กลับมาตามคำเรียกร้อง (มั้ง) ของใครหลายๆคนที่ถามเข้ามา เกี่ยวกับการไป Work and Travel ครั้งล่าสุด..
เพิ่งมีเวลาว่าง เลยจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังกัน..
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจกับใครบางคน ไม่มากก็น้อยเนอะ :)
จุดเริ่มต้นของการเดินทาง :
จากความผิดหวังครั้งก่อนในการไป Work and Travel ไม่ได้ทำให้เราย่อท้อในการไปอีกครั้งเลยแม้แต่น้อย เราตัดสินใจว่าเราจะต้องได้ไป เราอยู่ปี4แล้วและนี่คงเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของเราสำหรับโครงการแบบนี้.. และอีกเหตุผลคือเราได้ตกลงกับแฟนที่คบกันมาตั้งแต่ปี1ว่า จบปี4เมื่อไหร่เราจะไปเวิร์คด้วยกันนะ
อุปสรรค :
ต้องบอกเลยว่าอุปสรรคมีเข้ามาตลอดตั้งแต่ยังไม่สมัครเลยด้วยซ้ำ TT
เริ่มจากการขออนุญาติจากพ่อแม่ แน่นอนพ่อเราไม่ให้ไป! ฟังไม่ผิดค่ะ คำขาดคือไม่ให้ไป
เนื่องจากให้เหตุผลกับเราว่า ไปมาตั้ง2ครั้งแล้ว จะไปอีกทำไม, เสียเวลาเอาไปเวลาไปหางานทำดีกว่ามั้ย คนอื่นเค้าจบก็หางานทำกันทั้งนัน , ถ้าเอ็งจะไป ฉัน(พ่อ)จะไม่ให้เงินซักแดงเดียว ฯลฯ จนประโยคสุดท้าย ถ้าอยากเรียนจริงๆน่ะ จะส่งไปเรียนปริญญาโทเมืองก็นอกก็ได้ว่าแต่เอ็งมีปัญญาเรียนมั้ยล่ะ ? จนสุดท้ายพ่อพูดเชิงตัดๆไปว่า ถ้าอยากจะไปนักเอ็งก็ใช้เงินเก็บของเอ็งในธนาคารนะ ฉันจะไม่ช่วยซักแดงเดียว! พ่อพูดเพราะพ่อมั่นใจว่า เราไม่กล้าที่จะใช้เงินตัวเองออกเองแน่นอน ซึ่่งผิดคาดค่ะ
.. บอกตรงๆ ณ จุดๆนั้น เราเครียดมาก เราตั้งใจจะไปตั้งแต่เราเฟลกลับมาจากครั้งการไปครั้งแล้ว และเราก็ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า "ยังไง เราก็จะไปให้ได้"
ใช่แล้ว.. เราจะไปค่ะ! พ่อพูดเท่าไหร่เราไม่ฟัง เรายืนยัน ดึงดันที่จะไป เวลาช่วงนั้นเป็นเวลาที่ยาวนานมากสำหรับเรา จนสุดท้ายเราได้ใช้เงินเก็บของเราเองที่จะไป พ่ออึ้งเหมือนกันที่เรากล้าใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดที่เรามี แต่ในจุดๆนั้นเราไม่เสียใจเลยนะ ณ จุดนั้นเราคิดว่า เราทำถูกแล้ว เราคิดว่าเงินทองหาใหม่ได้ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ถ้าเราพลาด อนาคตเราจะต้องเสียใจถ้าไม่ได้ทำมัน ฮ่าาๆๆๆ
เอาล่ะ! ถึงเวลาเลือกงาน เลือกบริษัทที่จะไป :
แน่นอนว่าเราอ่านรีวิวมาค่อนข้างเยอะ ประกอบกับความรู้สึกส่วนตัว เราจึงอยากเลือกไปเมืองเล็กๆที่สงบ และสามารถทำเงินได้ดี เราคิดหนักมาก ปวดหัวเลยค่ะ เพราะเราต้องใช้เงินของตัวเองด้วย.. ตอนแรกเรามีหลายที่มากที่เราอยากไป ส่วนใหญ่อยู่ตามรัฐเล็กๆของประเทศ เราจึงดูๆงานหลายๆบริษัท แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีงานในแถบที่เราอยากจะไปนัก จนในที่สุดเราก็เลือกได้ เราอยากทำร้านอาหาร ไม่ก็งาน Fast food เพราะจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ทำงาน Mcdonald's มันสนุกมว๊ากกกกก.. เราจะไม่ทำงานเป็น Housekeeper เด็ดขาด เพราะที่อ่านรีวิว คือมันหนัก มันเจอแต่ห้อง เจอแต่เตียง ไม่ค่อยได้พบปะผู้คน ไม่ได้คุยกับใครเท่าที่ควร เราชอบที่จะคุย ที่จะรู้จักคนใหม่ๆ มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวจริงๆค่ะ
เราจึงคุยกับแฟนและได้ตัดสินใจเลือกไปกับบริษัท Aca...x ค่ะ โดยเราอยู่ต่างจังหวัด และมีเพื่อนของแฟนอีกคนจะไปด้วย ตอนนี้เลยกลายเป็น เรา3คนค่ะ
ศูนย์จังหวัดเรา มีคนคอยดูแลคือพี่M(นามสมมติ) ซึ่งแกน่ารักค่ะ คอยช่วยเหลือตลอด
โดยตอนสมัคร ต้องเลือกงานไว้ 3 อันดับค่ะ เพื่อที่ว่าถ้าสัมภาษณ์อันแรกไม่ผ่านก็จะต้องหลุดไปสัมภาษณ์อันดับต่อๆไป แต่ด้วยความที่เราอยากไปมีแค่2งานในเวลานั้น และเพื่อนแฟนกับแฟน ไม่ขัดข้องค่ะ ตามใจให้เราเลือก เพราะสองคนนั้นใจจริงก็ไม่อยากทำเฮ้าท์เท่าไหร่นัก (เรากรอกหูไว้ 555)
อันดับ 1 เราจึงเลือก Fast food ,ND และ อันดับ 2 เราเลือก Fast food,TX
และ****กาดอกจันทร์ตัวโตๆไว้ว่า ถ้าใครคนใดคนนึงไม่ได้ เราจะไม่ไปงานนี้ (ตามคำแนะนำของพี่ที่ศูนย์ย่อยค่ะ) ด้วยความอยากจะไปกับแฟนมากจริงๆ
หลังจากเลือกงานไม่นาน มีการวัดระดับภาษาของทางศูนย์ย่อยค่ะ เพื่่อเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ซึ่งมีระดับ A B C และ D
ซึ่งจากการวัดระดับภาษาเราอยู่ในระดับ A ส่วนแฟน กับเพื่อนอยู่ในระดับ B ค่ะ
พอถึงวันสัมภาษณ์งาน คือบริษัทที่ กทม. ส่งคนมาสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยเลย โดยแบ่งกลุ่มเข้าไปสัมภาษณ์ที่ละ 6 คน กับฝรั่งวัยรุ่นผู้หญิงน่าตาสวย(แต่ผลไม่ได้สวยอย่างที่คิดไว้)ตามระดับภาษาที่มีการวัดไปก่อนหน้านี้ (เค้าบอกกันว่าให้คนระดับเท่าๆกันเข้าไปพร้อมๆกัน จะได้ไม่มีใครเสียเปรียบใคร) เรากับเพื่อนจึงได้แยกรอบสัมภาษณ์กันค่ะ TT ซึ่งต้องบอกว่า ในการสัมภษณ์แทบจะไม่มีอะไรเลย ถามคำถามทั่วๆไป เราไม่ได้มั่นเกินไปนะ แต่มันง่ายจริงๆ ถามแค่ว่า คุณชื่ออะไร เรียนคณะอะไร ชอบดูหนังเรื่องอะไร ทำไมถึงชอบ เคยไปเมืองนอกไหม ประมาณนี้ค่ะฯลฯ ตอนสัมภาษณ์เสร็จ เรากับเพื่อนออกมาคุยกันยังมั่นใจมากๆอยู่เลยว่า เราได้แน่ๆ คำถามง่ายจะตาย เราไม่อวยกันเองนะ แต่มันง่ายจริงๆ
แต่แล้วผลไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ค่ะ ไม่นานผลออกมาว่าเรากับเพื่อนอีก 2คน ติด Pending ค่ะ ! อ้าวววว กำ แล้วทำไง Pending คืออะไร ? ทำไมไม่บอกเลยว่า ผ่าน หรือไม่ผ่าน จะติดไว้เพื่ออ !! โดย ณ ตอนนั้น คนส่วนหนึ่งผ่านค่ะ และมีน้อยคนมากที่ไม่ผ่าน และมีส่วนใหญ่ส่วนจำนวนหนึ่งที่ติด Pending เหมือนพวกเรา ตอนนั้นก็ยังไม่คิดอะไรอีกค่ะ คิดว่าผลคงมาช้ามั้ง เพราะโทรไปถามศูนย์ใหญ่เค้าก็บอกว่า นายจ้างกำลังพิจารณาค่ะน้อง รอไปก่อน..
ช่วงนั้นเราก็พยายามสืบนะว่าใครผ่านบ้าง ทำไมเค้าถึงผ่าน.. ส่วนใหญ่ที่เรารู้มาคือคนที่ผ่านการสัมภาษณ์คือคนที่สมัครไปคนเดียวเลย ไม่ก็คนที่ไปเป็นคู่แต่ทั้งคู่วัดระดับได้ A
เวลาผ่านไปเกือบ 2เดือน เราใจจะขาด.. เงินก็จ่ายไปแล้วก้อนนึง แต่ผลยังไม่ออกสักที.. เราติดตามอยู่ตลอดนะ ตามเรื่องตลอด จนในที่สุด ผ่านไป 2เดือนกว่าๆจนเกือบจะสิ้นปี
ทางศูนย์ได้โทรแจ้งบอกผลการสัมภาษณ์ทุกคนค่ะ โดยเรากับเพื่อนอีก2คนได้รับการแจ้งว่า เรา 3 คนไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน ใช่ค่ะ! เราไม่ผ่าน ตอนนั้นเราเฟลมาก เรางง เราแบบ ทำไมเราไม่ผ่าน ภาษาเราก็ไม่ได้ด้อย เรามั่นใจ เราโทรเข้าทั้งศูนย์ใหญ่ค่ะ เราโวยวาย แบบเงียบๆ เราถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าทำไมหนูไม่ผ่านคะพี่ ? หนูอยากรู้เหตุผลค่ะ ให้เหตุผลหนูที ภาษาหนูก็ไม่ได้ด้อยค่ะ สื่อสารรู้เรื่องค่ะ! รู้มั้ยคะเหตุผลที่ได้กลับมาคืออะไร พี่ก็ไม่ทราบจริงๆค่ะน้อง นายจ้างเค้าตัดสินใจมาแบบนี้ พี่ทำอะไรไมไ่ด้ค่ะน้อง บลาบลาบลา.. เอาจริงๆนะ เราไม่เชื่อค่ะว่าเหตุผลคือแบบนั้น ถึงตอนนั้นเพื่อนแฟนถอดใจแล้วค่ะ บอกว่าไม่ไปแล้ว ขอรีฟันเงินคืนแล้วกัน มันเสียความรู้สึกมากจริงๆค่ะ
แต่เราไม่จบค่ะ ไม่ยอมค่ะ..... เราโทรเข้าศูนย์ย่อยค่ะแล้วบอกผลให้พี่Mทราบ พี่Mก็ตกใจเล็กน้อยและบอกว่าภาษาน้องก็ดีทำไมตกสัมภาษณ์ พี่เค้าก็งงค่ะ ตอนหลังก็คุยกันว่าที่น้องตก เพราะน้องรีเควสไปตอนสมัครแน่ๆเลยว่าขอไป 3 คน ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ เค้าเลยให้ตกหมด (อ้าววววว แล้วไหนตอนสมัครบอกไปด้วยกันได้ไงคะ?)
เราทนไม่ไหวอีกแล้ว เราใจร้อน กระวนกระวายใจ.. เราจึงเข้าไปหาพี่Mและขอคำปรึกษาว่าจะทำยังไงดี นี่รอผลสองเดือนกว่าๆ แล้วสุดท้ายผลออกมาเป็นแบบนี้นี่นะ บอกแต่ให้รอสุดท้ายบอกเราไม่ผ่าน มันหมายความว่ายังไง? เราอารมณ์เสียมาก แต่พยายามควบคุมอารมณ์นะ
เราเลยคุยกับพี่Mดีๆ พี่์Mรับปากจะช่วยค่ะ พี่Mจึงโทรคุยกับศูนย์กรุงเทพฯให้ค่ะ และบอกว่าจะได้คำตอบภายในสองสามวันนี้ ค่อยมาหาพี่ใหม่นะรอไปก่อน..
หลังจากนั้นเราเข้าไปหาพี่Mอีกค่ะ พี่Mจึงบอกกับเราว่า พี่คุยให้แล้วนะทางศูนย์บอกว่า มีงานของ Dan's Supermarket ที่ NDเหมือนเดิมนั่นแหละ พี่เสนองานนี้ให้น้อง น้องสนใจไหม มันไม่ต้องสัมภาษณ์นะ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเลือกงานนี้ น้องต้องแยกกับแฟนนะ เพราะงานนี้เค้ารีเควสมาเอาเฉพาะภาษาเกรด A..
เราไม่ลังเลและตอบพี่Mว่า ไม่เอาค่ะ! ถ้าจะไปหนูขอไปกับแฟนค่ะ (เราฝ่าฟันอุปสรรคมาตั้งเยอะ จะให้เราทิ้งแฟนแล้วไปคนเดียวหรอ ไม่เอาค่ะ) พี่ M จึงบอกว่า งั้นน้องก็ต้องรองานใหม่นะ คืองานเดิมคงไม่ได้แล้ว ถ้ายังไงลองโทรเข้าศูนย์กรุงเทพฯบ่อยๆนะคะ ทางนี้พี่จะลองช่วยคุยๆให้อีกทีแล้วกัน..
หลังจากรู้ว่าเราไม่ได้ไป ไม่ได้งานที่เราหวัง พอเจอหน้าแฟนปุ๊บ..เราร้องไห้ เราปล่อยโฮออกมาแบบไม่อายใครเลย เราท้อมากในตอนนั้นบอกตรงๆ เราร้องไห้กับแฟนแล้วบอกว่าทำไมเราไม่ได้หรอ พวกเราภาษาแย่ขนาดนั้นเลยหรอ แต่แฟนก็ปลอบเราตลอดแล้วบอกว่า เดี๋ยวก็ได้น่า ใจเย็นๆนะแก ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆนะ ชีวิตคนเรามีอุปสรรคทั้งนั้น แค่นี้มันยังน้อยนิด
พอหลังถูกปฏิเสธงาน เราโทรเข้าศูนย์กรุงเทพฯสอบถามงานใหม่ที่มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีงานที่ถูกใจเราอีก แล้วเวลาก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นี่มันมกราคมแล้วนะ ฉันยังไม่ได้งานเลย.. แต่ฉันเรื่องมากค่ะ ไปทั้งทีขอทำงานที่อยากทำนะ สุดท้ายก็ตกลงกับแฟนว่า เราให้เวลาตัวเองอีก 1 เดือนจนถึงเดือน ก.พ.2014 ถ้าไม่มีงานที่ถูกใจ ก็จะขอรีฟันเงินคืนค่ะ
แต่แล้วโชคชะตาก็ทำให้เราได้เหยียบแผ่นดินอเมริกาอีกครั้ง :
ผ่านไป 1 อาทิตย์หลังนั้น ทางศูนย์ที่กรุงเทพฯ ได้โทรหาเราตอนเช้าตรู่ของวันธรรมวันนึงค่ะ บอกว่าพี่มีงานเสนอให้น้องค่ะ เป็นงานในรัฐ North Dakota เหมือนเดิมแบบที่น้องเลือกไว้ ที่สำคัญงานนี้เราจะได้ไปกับแฟนค่ะ เราจึงขอรายละเอียดของงาน ซึ่งรายละเอียดที่ได้ก็คือ งานนี้เป็นงานใหม่เพิ่งมีปีนี้ปีแรกนะคะ เป็นงานร้านอาหาร ที่ชื่อว่า Sanford's grub&pub อยู่ที่เมือง Dickinson,ND ค่ะ เค้ารีเควสมาว่าจะต้องอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปค่ะ เพราะมีโซนของบาร์อยู่ในร้านด้วย คราวนี้เราไม่ลังเลเลยค่ะที่จะไป มันเป็นงานที่อยากได้ตั้งแต่แรก คืองานร้านอาหารไม่ก็ฟาสฟู๊ดส์ เราตอบตกลงทันทีค่ะ
แต่แฟนก็ถามว่าด้วยความลังเลนิดหน่อยว่า แกแน่ใจหรอ งานนี้เป็นงานใหม่เพิ่งมีปีแรกเลยนะ.. เราบอกว่าเราเหนื่อยแล้วกับการรองาน อีกอย่างมันเป็นงานที่เราอยากได้ตั้งแต่แรก แถมอยู่ในรัฐที่เราอยากไป ทำไมเราจะไม่คว้ามันไว้ล่ะแกรรร๊
สรุปเรา 2 คนเลือกที่จะไปงานนี้ค่ะ ^___^

หลายคนอาจสงสัย Dickinson,ND มันอยู่ตรงไหนของอเมริกานะ
นี่เลยย.. เรามีภาพมาให้ดู Dickinson อยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา
เป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งของรัฐ ND ค่ะ คนส่วนใหญ่ทำอาชีพขุดเจาะน้ำมันค่ะ ซึ่งมีรายได้ค่อนข้างเยอะคือ 40$/ชั่วโมง++ ทำให้เกิดการว่างงานประเภทอื่นๆค่อยข้างเยอะ
งานประเภทอื่นจึงต้องจ้างในอัตราที่สูงกว่ารัฐอื่นๆค่ะ คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่จึงไม่ใช่คนท้องถิ่นจริงๆ คือมาอยู่เพื่อหาเงินโดยเฉพาะ ประมาณนั้นเลย.. ส่วนอากาศต้องบอกว่าหนาวค่ะ หนาวขนาดไหน? หนาวขนาดที่ิหิมะตกสูงกว่าเข่าเวลาเดินในบางช่วงเลยค่ะ
รัฐนี้จึงไม่เหมาะกับคนที่แพ้อากาศหนาว หรือไม่ชอบความหนาวนะคะ ส่วนใครที่ชอบหนาว ทนหนาวได้ บ่ยั่นนน! เราแนะนำนะ เอาไว้เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจแล้วกันนะคะ
เตรียมตัวเดินทาง :
กว่าเราสองคนจะได้งานก็เกือบเดือนกุมภาพันธ์แล้วค่ะ เราก็เตรียมเอกสารการขอวีซ่า วุ่นกันไปหมด รวมถึงการจองตั๋วเครื่องบินด้วยที่คิดหนักพอสมควร
เนื่องจากการสัมภาษณ์วีซ่า เรายังไม่สัมภาษณ์เลย ยังไม่รู้ว่าจะผ่านไหม คิววีซ่าก็เต็มไปหมดจนถึงต้นๆมีนาเลยทีเดียว (บริษัทเป็นคนจองคิวสัมภาษณ์วีซ่าให้ค่ะ) แต่เราก็ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกันก่อนเลย โดยเราเลือกที่จะจองเองค่ะ โดยการจองผ่านทางเว็บไซต์ 2 เว็บ เราเลือกการเดินทางเอง จัดโปรแกรมเองว่าจะไปเที่ยวไหนต่อหลังจากจบการทำงาน คือเสี่ยงมากกกกพูดเลย กลัวว่าจะได้พาสปอตคืนไม่ทัน เพราะระยะห่างคือ 7 วันพอดีก่อนวันเดินทาง และแล้วก็มีอุปสรรคก่อนการเดินทางจริงๆค่ะ.. -,-
เรื่องของเรื่องคือตอนจะรับพาสปอตคืนค่ะ เรากรอกให้สถานทูตส่งพาสปอตของเรากับแฟนมาที่บ้านที่กทม.แถวๆดินแดง เพราะเราจะรอบินเลยกลัวไม่ทัน ส่วนแฟนขอกลับบ้านที่ต่างจังหวัดแล้วจะนั่งเครื่องตามมาสมทบทีหลังค่ะ แต่แล้ว..ก็เกิดความผิดพลาดในการส่งขึ้นจนได้ เมื่อเราคอยเช็คสถานะพาสปอตรัวๆๆ ปรากฏว่า เอ๊ะ..พาสปอตชั้นทำไมไปโผล่อยู่ที่ไปรษณีย์หลักสี่ และของแฟนอยู่ที่ไปรษณีย์รองเมือง ทั้งๆที่มันควรจะส่งมาที่ไปรษณีย์สามเสนใน เอาสิ งานเข้าแล้ว!!!@$W&^$^* เช้าวันรุ่งขึ้นหาทางติดต่อไปรษณีย์และขอระงับการส่งของแฟนทันทีค่ะ เดี๋ยวของแฟนเราไปรับพาสปอตที่ไปรษณีย์รองเมืองให้เอง ส่วนของเราหรอ... หลังจากที่สอบถามแล้วก็ทราบว่าของเราก็น่าจะอยู่ที่หลักสี่ตอนนี้ แต่ถ้าไม่ไปเอาพรุ่งนี้ก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ที่ไหนค่ะ -*- เราจึงรีบแวะไปเอาพาสปอตคืนในเช้าวันนั้นที่ไปรษณีย์หลักสี่ ซึ่งเราก็ยังงงจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมเรากรอกให้ส่งไปที่บ้านเขตดินแดงแต่มันโผล่ไปที่หลักสี่ เพื่อเตรียมจ่ายออกไปต่างจังหวัด (ซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน 555) เกือบอดไปแล้วจริงๆค่ะ คือตอนนั้นหัวเราะไม่ออกเลยนะ ตั๋วเครื่องบินก็ยกเลิกไม่ได้ เราจองทุกอย่างไว้หมดแล้ว บอกคนที่จะมารอรับที่สนามบิน ทุกๆอย่างถูกเตรียมไว้หมดแล้ว แต่พอย้อนกลับมาคิด สุดท้ายมันก็แค่เรื่องเมื่อวาน :)
เอาล่ะ ไปเหยียบอเมริกากันนนนน :
จุดหมายปลายทางของเราก็คือ Dickinson,ND
โดยแผนการเดินทางของเรามีดังนี้ค่ะ
ขาไป : BKK->NRT->LAX->MAP->BIS (กรุงเทพ->นาริตะ->แอลเอ->มินิเอโปลิส->บิสมาร์ก) จากนั้นรอคนมารับไปเมือง Dickinsonค่ะ
ขากลับ BIS->MSP->LAX พักเที่ยว 3วัน แล้วก็จาก LAX->NRT->BKK

ไปก่อนนะไทยแลนด์ แล้วจะกลับมาเร็วๆนี้

แฮรรรร่ ตั๋วของเรา.. อุปสรรค :
ต้องบอกเลยว่าอุปสรรคมีเข้ามาตลอดตั้งแต่ยังไม่สมัครเลยด้วยซ้ำ TT
เริ่มจากการขออนุญาติจากพ่อแม่ แน่นอนพ่อเราไม่ให้ไป! ฟังไม่ผิดค่ะ คำขาดคือไม่ให้ไป
เนื่องจากให้เหตุผลกับเราว่า ไปมาตั้ง2ครั้งแล้ว จะไปอีกทำไม, เสียเวลาเอาไปเวลาไปหางานทำดีกว่ามั้ย คนอื่นเค้าจบก็หางานทำกันทั้งนัน , ถ้าเอ็งจะไป ฉัน(พ่อ)จะไม่ให้เงินซักแดงเดียว ฯลฯ จนประโยคสุดท้าย ถ้าอยากเรียนจริงๆน่ะ จะส่งไปเรียนปริญญาโทเมืองก็นอกก็ได้ว่าแต่เอ็งมีปัญญาเรียนมั้ยล่ะ ? จนสุดท้ายพ่อพูดเชิงตัดๆไปว่า ถ้าอยากจะไปนักเอ็งก็ใช้เงินเก็บของเอ็งในธนาคารนะ ฉันจะไม่ช่วยซักแดงเดียว! พ่อพูดเพราะพ่อมั่นใจว่า เราไม่กล้าที่จะใช้เงินตัวเองออกเองแน่นอน ซึ่่งผิดคาดค่ะ
.. บอกตรงๆ ณ จุดๆนั้น เราเครียดมาก เราตั้งใจจะไปตั้งแต่เราเฟลกลับมาจากครั้งการไปครั้งแล้ว และเราก็ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า "ยังไง เราก็จะไปให้ได้"
ใช่แล้ว.. เราจะไปค่ะ! พ่อพูดเท่าไหร่เราไม่ฟัง เรายืนยัน ดึงดันที่จะไป เวลาช่วงนั้นเป็นเวลาที่ยาวนานมากสำหรับเรา จนสุดท้ายเราได้ใช้เงินเก็บของเราเองที่จะไป พ่ออึ้งเหมือนกันที่เรากล้าใช้เงินเก็บเกือบทั้งหมดที่เรามี แต่ในจุดๆนั้นเราไม่เสียใจเลยนะ ณ จุดนั้นเราคิดว่า เราทำถูกแล้ว เราคิดว่าเงินทองหาใหม่ได้ แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ถ้าเราพลาด อนาคตเราจะต้องเสียใจถ้าไม่ได้ทำมัน ฮ่าาๆๆๆ
เอาล่ะ! ถึงเวลาเลือกงาน เลือกบริษัทที่จะไป :
แน่นอนว่าเราอ่านรีวิวมาค่อนข้างเยอะ ประกอบกับความรู้สึกส่วนตัว เราจึงอยากเลือกไปเมืองเล็กๆที่สงบ และสามารถทำเงินได้ดี เราคิดหนักมาก ปวดหัวเลยค่ะ เพราะเราต้องใช้เงินของตัวเองด้วย.. ตอนแรกเรามีหลายที่มากที่เราอยากไป ส่วนใหญ่อยู่ตามรัฐเล็กๆของประเทศ เราจึงดูๆงานหลายๆบริษัท แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีงานในแถบที่เราอยากจะไปนัก จนในที่สุดเราก็เลือกได้ เราอยากทำร้านอาหาร ไม่ก็งาน Fast food เพราะจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่ทำงาน Mcdonald's มันสนุกมว๊ากกกกก.. เราจะไม่ทำงานเป็น Housekeeper เด็ดขาด เพราะที่อ่านรีวิว คือมันหนัก มันเจอแต่ห้อง เจอแต่เตียง ไม่ค่อยได้พบปะผู้คน ไม่ได้คุยกับใครเท่าที่ควร เราชอบที่จะคุย ที่จะรู้จักคนใหม่ๆ มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวจริงๆค่ะ
เราจึงคุยกับแฟนและได้ตัดสินใจเลือกไปกับบริษัท Aca...x ค่ะ โดยเราอยู่ต่างจังหวัด และมีเพื่อนของแฟนอีกคนจะไปด้วย ตอนนี้เลยกลายเป็น เรา3คนค่ะ
ศูนย์จังหวัดเรา มีคนคอยดูแลคือพี่M(นามสมมติ) ซึ่งแกน่ารักค่ะ คอยช่วยเหลือตลอด
โดยตอนสมัคร ต้องเลือกงานไว้ 3 อันดับค่ะ เพื่อที่ว่าถ้าสัมภาษณ์อันแรกไม่ผ่านก็จะต้องหลุดไปสัมภาษณ์อันดับต่อๆไป แต่ด้วยความที่เราอยากไปมีแค่2งานในเวลานั้น และเพื่อนแฟนกับแฟน ไม่ขัดข้องค่ะ ตามใจให้เราเลือก เพราะสองคนนั้นใจจริงก็ไม่อยากทำเฮ้าท์เท่าไหร่นัก (เรากรอกหูไว้ 555)
อันดับ 1 เราจึงเลือก Fast food ,ND และ อันดับ 2 เราเลือก Fast food,TX
และ****กาดอกจันทร์ตัวโตๆไว้ว่า ถ้าใครคนใดคนนึงไม่ได้ เราจะไม่ไปงานนี้ (ตามคำแนะนำของพี่ที่ศูนย์ย่อยค่ะ) ด้วยความอยากจะไปกับแฟนมากจริงๆ
หลังจากเลือกงานไม่นาน มีการวัดระดับภาษาของทางศูนย์ย่อยค่ะ เพื่่อเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ซึ่งมีระดับ A B C และ D
ซึ่งจากการวัดระดับภาษาเราอยู่ในระดับ A ส่วนแฟน กับเพื่อนอยู่ในระดับ B ค่ะ
พอถึงวันสัมภาษณ์งาน คือบริษัทที่ กทม. ส่งคนมาสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยเลย โดยแบ่งกลุ่มเข้าไปสัมภาษณ์ที่ละ 6 คน กับฝรั่งวัยรุ่นผู้หญิงน่าตาสวย(แต่ผลไม่ได้สวยอย่างที่คิดไว้)ตามระดับภาษาที่มีการวัดไปก่อนหน้านี้ (เค้าบอกกันว่าให้คนระดับเท่าๆกันเข้าไปพร้อมๆกัน จะได้ไม่มีใครเสียเปรียบใคร) เรากับเพื่อนจึงได้แยกรอบสัมภาษณ์กันค่ะ TT ซึ่งต้องบอกว่า ในการสัมภษณ์แทบจะไม่มีอะไรเลย ถามคำถามทั่วๆไป เราไม่ได้มั่นเกินไปนะ แต่มันง่ายจริงๆ ถามแค่ว่า คุณชื่ออะไร เรียนคณะอะไร ชอบดูหนังเรื่องอะไร ทำไมถึงชอบ เคยไปเมืองนอกไหม ประมาณนี้ค่ะฯลฯ ตอนสัมภาษณ์เสร็จ เรากับเพื่อนออกมาคุยกันยังมั่นใจมากๆอยู่เลยว่า เราได้แน่ๆ คำถามง่ายจะตาย เราไม่อวยกันเองนะ แต่มันง่ายจริงๆ
แต่แล้วผลไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ค่ะ ไม่นานผลออกมาว่าเรากับเพื่อนอีก 2คน ติด Pending ค่ะ ! อ้าวววว กำ แล้วทำไง Pending คืออะไร ? ทำไมไม่บอกเลยว่า ผ่าน หรือไม่ผ่าน จะติดไว้เพื่ออ !! โดย ณ ตอนนั้น คนส่วนหนึ่งผ่านค่ะ และมีน้อยคนมากที่ไม่ผ่าน และมีส่วนใหญ่ส่วนจำนวนหนึ่งที่ติด Pending เหมือนพวกเรา ตอนนั้นก็ยังไม่คิดอะไรอีกค่ะ คิดว่าผลคงมาช้ามั้ง เพราะโทรไปถามศูนย์ใหญ่เค้าก็บอกว่า นายจ้างกำลังพิจารณาค่ะน้อง รอไปก่อน..
ช่วงนั้นเราก็พยายามสืบนะว่าใครผ่านบ้าง ทำไมเค้าถึงผ่าน.. ส่วนใหญ่ที่เรารู้มาคือคนที่ผ่านการสัมภาษณ์คือคนที่สมัครไปคนเดียวเลย ไม่ก็คนที่ไปเป็นคู่แต่ทั้งคู่วัดระดับได้ A
เวลาผ่านไปเกือบ 2เดือน เราใจจะขาด.. เงินก็จ่ายไปแล้วก้อนนึง แต่ผลยังไม่ออกสักที.. เราติดตามอยู่ตลอดนะ ตามเรื่องตลอด จนในที่สุด ผ่านไป 2เดือนกว่าๆจนเกือบจะสิ้นปี
ทางศูนย์ได้โทรแจ้งบอกผลการสัมภาษณ์ทุกคนค่ะ โดยเรากับเพื่อนอีก2คนได้รับการแจ้งว่า เรา 3 คนไม่ผ่านการสัมภาษณ์งาน ใช่ค่ะ! เราไม่ผ่าน ตอนนั้นเราเฟลมาก เรางง เราแบบ ทำไมเราไม่ผ่าน ภาษาเราก็ไม่ได้ด้อย เรามั่นใจ เราโทรเข้าทั้งศูนย์ใหญ่ค่ะ เราโวยวาย แบบเงียบๆ เราถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าทำไมหนูไม่ผ่านคะพี่ ? หนูอยากรู้เหตุผลค่ะ ให้เหตุผลหนูที ภาษาหนูก็ไม่ได้ด้อยค่ะ สื่อสารรู้เรื่องค่ะ! รู้มั้ยคะเหตุผลที่ได้กลับมาคืออะไร พี่ก็ไม่ทราบจริงๆค่ะน้อง นายจ้างเค้าตัดสินใจมาแบบนี้ พี่ทำอะไรไมไ่ด้ค่ะน้อง บลาบลาบลา.. เอาจริงๆนะ เราไม่เชื่อค่ะว่าเหตุผลคือแบบนั้น ถึงตอนนั้นเพื่อนแฟนถอดใจแล้วค่ะ บอกว่าไม่ไปแล้ว ขอรีฟันเงินคืนแล้วกัน มันเสียความรู้สึกมากจริงๆค่ะ
แต่เราไม่จบค่ะ ไม่ยอมค่ะ..... เราโทรเข้าศูนย์ย่อยค่ะแล้วบอกผลให้พี่Mทราบ พี่Mก็ตกใจเล็กน้อยและบอกว่าภาษาน้องก็ดีทำไมตกสัมภาษณ์ พี่เค้าก็งงค่ะ ตอนหลังก็คุยกันว่าที่น้องตก เพราะน้องรีเควสไปตอนสมัครแน่ๆเลยว่าขอไป 3 คน ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ เค้าเลยให้ตกหมด (อ้าววววว แล้วไหนตอนสมัครบอกไปด้วยกันได้ไงคะ?)
เราทนไม่ไหวอีกแล้ว เราใจร้อน กระวนกระวายใจ.. เราจึงเข้าไปหาพี่Mและขอคำปรึกษาว่าจะทำยังไงดี นี่รอผลสองเดือนกว่าๆ แล้วสุดท้ายผลออกมาเป็นแบบนี้นี่นะ บอกแต่ให้รอสุดท้ายบอกเราไม่ผ่าน มันหมายความว่ายังไง? เราอารมณ์เสียมาก แต่พยายามควบคุมอารมณ์นะ
เราเลยคุยกับพี่Mดีๆ พี่์Mรับปากจะช่วยค่ะ พี่Mจึงโทรคุยกับศูนย์กรุงเทพฯให้ค่ะ และบอกว่าจะได้คำตอบภายในสองสามวันนี้ ค่อยมาหาพี่ใหม่นะรอไปก่อน..
หลังจากนั้นเราเข้าไปหาพี่Mอีกค่ะ พี่Mจึงบอกกับเราว่า พี่คุยให้แล้วนะทางศูนย์บอกว่า มีงานของ Dan's Supermarket ที่ NDเหมือนเดิมนั่นแหละ พี่เสนองานนี้ให้น้อง น้องสนใจไหม มันไม่ต้องสัมภาษณ์นะ แต่มีข้อแม้ว่าถ้าเลือกงานนี้ น้องต้องแยกกับแฟนนะ เพราะงานนี้เค้ารีเควสมาเอาเฉพาะภาษาเกรด A..
เราไม่ลังเลและตอบพี่Mว่า ไม่เอาค่ะ! ถ้าจะไปหนูขอไปกับแฟนค่ะ (เราฝ่าฟันอุปสรรคมาตั้งเยอะ จะให้เราทิ้งแฟนแล้วไปคนเดียวหรอ ไม่เอาค่ะ) พี่ M จึงบอกว่า งั้นน้องก็ต้องรองานใหม่นะ คืองานเดิมคงไม่ได้แล้ว ถ้ายังไงลองโทรเข้าศูนย์กรุงเทพฯบ่อยๆนะคะ ทางนี้พี่จะลองช่วยคุยๆให้อีกทีแล้วกัน..
หลังจากรู้ว่าเราไม่ได้ไป ไม่ได้งานที่เราหวัง พอเจอหน้าแฟนปุ๊บ..เราร้องไห้ เราปล่อยโฮออกมาแบบไม่อายใครเลย เราท้อมากในตอนนั้นบอกตรงๆ เราร้องไห้กับแฟนแล้วบอกว่าทำไมเราไม่ได้หรอ พวกเราภาษาแย่ขนาดนั้นเลยหรอ แต่แฟนก็ปลอบเราตลอดแล้วบอกว่า เดี๋ยวก็ได้น่า ใจเย็นๆนะแก ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆนะ ชีวิตคนเรามีอุปสรรคทั้งนั้น แค่นี้มันยังน้อยนิด
พอหลังถูกปฏิเสธงาน เราโทรเข้าศูนย์กรุงเทพฯสอบถามงานใหม่ที่มีเข้ามาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีงานที่ถูกใจเราอีก แล้วเวลาก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นี่มันมกราคมแล้วนะ ฉันยังไม่ได้งานเลย.. แต่ฉันเรื่องมากค่ะ ไปทั้งทีขอทำงานที่อยากทำนะ สุดท้ายก็ตกลงกับแฟนว่า เราให้เวลาตัวเองอีก 1 เดือนจนถึงเดือน ก.พ.2014 ถ้าไม่มีงานที่ถูกใจ ก็จะขอรีฟันเงินคืนค่ะ
แต่แล้วโชคชะตาก็ทำให้เราได้เหยียบแผ่นดินอเมริกาอีกครั้ง :
ผ่านไป 1 อาทิตย์หลังนั้น ทางศูนย์ที่กรุงเทพฯ ได้โทรหาเราตอนเช้าตรู่ของวันธรรมวันนึงค่ะ บอกว่าพี่มีงานเสนอให้น้องค่ะ เป็นงานในรัฐ North Dakota เหมือนเดิมแบบที่น้องเลือกไว้ ที่สำคัญงานนี้เราจะได้ไปกับแฟนค่ะ เราจึงขอรายละเอียดของงาน ซึ่งรายละเอียดที่ได้ก็คือ งานนี้เป็นงานใหม่เพิ่งมีปีนี้ปีแรกนะคะ เป็นงานร้านอาหาร ที่ชื่อว่า Sanford's grub&pub อยู่ที่เมือง Dickinson,ND ค่ะ เค้ารีเควสมาว่าจะต้องอายุ 21 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปค่ะ เพราะมีโซนของบาร์อยู่ในร้านด้วย คราวนี้เราไม่ลังเลเลยค่ะที่จะไป มันเป็นงานที่อยากได้ตั้งแต่แรก คืองานร้านอาหารไม่ก็ฟาสฟู๊ดส์ เราตอบตกลงทันทีค่ะ
แต่แฟนก็ถามว่าด้วยความลังเลนิดหน่อยว่า แกแน่ใจหรอ งานนี้เป็นงานใหม่เพิ่งมีปีแรกเลยนะ.. เราบอกว่าเราเหนื่อยแล้วกับการรองาน อีกอย่างมันเป็นงานที่เราอยากได้ตั้งแต่แรก แถมอยู่ในรัฐที่เราอยากไป ทำไมเราจะไม่คว้ามันไว้ล่ะแกรรร๊
สรุปเรา 2 คนเลือกที่จะไปงานนี้ค่ะ ^___^
หลายคนอาจสงสัย Dickinson,ND มันอยู่ตรงไหนของอเมริกานะ
นี่เลยย.. เรามีภาพมาให้ดู Dickinson อยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา
เป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งของรัฐ ND ค่ะ คนส่วนใหญ่ทำอาชีพขุดเจาะน้ำมันค่ะ ซึ่งมีรายได้ค่อนข้างเยอะคือ 40$/ชั่วโมง++ ทำให้เกิดการว่างงานประเภทอื่นๆค่อยข้างเยอะ
งานประเภทอื่นจึงต้องจ้างในอัตราที่สูงกว่ารัฐอื่นๆค่ะ คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่จึงไม่ใช่คนท้องถิ่นจริงๆ คือมาอยู่เพื่อหาเงินโดยเฉพาะ ประมาณนั้นเลย.. ส่วนอากาศต้องบอกว่าหนาวค่ะ หนาวขนาดไหน? หนาวขนาดที่ิหิมะตกสูงกว่าเข่าเวลาเดินในบางช่วงเลยค่ะ
รัฐนี้จึงไม่เหมาะกับคนที่แพ้อากาศหนาว หรือไม่ชอบความหนาวนะคะ ส่วนใครที่ชอบหนาว ทนหนาวได้ บ่ยั่นนน! เราแนะนำนะ เอาไว้เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจแล้วกันนะคะ
เตรียมตัวเดินทาง :
กว่าเราสองคนจะได้งานก็เกือบเดือนกุมภาพันธ์แล้วค่ะ เราก็เตรียมเอกสารการขอวีซ่า วุ่นกันไปหมด รวมถึงการจองตั๋วเครื่องบินด้วยที่คิดหนักพอสมควร
เนื่องจากการสัมภาษณ์วีซ่า เรายังไม่สัมภาษณ์เลย ยังไม่รู้ว่าจะผ่านไหม คิววีซ่าก็เต็มไปหมดจนถึงต้นๆมีนาเลยทีเดียว (บริษัทเป็นคนจองคิวสัมภาษณ์วีซ่าให้ค่ะ) แต่เราก็ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกันก่อนเลย โดยเราเลือกที่จะจองเองค่ะ โดยการจองผ่านทางเว็บไซต์ 2 เว็บ เราเลือกการเดินทางเอง จัดโปรแกรมเองว่าจะไปเที่ยวไหนต่อหลังจากจบการทำงาน คือเสี่ยงมากกกกพูดเลย กลัวว่าจะได้พาสปอตคืนไม่ทัน เพราะระยะห่างคือ 7 วันพอดีก่อนวันเดินทาง และแล้วก็มีอุปสรรคก่อนการเดินทางจริงๆค่ะ.. -,-
เรื่องของเรื่องคือตอนจะรับพาสปอตคืนค่ะ เรากรอกให้สถานทูตส่งพาสปอตของเรากับแฟนมาที่บ้านที่กทม.แถวๆดินแดง เพราะเราจะรอบินเลยกลัวไม่ทัน ส่วนแฟนขอกลับบ้านที่ต่างจังหวัดแล้วจะนั่งเครื่องตามมาสมทบทีหลังค่ะ แต่แล้ว..ก็เกิดความผิดพลาดในการส่งขึ้นจนได้ เมื่อเราคอยเช็คสถานะพาสปอตรัวๆๆ ปรากฏว่า เอ๊ะ..พาสปอตชั้นทำไมไปโผล่อยู่ที่ไปรษณีย์หลักสี่ และของแฟนอยู่ที่ไปรษณีย์รองเมือง ทั้งๆที่มันควรจะส่งมาที่ไปรษณีย์สามเสนใน เอาสิ งานเข้าแล้ว!!!@$W&^$^* เช้าวันรุ่งขึ้นหาทางติดต่อไปรษณีย์และขอระงับการส่งของแฟนทันทีค่ะ เดี๋ยวของแฟนเราไปรับพาสปอตที่ไปรษณีย์รองเมืองให้เอง ส่วนของเราหรอ... หลังจากที่สอบถามแล้วก็ทราบว่าของเราก็น่าจะอยู่ที่หลักสี่ตอนนี้ แต่ถ้าไม่ไปเอาพรุ่งนี้ก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ที่ไหนค่ะ -*- เราจึงรีบแวะไปเอาพาสปอตคืนในเช้าวันนั้นที่ไปรษณีย์หลักสี่ ซึ่งเราก็ยังงงจนถึงทุกวันนี้ว่าทำไมเรากรอกให้ส่งไปที่บ้านเขตดินแดงแต่มันโผล่ไปที่หลักสี่ เพื่อเตรียมจ่ายออกไปต่างจังหวัด (ซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน 555) เกือบอดไปแล้วจริงๆค่ะ คือตอนนั้นหัวเราะไม่ออกเลยนะ ตั๋วเครื่องบินก็ยกเลิกไม่ได้ เราจองทุกอย่างไว้หมดแล้ว บอกคนที่จะมารอรับที่สนามบิน ทุกๆอย่างถูกเตรียมไว้หมดแล้ว แต่พอย้อนกลับมาคิด สุดท้ายมันก็แค่เรื่องเมื่อวาน :)
เอาล่ะ ไปเหยียบอเมริกากันนนนน :
จุดหมายปลายทางของเราก็คือ Dickinson,ND
โดยแผนการเดินทางของเรามีดังนี้ค่ะ
ขาไป : BKK->NRT->LAX->MAP->BIS (กรุงเทพ->นาริตะ->แอลเอ->มินิเอโปลิส->บิสมาร์ก) จากนั้นรอคนมารับไปเมือง Dickinsonค่ะ
ขากลับ BIS->MSP->LAX พักเที่ยว 3วัน แล้วก็จาก LAX->NRT->BKK
ไปก่อนนะไทยแลนด์ แล้วจะกลับมาเร็วๆนี้
ระหว่างรอเครื่อง..
ในการเดินทางที่แสนยาวนานเป็นวันๆในที่สุดเราก็มาถึงสนามบิน Bismarck เมืองหลวงของรัฐ North Dakota อากาศค่อยข้างเย็น มีเจ้าหน้าที่มารับเราชื่อAnna นางเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กที่เมือง Bismarck ค่ะ
ซึ่งเราก็ได้เจอเด็กไทยหลายๆคนที่นั่น ที่มาทำงานที่ Bismarck ซึ่งมาก่อนหน้าเราแล้วววว เราสองคนได้พักที่บิสมาร์ก1คืนก่อนที่วันต่อมา Annaได้ขับรถไปส่งเราไปเมือง Dickinson ค่ะ เพื่อส่งให้กับคนดูแลเราที่นั่นอย่างแท้จริงที่ชื่อว่า Timothy Winch
ในที่สุดก็ถึงแล้วจ้าาาา Dickinson,ND :
เราได้พักที่บ้าน 1198 13th West Dickinson ร่วมกับเพื่อร่วมชะตากรรม รวมเราเป็นทั้งหมด 8 คนค่าาาา ซึ่งมีชาย5 หญิง3 เอ๊ะ หรือ ชาย3 หญิง5 ฮาาาาา
เอาเป็นว่ามี 8 คนค่ะ ซึ่งแต่ละคนทำงานคนละที่
โดยมี เรา,แร็ม,ป่าน,ชวน 4คน ทำงานที่ Sanford's Grub&Pub
จุ๊บแจง,ฟ่าง,เนิร์ส,คราม 4คน ทำงานที่ Americ Inn
My First Job :
งานแรกที่ได้ตกลงปลงใจมา ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ทำในตำแหน่งอะไร
ก่อนหน้านี้ในใบสัญญา ได้ระบุเอาไว้ว่ามีถึง4ตำแหน่ง ซึ่งจะมาเลือกกันอีกทีเมื่อมาถึง
พอเราไปรายงานตัวกับนายจ้าง สรุปคือเราได้ทำตำแหน่ง Host หรือพนักงานต้อนรับ ส่วนแฟนเราได้ทำ Busser ค่ะ คือเก็บโต๊ะ ซึ่งสองตำแหน่งต้องช่วยเหลือกันค่ะ บางทีเราว่างเราก็ไปช่วยเก็บโต๊ะบ้าง แต่ส่วนใหญ่คือเราจะว่างมากกว่าค่ะ เป็นงานที่สบายมากก
ตอนแรกก็ไม่รู้งานอะไรเลย แต่ว่า เมเนอเจอร์ใหญ่ให้คนมาเทรนงานตามปกติของพนักงานใหม่เนอะ ก็มีคนมาสอนงานเราว่าต้องทำยังไง โดยหน้าที่หลักๆของเราก็คือต้อนรับลูกค้าค่ะ ก่อนอื่นก็ทักทายลูกค้าที่เข้ามา แล้วก็ถามว่ามากันกี่คนคะ?
หลังจากนั้นก็พาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะตามโซนที่ทางร้านจัดไว้พร้อมวางเมนูอาหารให้ค่ะ ซึ่งทางร้านมีเสิร์ฟ5คนต่อกะๆนึงค่ะค่ะ นั่นหมายถึงมีโต๊ะ5 โซน สำหรับในร้านอาหาร และมี มีเสิร์ฟ2คน มีโซน2โซนสำหรับฝั่งบาร์ค่ะ หมายถึงว่า เราต้องเวียนลูกค้าให้ได้นั่งทุกโซนในร้านค่ะทั้งฝั่งร้านอาหารและบาร์ ปกติก็ไม่หนักหนาอะไรใช่มั้ยคะ.. ยกเว้นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันที่เกมกีฬาค่ะ มันจะเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดแต่ก็ได้ทิปเยอะเช่นกันค่ะ
ตรงนี้คือโซนร้านอาหาร ทุกคนสามารถเข้าไปรับประทานได้ค่ะ
ตรงนี้เป็นโซนบาร์ คนที่จะเข้าไปในส่วนนี้ได้จะได้อายุ 18 ปีขึ้นไปนะคะ ทุกครั้งเราเองจะต้องขอตรวจดู ID Card หากไม่มั่นในว่าบุคคลดังกล่าวอายุถึงหรือไม่ หากอายุไม่ถึงมันผิดกฏหมายค่ะ =,= (เราอาจซวย)
ทางร้านจะเปิดตั้งแต่เวลา 11.00น.-22.00น. ทุกวันค่ะ
แต่ด้วยกฏคือเราทำได้ไม่เกิน 40ชม./สัปดาห์
ต้องบอกก่อนว่าแต่ละคนได้ชม.การทำงานไม่เท่ากัน และเรตค่าจ้างไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับว่าทำตำแหน่งอะไร และเมเนเจอร์จัดตารางเรายังไงค่ะ ในส่วนของชุดยูนิฟอร์ม
ที่นี่ง่ายๆค่ะ มีเสื้อยืดให้เลย มีหลากหลายสีให้เลือก ให้ใส่เสื้อยืดของร้านที่เหลือจะใส่ยังไงก็แล้วแต่พนักงานเลยจ้าาา
เราได้ทำงานอาทิตย์ละ 5 วันค่ะ ซึ่งวันๆนึงเราได้ทำวันละ 5-6 ชม.
ตำแหน่ง Host ได้เงิน ชั่วโมงละ 8$+Tips ซึ่งTipsได้จากการที่เสริ์ฟแบ่งให้เราทุกวันค่ะ พอคิดรวมๆเฉลี่ยแล้ว เราพอใจกับชั่วโมงการทำงานและเงินตรงนี้นะ อีกอย่างคือเมเนอเจอร์ร้านนี้ใจดีมากที่สุดของที่สุดค่ะ เราขอตารางงานฟิกส์ตั้งแต่วันแรกๆที่เราทำงานเลย นายจ้างเข้าใจและจัดให้ตามนั้นตั้งแต่อาทิตย์แรกจนนาทีสุดท้ายที่เราทำงานเลยค่ะ
ในส่วนของเพื่อนร่วมงาน เราคิดมาตลอดว่าเป็นความโชคดี นอกจากจะเจอนายจ้างที่ดีแล้วแล้วก็ยังโชคดีที่เรามีเพื่อนร่วมงานที่ดีอีกด้วย ทุกคนคอยช่วยเหลือกันตลอดค่ะ รวมถึงการผูกมิตรใหม่ๆหลังเลิกงานด้วย 555555 หลายๆครั้งคือหลังทำงานจะชวนกันดื่มค่ะ เราก็ดื่มบ้างไม่ดื่มบ้าง บางทีก็ไปเที่ยวตามบาร์อื่นๆบ้าง ซึ่งก็แปลกใหม่สำหรับเรากับเพื่อนๆมาก แต่ก็สนุกดี.. มันเป็นครั้งแรกที่เราอายุเกิน และสามารถเข้าร้านเหล้าได้ตามกฏกหมายของอเมริกา มันไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้เลยนะ คือมันไม่มั่วเหมือนเมืองไทยค่ะ
บาร์ สำหรับเราคือที่ๆนั่งดื่่มกัน บางทีก็มีวงดนตรีมาเล่น มีคาสิโนเล็กๆ การพนันเบาๆในนั้น
มีเต้นบางนิดหน่อยแต่ก็เป็นการเต้นบนฟวอส์แบบสลัวๆนิดนึง
ผับ สำหรับเราคือ ที่มืดๆ มีแสงสีเยอะๆ คนเต้นกันกระจายเบียดๆกันค่ะ
การทำงานที่นี่เต็มไปด้วยความสุข และมิตรภาพดีๆที่ไม่มีวันลืมเลยค่ะ
ก่อนกลับเพื่อนร่วมงานได้มีการเลี้ยงส่งพวกเราที่บาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งเราเซอร์ไพรส์มาก
ทำเอาแอบน้ำตาซึมอยู่เหมือนกัน เราไม่คิดว่าเวลาไม่กี่เดือนเค้าจะทำให้เราได้มากมายขนาดนี้ ทุกคนที่ Sanfords ไม่มีใครอยากให้เรากลับไทยเลย เพื่อนๆร้องไห้
และขอให้เรากลับมาอีก พวกเค้าหวังที่จะได้เจอเราอีก.. มันเป็นอะไรที่ซึ้งมากๆ
แม้เวลาจะผ่านมา แต่พวกเราก็ยังติดต่อกันบ้างเมื่อมีโอกาสนะคะ ^^
ได้เวลาหางาน Job 2 :
ในเมื่องานแรกชั่วโมงงานเราตายตัว เราก็มีเวลาหางานสองจ้าาาา โดยเราเดินหางานอยู่ระยะนึง จนถูกเรียกตัวสัมภาษณ์งาน2 ที่ร้าน Bergerking และแล้ววเราก็ได้งาน2ที่นี่ค่ะ
โดยเราเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้งานที่นี่ T____T ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี
เป็นโชคดีอีกแล้วที่ตารางที่นี่ค่อยข้างฟิกส์ อ้างอิงจากตารางงานของงานหลักเรา
คือเราได้ทำงานที่นี่ อาทิตย์ละ 5 วัน คือวันจันทร์-ศุกร์ ค่ะ รายได้ก็คือ 11$/ชั่วโมง
ได้ทำประมาณ 36-38 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีเมเนเจอร์ใหญ่ชื่อ Kevin ซึ่งเป็นคนรับเราเข้าทำงาน เป็นทั้งเมเนเจอร์ใหญ่และหุ้นส่วนของbergerking สาขานี้ค่ะ
ตอนเริ่มเค้าบอกชัดเจนค่ะว่าให้เราทำตำแหน่ง Font ซึ่งเราได้ทำ Cashier เป็นอย่างแรก จากการเคยทำแมคมาก่อน (อาจจะนานมาแล้ว แต่ก็ยังพอจำได้นะ แต่เราว่าการกดของที่นี่ง่ายกว่าแมคเยอะค่ะ 5555) เราจึงใช้เวลาไม่นานก็จดจำเมนูได้ทั้งหมด
สำหรับเราไม่ว่าที่ไหนลูกค้าก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะตอนทำแมคหรือตอนนี้ คือมาแนวเดียวกันจ้ะ เช่น สั่งเบอร์เกอร์ไม่เอามะเขือเทศ เพิ่มแตงกวาดอง เปลี่ยนซอสต่างๆ ไม่เอาผัก ฯลฯ ต้องบอกว่ามาทุกรูปแบบ /gg เราได้ทำแคชเชียร์อยู่ซักพัก และที่ร้านขอให้เราทำเพิ่มค่ะ แต่เราไม่ไหวแล้ว ณ จุดๆนั้น คือล้ามากก ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 10ชั่วโมง +++ เราจึงปฏิเสธไปค่ะ TT ไม่ไหวจริงๆ ประกอบกับพนักงานลาออกหลายๆคนค่ะ Kevin เมเนอร์เจอร์ใหญ่จึงรับพนักงานเข้ามาทำเพิ่มค่ะ ซึ่งเป็นคนไทย >< เธอชื่อว่านุ่นค่ะ เย้! เรามีเพื่อนแล้ว ถึงตอนนี้หน้าที่เราเปลี่ยนไปค่ะ เราได้ทำงานหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราชอบใจค่ะ 555 ขออวยตัวเองนิดว่าคนที่ทำงานทุกคนบอกว่าเราทำงานดี และเราก็มีความสุขกับงานนี้มากๆ (อีกแล้ว)
Kevin พยายามดึงดันให้เราใส่ Head Phone รับออเดอร์ Drive Thru จนแล้วจนเล่าเราก็ปฏิเสธหัวหน้าจ้าาา (ฉันกล้ามาก) ด้วยความที่ไม่มั่นใจในตัวเองมากนัก อีกอย่างคือ ลูกค้าไดร์ฟ ทรู เหวี่ยงบ่อยมากค่ะ ขนาดว่าเจ้าของภาษาเองบางทียังฟังลูกค้าไม่รู้เรื่อง ทำให้รับออเดอร์ผิด ทำให้เราไม่อยากใส่มันเลยค่ะ อีกอย่างคือที่ Bergerking ที่นี่ ตามความรู้สึกเราร้านนี้เป๊ะมากจ้า ทำผิดนับได้เลยว่าผิดกี่ชิ้น ไม่เหมือนครั้งยังเยาว์วัยตอนปี1ที่ทำแมค ตอนนั้นคือทำผิดเป็นว่าเล่นผิดก็ทิ้ง ผิดก็ทิ้ง เรากลัวรับออเดอร์ผิด ทำให้กลายเป็นสินค้านั้นเสียไป ฮาาาาาา เราจำได้ว่าเราเคยกดออร์เดอร์ผิดครั้งนึงตอนเป็นแคชเชียร์ เรานี่แบบหน้าเสียเลย เหมือนเป็นหลุมดำในจักรวาล เหมือนเป็นแกะดำในหมู่แกะขาว เหมือนเป็นกาในฝูงหงษ์เลยจ้าา แต่ทุกคนก็บอกว่าไม่เป็นไรนะ เธอทำดีแล้ว เราเลยยิ่งอยากจะทำหน้าที่ของเราให้ดีกว่าเดิม
และแล้ว Kevin ก็เรียกเราไปอ่านกระดาษใบนึงค่ะ ซึ่งจับใจความได้ว่าเราได้เป็นพนักงานดีเด่นประจำเดือน ฮี่ๆๆๆๆ ประทับใจจริงๆนะ ไม่คิดว่าเราะจะได้รับสิทธิ์นั้น 55555 แอบขำเล็กน้อยด้วยในตอนนั้น พร้อมกับบอกว่าให้เธอถ่ายรูปมันไว้ด้วยนะ เอาไปโชว์เพื่อนที่ไทย เธอได้เพราะเธอขยันจริงๆ เธอเป็น Rockstarของที่นี่ ทุกคนที่นี่ชอบเธอ และไม่อยากให้เธอกลับไทย เพราะฉะนั้นเธอจะอยู่ที่นี่ต่อใช่ไหม ฉันจะรับเธอเป็นบุตรบุญธรรมนะ เธออายุเท่าไหร่ 5555 เราคิดว่าKevin พูดเล่นซะอีก แต่เค้าทำหน้าซีเรียสและพูดอีกหลายครั้ง หลายวันต่อมาเค้าก็ถามเราอีกค่ะ ว่าฉันอยาก Adopt เธอจริงๆนะ เธอมีพ่อแม่ไหมที่ไทย มีครอบครัวไหม ทำเอาเราหัวเราะไม่หยุดเลยค่ะ เราก็บอกไปว่าเรามีค่ะ พ่อแม่คงไม่ยอมหรอกจ้าา แต่ Kevin ก็ยังเอ็นดูเราเสมอแม้ภายนอกจะดูเงียบขรึม กฏเกณฑ์เยอะ คือเป๊ะมาก แต่จริงๆแล้ว Kevinเป็นหัวหน้าที่ดีที่สุดสำหรับเราเลยล่ะ ส่วนเพื่อนร่วมงาน.. ชั้นเจอเพื่อนร่วมงานที่ดีอีกแล้ววววววว
ทุกคนเอ็นดูเรามาก ช่วยเหลือเราทุกอย่าง แม้จะมีแกล้งกันแบบขำๆบ้างเช่น เราโดนขังในห้องเย็น 555 แล้วปิดไฟอะไรงี้ บางทีก็แกล้งเพื่อนคืนบ้างแล้วแต่อารมณ์ และสถานการณ์ การทำงานที่นี่เลยเป็นการทำงานที่สนุกไม่น้อยกว่างานแรกเลย ^^
ทำอะไรให้วันเมื่อว่างจากการทำงาน :
การใช้ชีวิตที่นู่น เราไม่ค่อยมีเวลาได้พักเท่าไหร่ สำหรับเราวันไหนที่ Day off คือเหมือนสวรรค์ลงมาโปรดเลยทีเดียว โดยปกติแล้วเราจะมีวันหยุดจริงๆแบบไม่ต้องทำงาน 1 วัน
คือวันอาทิตย์ทุกอาทิตย์ อย่างที่บอกตารางเราฟิกส์ เราจึงรู้ล่วงหน้าตลอดว่าตอนไหนเราจะได้พัก อิอิ เมื่อไหร่ที่ว่างก็จะขอนอน คงจะเหมือนเพื่อนหลายๆคน (แต่ส่วนใหญ่เราก็ไม่ได้นอน) 55555 คือช่วงเวลาว่าง ตอนกลางวันเราก็ชอบไปลองทางร้านอาหารต่างๆในเมือง เดินเล่น Walmart บ้าง ส่วนตอนกลางคืน.. คือเที่ยวบ่อยค่ะ ไปบาร์ ไม่จำเป็นต้อง day off ก็ไปค่ะ ไปนั่งชิวๆบ้าง คือเพื่อนที่ทำงานชวนตล๊อดดดดดด บางทีก็ปาร์ตี้กันอยู่บ้านบ้าง โดยบ้าน 1198 ที่เราอยู่เป็นบ้านนัดรวมพลเลยล่ะ ทั้งไทยทั้งเทศ เป็นประจำเลย... นานๆครั้งจะได้ไปเปิดหูเปิดตาไกลๆหน่อย โดยคนที่พาไปจะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก ทิมมมม !!! คือนางน่ารักมาก บอกพวกเธอไม่เคยไป ไม่เคยเห็นใช่มั้ย ถ้าว่างชั้นจะพาไปเอง อะไรแบบนั้น..
,,, 4 Bears Casino & Lodge ที่เมือง New Town,ND :
เรื่องของเรื่องไม่มีอะไรเลยค่ะ คือเย็นนั้นไม่ต้องทำงาน ทิมก็เลยชวนพวกเราไปเปิดหูเปิดตา และด้วยเราอยากลองด้วยค่ะ คือไม่ไทยไม่มีไง ปอยป่งปอยเปตเราก็ไม่เค๊ยไม่เคยไป
ตอนที่ไปมาเก๊าก็ดั๊นน อายุไม่ถึง เล่นไม่ได้เล่น ได้แต่ชะโงกมองคนอื่นเล่น มันเล่นยังไงว๊าาา ทำนองนั้น.. เลยไปเลยจ้าาาา ไปลองให้รู้ ฮ่าาา
ข้างในมีเครื่องเล่นเต็มไปหมด คนเล่นก็เยอะเหมือนกัน เวลาที่อยู่ข้างในคาสิโน..มันเหมือนเราไม่รู้เวลาจริงๆ ไม่มีนาฬิกา ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
มันดูเย้ายวนให้คนเล่นอยู่อย่างงั้นเพราะหวังว่าจะได้เงินเยอะๆค่ะ ด้วยเสียงของเครื่องเวลาโบนัสแตก เราเข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมคนบางคนถึงติดการพนันนนน แต่ถึงกระนั้นเราก็อยู่กันไม่นานจ้า เนื่องจากพวกเราต้องทำงานแต่เช้าาในวันถัดไป
,, Mount Rushmore National Memorial ที่รัฐ South Dakota
ต้องบอกก่อนเลยว่าไม่คิดไม่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะได้ไปเที่ยวที่นี่ค่ะ เพราะถ้าให้ไปเอง คงไม่ไป ฮ่าๆๆๆ คนไทยคงคุ้นกันดีกับรูปหน้าคน 4 คน ที่แกะสลักอยู่บนก้อนหิน แต่เราก็ไม่เคยเห็นซักที แต่ในเมื่อมีโอกาส เนื่อจากทิมอยากพาเด็กไทยทุกคนไปค่ะ ถ้าเป็นไปได้ ไหนๆเรามาแล้ว เราก็เอาซะหน่อย ไปสิคะไปดู 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกซะหน่อย!
ใช้เวลาเดินทางออกจาก Dickinson โดยรถยนต์ราวๆ 4 ชั่วโมงกว่าๆค่ะ ก็จะถึงสถานที่แห่งนี้ เรียกได้ว่าก็ไม่ไกลมากนักจากเมืองที่เราอยู่จ้า :)
แด่ Timothy Winch :
Tim เป็นคนดูแลเราที่เมืองนี้ เราอยากจะเขียนสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อเตือนความจำ
นางเป็นคนน่ารักมาก เป็นคนดีมากๆคนนึง เราไม่เคยคิดว่าจะมาเจอคนดูแลที่ดีแบบนี้
ต้องบอกเลย Tim เป็นคนใส่ใจเด็กไทยอย่างพวกเรามาก จนเพื่อนไปที่ของเอเจนซี่อื่นอิจฉา นางจะคอยรับส่งพวกเราไป Walmart เป็นคนซื้อเบียร์ให้พวกเราดื่ม ทำอาหารให้พวกเรากิน พาพวกเราไปเที่ยว นางดูแลเราดีจริงๆ เราไม่มีอะไรจะพูดได้มากกว่าคำว่า Thank you Tim! I'm already miss you <3
ถึงเวลาบอกลางาน ถึงเวลาเที่ยว LA :
เราไม่ได้กะเที่ยวอะไรมากมายโดยแพลนก็คือเที่ยวเองที่ Los Angeles 3 วัน เราก็ไม่ได้คิดไปจากไทยด้วยนะว่าจะเที่ยวอะไรยังไงบ้าง (อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะ) ก่อนไปคิดว่าขอชั้นได้ shopping ก่อนกลับก็พอ ไม่ได้อยากเที่ยวอะไรมากมาย เอาเข้าจริงๆเลยแพลนไม่ทันค่ะ ไปทั้งๆที่ไม่รู้นี่แหละว่าจะไปไหน ไปยังไง ขอแค่มีที่นอน มีคนไปรับจากสนามบินก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันเมื่อไปถึง ฮ่าๆๆ ก่อนหน้านั้นช่วงเดือนสุดท้ายของการทำงานก็มีโอกาสได้เล่นอินเตอร์เนตในวันหยุดวันนึง ก็เล่นไปเรื่อยๆจนไปเจอรีวิวที่พักชื่อว่า EZstay ค่ะ เป็นบ้านของคุณป้าคนไทยที่อาศัยอยู่ในแอลเอ ราคาไม่แพงมาก อยู่ในย่าน Korea Town ใน แอลเอ ก็ไม่รีรอค่ะรีบอีเมล์ถามว่ามีห้องว่างมั้ยคะป้าแพท สรุปก็คือได้พักที่นี่ค่ะ เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยป้าแพทมีบริการรับส่งสนามบินด้วยค่ะ
ตอนอยู่แอลเอก็ได้รับคำแนะนำการป้าแพทนี่แหละค่ะในการเดินทางไปเที่ยวในที่ต่างๆ
โดยการนั่งรถเมล์เอ๊ะหรือบัส ขึ้นลงตามป้ายค่ะ ป้ายที่นู่นจะบอกอย่างชัดเจนว่าตรงนี้คือที่ไหน ทำให้สะดวกในการเดินทางมากค่ะ รวมถึงสมัยนี้แล้วแอพลิเคชั่นต่างๆช่วยนำทางท่านได้จ้า
แอลเอเป็นเมืองที่มีคนเร่ร่อนค่อนข้างเยอะ คนเร่ร่อนที่นู่นแบบแต่งตัวดีกว่าบ้านเราอีกนะคะ บางคนใส่ Nike ใส่รองเท้าแพงๆด้วยซ้ำไป แต่บางคนก็น่ากลัวจริงๆค่ะ โดยเฉพาะ Downtown เวลาค่ำคืน เค้าว่ากันว่าอย่าไปเลยค่ะ อาชญากรรมค่อนข้างสูงงงงงง แต่ถ้าใครชิลๆก็ไปได้ค่ะ แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคลเลยนะ
ส่วนตัวคือเรากลัวค่ะ อาจะเพราะเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วย เราไม่ชอบเมืองใหญ่ๆ ความคิดเราสำหรับเมืองใหญ่ๆคือ ให้ไปเที่ยวไปค่ะ แต่ให้อยู่ไม่เอาค่ะ! 555 การมาอเมริกาครั้งนี้เป็นครั้งที่3 มันยิ่งเป็นการยืนยันกับตัวเองว่า อเมริกาในแบบที่เราชอบคือเมริกาแบบชานเมือง แบบเมืองเล็กๆมากกว่าค่ะ ไม่ต้องมีอะไรมากมาย การเที่ยวสำหรับคนไทยส่วนใหญ่อาจคือการเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า แต่สำหรับเราถ้าการเที่ยวจริงๆก็คือการไปตั้งแคมป์ การเดินป่า การไปทะเล การไปฮันติ้ง ทำนองนั้นมากกว่า และเราก็ชอบแบบนั้นมากกว่าจริงๆค่า
โดยรวมแล้วสำหรับการเลือกที่จะมาอเมริกาครั้งนี้สำหรับเรา เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด! ครั้งนึงในชีวิตของเราเลยล่ะ :) หวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่าเพื่อนๆได้อ่านแล้วจะได้ความรู้ไม่มากก็น้อย ถึงตรงนี้ก็ขอขอบคุณนะคะ ที่อ่านประสบการณ์ของเราจนจบ
ลาก่อนค่ะ :XD
ความคิดเห็น
ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์เล่าสู่กันฟังคะ
เราไปมาปีนี้ รู้สึกอยากไปเมกาอีกมากๆเลยค่ะ
ปล. เราก็ชอบชานเมืองเหมือนกันค่ะ อากาศดี คนน่ารัก น่าอยู่สุดๆ
อยากไปอีกเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ