58

คำขอก่อนอ่าน

อ่านจบแล้ว

คอมเม้นท์ & โหวต

เป็นกำลังใจให้คนเขียนด้วยน้า 

จุ๊บๆ :D


Chapter One

           



            เมื่อคืนฉันฝันประหลาด

                มันเริ่มจากการที่ฉันตื่นขึ้นมากลางดึกในห้องนอนของตัวเอง (อันนี้หมายถึงความฝันนะ) เพราะรู้สึกเหมือนมี บางสิ่งบางอย่างพยายามที่จะปลุกฉันอยู่ตลอดเวลาและหลังจากที่ลืมตาตื่นขึ้นมาได้ไม่ถึงสามนาที ร่างกายของฉันก็ถูกดึงให้ลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ ตาทั้งสองข้างเลือกจับจ้องไปยังประตูห้องนอนท่ามกลางความมืดมิด ราวกับว่ากำลังรอการมาของอะไรสักอย่าง ซึ่งเอาเข้าจริงฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังรออะไร รู้เพียงว่า ต้องรอจนกว่าสิ่งนั้นจะมาถึง

                เพียงไม่นานนักประตูที่เคยปิดสนิทอยู่ก่อนหน้าก็ค่อยๆ เปิดออกจนสุด ไร้เสียง ไร้แรงกระแทก และที่สำคัญคือไร้วี่แววของคนเปิด!

                ทุกอย่างว่างเปล่าอยู่เกือบสิบวินาที แล้วทันใดนั้นเอง... ลำแสงบางอย่างก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกของประตูห้อง ก่อนที่จะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดเกือบจะเท่าลูกฟุตบอล ส่งผลให้ประกายแสงสีเขียวอมฟ้าน้ำทะเลของมันเปล่งประกายไปทั่วทั้งบริเวณ

                ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะรับมืออย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆ ฉันเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แค่มันเหมือนจริงจนยากที่จะเชื่อสายตาทีแรกก็ตั้งใจว่าจะลุกขึ้นเดินไปหาวัตถุประหลาดนั่นน่ะนะ แต่เพียงแค่ใจคิด สิ่งที่ตั้งใจว่าจะเข้าไปหา กลับลอยเข้ามาหาซะเอง

                และยิ่งมันเข้าใกล้ความรู้สึกอบอุ่นภายในจิตใจก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นเดี๋ยวนี้เองว่าแท้จริงแล้วมันเป็นลูกไฟสีเขียวอมฟ้าน้ำทะเลที่ลอยตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า มันชวนให้ฉันนึกถึงปีศาจลูกไฟในตำนานผีของญี่ปุ่น แต่กลับไม่มีความกลัวเกิดขึ้นในใจ ทุกอย่างนิ่งสงบ แปลกประหลาด และเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น

                เธออยากมาอยู่กับฉันหรอ?’

            นี่เป็นประโยคแรกที่ฉันพูดออกไปในฝันประหลาดของตัวเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้ถามคำถามแบบนั้น แต่ทันทีที่ถูกถาม เจ้าลูกไฟก็เคลื่อนตัววนไปวนมาอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังตื่นเต้นอยู่ก็ไม่ปาน งั้นก็แสดงว่า

                อยากมาอยู่กับฉันจริงๆ สินะ ฉันยิ้มให้ รู้สึกยินดีเหลือเกินที่มันจะมาอยู่กับฉัน เพราะถึงแม้ว่าจะไม่มีเสียงใดตอบกลับมา แต่ฉันก็รับรู้ได้ว่ามันยินดีที่จะมาอยู่กับฉันเช่นกัน

                งั้นก็มาอยู่ด้วยกันเถอะ ฉันอนุญาต

                พอได้ยินแบบนั้น เจ้าลูกไฟที่เคยวนไปเวียนมาก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วก่อนจะหยุดนิ่งลงในที่สุด ฉันไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่าทำไมถึงเกิดความรู้สึกเอ็นดูต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และอยากที่จะลองสัมผัสมันดูสักครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอย่างใจคิด จู่ๆ เจ้าลูกไฟก็เคลื่อนตัวเข้าชนที่ท้องฉันอย่างแรง!!

                ร่างกายของฉันโค้งงอตามแรงกระแทก แต่น่าแปลกที่ตัวเองไม่รู้สึกจุกหรือเจ็บปวดบริเวณท้องอย่างที่คิด มีเพียงความตกใจเท่านั้นที่เห็นว่าเจ้าลูกไฟค่อยๆ ทะลุหายเข้าไปในท้องทีละนิดๆ อย่างเชื่องช้า จนกระทั่งห้องทั้งห้องที่เคยสว่างไสวกลับเข้าสู่ความมืดมิดอีกครั้ง เหลือเพียงตัวฉันที่ค่อยๆ ล้มตัวลงนอนราวกับว่ามีใครจับวาง กว่าจะรู้ตัวอีกทีฉันก็ตื่นขึ้นจากฝันเสียแล้ว =_=;;

                ซึ่งคำถามคือ... ฉันเล่าความฝันของตัวเองที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ทำไมน่ะหรอ?

                อ๋อ ง่ายนิดเดียว เพราะว่าฉันกำลังป่วย และมีแนวโน้มว่ากำลังจะเป็นบ้าเพราะความเครียดน่ะสิ! ฉันไม่รู้หรอกว่ามันสมเหตุสมผลมากแค่ไหน แต่ว่าฉันกำลังคิดถึงทุกอย่างที่อาจจะเป็นสาเหตุให้ฉัน... ให้ฉัน...

                อ้วกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!

            เอ่อเยี่ยมไปเลย! ฉันต้องถูกบันทึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์โลกนิยายแน่ๆ ว่าเป็นนางเอกที่อ้วกใส่คนอ่านตั้งแต่เริ่มเรื่องแบบนี้เนี่ย =__=;;

                แต่ฉันจะไม่เสแสร้งหรอกนะ เพราะความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ และความจริงที่ว่าคือฉันเกาะโถสุขภัณฑ์แบรนด์ดังมาตั้งแต่เที่ยงวันแล้ว จนตอนนี้ท่านพระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า แต่ฉันก็ยังคงทำสถิติอ้วกมาราธอนอย่างต่อเนื่อง! เพราะจู่ๆ ก็เกิดมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว กินอะไรเข้าไปก็กลับออกมาหมด ทั้งที่ตอนเช้ายังสดใสร่าเริงอยู่เลย T__T

                และในระหว่างที่กำลังหมดแรงเกาะโถสุขภัณฑ์อยู่นั่นแหละ ฉันก็ไม่อาจที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ได้ ฉันพยายามขบคิดให้แตกถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเองเป็นแบบนี้ คิดไปคิดมาก็ไม่มีอะไรเข้าเค้าสักอย่าง จนมาถึงเรื่องฝันประหลาดเมื่อคืนเนี่ยแหละ แต่ก็อย่างที่รู้กันว่ามันโคตรจะไม่เข้าเค้าที่สุดของที่สุดเลย!

                “เป็นยังไงบ้างเพนนี

                เสียงของน้ำหอมเพื่อนรักที่ดังลอยมาทำให้ฉันรวบรวมแรงที่มีอยู่ลุกขึ้นกดชักโครกเพื่อขจัดสิ่งอันไม่พึงประสงค์ให้หายไปซะ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมานาน มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะให้เพื่อนมาเห็นอ้วกของตัวเองน่ะนะ =__=;;

                ยัยน้ำหอมผลักประตูเข้ามาในจังหวะเดียวกับที่ฉันกำลังพาร่างไปยังอ่างล้างหน้าเพื่อบ้วนปาก ทำให้เจ้าหล่อนรีบเข้ามาพยุงฉันอย่างไว

                “ไม่ต้องพยุงหรอก ฉันยังไหวแก

                “อย่าทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลย ดูหน้าแกตอนนี้เถอะ ซีดเป็นไก่ไหว้เจ้าแล้วเนี่ย

                ฉันที่กำลังก้มหน้าก้มตาบ้วนปากรีบเงยขึ้นมาส่องกระจกในทันทีเมื่อได้ยินคำบรรยายเรื่องหน้าตาจากยัยน้ำหอมแบบนั้น แล้วฉันก็พบว่า... ความซีดมีอยู่จริง =_=;;

            อันที่จริงฉันก็เป็นคนที่ผิวขาวจัดอยู่แล้วนะ แต่จากที่ดูในกระจกตอนนี้นี่มันขาวซีดซะจนเลือดฝาดที่มักจะทำให้แก้มฉันแดงอย่างเป็นธรรมชาตินั้นจางหายไปหมดเลย ริมฝีปากสีชมพูอ่อนได้รูปจากที่เคยชุ่มชื้นก็แห้งแตกเหมือนดินไร้น้ำ ไอ้ส่วนที่พอจะสีสันสดใสอยู่บ้างก็เห็นจะมีแค่ผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนประบ่ากับนัยน์ตาสีเดียวกันเท่านั้นแหละ

                แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เรียกความสนใจฉันได้มากกว่าเงาหน้าโทรมๆ ของตัวเองกลับเป็นเงาสะท้อนของชุดที่ยัยน้ำหอมกำลังใส่อยู่ เพราะเจ้าตัวเคยตกลงกับฉันว่าจะใส่ชุด อันนา และให้ฉันใส่ชุด เอลซ่า จากหนังเรื่อง Frozen ไปงานบายเนียร์ตีม Disney ด้วยกัน แต่ไหงเพื่อนรักของฉันดันอยู่ในชุดสโนว์ไวท์แบบนี้ได้??

                แถมเป็นสไนว์ไวท์ตาตี่ซะด้วย :D

                นี่แกกำลังสงสัยเรื่องชุดของฉันใช่มั้ยเนี่ย?” น้ำหอมเองก็คงจะดูออกว่าฉันสนใจชุดของมัน ถึงได้ถามขึ้นมาตอนที่พยุงฉันออกจากห้องน้ำไปนั่งพักที่โซฟาหน้าทีวี

                ใช่ ฉันกำลังสงสัยเรื่องชุดของแก

                “ก็แบบว่า... คืองี้แก~” น้ำเสียงและสีหน้าของคนเล่าดูเขินมากจนฉันต้องขยับที่ให้เจ้าหล่อนนั่งลงข้างๆ และถ้าให้ฉันเดานะ คงหนีไม่พ้นเรื่องพี่ไมเคิลแหง “คือพี่ไมเคิลเขาอยากไปด้วยอะแก แกก็รู้นี่เพนนีว่าอีกไม่นานพี่ไมเคิลเขาก็จะไปทำงานที่เชียงใหม่แล้ว เราก็เลยตกลงกันว่าจะใส่ชุดไปคู่กัน ให้ฉันเป็นสโนว์ไวท์ ส่วนพี่เขาจะรับบทเป็นเจ้าชายรูปงาม >\\\<”

                นั่นไง ฉันเดาผิดที่ไหนล่ะ! สิ่งที่จะทำให้ข้อตกลงระหว่างเพื่อนเปลี่ยนแปลงได้มันจะมีสักเรื่องกัน ถ้าไม่ใช่เรื่อง ครอบครัว หรือว่าเรื่อง แฟน น่ะ จริงมั้ย?

                “เท่ากับว่าฉันต้องใส่ชุดราชินีหิมะผู้โดดเดี่ยวคนเดียวสินะ” ฉันแกล้งทำเป็นเศร้า ทั้งที่จริงๆ ฉันเข้าใจยัยน้ำหอมดี แต่พอเห็นสีหน้าเป็นสุขเกินไปของมัน เลยอดที่จะแกล้งไม่ได้ วะฮะฮ่า!

                บ้า~ ฉันไม่มีทางทิ้งเพื่อนอยู่แล้ว ดูนั่นสิคะ” แล้วยัยน้ำหอมก็ชี้ไปยังชุด Evil Queen’ ที่วางพาดอยู่บนเก้าอี้นวมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโซฟาตัวที่พวกเรากำลังนั่ง

                เอาจริงดิ นี่แกจะให้ฉันเป็นนางร้ายจริงๆ ใช่มะ” ฉันแกล้งทำหน้าดุ แต่สุดท้ายเราทั้งคู่ก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันกับแพลนที่เปลี่ยนแปลงไป

                นี่ถ้าไม่ติดเรื่องที่ฉันอ้วกมาตั้งแต่ตอนเที่ยง เชื่อได้เลยว่าวันนี้จะต้องเป็นวันที่ดีที่สุดวันนึงแน่ๆ เพราะฉันกับยัยน้ำหอมกำลังจะไปงานบายเนียร์ที่จัดขึ้นที่โรงแรมห้าดาวด้วยกัน ถือเป็นการเลี้ยงฉลองให้กับชีวิตหลังจากที่พวกเราตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนคว้าเกียรตินิยมมาได้เป็นผลสำเร็จ แต่พอมาถึงตอนนี้... ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองจะได้ไปงานที่ว่านั่นจริงๆ

                นี่แกจะไปไหนเนี่ย”

                ฉันจะลุกไปกินน้ำน่ะ คอแห้งเวอร์”

                ฉันพยายามอดทนกับความอ่อนแรง เพื่อที่ตัวเองจะได้ลุกไปหยิบน้ำในครัวมาดื่ม แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ยืนตรงด้วยซ้ำ...!

                ว๊ายยยยยยย~” ฉันก็เซล้มลงไปทับยัยน้ำหอมเสียแล้ว! ทำเอามันกรี๊ดลั่น ก่อนจะรีบช่วยพยุงฉันให้ลุกไปนั่งลงข้างๆ มันตามเดิม “นี่แกเป็นเอามากนะเนี่ยเพนนี”

                ขอโทษแก ฉันไม่ได้ตั้งใจ หน้ามืดกะทันหันน่ะ”

                ฉันรีบขอโทษด้วยความรู้สึกผิด ตั้งใจจะช่วยตัวเอง แต่กลับสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นซะได้ T__T ส่วนยัยน้ำหอม หลังจากที่จัดฉันให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว มันก็รีบลุกเดินไปที่ครัว ซึ่งถ้าให้เดาก็คงไปเอาน้ำมาให้ฉันดื่มนั่นแหละ ส่วนฉันก็... ทำได้แค่กุมขมับตัวเองเพราะเริ่มรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาอีกแล้ว โอ๊ยยยย นี่ฉันเป็นอะไรกันแน่เนี่ย!!?

                อะนี่น้ำ”

                “ขอบใจมากแก” ฉันรับน้ำจากน้ำหอมมาดื่ม ก่อนจะรีบส่งแก้วกลับไป เพราะกลัวว่าตัวเองจะหมดแรงทำแก้วตกแตกซะก่อน

                ไปหาหมอมั้ยเพนนี ฉันพาแกไปได้นะ ไม่ต้องไปมันแล้วงานบายเนียร์น่ะ”

                “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกแก ฉันว่าฉันอยากนอนพักมากกว่า ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวฉันโทรเรียกรถพยาบาลมารับเอง”

                เอางั้นหรอ?”

                “อื้ม เอาตามนั้นแหละ”

                น้ำหอมจ้องมาที่ตาฉัน ดูก็รู้ว่ามันอยากพาฉันไปโรงพยาบาลตอนนี้เลย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วก็สมควรทำน่ะนะ แต่ฉันเองก็มีเหตุผลของฉันเหมือนกันแหละ...

                พอเห็นว่าคนป่วยไม่ยอมไปโรงพยาบาลแน่ๆ ยัยเพื่อนรักตาตี่ก็ยอมแพ้ในที่สุด ก่อนจะลุกขึ้นจัดแจงให้ฉันนอนเหยียดยาวบนโซฟาแทน

                โอเค งั้นแกนอนพักนะ เดี๋ยวฉันไปเปลี่ยนชุดก่อน จะได้มาดูแลแกได้ถนัดๆ”

                เดี๋ยวก่อนแก” ฉันรีบคว้าแขนยัยน้ำหอมไว้ “ฉันมีเรื่องนึงที่อยากจะขอร้องแกว่ะ”

                เรื่องอะไร เดี๋ยวฉันจัดการให้”

                “ฉัน... อยากให้แกไปงานบายเนียร์อะ”

                “…”

                โอเค ฉันยอมรับว่าที่จริงฉันก็อยากให้น้ำหอมมันอยู่เป็นเพื่อนฉันที่คอนโด แต่พอคิดถึงสีหน้าของมันตอนที่พูดถึงการได้ควงคู่พี่ไมเคิลไปงานบายเนียร์แล้ว ฉันก็อดที่จะรู้สึกใจหายไม่ได้หากภาพนั้นมันจะไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะยัยน้ำหอมต้องมาดูแลคนป่วยอย่างฉัน และนั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันไม่อยากไปโรงพยาบาล เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง ยังไงยัยน้ำหอมก็ต้องมาเสียเวลากับฉันอีก ฉันอยากให้เพื่อนฉันใช้เวลากับแฟนให้คุ้มค่ามากกว่า เดี๋ยวอีกไม่นานทั้งคู่ก็ต้องไกลกันแล้ว

                “แกได้ยินที่ฉันพูดมั้ยเนี่ยน้ำหอมฉันสะกิดยัยน้ำหอมเมื่อเห็นว่ามันนิ่งไป

                ได้ยิน แต่ฉันจะไปได้ยังไง ในเมื่อแกป่วยอยู่แบบนี้”

                นั่นแหละ แกยิ่งต้องไปใหญ่เลย เพราะฉันไม่มีทางไปไหวแน่ๆ และแกต้องไปกินของฟรีที่งานแทนฉัน”

                เพนนี...”

                “น่า นะๆ แกแต่งตัวมาสวยขนาดนี้ แถมยังมีพี่เจ้าชายรูปงามไมเคิลที่อยากจะควงแกไปงานอีก อย่าให้ทุกอย่างต้องพังลงเพียงเพราะว่าฉันอ้วกไม่หยุดเลยน่า ฮ่าๆๆๆ~” ฉันแสร้งทำเป็นหัวเราะ ทั้งที่ใจจริงอยากจะร้องไห้ เพราะฉันเองก็อยากจะแต่งตัวสวยๆ ไปถ่ายรูปกับเพื่อนเหมือนกัน แต่ดูร่างกายฉันสิ มันไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด ตัดใจไม่ไป
ซะน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

                แล้วแกจะอยู่ที่นี่คนเดียวได้ยังไง” น้ำหอมเริ่มลังเล

                ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันหมดแรงขนาดนี้ คงหลับยาวแน่ๆ กว่าจะตื่นแกก็คงกลับมาแล้ว ถ้าเกิดว่ายังไม่ดีขึ้น ค่อยไปหาหมอตอนนั้นก็ยังไม่สาย” ฉันพยายามยิ้มเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้เพื่อนมากยิ่งขึ้นว่ามันสามารถที่จะทิ้งฉันไว้ที่นี่คนเดียวได้

                “แกแน่ใจนะ?”

                “แน่สิ

                ถ้างั้นโอเค ฉันจะไปงาน แต่ถ้าอาการมันหนักขึ้น แกต้องรีบโทรหาฉันทันทีเลยนะ เข้าใจมั้ย?”

                “รับทราบค่ะ :)”

                ภายหลังจากที่เราสองคนตกลงกันได้เป็นที่เรียบร้อย ยัยน้ำหอมก็ดูแลฉันอีกสักพัก ก่อนที่เจ้าชายไมเคิลรูปงามจะมารับมันไป เหลือไว้เพียงฉันที่พยายามจะข่มตาให้หลับ ทั้งๆ ที่หัวสมองยังคงหมุนติ้วเป็นลูกข่างเหมือนในหนังเรื่อง Inception

                ทีแรกฉันตั้งใจว่าจะนับแกะเหมือนเวลาที่นอนไม่หลับตอนเด็กๆ แต่แกะในจินตนาการของฉันมันกลับหมุนวนไปเวียนมาราวกับถูกเฮอร์ริเคนมาพัด ฉันเลยเลือกที่จะเปลี่ยนวิธีมาเป็นการนึกทบทวนเรื่องของตัวเองแทน...

                โอเคแน่ล่ะว่าฉันไม่ได้ความจำเสื่อม ฉันจำได้ว่าตัวเองคือ...เพนนี ผู้หญิงที่เติบโตมาจากบ้านพระจันทร์ยิ้ม (สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า) เพราะว่าผู้ให้กำเนิดตัดสินใจทิ้งฉันไว้ที่หน้าประตูเหมือนตอนที่ดัมเบิลดอร์ตัดสินใจทิ้งแฮร์รี่ พอตเตอร์ไว้ที่หน้าประตูบ้านหมายเลขสี่ ซอยพรีเว็ต แต่ต่างกันตรงที่... แฮรี่ถูกทิ้งไว้กับป้าแท้ๆ ของเขา ในขณะที่ฉันถูกทิ้งไว้ในสถานที่ที่มีแต่คนต่างสายเลือดมาอยู่รวมกัน

                แต่สุดท้ายแล้วฉันก็เติบโตมาเป็นเด็กที่ดีน่ะนะ แล้วก็ตั้งใจเรียนมากด้วยเพื่อลบปมด้อยของตัวเอง รู้มั้ย ในชีวิตฉันน่ะ มีอยู่แค่สองเกรดที่เคยได้ คือเกรดสี่กับตัวอักษร A

                และด้วยความประพฤติที่ไม่มีปัญหาบวกกับผลการเรียนที่ไม่เคยตก รายชื่อของฉันจึงถูกนำไปอยู่ในโครงการอุปถัมภ์ที่มีผู้ใหญ่ใจดีจากทั่วโลกคอยให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จนกระทั่งตอน ม.4 คุณนายแอนเดรีย เศรษฐีนีจากอเมริกาตัดสินใจอุปถัมถ์ฉันแต่เพียงผู้เดียว โดยเธอซื้อคอนโดให้ฉัน และโอนเงินมาให้ทุกเดือน ซึ่งมันมากพอที่ฉันจะอยู่สบายไปทั้งชาติ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงตั้งใจเรียนต่อไป จนได้ทุนเรียนดีของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ฉันตัดสินใจเลือกเรียนสาขาภาษาจีนตามความชอบ และตั้งเป้าหมายว่าจะต้องจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งให้ได้

                ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าฉันได้ในสิ่งที่หวัง เพราะฉันทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการเรียนมาโดยตลอด ทำให้สำเร็จการศึกษาด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 เมื่อไม่นานมานี้เอง ทว่า... มันก็มีสิ่งหนึ่งที่ฉันคิดต่างออกไปจากเพื่อนร่วมรุ่นเหมือนกัน เพราะฉันไม่อยากที่จะทำงานเลยในทันที ฉันอยากที่จะหยุดใช้ชีวิตสักปีนึง ถือเป็นการชดเชยกับการตั้งหน้าตั้งตาเรียนตลอดทั้งชีวิต ก่อนจะสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโทในปีหน้า และในระหว่างนี้ฉันคิดว่าจะทำตามความฝันที่เคยอยากทำมาตั้งแต่ตอน    ม.ปลาย นั่นก็คือการมีนิยายเป็นของตัวเองสักเล่มนึงกับสำนักพิมพ์แจ่มใส แล้วก็... ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป ฉันว่านะที่แรกที่ฉันจะไป... ฉันว่า... ฉัน... zzZ

 

                10.45 PM

                ฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งตอนสี่ทุ่มสี่สิบห้า เพราะพี่ไมเคิลโทรมาบอกว่ายัยน้ำหอมเมามาก และไม่สามารถกลับมาดูแลฉันที่ห้องได้ ฉันที่รู้สึกดีขึ้นมาแล้วเลยบอกให้พี่ไมเคิลขับรถไปส่งเพื่อนรักของฉันที่บ้านแทน เฮ้อออออ~ ยัยน้ำหอมนะยัยน้ำหอม =_=;;

                แต่ช่างเถอะ เพราะการตื่นขึ้นมาในครั้งนี้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองได้เกิดใหม่ แม้ว่าจะยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่เหมือนเดิม และหิวมากขึ้น! แต่อย่างน้อยหัวก็เลิกหมุนติ้วเป็นลูกข่างแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ดียิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

                และเพราะว่าหิวมาก ฉันเลยตัดสินใจพาร่างของตัวเองออกไปหาอะไรกินข้างนอก แม้จะปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว แต่แถวคอนโดฉันยังไม่ยอมหลับใหลกันง่ายๆ หรอกนะ ยังมีอะไรให้กินอีกเพียบเลย

                อ้าว น้องเพนนีซึ่งในขณะที่ฉันกำลังจะเดินลงบันไดเพราะเรียกลิฟต์เท่าไหร่ก็ไม่มาสักที ก็บังเอิญเจอกับพี่โชค รุ่นพี่ปีเจ็ดที่ปัจจุบันก็ยังคงเรียนไม่จบเดินสวนขึ้นมาซะก่อน

                สวัสดีค่ะพี่โชค…” ฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นตอนยกมือไหว้พี่โชคว่าแกกำลังอยู่ในชุดสกรีนลายตัวการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งฉันไม่เคยดู แต่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เก่ามากนัก เพราะระดับโอตาคุตัวพ่อสวมแว่นหนาเตอะอย่างพี่โชคน่ะ มีการอัพเดทลายเสื้อตลอดนั่นแหละ แต่ที่น่าสนใจกว่าอะไรทั้งหมดก็คือถุงสองถุงที่พี่โชคถืออยู่ ทำไมมันเหม็นจัง =..=;! “ว่าแต่วันนี้ลิฟต์มันเป็นอะไรอีกแล้วคะเนี่ยแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็พยายามละความสนใจของตัวเองไปที่เรื่องลิฟต์แทน แม้ว่าใจจะอยากถามให้รู้ไปเลยว่าอะไรอยู่ในถุงสองถุงนั้นกันแน่

                อ๋อ มันเสียอีกแล้วครับน้องเพนนี นี่ช่างกำลังซ่อมอยู่เลย พี่ถึงได้เดินขึ้นมาเนี่ยแหละ ว่าแต่น้องเพนนีเถอะ วันนี้ไม่ไปงานบายเนียร์กับเขาหรอ?”

                ฉันส่ายหน้าปฏิเสธ พอดีเพนนีไม่ค่อยสบายน่ะคะ หลับไปตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว นี่ว่าจะออกไปหาอะไรกินสักหน่อย

                “งั้นหรอ เสียดายแย่เลยนะ ว่าแต่กินข้าวด้วยกันมั้ยล่ะ พี่ซื้อมาเยอะแยะเลยไม่พูดเปล่า พี่โชคยกถุงสองถุงที่ฉันกำลังติดใจขึ้นมาตรงหน้า ซึ่งการที่พี่โชคชวนฉันไปกินข้าวที่ห้องน่ะเชื่อได้เลยว่าบริสุทธิ์ใจมากๆ เพราะพี่แกเป็นเกย์ แต่ฉันคิดว่าตอนนี้พี่โชคกำลังทำร้ายฉันทางอ้อมด้วยอาหารในถุงที่ยื่นมา มันคืออะไรเนี่ย!!? ทำไมมันถึงได้เหม็นขนาดนี้!!!?

                “มะมันคืออะไรคะพี่โชค?” ฉันพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มกลั้นหายใจแล้วก็ตาม

                ลาบหมู ส้มตำหอยดอง แล้วก็ข้าวเหนียวไก่ย่าง เพนนีเองก็ชอบกินไม่ใช่หรอ มากินด้วยกันสิ

                “กะก็ชอบกินนะคะ แต่ว่า…” ฉันเริ่มที่จะถอยหนี เพราะกลิ่นของมันเริ่มทำให้ฉันรู้สึกเวียนหัวขึ้นมาอีกแล้ว ทำไมกลิ่นมันแรงแบบนี้ล่ะพี่โชค!?”

                “กลิ่นแรง?” พี่โชคขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะยกถุงในมือขึ้นดม โดยที่สีหน้าของพี่แกก็ดูปกติสุขดี หอมออก ยิ่งได้กลิ่นยิ่งหิว

                “แต่เพนนีไม่ไหวแล้วค่ะ มันเหม็นมาก ขอตัวก่อนนะคะ!”

                และเมื่อหมดความอดทน ฉันก็ตัดสินใจวิ่งหนีไอ้ถุงสองถุงนั่น โดยไม่สนใจเสียงเรียกของพี่โชคที่ดังไล่หลังมา ในใจคิดแต่ว่าต้องวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด เพราะไม่อยากให้อาการเวียนหัวของตัวเองกำเริบเสิบสานขึ้นมาอีก!

                ฉันวิ่งสุดแรงลงมาได้ประมาณสองชั้น กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็หายลับไป เหลือไว้เพียงอาการเหนื่อยหอบที่ทำเอาเอาฉันต้องรีบเปลี่ยนกลับมาเดินตามปกติแทน เฮ้อออออ~ ค่อยยังชั่ว นึกว่าจะมีฉากโชว์อ้วกต่อหน้าพี่โชคซะแล้ว T__T แต่ยังค่ะ ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะตอนที่ฉันก้าวลงบันไดต่อจากนั้นลงมาได้เพียงแค่สี่ขั้น จู่ๆ ก็เกิดอาการหน้ามืดขึ้นมาอีก! โอ๊ยยย~ แบบนี้มันไม่ดีเลยนะ โดยเฉพาะมาเป็นเอาตอนที่ฉันเดินลงบันไดเนี่ย! เกิดวูบแล้วตกลงไปคอหักตายจะทำไงเล่า!?

                พอคิดได้ดังนั้น ฉันก็รีบกลับหลังหันเพื่อที่จะเดินย้อนกลับขึ้นไปให้พ้นจากตัวบันได ทว่า…! มันกลับไม่เป็นไปอย่างที่ใจคิด เพราะเดินกลับขึ้นไปได้เพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น จู่ๆ ทุกอย่างก็หยุดชะงัก! เมื่อร่างทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงถึงขนาดที่ฉันไม่สามารถยืนด้วยขาทั้งสองข้างอีกต่อไปได้  วินาทีนั้นมันรับรู้ได้ในทันทีว่าตัวเองกำลังจะหงายหลังตกลงไป…!!

                ไม่นะ! ฮึก ฉันยังไม่อยากตาย ฉันยังไม่อยากตาย!!!

                “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด~!!!”

                ความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจทำให้ฉันกรีดร้องออกมาจนสุดเสียง! แต่มันก็ไม่อาจที่จะช่วยยับยั้งแรงดึงดูดของโลกไว้ได้ ในเมื่อร่างกายฉันเบาหวิวเกินจะต้านทาน และมือก็อยู่ไกลเกินกว่าที่จะคว้าขอบบันไดไว้ได้มันสายไปแล้ว... ฉันตายแน่ฉันต้องตายแน่ๆ ฮึกฉันฮึก…!!

                ฟึ่บ!

                …ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก! เท้าทั้งสองข้างของฉันหลุดออกจากขั้นบันไดไปแล้ว และร่างกายของฉันก็เอนไปทางด้านหลังเกินกว่าที่จะสามารถทรงตัวกลับคืนมาได้ แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับหยุดนิ่ง…!!

                ฉันเงยหน้าขึ้นมองเมื่อพบว่าแขนข้างขวาของตัวเองถูกใครคนนึงคว้าไว้…!! มีเพียงเวลาเล็กน้อยให้ตัวเองได้ทันสังเกตว่าเขาเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดสูทเข้ารูปสีน้ำเงินเข้ม ก่อนที่เขาจะดึงฉันกลับขึ้นไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาได้อย่างมั่นคง ไม่มีแม้แต่การโอนเอนใดๆ ถ้าจะมีก็คงจะเป็นกระแสลมที่พัดแรงผ่านตัวของฉันไปเท่านั้น

                นี่ฉันรอดตายหรอเนี่ย O_O!!?

                “เกือบไปแล้วนะเพนนี

                เสียงเข้มทว่าให้ความรู้สึกอบอุ่นของคนที่ช่วยชีวิตฉันดังขึ้นในระยะที่ใกล้มาก เพราะว่าตอนนี้ฉันกำลังซุกตัวอยู่ภายใต้อ้อมแขนแข็งแรงของเขา พร้อมกับปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อยู่แบบอย่างคนที่ไม่คิดเลยว่าจะรอดมาได้ มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นจริง และมันเกิดขึ้นได้เพราะเขา ฮือออ~~

                แต่เดี๋ยวนะ…!?

                “คุณรู้จักชื่อฉันด้วยหรอคะ?” ฉันเงยหน้าจากแผงอกกว้างเพื่อมองหน้าของเขาให้ชัดเจน เพราะว่าเขาเรียกฉันว่าเพนนี แสดงว่าเขารู้จักฉัน เลยอยากดูให้แน่ใจว่าเขาเป็นใคร

                ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากฉันไม่มาก หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือค่อนข้างที่จะใกล้กันเลยทีเดียวสิ่งแรกที่เด่นชัดในตาฉันคือสีผมของคนตรงหน้า เพราะว่ามันเป็นสีเขียวอมฟ้าน้ำทะเลแบบเดียวกันกับเจ้าลูกไฟในฝันประหลาดของฉัน ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครทำสีผมสีนี้ออกมาได้ แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อมันอยู่บนหัวของเขา พร้อมทั้งจัดทรงเสยไปทางด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าได้รูปชัดเจน ฉันก็ค้นพบแล้วว่ามีเขาเนี่ยแหละที่เป็นหนึ่งคนบนโลกใบนี้ที่เอาสีผมสีนี้อยู่

                ฉันค่อยๆ ละสายตาจากสีผมที่ดูเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาดลงมาที่ดวงตาของเขา มันเป็นสีฟ้าอ่อน เรียวคม และถูกจัดวางอย่างลงตัวภายใต้คิ้วเข้มที่เหมือนถูกเขียนอย่างจงใจให้ปลายหางสูงขึ้นไปเล็กน้อย ส่งผลให้ช่วงตาของเขาดูดุดันและทรงพลังเหมือนกับพวกพระเอกยากูซ่าในหนังญี่ปุ่น ไหนจะจมูกสูงโด่งกับปากเป็นกระจับได้รูปนี่อีก ทุกอย่างมันดูลงตัวราวกับถูกปั้นแต่งมาแล้วโดยศิลปินชื่อก้องโลก! ฉันหลงใหลกับการพิจารณาใบหน้าเขาจนลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงของตัวเองในตอนแรกไปเลย กว่าจะตั้งสติกลับมาได้ และรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่ฉันรู้จัก ก็กินเวลาเนิ่นนาน แต่น่าแปลกนะ ที่เขากลับไม่ได้ว่าอะไรเลย ทำเพียงแค่อมยิ้มเล็กน้อยให้ฉันเท่านั้น

                คุณคือ…” ฉันพยายามจะผละตัวออกจากชายตรงหน้าอย่างเนียนๆ เพราะถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ยังไงเขาก็เป็นคนช่วยชีวิตฉันไว้ เลยไม่อยากทำให้เขารู้สึกไม่ดี จนกระทั่ง... “น่ะนี่มันอะไรกันเนี่ย!?” ฉันรีบผลักเขาออกอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าตอนนี้ตัวเองกำลังยืนอยู่ที่ไหน…!

                ไม่มันไม่มีทางเป็นไปได้เพราะมันไม่ใช่บันไดที่ฉันกำลังจะตกลงไปในตอนแรก แต่กลับกลายเป็นห้องของฉัน!!

                ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มรู้สึกว่ารอยยิ้มของคนตรงหน้าน่ากลัวฉันถอยหลังหนีเลยเมื่อพบว่าตัวเองตกใจมากขนาดนี้ แต่เขายังคงยิ้มใจเย็นอยู่ได้!!

                “สวัสดี :)

                “นะนายเป็นใครกัน!? แล้วทำไมทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ก็เมื่อกี้นี้ฉันกำลังจะตกบันได แล้วนายก็ช่วยฉันเอาไว้ เราสองคนก็ต้องอยู่ที่บันไดสิ ทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่!!?”

                “ใจเย็นก่อนนะเพนนี เดี๋ยวฉันจะค่อยๆ อธิบายให้เธอฟังเอง

                “แล้วทำไมนายถึงรู้จักชื่อฉัน!!? แล้วแล้วทำไมนายถึงยังยิ้มใจเย็นอยู่ได้!!!?” ฉันเริ่มสติแตก! นี่มันชักจะผิดปกติเกินไปแล้ว คนเราไม่สามารถย้ายจากที่นึงไปอยู่อีกที่นึงอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้แบบนี้ได้หรอก!! “นายน่ะ…” ฉันตั้งใจจะขอให้เขาออกจากห้องไปก่อน เพราะตอนนี้ฉันสับสนมาก แต่ยังไม่ได้ทันจะพูดให้รู้ความ อาการหน้ามืดบ้าๆ นั่นมันก็กลับมาอีก!!

                เป็นอะไรหรือเปล่า?” ชายที่ตอนนี้ฉันจัดว่าเป็นคนแปลกหน้าอย่างสมบูรณ์แบบถามขึ้นด้วยน้ำเสียงดูจะเป็นห่วง แต่ฉันกลับยกมือขึ้นห้าม

                อย่าเข้ามานะ ถอยไปไกลๆ เลย!”

                ใจจริงฉันอยากจะร้องให้คนช่วยเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันต้องเก็บพลังงานไว้เพื่อพาร่างของตัวเองไปนั่งลงที่โซฟาหน้าทีวี มันเหมือนภาพเดจาวูเลยนะว่ามั้ย เพราะก่อนหน้านี้ฉันเพิ่งจะลุกขึ้นจากไอ้เจ้าโซฟาบ้าๆ นี่เอง =_=;;

                “ดูท่าว่าอาการแพ้ของเธอจะเป็นหนักมากเลยนะเนี่ยชายแปลกหน้าดูท่าจะไม่ฟังคำพูดของฉัน เขาเดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาแปะที่หน้าผากอย่างถือวิสาสะ ดีนะที่ไม่มีไข้ตามมาด้วย ไม่งั้นคงแย่กว่านี้

                เพี้ยะ!!

            อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะนายคนแปลกหน้า!”

                “นายคนแปลกหน้าอย่างงั้นหรอ :)

                ทั้งๆ ที่ฉันฟาดที่มือของเขาเต็มแรง แต่เขากลับยิ้มรับ และพูดประโยคด้านบนออกมาด้วยน้ำเสียงขี้เล่น ถึงแม้ว่าหน้าตาของเขาจะหล่อเหลาเอาการก็เถอะ แต่ยิ้มใจเย็นในสถาการณ์แบบนี้มันทำให้ฉันขนลุกนะรู้มั้ย!?

                “ใช่ นายน่ะมันคนแปลกหน้า!”

                “ฮ่าๆๆๆ~ นั่นสินะ ฉันนี่เสียมารยาทจริงๆ เลย ทั้งที่ควรจะแนะนำตัวให้เธอรู้จักเสียก่อนทันทีที่พูดจบ ชายแปลกหน้าเจ้าของเรือนผมสีประหลาดตาค่อยๆ ก้าวถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างฉันกับเขา ก่อนจะโค้งตัวเล็กน้อยอย่างคนมีมารยาท ฉันชื่อว่าโฟเบีย เจ้าชายรัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งโลกปีศาจ ยินดีที่ได้รู้จักครับ :)

                อันที่จริงฉันควรจะต้องพูดตอบกลับไปว่า ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันถูกมั้ย?

                แต่ฉันเลือกที่จะตอบกลับไปว่า… “นายมันบ้า!!!” เออ ฉันกำลังด่าเขาว่าบ้า! ลองคิดดูเถอะว่าคนดีๆ ที่ไหนเขาแนะนำตัวว่าตัวเองเป็นเจ้าชายรัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งโลกปีศาจกัน ถ้าเป็นโอตาคุแบบพี่โชค ฉันยังพอเข้าใจได้ว่ามันเป็นมุกที่ไปติดมาจากอนิเมะสักเรื่อง เอ๊ะ!? หรือว่าเขาเป็นโอตาคุกันนะ!?

                “ฮ่าๆๆๆ~ ว่าแล้วว่าเธอจะต้องไม่เชื่อฉันแน่ๆ แต่ก็เอาเถอะ มันเป็นเรื่องที่ยากที่จะเชื่ออยู่แล้ว

                “เชื่อสิ ทำไมฉันจะไม่เชื่อนาย ฉันเชื่อสนิทใจเลยว่านายน่ะมันคนบ้า!!”

                ชายที่เพิ่งจะแนะนำตัวว่าชื่อ โฟเบียยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจกับคำต่อว่าของฉันเท่าไหร่นัก ในขณะที่อาการของฉันเองมันก็เริ่มที่จะแย่ลงเรื่อยๆ เพราะขณะที่เล่นเกมจ้องตากับเขาอยู่นั้น ร่างกายของฉันก็ค่อยๆ หมดแรงลง จนสุดท้ายก็ต้องล้มตัวลงนอนตามเดิม ทั้งที่จริงๆ แล้วควรจะลุกหนีผู้ชายคนนี้ไปให้ไกลๆ หรือไม่ก็ร้องให้คนทั้งคอนโดมาช่วย แต่ฉันกลับไร้เรี่ยวแรงที่จะทำในสิ่งที่ฉันควรจะทำ มันน่าโมโหตัวเองนัก!

                “ท่าทางอาการเธอจะแย่ลงไปอีกแล้วนะ ฉันว่าฉันไปหาอะไรให้เธอกินก่อนดีกว่านายโฟเบีย (ชื่อประหลาดมาก ยิ่งพูดยิ่งประหลาด!) กลับหลังหันเดินไปที่ครัว เขาดูเป็นธรรมชาติราวกับว่าที่นี่เป็นห้องของเขาเอง แต่ในขณะที่เดินไปได้เพียงแค่ไม่กี่ก้าว เขาก็หันมาสบตาฉันอีกครั้ง อ้อ แล้วในระหว่างที่ฉันกำลังทำอาหาร ฉันขอให้เธอลองคิดทบทวนดูดีๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่บันได ลองเอาความน่าจะเป็นทั้งหมดในชีวิตที่เธอเรียนรู้มาขบคิดดูซิว่าถ้าฉันเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาๆ คนนึง จะสามารถช่วยเหลือเธอจากการตกจากที่สูงได้แบบนั้นมั้ย? แล้วถ้าเกิดว่าฉันเป็นคนบ้าอย่างที่เธอกล่าวหา ฉันสามารถพาเธอเทเลพอร์ตจากที่บันไดมาอยู่ที่ห้องในพริบตาเดียวได้ยังไง? ลองคิดดูก็แล้วกัน :)ก่อนที่เขาจะฝากรอยยิ้มไว้ให้ฉัน แล้วเดินหายเข้าไปในครัว

                มันก็จริงนะฉันลองแอบหยิกแขนตัวเองสุดแรง และพบว่าไม่ได้กำลังฝันอยู่ แม้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ที่บันไดจะเหมือนฝันมากมายแค่ไหนก็ตาม หากแต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ใช่ มันเป็นเรื่องจริงจริงๆ นะ แต่ไอ้การจะให้ฉันยอมรับว่านายโฟเบียคนนี้เป็นเจ้าชายรัชทายาทปีศาจบ้าบออะไรนั่นมันก็เกินที่จะเชื่อเช่นกัน นี่มันยุคไหนกันแล้ว ฉันไม่ใช่เด็กที่ยังเชื่อว่าซานต้ามีจริงหรอกนะ =_=;;

                แต่... แล้วทำไมฉันถึงย้ายจากมาอยู่ที่ห้องได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่บันไดล่ะ?

                โอ๊ยยยยย~ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว ร่างกายฉันยังไม่หายดีเลยนะ ซ้ำร้ายดูจะเป็นหนักขึ้นกว่าเดิมด้วย แล้วทำไมถึงจะต้องมีเรื่องปวดหัวเพิ่มขึ้นแบบนี้อีกเนี่ย!!

                ฉันได้แต่นอนคิดหาความเป็นไปได้ตามที่นายโฟเบียแนะนำ แต่จนแล้วจนรอดฉันก็หาคำตอบที่สมเหตุสมผลไม่เจอ เลยตัดสินใจเลิกคิด แล้วนอนนิ่งๆ ทบทวนเรื่องของตัวเองเหมือนก่อนหน้านี้ เพื่อจะได้เก็บพลังไว้ ในกรณีที่นายโฟเบียคิดทำเรื่องไม่ดี ฉันจะได้พอมีแรงวิ่งหนีออกไปได้ อย่างน้อยวิ่งไปหาพี่โชคที่อยู่ชั้นแปด (ฉันอยู่ชั้นเจ็ด) ได้ก็น่าจะปลอดภัยแล้วล่ะ

                “อาหารมาเสิร์ฟแล้วครับ :)หลังจากหายเข้าไปในครัวพักใหญ่ รอยยิ้มแบบเดียวกับที่ฝากไว้ก่อนหน้านี้ก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง แต่ทว่าคราวนี้เจ้าของรอยยิ้มยกถาดอาหารมาด้วย

                ฉันได้แต่นอนมองการกระทำของเขา เพราะลำพังแรงจะลุกขึ้นนั่งยังไม่มีเลย นี่ฉันชักสงสัยแล้วนะว่าฉันเป็นอัมพฤกษ์ขั้นเริ่มแรกหรือเปล่า!?

                นายโฟเบียนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าฉัน โดยมีโต๊ะเล็กหน้าทีวีเป็นตัวกั้นกลางระหว่างเรา ก่อนที่เขาจะวางถาดอาหารลง ซึ่งมันหน้าตาน่าทานมาก! ฉันรู้สึกได้เลยว่าน้ำย่อยในกระเพาะเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วง นี่ดีเท่าไหร่แล้วที่มันไม่ส่งผลให้ท้องร้องออกมาเสียงดังๆ น่ะ

                โครก~

            เยี่ยม! ความหิวไม่เคยปรานีใครจริงๆ สินะ ฉันรู้สึกอายมากที่ท้องร้องดังขนาดนี้ ก็ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อฉันไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เที่ยง แถวหน้าตาของอาหาร รวมถึงฟืดดดด~ -..- กลิ่นของมันก็เย้ายวนใจซะขนาดนี้ ไม่ท้องร้องก็บ้าบอคอแตกแล้ว!

                “หิวแล้วสินะ มาๆ เดี๋ยวฉันจะช่วยประคองเธอขึ้นมากินนะ

                “อย่ามายุ่งกับฉันนะ!”

                แต่ถึงแม้ว่าหน้าตาอาหารจะหน้ากินขนาดไหน แต่คนทำก็ยังไม่น่าไว้ใจอยู่ดีนั่นแหละ! ฉันถึงได้พยายามขัดขืนเมื่อนายโฟเบียช่วยประคองฉันให้ลุกขึ้นนั่ง แต่ฉันก็ยังไม่วาย… “นายเอาอะไรมาให้ฉันกินไม่ทราบถึงแม้ว่าจะอยากกินแค่ไหน ก็ต้องทำเหมือนกับว่าอาหารตรงหน้ามียาพิษ เพราะฉันโตแล้ว และรู้ดีว่าเราไม่ควรกินของจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่บอกว่าตัวเองเป็นเจ้าชายรัชทายาทโลกปีศาจเหมือนนายโฟเบียเนี่ย!

                “มันไม่มีพิษหรอกน่า ก็แค่ปลาซาบะปีศาจย่างสมุนไพร ซุปมิโซะ แล้วก็ข้าวสวยร้อนๆ

                อึก (เสียงกลืนน้ำลาย) ถ้าหมอนี่ไม่ได้เป็นคนบ้า ก็ต้องเป็นพิธีกรรายการอาหารแน่ๆ ถึงได้สามารถบรรยายอาหารออกมาได้น่ากินขนาดนี้ ถึงแม้ว่าจะยังคงเพี้ยนเพราะเติมคำว่า ปีศาจหลังปลาซาบะก็เถอะ =_=;

                แต่เดียวนะนี่เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเอง มันทั้งอบอุ่นและเย็นวาบในคราวเดียวกันและมันก็ไม่ได้มาจากที่ไหนไกล แต่มาจากบริเวณต้นแขนขวาของฉันที่นายโฟเบียกำลังใช้มือจับอยู่

                O_O! ฉันถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีเปลวไฟสีเขียวอมฟ้าน้ำทะเลเหมือนกับลูกไฟในฝันเมื่อคืนนี้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน ค่อยๆ ถูกส่งจากตัวของนายโฟเบียผ่านเข้ามาในตัวของฉัน และตอนนั้นเองที่มีความคิดนึงดังขึ้นมาในหัวว่านายโฟเบียเป็นปีศาจจริงๆ!

                ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เห็น แต่เป็นความเชื่อจากภายในอย่างไม่สามารถหาคำมาอธิบายได้ เพราะก่อนหน้านี้ฉันยังปักใจหนักแน่นว่าเขาต้องเป็นคนบ้าแน่ๆ แล้วนี่อะไรฉันเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าเขาคือเจ้าชายรัชทายาทโลกปีศาจจริงๆ และยิ่งไปกว่านั้น ฉันกลับไม่รู้สึกกลัวเขาเลยสักนิด ตรงกันข้าม ฉันกลับยอมรับเรื่องทุกอย่างอย่างใจเย็นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน… “นี่นายทำอะไรฉันเนี่ยแม้แต่น้ำเสียงที่ถามออกไปก็ยังดูสงบนิ่งต่างจากก่อนหน้านี้...??

                เพราะฉันรู้ว่ามันอยากที่จะเชื่อ เลยตัดสินใจใช้พลังนิดหน่อยเพื่อให้เธอสามารถยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างใจเย็น ไม่งั้นต่อให้ฉันอธิบายมากมายแค่ไหน เธอก็คงได้แต่สติแตกเท่านั้นแหละ

                “งั้นก็แสดงว่านายเป็นปีศาจจริงๆ อย่างที่แนะนำตัวสินะ

                “ก็ใช่น่ะสิ แต่ฉันว่าเราพักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ ร่างกายเธอน่ะอ่อนแรงมาก ทานอาหารที่ฉันทำให้ก่อน เสร็จแล้วค่อยว่ากัน

                ใช่ ทุกอย่างดูจะเป็นไปอย่างใจเย็นและสงบสุข ดูได้จากการสนทนาของฉันกับนายโฟเบียที่ราบเรียบและไร้ซึ่งเครื่องหมาย ‘!’ เหมือนก่อนหน้านี้ แต่ถึงแม้ว่าฉันจะรับรู้แล้วว่าเขาเป็นเจ้าชายปีศาจจริงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมกินของเขาหรอกนะ เพราะยังไงฉันก็ไม่ไว้ใจเขาอยู่ดีนั่นแหละ!!!

                “ไม่ล่ะ ยังไงฉันก็จะไม่กินอาหารของนายเด็ดขาด!!”

                ให้มันได้อย่างงี้สิเพนนี เธอต้องแสดงให้โลกรู้ว่าไม่ควรกินอาหารของคนแปลกหน้าเด็ดขาด!


Talk Talk Talk

ขอบคุณหลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ
รู้ว่ายาวมาก แน่นมาก และอาจจะไม่สดใสซาบซ่านเท่าที่ควร
แต่อยากให้เข้าใจโทนเรื่อง และบุคคลิกของนางเอกผู้บรรยาย

เพราะเธอเป็นคนแบบที่เธอเป็น นิยายเลยออกมาเป็นแบบนี้
เพื่อความสมจริงนะครับ หวังว่าคงจะเข้าใจ
แต่ถ้าไม่ชอบ และจะไม่อ่านต่อ ไม่ว่าเลยครับ
เข้าใจดีว่าคนเรามีแนวอ่านที่ต่างกันเนอะ


จุ๊บๆ


สามารถติดตามข่าวสาร และทวงนิยายได้

โดยการกดไลค์ page น้าาา




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

1,260 ความคิดเห็น

  1. #1252 ธรรมรัตน์ ภวะเวส (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 10:16

    ชอบมากๆค่ะ อยากให้สร้างเป็นหน้ง แข่งกับเกาหลี..ชนะแน่ๆ

    #1252
    0
  2. #1250 princesshour7 (@princesshour7) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 02:11
    จะติดตามนะค้าา สนุกมากๆๆๆ
    #1250
    0
  3. #1225 thunnewe (@amornratnew) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2559 / 23:24
    เพิ่งเข้ามาอ่าน ตื่นเต้นๆ อยากรู้เรื่องราวต่อไป มันๆ
    #1225
    0
  4. #1224 sarunpron (@gee123456) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2559 / 12:25
    นางเอกอ้วกใส่ตั้งแต่ตอนแรกอะไรจะปานนั้น
    #1224
    0
  5. #1199 Silver Bullet Ray (@rayzy0182) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มีนาคม 2559 / 16:27
    อยากบอกว่า....ชอบมาก! สนุกค่ะ! ^_^)
    #1199
    0
  6. #1135 pangsss19 (@pangsss19) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 / 20:22
    ชอบจังอะ ตื่นเต้นตั้งแต่ตอนแรกเลยอะ
    #1135
    0
  7. #1126 Un YoNG (@unnarak) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 / 03:06
    น่าติดตามค่าาาา
    #1126
    0
  8. #969 บุคคลนิรนาม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มกราคม 2559 / 17:39
    น่าสนใจมากค่ะ
    #969
    1
  9. #964 スイカ (@SHIROMORI) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มกราคม 2559 / 10:43
    มันเป็นเรื่องที่ดีค่ะ....กดอ่าาตอนตอไปอย่างไม่รีรอ
    #964
    1
    • #964-1 แฮมสเตอร์ (@h-hamster) (จากตอนที่ 1)
      2 กุมภาพันธ์ 2559 / 01:11
      ดีใจที่ชอบนะครับ
      จะพยายามทำให้ดีขึ้นไปอีกครับ
      #964-1
  10. วันที่ 8 มกราคม 2559 / 13:42
    ตอนแรกก็สนุกล้าววว
    #933
    1
  11. #766 marikopop (@marioki) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2558 / 23:42
    อ่านละจิ้น โฟเบียเป็นคนนี้คือใช่ เลยดูเย็นดู ละอุ่นใจ
     





    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 3 ธันวาคม 2558 / 23:44
    #766
    2
    • #766-1 แฮมสเตอร์ (@h-hamster) (จากตอนที่ 1)
      4 ธันวาคม 2558 / 17:16
      น่าสนใจครับ ว่าแต่เขาคือใครครับเนี่ย?
      #766-1
    • #766-2 sodazeed (@zaasoda) (จากตอนที่ 1)
      5 ธันวาคม 2558 / 20:02
      มาร์ค got7 ค่ะ
      #766-2
  12. #759 BB3205 (@beammini122) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2558 / 21:43
    แพ้ท้องขั้นสุดสินะคะ
    #759
    1
  13. #728 B2UTYseobie (@b2uty-seobie) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 / 14:49
    เริ่มมาก็ท้องละ -..-
    #728
    1
    • #728-1 แฮมสเตอร์ (@h-hamster) (จากตอนที่ 1)
      29 พฤศจิกายน 2558 / 16:31
      ของแบบนี้รอช้าไม่ได้ครับ 555+
      #728-1
  14. #706 Loocbomb (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 / 22:50
    พล็อทเรื่องแปลกด่นะคะ

    อยากรู้จงว่าทำไมพระเอกเราเลือกทำเพนนีท้อง5555555
    #706
    1
    • #706-1 แฮมสเตอร์ (@h-hamster) (จากตอนที่ 1)
      27 พฤศจิกายน 2558 / 23:37
      อันนี้ต้องอ่านนะครับ พูดมากไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไม่สนุกครับ
      ยังไง ฝากติดตามด้วยนะครับ :D
      #706-1
  15. #681 Crimson Goddess (@hanni0987010651) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 18:00
    สนุกมากค่ะ
    #681
    1
  16. #633 PetchLP (@petchpl) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 / 13:36
    น่าติดตามจังค่ะ ^^
    #633
    0
  17. #592 Angleofwar (@Angleofwar) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2558 / 12:44
    ชอบพล็อตเริ่องคะแล้วก็เราก็ชื่อน้ำหอมเหมือนกันคะ
    #592
    1
    • #592-1 แฮมสเตอร์ (@h-hamster) (จากตอนที่ 1)
      4 พฤศจิกายน 2558 / 17:11
      งั้นก็เป็นเพื่อนสนิทกับเพนนีน่ะสิ 5555
      #592-1
  18. #541 ☆tbyyshipper☆ (@ttaebbaek) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2558 / 11:53
    น่าสนุกจังงงงง
    #541
    0
  19. #539 PPloy_JSNS (@PPloy_Tinyny) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2558 / 11:44
    เรื่องแนวนีติดตามแน่นอนค้าบบบ><
    #539
    0
  20. #516 Mazato Yume (@sleeplezzrr) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 15:47
    ติดตามค่ะ
    #516
    0
  21. วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 08:32
    น่าสนใจ น่าสนใจ
    #491
    0
  22. #481 Mathaporn Thimthongkun (@samelukitarin11) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2558 / 00:17
    เพิ่งอ่านไปแค่ตอนเดียวก็ชอบแล้วค่ะ พล็อตเรื่องได้ดี
    ติดตามเรื่องนี้อยู่นะคะ สู้ๆค่ะไรท์
    #481
    0
  23. #476 Pimlapas Seepray (@pimmu) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2558 / 19:52
    ชอบอ่าาา
    #476
    0
  24. #465 Palm Wariaara (@sawarod19) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2558 / 16:00
    ชออบบบบบบ ชอบแบบมายาว ๆ อิอิ น่าสนุกค่ะ
    #465
    0
  25. #460 sakuntitiba (@sakuntitiba) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2558 / 19:54
    สนุกหน้าติดตามค่ะ
    #460
    1