ชางเจี๋ย..ขันทีเก้าตำลึง

ตอนที่ 3 : เจ้าแท่งทองของข้าพยศยิ่งนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1747
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    22 ก.ค. 61

            ตะเกียงอันน้อยถูกหรี่แสงลงหลังการอัญเชิญกงจู้ขึ้นแท่นบรรทม

                เมื่อนางกำนัลผู้นั้นวางตะเกียงลงบนโต๊ะมุมห้องแล้ว จึงล่าถอยออกไปพร้อมอิงเอ๋อร์และนางกำนัลอีกสอง

                เตียงนอนขนาดใหญ่เทียบเท่าบุรุษนอนได้สองคนตั้งอยู่กลางห้องค่อนไปทางผนังด้านใน ห่างไปด้านนอกราวหนึ่งจั้งเป็นฉากกั้นแบ่งพื้นที่เป็นส่วนนอกและใน ส่วนนอกช่วงกลางพื้นที่มีโต๊ะกลมให้เหอตงหมิงยู่ไว้อ่านตำราบ้างรับทานของว่างบ้าง และเลยจากโต๊ะออกไปอีกหนึ่งจั้งเป็นบานประตูที่อิงเอ๋อร์และนางกำนัลอีกสองปูฟูกนอนอยู่ด้านนอกนี้ รวมแล้วจากเตียงถึงประตูมีระยะราวเกือบสามจั้ง

                ชางเจี๋ยเหยียดเต็มกายบนฟูกสามรอยต่อตรงปลายเตียงสูงใหญ่อย่างสบายตัว คืนแรกเขาต้องนอนขดเพราะขาเลยออกไปนอกฟูกหลายฝ่ามือและฟูกก็ออกจะคับแคบ ในเวลานั้นเขาเห็นเหอตงหมิงยู่เพียงปรายตามิได้ใส่ใจ แต่ความขัดข้องนี้กลับได้รับการปรับแต่งในวันรุ่งขึ้นทันที

            นับว่ากงจู้ผู้นี้ยังมีน้ำใจต่อบ่าวไพร่อยู่บ้าง

                ชางเจี๋ยกล่าวในใจพยายามข่มตาให้หลับ

                สายลมเอื่อยเข้ามาพากลิ่นกรุ่นร่างบนเตียงมาถึงคนเบื้องล่างให้ใจสั่นไหว

                เขาเป็นบุรุษวัยคะนองอีกทั้งมักชอบเอาตัวเองไปอยู่กลางความเอาอกเอาใจของหมู่สตรี นิสัยเคยชินกับความสำราญรูปแบบนี้ทำให้ยากจะห้ามความร้อนรุ่มจากปลายเท้าที่คืบคลานขึ้นมาตามร่าง ธรรมชาติแห่งบุรุษเริ่มทำการก่อกวนยามราตรี

            แย่แล้ว..

                ชางเจี๋ยครางอ่อน

                ความร้อนรุ่มนั้นมาหยุดแช่อยู่กลางลำตัว ก่อให้ความเป็นชายแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างมิรู้กาลเทศะเอาเสียเลย แม้จะกดข่มเท่าใดก็ยังท้าทายและเรียกร้องจะเอาสิ่งสนองให้ได้

            อย่าได้ดื้อรั้นนักเลยเจ้าแท่งทองของข้า

                คงเพราะที่ผ่านมาเขาตามใจมันมากนักจึงมิเชื่อฟังเขาเช่นนี้ ชายหนุ่มพยายามหันเหความสนใจไปเรื่องอื่นๆ ไล่เรียงเหตุการณ์ในวันนี้ตั้งแต่เช้า แต่แล้วจำเพาะมาหยุดภาพความคิดลงในช่วงเย็น

                ภาพร่างระหงในชุดคลุมบางเบาชื้นแนบกายหลังการอาบน้ำกระจ่างชัดขึ้นมา ทรวงอกของนางที่เห็นรำไรใต้ความบางเนื้อผ้าบอกความอิ่มเต็มในวัยสิบหก ยอดปทุมเพิ่งผ่านน้ำอุ่นหมาดๆจึงมีสีเข้มขึ้นยิ่งเด่นชัดใต้ความโปร่งบางลีบติดเนื้อ ยามนางเยื้องกายผ่านเขาไปที่โต๊ะหน้ากระจก นอกจากจะทิ้งกลิ่นกรุ่นกระชากวิญญาณบุรุษแล้ว ยังทิ้งภาพเอวอ่อนสะโพกผายและบั้นท้ายกลมกลึงให้มองตามอย่างห้ามสายตามิได้

                สามวันที่ผ่านมาเขาเรียนรู้พอทันตั้งรับกับภาพในช่วงเวลานั้น แต่มิใช่ในยามคำคืนที่อวลกลิ่นเนื้อนางเช่นนี้ แถมภาพของนางยังรังควานเขามิหยุดยั้งทั้งที่มิได้ตั้งใจคิดฉวยโอกาสกับคนบนเตียง

            เจ้าแท่งทองของข้าพยศยิ่งนัก ดูท่าจะห้ามมิรู้ฟังเสียแล้ว

                ชางเจี๋ยเหลือกตากำหมัดแน่นสะกดลมหายใจพลุ่งพล่าน ผ้าห่มหนาหนักยังถูกมันยกนูนขึ้นมาได้

                อาซัน

            เฮือก !..

            ทิ้งตัวลง ! ทิ้งตัวลงบัดเดี๋ยวนี้ !

                ชางเจี๋ยสั่งราวกับมันรู้ความ

                อาซัน

                เสียงคนบนเตียงดังขึ้น ขุ่นขึ้น คนปลายเตียงนึกภาพนางได้เลยว่าเริ่มก่ออาการคิ้วขมวดแล้ว

                ชางเจี๋ยยกตัวขึ้นนั่งช้าๆ ค่อยๆโผล่ศีรษะขึ้นมาให้เห็นถึงแค่ตาวาวใส

                เหอตงหมิงยู่คงซุกกายใต้ผ้าห่ม นางพลิกตะแคงร่างก้มมองมาที่ปลายเตียงแล้วชี้นิ้วมาตรงข้างเตียง

                เจ้ามาตรงนี้

                แววตาของนางสงบนิ่งจนดูเคร่งขรึม นางชี้มาที่เขาแล้ววาดนิ้วมาด้านข้างอีกครั้ง

            หรือนางจะได้ยินเสียงลมหายใจของข้า

                ชางเจี๋ยชื้นเหงื่อทั้งที่ในห้องมิได้อบอ้าว พาร่างสันหลังหวะคืบคลานไปตรงตำแหน่งที่นางชี้ช้าๆ ระวังมิให้ เจ้าตัวดื้อดึง ปรากฏกายเด่นชัด

                เตียงไม้จากซีเซี่ยมีขนาดที่ใหญ่กว่าเตียงทั่วไป และความสูงระดับคางเมื่อชางเจี๋ยมานั่งอยู่กับพื้นข้างเตียง เขานั่งชิดติดเตียงเพื่ออาศัยให้บดบังร่างกายบางส่วน มิใช่เข้ามาชิดใกล้เพราะเชื่องเชื่ออย่างที่นางเข้าใจ

                เหอตงหมิงยู่คว่ำร่างชันศอกยกเพียงช่วงอกขึ้นมาสบตากับขันทีข้างเตียง

                ข้านอนมิหลับ

            ข้าก็ด้วย

                ชางเจี๋ยเสียงอ่อยในใจ

                เจ้าก็ด้วย ?

                นางเอียงหน้ามองตาปริบๆของอีกฝ่าย ไร้เดียงสาเกินจะรู้จักอาการบางอย่างของบุรุษเพศ นางยื่นหน้ามาใกล้เขาเท่ากับช่วงอกใต้ชุดนอนบางเบาของนางเคลื่อนตามมาด้วย

         แสงจันทร์จากหน้าต่างด้านหลังชางเจี๋ยส่องเข้ามาในห้องจับร่างและใบหน้าผู้อยู่บนเตียงใหญ่ นางปล่อยผมยาวสยายล้อมกรอบหน้ากลางแสงจันทร์ดูคล้ายวงหน้าของนางเป็นจันทร์อีกดวงหนึ่ง

                ใบหน้าชางเจี๋ยในทางย้อนแสงเห็นเพียงแววตาใสกระจ่างและยามนี้มันเปล่งแสงระยับด้วยเพลิงภายใน

                ชางเจี๋ยสูดกลิ่นนางอย่างมิรู้ตัว หลุบมองความอิ่มเต็มแล้วเลื่อนขึ้นมาจับจ้องใบหน้านางอย่างเลื่อนลอย

             สามานย์ยิ่งนัก

                ชางเจี๋ยประณามตนเองเอ็ดอึง เรียกสติกลับคืนมาโดยเร็ว การกระทำเช่นนี้มิต่างล่วงเกินสตรีที่มิมีใจพร้อม พยายามบรรเทาการแข็งขืนด้วยการผ่อนลมหายใจยาว

                เหอตงหมิงยู่เข้าใจว่าการถอนหายใจยาวนี้คือการระบายความอัดอั้นที่เขามิอาจกล่าวความใดให้หายคับข้องใจได้ แม้นอนมิหลับก็มิอาจบอกเล่ากับใคร นางลูบเส้นผมไร้การผูกมัดยามนอนของชางเจี๋ย

                เหตุใดเจ้าจึงมิหลับ ?

                นางถามทั้งรู้ว่าเขามิอาจตอบความใดได้

                แต่ต่อให้ชางเจี๋ยตอบได้ มีหรือจะกล้ากล่าวออกมาตรงๆ

                เจ้าคิดถึงถิ่นที่จากมาใช่หรือไม่ ?

                ภาพทะเลทรายกว้างใหญ่ ลมร้อนร้าย พายุทราย แหล่งน้ำใส เสียงดนตรีเร็วเร้าสนุกสนาน ตลอดจนครอบครัวและเครือญาติฉายชัดเป็นความผูกพันอันลึกซึ้งในแววตาขันทีทาส

                เหอตงหมิงยู่สบแล้วเวทนาเขายิ่งนัก เพิ่มความอ่อนโยนในการลูบปลอบ

                เจ้ามาไกลเกินจะกลับเสียแล้ว อยู่กับข้าที่นี่ ภักดีกับข้า แล้วข้าจะดีกับเจ้า มิแน่ว่า..วันข้างหน้าหากมีโอกาส ข้าจะพาเจ้ากลับเยี่ยมเยือนบ้านเกิดสักครา

                ความเมตตาของนางซึมสู่หัวใจของชางเจี๋ยก่อให้เกิดความละอายที่หลอกลวงนาง

                เหอตงหมิงยู่ทิ้งใบหน้าด้านข้างแนบกับที่นอนเอียงมองเขา มือของนางยังคงลูบเส้นผมของชางเจี๋ยอย่างผ่อนคลาย

                เจ้าทำให้ข้าคลายคิดถึง อาต้า ไปได้มาก

            อาต้า ? ขันทีคนก่อนของนาง ? แล้วไปไหนเสียเล่า ?

                ชางเจี๋ยถามในใจ

                ก่อนนั้นที่ข้ายังมีอาต้า ข้าต้องลูบมันเช่นนี้ทุกคืนจึงจะหลับลงได้อย่างปลอดโล่งใจ

                ชางเจี๋ยเห็นความเศร้าแต้มบนหว่างคิ้วของนางแล้วให้เวทนาความอาลัยอาวรณ์นี้ นางคล้ายเด็กน้อยร่ำอาลัยหาตุ๊กตาตัวเก่า

            ระหว่างที่ข้ายังอยู่ที่นี่ ข้าจะเป็นอาต้าให้ท่าน อย่าได้หมองหมางเลย

                ผมของเจ้านุ่มนิ่มคล้ายขนของมัน คล้ายอย่างยิ่ง..

            ขน ?!?..

            อาต้าที่น่ารักของข้า เจ้า สุนัข ตัวน้อยที่น่ารักของข้า..

                เสียงนางแผ่วปนกับการหาว ดวงตาหรี่ปรือลง

                จังหวะการลูบช้าลงจนถึงทิ้งมือนิ่งบนบ่าชางเจี๋ยพร้อมเสียงลมหายใจยาว นางหลับไปแล้วหลังกล่าวความแผ่วเบา

                ชางเจี๋ย..

            #@*&##

 

 

 

            อาซัน

                เสียงเรียกขานนี้ปลุกร่างใหญ่โตขึ้นจากความง่วงจนนั่งหลังเอนพิงเสาหลับไปตั้งแต่เมื่อใดมิรู้

                ชางเจี๋ยแหงนหน้าขึ้นมองแล้วส่งยิ้มเลื่อนลอยมิเต็มตื่น ลมเย็นรอบศาลากลางสวนช่างชวนให้หลับใหลยิ่งนัก ประกอบกับมื้อเที่ยงนี้เขารับทานไปค่อนข้างมากจึงยิ่งให้ง่วงเหงาหาวนอนหนักในยามบ่าย

                เจ้ามีหน้าที่อารักขาองค์หญิง มาแอบหลับเช่นนี้ช่างน่าตีนัก

                อิงเอ๋อร์ทำเสียงดุแต่ในใจเอ็นดูเจ้าของรอยยิ้มทารกและตาสุกใสตรงหน้า

                เจ้าขันทีทาสผู้นี้ร่างใหญ่ปานขุนเขาแต่กลับมีกิริยามิค่อยรู้ความเท่าใด อีกทั้งอยากรู้อยากเห็นมิเกรงผู้ใดคล้ายทารกซุกซน

                คราแรกอิงเอ๋อร์คิดมีระยะห่างกับเขาเพื่อปรามมิให้ทำตัวทัดเทียมกับนาง แต่อาซันผู้นี้กลับมีทีท่าลงให้นางอยู่หลายส่วน เชื่อฟังคำนางบอกกล่าว ฝากเนื้อฝากตัวกับนางด้วยอย่างเจียมตนว่านางนั้นมาก่อน ดังนี้อิงเอ๋อร์จึงมิอาจหักใจเย็นชากับเขา กลายเป็นพาเดินรู้จักสถานที่และตำหนักต่างๆในเขตราชฐาน บอกเล่าขนบธรรมเนียมต่างๆให้เรียนรู้ และมักเก็บขนมของหวานไว้ให้เป็นพิเศษเสมอ

                คืออาซันผู้นี้ ?

                เป็นเสียงบุรุษผู้อยู่คล้อยไปทางขวาของร่างระหง

                มิผิด ท่านพอบอกได้หรือไม่ว่าลักษณะของเขานี้คือเผ่าพันธุ์ใด

                เหอตงหมิงยู่ตอบรับ

                ชางเจี๋ยมองเจ้าของเสียงที่เดินค้อมกายผ่านเหอตงหมิงยู่มาจดจ้องพินิจเขา

                เป็นบัณฑิตวัยกลางคนร่างผอมสูงใบหน้าแจ่มกระจ่างเปี่ยมเมตตาและคุณวุฒิ ในมือหอบม้วนกระดาษและตำราเก่าครึเจียนยุ่ยอยู่สองเล่ม เล่มด้านหน้าเห็นตัวหนังสือเขียนบอกไว้ว่า

            สังคมบูรณา หยูไป่ฝู

                ท่านนี้คือมหาบัณฑิตอ้าวเทียน อาจารย์ของข้า

                เหอตงหมิงยู่กล่าวแนะนำเสียงราบเรียบ

                อ้าวเทียนจับจ้องสำรวจชางเจี๋ยอยู่ครู่หนึ่งจึงหันกล่าวกับศิษย์สูงศักดิ์

                รูปลักษณ์ผิวพรรณแปลกตานัก ข้าเองก็มิแน่ชัดว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใด หากแต่ชุดของเขาที่ใส่มาแต่ดั้งเดิมตามคำบอกเล่าขององค์หญิง ข้าคะเนว่าจะเป็นผู้มาจากถิ่นชายขอบที่ร้อนแล้ง

                ชางเจี๋ยในวันนี้แต่งกายด้วยเครื่องชุดของแคว้นเหอตงสบนัยน์ตารอบรู้ และพบว่าในตาของคนผู้นี้มีริ้วคล้ายคลื่นในบ่อลึก

                เมื่อครู่เห็นเจ้าจับจ้องตำราเล่มนี้ เจ้าสนใจใคร่รู้ ?

                ชางเจี๋ยหลุบมองตำราเล่มเก่าแล้วเงยพยักใบหน้า

                ท่านผู้เขียนตำราเรียนเล่มนี้นับได้ว่าเป็นมหาปราชญ์แห่งยุค ทว่าน่าเสียดายที่ยุคนั้นเต็มไปด้วยสงครามและความอดอยากมิต่างช่วงเวลานี้ บีบคั้นท่านผู้นี้ต้องสละตนเป็นขันทีเข้ารับใช้ในราชสำนักลี่คุนและมิปรากฏผลงานสร้างตำราอีกเลย มีเพียงบทเรียนเล่มนี้ที่เหล่าบัณฑิตต้องศึกษาสักครั้งจึงจะนับได้ว่าเป็นบัณฑิตโดยแท้

                มือลีบบางลูบคลำอย่างทะนุถนอม

                เล่มนี้คือเล่มต้นฉบับที่ข้าได้รับตกทอดมาจากผู้เป็นอาจารย์ และอาจารย์ปู่ของข้าคือศิษย์ผู้น้องของมหาปราชญ์หยูไป่ฝูท่านนี้

                อ้าวเทียนหันมาทางเหอตงหมิงยู่ที่ยืนมองเงียบเฉยอยู่

                มิอาจพูดหากมิอาจขีดเขียนด้วยแล้ว การสื่อความคงยากลำบากแก่ท่านและมัน มันเองก็ดูมิใช่โง่งมนัก หากว่าข้าจะสอนให้มันพออ่านเขียนได้บ้างเล่า ?

                อ้าวเทียนกล่าวราวแน่ใจว่าชางเจี๋ยมิรู้หนังสือ เป็นเพราะเหล่าทาสต่างเผ่าล้วนมิรู้หนังสือทั้งสิ้น

                เหอตงหมิงยู่พยักใบหน้าช้าๆ หากอ่านออกเขียนได้ก็นับว่าดี เผื่อจะบอกให้นางได้รู้ว่าเขามาจากที่ใด

                นัยน์ตาดุจน้ำใสของอ้าวเทียนคล้ายมีภาพของบางสิ่งล่องลอยอยู่ เขาก้มตัวลงแย้มบางกล่าวกับชางเจี๋ย

                หากเจ้าสนใจใคร่หัดขีดเขียน เสาะหาข้าที่ เรือนอวี้หลันฮวา ออกประตูเมืองไปทางทิศประจิม

                กล่าวจบแล้วก็ยกตัวขึ้นหันไปกล่าวกับเหอตงหมิงยู่

            ยามอุ้ยแล้ว เริ่มเรียนกันเถิด

 

 

 

            ครึ่งของแคว้นจินที่บัดนี้กลายเป็นแคว้นเหอตงเป็นครึ่งที่อยู่ติดแคว้นลี่และปาซา

                เป็นที่แน่ชัดว่าปาซาคือแดนต้องห้ามผู้ใดจะรุกครองมิได้เด็ดขาด ส่วนลี่คุนนั้นเล่า ข่านปาเก้อหลานพิทักษ์การรุกรานของนอกแดนเทือกเขาทั้งห้า แต่ภายในยังคงปล่อยปละเป็นก๊กเป็นเหล่า แม้จะแก่งแย่งขึ้นมารวบยอดทั้งหมด ผู้คิดกระทำยังหวาดหวั่นว่าข่านผู้นี้จะยินยอมหรือไม่

                เหอตงป้ายเองมิใช่มิคิด ดังนั้นจึงตีรวบมาทางจินคุนนี้ และหากคิดขยายก็จะตีไปยังอีกฝั่ง มิคิดเข้าทางลี่คุนและอย่างยิ่งปาซาเด็ดขาด

                ประมุขเหอตงมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วข่านปาเก้อหลานจะทำการปราบปรามเผ่าเล็กเผ่าน้อยเหล่านี้แล้วรวบลี่คุนเข้ากับปาซา และหลังจากนั้นคงต้องหันมาทางบูรณาแคว้นมากกว่าจะทำสงครามอีก ความสงบเช่นนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่บุรุษเริ่มตระหนักถึงสตรีข้างกาย

                เหอตงป้ายวางถ้วยชาในมือลง เหลือบมองบุตรีคนที่แปดพร้อมรอยยิ้มทั้งภูมิใจทั้งมาดหมาย

                องค์หญิงแปด เหอตงเฟิ่งสวี่ ธิดาจากสนมสาม มีความงดงามที่ชวนตะลึงลานยามแรกเห็น มิเคยมีบุรุษใดละสายตาจากนางได้ ฝีมือบรรเลงพิณของนางก็หาผู้ใดเทียบได้

                เขาจะยกธิดาผู้นี้ให้ข่านปาเก้อหลานเพื่อผูกสัมพันธ์ระหว่างแคว้น

                ข่านผู้มิเคยมีนางข้างกาย มีหรือจะมองข้ามสตรีแสนงามประหนึ่งไข่มุกค่าควรเมืองเช่นธิดาของเขาไปได้

                เสียงเพลงบรรเลงพิณจบลงพร้อมการก้าวเข้ามาของเหอตงหมิงยู่

                ท่านพ่อ

                นางเอ่ยเรียกเขาเช่นชาวสามัญตามที่เขาต้องการให้เป็นเช่นครั้งดั้งเดิม แล้วค่อยหันไปตอบรับการเรียกขานจากน้องแปด

                ที่จริงแล้วนางกับเหอตงเฟิ่งสวี่เกิดปีเดียวกัน แต่นางเกิดก่อนเหอตงเฟิ่งสวี่สองเดือนนางจึงเป็นองค์หญิงเจ็ด

                เหอตงหมิงยู่หันปรายตาให้สัญญาณชางเจี๋ยก้าวขึ้นมาข้างหน้าทำความเคารพต่อบิดาของนาง แล้วนางต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นเขามองเหอตงเฟิ่งสวี่อย่างตื่นตะลึง

                อาซัน

                อิงเอ๋อร์กระซิบเสียงดุ แล้วหยิกหลังแขนสำทับเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายคล้ายจะมิได้ยิน

                ชางเจี๋ยสะดุ้งหันมาสบสายตาดุขู่ของอิงเอ๋อร์ ครั้นเหลือบเลยมาอีกต้องพบสายตากราดเกรี้ยวจึงได้แต่ปล่อยยิ้มเรี่ยออกมา

                นี่คือขันทีข้างเตียงของเจ้า ?

                ชางเจี๋ยขยับมาคุกเข่าข้างหน้าเหอตงป้าย

                มันเรียกอาซัน เหอตงหมิงยู่กล่าว ลูกได้มันมาจากชายขอบ หากแต่มิทราบเผ่าพันธุ์ใด และมันเป็นใบ้มิอาจกล่าวให้รู้ได้

                เจ้ามักนิยมสิ่งบกพร่องเช่นนี้เสมอ ?

                ความนี้มิได้กล่าวจากเหอตงป้าย หากแต่มาจากบุรุษแต่งกายโอ่อ่าทีท่าสำรวยเย่อหยิ่ง เขาเดินมาจับจ้องใบหน้าชางเจี๋ยแล้วหัวร่อหึในลำคอพลางกล่าว

                สุนัขอัปลักษณ์คล้ายหมีป่าจากทิเบตของเจ้าก็หูถูกตัดขาดไปข้าง ทาสข้างเตียงของเจ้าก็บ้าใบ้

                ชางเจี๋ยวางสีหน้าเรียบนิ่งหากในใจรับรู้ถึงความดูแคลนจากองค์ชายตรงหน้า

                องค์ชายผู้นี้เข้าใกล้เขาเกินไปแล้วจนเหมือนกับเขาคุกเข่าให้ เขาลดตัวให้เหอตงป้ายได้ในสถานะที่อีกฝ่ายเป็นผู้ครองแคว้น หากแต่ศักดิ์องค์ชายของคนตรงหน้านี้เทียบชั้นกับที่เขาเป็นหลานชายคนโตของท่านข่านผู้นามระบือสิบทิศแล้ว เขามิได้ต่ำต้อยกว่าเลย นี่ยังมินับท่าทีที่อีกฝ่ายแสดงออกมาอีกด้วย ชางเจี๋ยรู้สึกมิชอบคนผู้นี้และมิยอมก้มให้คนผู้นี้เด็ดขาด

                อาซัน ลุกขึ้น

                เป็นคำสั่งที่ได้ดังใจชางเจี๋ยนัก ทันทีที่ได้ยินคำสั่งร่างสูงใหญ่ผุดขึ้นเร็วๆจนองค์ชายผู้นั้นผงะหงายไปข้างหลังก้าวหนึ่งให้ผู้ติดตามร่างเล็กบางปรี่ประชิดทันที

                เจ้าทาส !”

                กระไรเล่าองค์ชายสาม ?

                เหอตงหมิงยู่สวนคำกลับทันทีที่องค์ชายสาม เหอตงลี่เหอ ตวาดคนของนาง

                ชางเจี๋ยลุกยืนเต็มความสูง เขาจับจ้องข้ามหัวเหอตงลี่เหอไปที่ผู้ติดตามองค์ชายยโส คนผู้นั้นก็สบตาเขากลับเช่นกัน

                ลี่เหอ เจ้ามีเรื่องใดกล่าวกับบิดาหรือ ?

                เหอตงป้ายเอ่ยขัดขึ้นเพราะต้องการระงับการวิวาทของคู่ที่เป็นอริกันแต่ครั้งเยาว์วัย

                พระบิดา..

                เหอตงลี่เหอใช้คำเรียกที่แสดงถึงฐานะใหม่อันยิ่งใหญ่ของบิดา ด้วยเพื่อฐานะของตนก็ได้ยกตามไปด้วย

                ข้าเพียงมาทูลขอพระราชทานเบี้ยงบบำรุงกองทัพเพิ่ม

                ท่านเพิ่งขอเพิ่มเมื่อสองเดือนก่อน

                เหอตงหมิงยู่ขัดเสียงเย็น

                คราสองเดือนก่อนนั่นคือเพียงพอในตอนนั้น แต่นี่มีต้องจ่ายเพิ่มกลายเป็นมิเพียงพอเช่นก่อนแล้ว

                เหอตงลี่เหอกล่าวเสียงห้วนสีหน้าบูดบึ้ง

                เจ้าเพิ่งได้งบเพิ่มไปได้เพียงสองเดือน จัดสรรให้ลงตัวก่อนเถิด หากสักปีดูแล้วว่ามิพอแน่จึงมาแจ้งกับข้า

                พระบิดา ข้า..

                หรือจะให้น้องเจ็ดของเจ้าไปช่วยจัดสรรการบัญชีดี ?

                เหอตงลี่เหอเก็บปากทันที ขุ่นแค้นสตรีด้านข้างจนใบหน้าเขียวคล้ำ กล่าวอีกเพียงสองสามคำก็ลาออกไป ผู้ติดตามร่างบางก้าวฉับๆตามนายของตนหลังทิ้งสายตามืดทมึนมาที่ชางเจี๋ย

                แล้วเจ้าเล่ามีสิ่งใด หืม หมิงยู่ ?

                น้ำเสียงอุ่นอ่อนมีให้กับธิดาคนโปรดบอกความรักใคร่อย่างที่เหอตงเฟิ่งสวี่ยังต้องเงยมองแล้วหลุบลงที่สายพิณเช่นเดิม

                เหอตงหมิงยู่ก้าวไปนั่งข้างๆกุมมือหนาใหญ่ของบิดาอย่างออดอ้อน

                ลูกมิคิดขอสิ่งใด เพียงมิได้อยู่หลายวันจึงใคร่ได้พูดคุยกับท่านให้มากสักหน่อยเท่านั้น

                นางเป็นธิดาคนโปรดแล้วยังแสดงท่าทีประจบประแจงน่าเอ็นดูเช่นนี้ เหอตงป้ายหรือจะมิใจอิ่มเอิบ กลายเป็นกล่าวสนทนากับนางจนลืมธิดาอีกผู้ไปเสียแล้ว

                เหอตงเฟิ่งสวี่อยู่ในความเงียบงันเป็นครู่จึงกล่าวขอตัวแผ่วเบาแล้วจากไปอย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้างามละมุนแต้มแย้มบางเบาที่มุมปากให้กับขันทีทาสขณะก้าวผ่าน จุดบางเบาที่มุมปากเรียวงามนั้นมิใช่ปล่อยวางตัวและมิใช่ถือยศศักดิ์จนเย่อหยิ่ง หากเป็นความอ่อนโยนเช่นสตรีสูงศักดิ์ผู้มีใจเมตตาต่อทุกสรรพสิ่งใต้หล้า กระนั้นรอยอันน้อยนิดยังเจือความหวานจนน่าหลงใหล

            ชางเจี๋ยถูกรอยยิ้มเช่นนั้นกระทำจนเหม่อเคลิ้มไป เผลอเหลียวจับจ้องแผ่นหลังเล็กบางจนลับสายตา

 

 

 

            ร่างแน่งน้อยเยื้องกายไปตามทางเดินอิฐอย่างแช่มช้าในท่วงท่าสตรีบอบบางไร้พิษสง ใบหน้างดงามเลิศล้ำของเหอตงเฟิ่งสวี่ที่มิมีผู้ใดเห็นแปรเป็นขุ่นแค้นจนบิดเบี้ยว

                ใต้ความอ่อนหวานอ่อนโยนแสนซื่อของนางมีเพียงเหอตงหมิงยู่ที่เท่าทัน

                นางแกล้งจบเสียงพิณในเพลงละครท่อนเนื้อบอกเล่าถึงความอาภัพของหญิงอัปลักษณ์กำพร้ามารดาเมื่อเหอตงหมิงยู่ย่างกรายเข้ามา เนื่องเพราะมารดาของเหอตงหมิงยู่เกิดเหตุให้สิ้นลมตั้งแต่นางยังเด็ก อีกทั้งต้องการทับถมว่าเหอตงหมิงยู่มีความงามด้อยกว่านางอย่างเห็นได้ชัด

                เหอตงหมิงยู่ก็เอาคืนด้วยการโดดเดี่ยวนาง เหมือนจะบอกกล่าวว่า

            หากข้าที่อัปลักษณ์กว่าอยู่ในจุดไหน เจ้าแม้งามเป็นเลิศกลับจะไร้ตัวตนในจุดนั้น

                ปลายนิ้วเรียวกดสายพิณในอ้อมแขนจนผิวบางเกิดโลหิตซึม

 

                หมิงยู่ ข้าเกลียดเจ้า !

 

 

 

 

*****        20/07/61

                อ้าว..อ้าว..อาซัน หลงเสน่ห์สาวงามเข้าแล้วสิ

                อย่าบอกนะว่าอยากย้ายตำหนัก จะตีให้ตายเลย

 

                กำลังเช็คสต็อกตอนกับจำนวนวันค่ะ

                ดูว่าเพิ่มเป็นลงอาทิตย์ละ 2 วันเหมือนเรื่องก่อนจะดีหรือเปล่า

                ถ้าไล่ดูแล้วลงตัวกับงานที่ทำ อาจเพิ่มนะคะ

 

------------------------------------------

หนึ่งจั้ง                    ประมาณ 3 เมตร

ยามอุ้ย         13.00 น.- 14.59 น.


22/07/61

ขอแก้ ชายาสาม เป็น สนมสาม ค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

178 ความคิดเห็น

  1. #126 แอนอารี (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:53

    สสนุกค่พขออาทิตย์ละ2เถอะไรท์

    #126
    1
    • #126-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 3)
      14 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:34
      อยากลงบ่อยๆเหมือนกันค่ะ แต่งานไม่อำนวยจริงๆเลย :)))
      #126-1
  2. #33 Ann (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 00:44

    ขอบคุณค่ะไรท์

    #33
    1
  3. #5 ขวัญข้าว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2561 / 02:43

    อิเจี๋ย.....หื่นนนนนน ถถถถถถถ

    #5
    1
    • #5-1 มุกน้ำค้าง (@iya14) (จากตอนที่ 3)
      31 กรกฎาคม 2561 / 12:18
      5555555555 ขำ เรียก อิเจี๋ย
      หมด..หมดกัน 55555
      #5-1
  4. #3 rudeet (@rudeet) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2561 / 11:15

    อาซันอย่าได้ไปหลงเสน่ห์บุปผาพิษเชียว

    #3
    1