งานหนังสือ 2555
เขียนโดย
Imagina
9 เม.ย. 2555
งานหนังสือปีนี้ได้ไปวันสุดท้ายคือเมื่อวาน วันที่ 8 เมษาฯ พอดี จริงๆ แล้ววันนี้เป็นวันที่อยากเลี่ยงที่สุด เพราะหนึ่งคือเป็นวันที่ต้องไว้ทุกข์ให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี คือต้องใส่ชุดดำออกจากบ้าน และสองคือมันเป็นวันสุดท้าย ซึ่งคนก็จะแห่กันมาล้นฟ้าตามธรรมเนียม
เดิมทีแล้วว่าจะไปกับเพื่อนตั้งแต่วันเสาร์ที่ 31 มีนาฯ แต่ท่าน-ผู้-นั้น (สวัสดีค่ะแม่..) เกิดไม่ให้ขึ้นมาซะเฉยๆ ก็เลยยกเลิกกับเพื่อนไป ระหว่างอาทิตย์ก็ลองรบเร้าขอไปวันเสาร์ถัดมาดูอีกหน แม่ก็ไม่ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ถือว่าเป็นฤกษ์ดี
ปรากฏว่าในวันที่ว่า ท่าน-ผู้-นั้น ก็เกิดตกเตียงผิดด้านตั้งแต่เช้า (ตามสำนวนฝรั่ง แต่ลงจากเตียงคงจะไม่พอ ต้องตกเตียง- -) แล้วก็เกิดพาลไม่ให้ขึ้นมาอีกซะอย่างนั้น ทำให้เกิดสงครามเล็กๆ (อันไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า) ขึ้น กว่าสงครามจะสงบลงก็ปาเข้าไปสี่โมง กว่าจะไปถึงหนังสือก็คงหมดแล้ว
เพื่อเป็นการไถ่โทษ แม่ก็เลยให้ไปวันอาทิตย์แทน ซึ่งเราก็ไม่ชอบใจนักหรอก แต่อย่างน้อยก็ยังได้ไปก็ยังดีแหละน่า!
อืม..เหตุผลที่ไม่อยากไปวันนี้คือเราจะเอารถไป แล้วกลัวว่าถ้าไปเช้าเกินจะไปเดินเก้อ (เป็นความคิดที่โง่จริงๆ) และก็กลัวว่าพวกเราจะเป็นกลุ่มเดียวที่ใส่ชุดดำ (โง่ยิ่งกว่า)
ปรากฏว่าเราไม่จำเป็นต้องกังวลอย่างนั้นเลย
ปกติแล้วจะไปกับเพื่อน พ่อก็จะแค่พาขึ้นรถโดยสารไปหย่อนทิ้งไว้ที่งาน แล้วก็มีหน้าที่มารับพากลับ แต่ปีนี้ไม่มีเพื่อนไปด้วย แม่ก็เลยจะไป สรุปแล้วคือเรายกโขยงไปกันทั้งครอบครัว พ่อเลยเอารถไป พวกเราเลยต้องออกเร็วกันหน่อยเพราะสายแล้วจะไม่มีที่จอด
ขนาดเราไปถึงประมาณเก้าโมงสี่สิบ ที่จอดรถก็ยังเต็มแล้ว ขณะที่ขับเข้าไปนั้นก็เห็นคนมายืนรอประตูเปิดกันที่ทางเข้าหนึ่งกันเพียบ แล้วก็ใส่ชุดขาวดำกันประปราย พวกที่ไม่ใส่ก็มี แต่น้อยกว่า
พวกเราไปยืนรอกับเขาด้วยที่ประตูขนของที่ 3 มีคนมายืนรออยู่เป็นเพื่อนพอสมควร พอประตูเปิดคนก็แห่เข้าไป เรามุ่งเป้าไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านหนั้าก่อนเป็นอย่างแรกเพื่อไปเอาแผนผัง หลังจากนั้นก็มุ่งเข้าแพลนนารี่ฮอลล์ตามความเคยชิน สำนักพิมพ์แนวของเราอยู่ในนั้นทั้งนั้นแหละ
เป้าหมายแรกคือเอนเธอร์ กวาดตามองมั่วๆ แวบหนึ่งก็เดินไป...ก็บอกแล้วว่ามั่ว เพราะพอไปถึงกลายเป็นว่ามันคือเอเธนส์ พับบลิชชิ่ง
ไม่รู้เรารีบไปหรือโง่เอง แต่หายังไงก็ไม่เห็นชื่อสำนักพิมพ์เอนเธอร์ค่ะ ไม่มีจริงๆ นะ!
หลังจากยืนหาชื่อในแผนผังอยู่อีกหน่อย เราก็ตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมาย...ใครที่ไปคงรู้ว่าในแพลนนารี่ฮอลล์จะมีป้ายชื่อสัญลักษณ์ของสำนักพิมพ์แขวนอยู่ข้างบน เราเลยเดินไปหาบลิสแทน
อืม..บลิสนี่แหละเป็นอีกเหตุผลที่เราอยากจะมางานให้ได้ เพราะนี่จะเป็นงานหนังสือสุดท้ายของบลิส แล้วเราก็เหลือใต้ฟ้าฯ เล่มสุดท้ายอยู่เล่มเดียว
ตอนนั้นเพิ่งเปิดงาน คนเลยยังไม่ชุกมาก เรารี่เข้าไปแล้วก็ซื้อทันที ฮู้ย...บลิสนี่แหละ คราวที่แล้วเราเห็นยังว่างๆ เลยแวะไปซื้ออย่างอื่นก่อน กลับมาอีกทีต้องรอเป็นร้อยๆ คิว คราวนี้ไม่ต้องรงรออะไรทั้งนั้นแหละ ซื้อโลด
ภารกิจลุล่วงไปหนึ่ง แต่ด้วยความที่ (เราคิดว่า) เรื่องอื่นๆ น่าจะอยู่นอกแพลนนารี่ก็เลยว่าจะเอาเอนเธอร์ให้จบๆ เลยเดินวนไปหาบีทูเอส ที่ซึ่งคราวที่แล้ว แล้วๆ แล้วๆๆ ก็ขายของเอนเธอร์ แล้วก็อย่างที่คาดจริงๆ
kill no more มันเล่มสีดำอะนะ มมีรอยนิดรอยหน่อยก็เห็นชัด เล่มนี้ก็มีแต่รอยข่วน เล่มนี้ใช้ได้แต่สันมันยุ่ยๆ นี่นา...ก็เลยเลือกนาน เลือกไปก็แอบฟังพ่อลูกที่ยืนเลือกอยู่ก่อน
"มีเล่มไหนที่สนุก เด็กเข้าใจง่ายบ้างครับ" คนเป็นพ่อถามพี่พนักงาน มือหนึ่งก็จับเด็กผู้ชายอายุประมาณ10-12 ปี ดูเหมือนพ่อพยายามจะปลูกฝังการอ่านให้ลูก เพราะลูกมองหนังสือไปเรื่อย ดู่าทางหงุดหงิด ไม่กระตือรือร้นเท่าไหร่ "เพิ่งอ่านบารามอสไปครับ อ่านได้เล่มเดียวก็เลิก พระเอกเป็นผู้หญิง"
"สองเล่มหรอก" ลูกแก้ "มันเป็นผู้หญิงอะ"
..ถูกเลยค่ะน้อง ตอนแรกพี่ก็ไม่อ่านเพราะเหตุผลนั้นเหมือนกัน แต่พออ่านแล้วก็ใช้ได้นะ
"เข้าใจง่าย เล่มนี้ก็ดีนะ" พี่แนะนำ GOD ให้ "เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าคนเนี้ย (ชี้ลูเซีย) เห็นคนเนี้ย (ชิโรซายะ) แล้วก็อยากเอาไปเป็นสัตว์เลี้ยง.."
..เกริ่นเรื่องแบบนี้จะดีเหรอคะ เราแอบคิด ลูกยังคงทำหน้าไม่สนใจ ส่วนพ่อยังยิ้มอยู่ แต่ดูไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่..ก็แหง ใครจะอยากให้ลูกอ่านเรื่องคนที่พยายามจะจับอีกคนมาเป็นสัตว์เลี้ยงล่ะ!
"เล่มนี้ก็ดีนะ" พี่อีกคนแนะนำ LSK คราวนี้เด็กปฏิเสธยานๆ ทันที พ่อก็ว่า "ยังไม่ได้ลองอ่านเลย จะรู้ได้ยังไงว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เห็นแต่หน้าปก"
"รู้สิ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับอัศวินไง"
...ตอบถูก แต่ผิดใจ..น้องยังไม่ได้อ่านเลยนะ มันฮาดีออก ถ้าอ่านแล้วน้องชอบแน่ๆ เชื่อเซ่ (ยกเว้นอาจจะอ่านตรงคำพูดของครีอุสไม่เข้าใจอะนะ..)
"เพอร์ซีย์ล่ะ" พี่ลองเสนออีก แต่ลูกก็ไม่สนใจเหมือนเดิม พ่อพยายามบอกลูก "เรื่องที่เราดูหนังไปแล้วไง"
..หนังมันตัดฉากวายวอดจะตาย ไม่อ่านหนังสือพลาดเต็มๆ เลยนะ!
"ชอบแนวบารามอสเหรอ เล่มนี้ก็ดีนะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียน" พี่แนะนำ kill no more ให้ แต่ดูเหมือนเด็กจะไม่สนใจเลยบอกกับพ่อว่า "จริงๆ แล้วบูธเราเหมาะกับเด็กมัธยมอะไรอย่างนั้นน่ะค่ะ.."
ก็จริงนะ อย่างน้องไปแถวๆ นานมีฯ จะเหมาะกว่า พวกการ์ตูนความรู้ก็ดี
เรารีบๆ เลือกที่ดีที่สุดของkill no more เล่ม 7 กับ 8 มาอย่างละเล่ม แล้วก็ขอ LSK เล่ม 8 ที่พี่วางอยู่บนชั้นข้างหลัง
"สะสมการ์ดไหมคะ" พี่เขาถาม เราก็พยักหน้าไปงงๆ ผลคือพี่เขายัดการ์ดทั้งกำ ประมาณห้าหกห่อมาให้ (โชคดีคือได้เพอร์ซีย์ ฟินน์ เจ้าชายปีศาจกับเสนาบดีกระทรวงการคลัง (ไคซ์) มาในที่สุด โชคร้ายคือใบที่เหลือทั้งหมดไม่ซ้ำก็ไม่รู้จัก) เราก็รีบไปต่อ ไม่ได้ดูว่าตกลงน้องคนนั้นเอายังไง
เป้าหมายต่อไปคือมติชน
ระหว่างที่ดูแผนผังงานที่เขาขยายแปะไว้ให้ก็มีพ่อลูกอีกคู่มายืนดูอยู่ข้างๆ แล้วก็ชี้นิ้วทับไอ้ที่เรากำลังดูอยู่พอดีเป๊ะ เรายืนฟังอีกหน่อยก็ได้นัยว่าไปที่เดียวกัน เราเก๊าะเลย...ไปมติชนใช่ไหมคะ ไปด้วยคนนะ แอบเนียนๆ เดินตามไป
อาจจะแปลกนิดหน่อยที่เด็กอายุสิบห้าไปเดินดูบูธมติชน แต่เราไม่ได้ไปซื้อหนังสือปรัชญาอะไรหรอก นิยายน่ะค่ะ เรื่องปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ เท้าความกลับไป เมื่อสักอาทิตย์ที่แล้วได้ดูเรื่อง Howl's moving castle ของ Ghibli แล้วสืบรู้มาว่าเป็นหนังสือแปลของมติชนก็เลยมาตามซื้อ
เราเป็นคนเกลียดการต้องถามคนขายว่าอะไรอยู่ไหนที่สุด..มันอายน่ะค่ะ แต่หาแถบหนังสือแปลตั้งนานก็ยังไม่เจอเลยจำใจเดินเข้าไปถามพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ชั้นหนังสือ
"เอ่อ..มีเรื่องปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ไหมคะ.."
พี่เขายิ้มแปลกๆ แล้วชี้ไปด้านซ้ายมือ..ตรงหน้าเราพอดีเป๊ะ แต่ต่ำลงไปนิดหนึ่ง ตะกี้มีคนยืนดูอยู่ แล้วนี่มันก็เขตหนังสือแปลจีนด้วย ก็เลยไม่ได้หาละเอียด เราก็หัวเราะเเห้งๆ..จะให้ทำอะไรได้มากกว่านี้ล่ะ
"..ขอบคุณค่ะ"
"มีเล่มสองด้วยนะคะ"
"ค่ะ.."
อุตส่าห์สืบจากเน็ตก็ย่อมรู้ว่ามันมีภาคต่อ แต่เราก็ยังยืนลังเลอยู่สักพักเพราะไม่แน่ใจว่าจะชอบ "อับดุลลาห์" หรือเปล่า...เล่มหนึ่งอุตส่าห์ไฮโซขนาดนั้น แล้วเล่มสองผ่ามาจีนี่นายจ๋า แต่สุดท้ายก็ซื้อมาอยู่ดี
ต่อไปคือประพันธ์สาส์น
..มีใครอายุไม่เกินสิบห้าแล้วรู้จักสำนักพิมพ์นี้ไหม
เราหยิบแผ่นพับมาเปิดดู..มันอยู่ในแพลนนารี่ฮอลล์ ก็เลยต้องเดินย้อนกลับเข้าไปอีกรอบหนึ่ง หลังจากเดินวน (และจ๊ะเอ๋กับพ่อแมอีกสองรอบ) ก็เจอกับ..วินทร์ เลียววาริน
เรามองหมายเลขแล้วกางแผนที่ออกมาดูอีกรอบ ก็ตรงนี่บอกว่าประพันธ์สาส์นชัดๆ วินทร์อะไรล่ะเนี่ย หรือหนังสือของวินทร์ เลียววารินจะเป็นของประพันธ์สาส์น เราไม่เคยดูอยู่แล้ว แต่ดูยังไงก็มีแต่หนังสือของคุณวินทร์ทั้งนั้นเลย
"มีออกใหม่สองเล่มด้วยนะคะ" พี่คนขายบอก เรายิ้มแล้วรีบเดินเลี่ยงมา
เดินมาอีกนิดหนึ่งก็เจอหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมาย ก็เลยแวบเข้าไปหน่อย หนังสือที่ต้องการคืออากิโกะฯ ส่องนานแล้ว โคะฮารุก็มี มินนะก็มี แล้วทำไมไม่มีอากิโกะ ตอนนั้นไม่ทันดูว่านั่นเป็นของสสท. นึกว่าเป็นร้านขายหนังสือญี่ปุ่นรวมๆ ก็เลยถามพี่เขาว่ามีอากิโกะไหม
พี่ผู้ชายที่ถูกถามหันไปถามพี่ผู้หญิงอีกต่อหนึ่ง
"อากิโกะของคิโนะค่ะ"
เวรกรรม
"ข..ขอโทษค่ะ.." เราหลับหูหลับตาขอโทษ เดินจ้ำออกมาทันที
"มินนะก็ดีนะน้อง" ..ค่ะ แต่ครูใช้อากิโกะค่ะ
เราลังเลนิดหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจไปตามหาคิโนะคุนิยะก่อน ประพันธ์สาส์นเอาไว้ทีหลังแล้วกัน เรากางกระดาษออกมาดู..D104 โอเค
ที่ผ่านมาเจอสำนักพิมพ์อื่นๆ โดยง่าย แต่ครั้งนี้คือนรกโดยแท้ เราเดินวนเข้าวนออกตั้งนาน โซนดี..อยู่ที่พลาซ่า ก็นี่ไง้ป้ายไปโซนดี มันชี้ไปทางไหนละเนี่ย...นี่มันโซนซีไม่ใช่เหรอ หลังจากเดินขึ้นๆ ลงๆ ไปโน่นนี่อยู่นาน ก็เดินไปเจอพ่อ
"ป๋า ช่วยด้วย" เราตรงเข้าไปทันที "โซนดีอยู่ไหนอะคะ"
พ่อเราหยิบแผนที่ไปดูสักพัก "โซนดีเหรอ ก็นี่ไง ขึ้นไปตรงลานนั่นน่ะ"
"ต้องขึ้นด้วยเหรอ" นั่นมันบอลรูมไม่ใช่เหรอ แถบตรงนั้นมันไม่น่าใช่หนังสือเรียนนะ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองไปดูก็ไม่เสียหาย ปรากฏว่า...รูปพระเทพฯ..ไม่ใช่และ เราเลยลงมางมๆ ดูอีกรอบ เดินลงบันไดข้างๆ ห้องประชุมไปโผล่ที่ฟู้ทคอร์ท..ถูกแล้ว โซนดีมีฟู้ดคอร์ท
เราเดินไปจนสุดก็เจอ D103 จนได้ เป็นตรงบริเวณทางขึ้นจากรถไฟใต้ดินที่เราก็มาทางนี้บ่อยๆ แต่หายังไงก็ไม่เจอ D104 ซักที ก็เลยเอาแผนที่มาดูแบบจริงๆ จังๆ ดูสักครั้ง...
มันคือ 104 อยู่ในแพลนนารี่ ไม่เกี่ยวกับโซนดีหรือพลาซ่าเลยสักนิดเดียว
เฮ้อ..นี่ฉันจะต้องดูผิดอีกกี่รอบเนี่ย!
เราก็เลยต้องเดินเข้าแพลนนารี่อีกรอบ (ช่างเป็นการเดินที่มั่วซั่วและไร้แบบแผนจริงๆ) แต่หา 104 ไม่เจอซะที เราดูแผนที่อีกรอบอย่างเหลืออดแล้วอยากจะกรี๊ด
ในแผนที่เขียนว่า "I04"
ปัดโธ่! ก็มันคือ ' I ' 04 ค่ะ ตัวไอ ไม่ใช่ "หนึ่งร้อยสี่" อย่างที่เข้าใจมาตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ แหม ก็ตัวไอใหญ่มันดูเหมือนเลขหนึ่งจะตาย เราเดินไปถึงสำนักพิมพ์ กวาดตาสองสามครั้งไม่เจอก็ถาม อายเอยอะไรไม่อายมันแล้ว!
"มีอากิโกะเล่มสามมั้ยคะ"
"อ๋อ ไม่มีค่ะ" พี่เขาตอบด้วยรอยยิ้ม
..เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
เราเดินย้อนกลับไปดู "ประพันธ์สาส์น" อีกครั้ง มันก็ยังเป็นวินทร์อยู่ดี
..ช่วยไม่ได้แฮะ ไปเดินหาตามร้านขายหนังสือเก่าแล้วกัน
เรื่องที่อยากได้คือหนังสือชุด "ชาวเขื่อน" ของมนันยาค่ะ คือเราเองก็ชอบอ่านหนังสืออายุแก่ๆ อยู่บ้างเหมือนกัน สามเกลอ พล นิกร กิมหงวนงี้ น้องเล็กงี้ (เอ อันนี้ก็ไม่ค่อยเก่าเท่าไหร่)
ส่วนเล่มนี้ไปขุดเจอตอนน้ำท่วมแล้วต้องย้ายไปอยู่กับญาติ ตอนนั้นเอาแต่ของจำเป็นจริงๆ ไป ไม่ได้เอาของกระจุกกระจิก (แต่ขาดแล้วพะงาบๆ เป็นปลาขาดน้ำด้วยความเบื่อ) ติดไปเลย เรานั่งๆ นอนๆ ไม่มีอะไรทำ พอดีตรงหัวเตียงมีหนังสือของป้าอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ลาก่อนกิ่วลม เล่มสุดท้ายของชุดชาวเขื่อน เลยเอามาอ่านแก้เบื่อ ผลก็คือ..ติดงอมแงม
โซนสีเหลืองคือโซนหนังสือเก่า ก็อีกอะแหละ คนส่วนใหญ่ที่อยู่แถวนี้อายุห้าอัพทั้งนั้น เราก็เลยกระดากๆ นิดหนึ่ง แต่คราวนี้ไม่ต้องดูแผนที่แล้ว ร้านไหนป้ายสีเหลืองก็เอามันให้หมด
หลังจากดูอย่างบ้าคลั่งมันทุกร้าน ร้านละสองรอบ นานกว่าตอนหาคิโนะอีก สุดท้ายเราก็ตัดสินใจถามคุณตาประจำบูธคนหนึ่ง
"มีเรื่องชาวเขื่อนไหมคะ"
"ชาวเขื่อน..ไม่มี"
..เฮ้อ..เราเลยเดินแยกออกมาพัก กางแผนที่ดูอีกรอบ เอาล่ะ...ประพันธ์สาส์นมี 2 บูธ ลองไปดูอีกที่ก็แล้วกัน
N11 อยู่ที่ชั้น C ล่าง เดินนานเหมือนกัน แถมยังติดขบวนแห่ตัวอะไรสักอย่างแจกขนมปังอยู่ แต่สุดท้ายก็ไปถึงสำนักพิมพ์ได้อย่างปลอดภัย
พ่อโทร. มาตามพอดี เพราะเวลาก็ผ่านไปนานโขแล้ว "ว่าไง"
"ยังไม่เสร็จเลยค่ะ" เรารีบกวาดตาดูหนังสือที่ต้องการ "แม่..ว่าไงบ้าง"
"ก็เร่งๆ มาเหมือนกัน"
นี่จะให้เวลากันหน่อยไม่ได้เหรอ เพิ่งผ่านไปชั่วโมงครึ่งเองนะ ปกติหนูเดินทั้งวัน!
"ค่ะๆ เดี๋ยวหนูรีบไป"
เราก็เดินดูตามระเบียบ แต่ก็ไม่เจออีกตามเคย เลยต้องถาม พี่พนักงานบูธนี้น่ารัก ดูอารมณ์ดีแล้วก็ขี้เล่น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะคนน้อยกว่าบูธที่อัดกันแน่นๆ (ข่าวร้ายของพี่เขา ข่าวดีของเรา) แต่พี่ (ที่ควรจะเรียกว่าลุงกับป้า) ก็ดูใจดีจริงๆ
"เอ่อ..ยังมีหนังสือชุดชาวเขื่อนไหมคะ"
"ชาวเขื่อน นี่ค่ะ"
ขอบคุณสวรรค์!
"แต่น้องมาเอาหน้าปกใหม่ีดีกว่ามา"
ชาวเขื่อน สามเล่มครบ สภาพใหม่เอี่ยม...ตอนแรกทำใจว่าคงได้หนังสือเก่าหงำขาดๆ เพราะมันตั้งสี่สิบกว่าปีมาแล้ว (แต่จริงๆ พอมาเปิดดูครั้งที่พิมพ์ เพิ่งพิมพ์ครั้งที่ 7 ปีที่แล้วเองค่ะ)
"เอ้า สามเล่มนะ ร้อยแปดสิบครับ" ลุงที่ท่าทางจะขี้เล่น (มากๆ เพราะเห็นคุยกับลูกค้าคนที่แล้ว) "นี่วันสุดท้ายลดสุดๆ แล้วนะ ปกติเล่มละร้อยยี่สิบ เหลือเล่มละหกสิบ"
ว่าแล้วก็ยัดหนังสือพิมพ์มาให้ด้วยฉบับหนึ่ง
เราหอบหนังสือกลับไปหาพ่อแม่อย่างอิ่มอกอิ่มใจ สรุปแล้วสิ่งที่ไม่ได้มีเพียงอากิโกะและการเดินเตร่เพื่อหาหนังสือนอกงบ สิ่งที่ได้คือหนังสือตามเป้าหมายเก้าเล่ม การ์ดเอนเธอร์มหาศาล ที่คั่นหนังสือจำนวนมาก แฟ้มเล็กๆ ที่เล็กจนไม่รู้จะใส่อะไรและโปสการ์ดรูปชานะของบลิส หนังสือพิมพ์อีกหนึ่งฉบับ อาการปวดขา และความสุขเล็กๆ ประสาหนอนหนังสือ
อืม..จริงๆแล้วไปงานหนังสือวันสุดท้ายมันก็ไม่ได้แย่นักหรอกมั้ง
Alogo
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
9 เม.ย. 55
351
0
ความคิดเห็น