OS / SF สายไหมไลควานลิน (All Kuanlin)

ตอนที่ 16 : OS Garden (Seongwoo X Kuanlin)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 537
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    4 พ.ค. 61

Garden






02.40 น.
เช้าวันใหม่ อันเป็นช่วงเวลารัตติกาลแห่งความฝันหวานของใครหลายๆ คน แต่ไม่ใช่สำหรับผม องซองอู



การทำงานเป็นวิศวกรเครื่องกลดูแลระบบรางรถไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรถไฟฟ้ามีการใช้งานตลอดเวลาโดยเฉพาะช่วงกลางวันที่ผู้คนมักจะใช้มันในการสัญจรไปสู่จุดหมายปลายทาง



ทำให้ช่วงเวลากลางคือตั้งแต่ช่วง 4 ทุ่มขึ้นไป จนถึงราวๆ ตี 3 คือช่วงเวลาในการทำงานของผม


แน่นอนว่านั่นต้องนอกเหนือจากงานประจำที่ผมทำให้บริษัทผลิตเกมชื่อดังแห่งหนึ่งน่ะนะ



ไม่ใช่ว่าเงินทองไม่พอใช้จนต้องรับจ๊อบเพิ่มจนแทบไม่มีเวลาว่าง แต่ที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่พักนั่นก็เพราะความเหงาล้วนๆ



ถ้ากลับจากบริษัทมาแล้วต้องนอนก่ายหน้าผากเหงาๆ อยู่บนคอนโดอันเงียบเชียบแถมยังกว้างขวางเกินกว่าจะอยู่คนเดียวแล้วละก็ สู้ออกมาหางานพิเศษทำจะได้เก็บตังซื้อบิ๊กไบค์ไปจอดเล่นใต้คอนโดเพิ่มซักคันไม่ดีกว่าหรอครับ



โชคดีที่วันนี้เลิกงานเร็วหน่อย เนื่องจากบ้านและสถานที่ทำงานอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ผมจึงมักเลือกที่จะเดินช้าๆ ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับท่วงทำนองของเพลงป๊อบยุค 90 ที่ดังลอดออกมาจากหูฟังคู่เก่ง ปล่อยให้สายลมเย็นๆ ปะทะกับใบหน้า



ถ้าเป็นวันปกติผมก็คงแวะมินิมาร์ทเลือกซื้อน้ำผลไม้และรามยอนซักถ้วยก่อนขึ้นคอนโด จากนั้นอาบน้ำแต่งตัวและนอนหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยเหมือนทุกที





แต่วันนี้ไม่ใช่...


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายลมเย็นสบายที่พัดมากระทบผิวกาย แสงไฟสีขาวนวลข้างทาง เสียงจิ้งหรีดที่ร้องเรียกเพรียกหา หรือความบังเอิญอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้ขายาวๆ ของผม สาวเท้าเข้าไปยังสวนสาธารณะหน้าคอนโดที่ไม่เคยคิดที่จะเฉียดเข้าไปใกล้



เมื่อเดินเข้าไปก็พบกับแรงดึงดูดบางอย่างที่มีอิทธิพลต่อหัวใจ แรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง



เสี้ยวหน้าด้านข้างของเด็กหนุ่มผิวขาว ใบหน้าหวานทว่ามีแต่ความเศร้าสร้อย ดวงตากลมโตมีน้ำตารื้นอยู่ในนั้น จมูกที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีแดงระเรื่อซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ว่ามาจากอากาศที่เย็นจัดหรือเพราะสูดน้ำมูกจนขึ้นสีกันแน่ เรียกความสนใจให้ผู้มาใหม่อย่างผมค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้



เมื่อฝีเท้าดันทำงานไวกว่าสมอง... กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มผู้มีดวงหน้าเศร้าหมองคนนั้นเสียแล้ว นาทีนี้ถ้าจะโดนตอกกลับว่ายุ่งเรื่องชาวบ้านก็คงไม่แปลกอะไร แต่ให้ทำยังไงในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงต้องเลยตามเลย



"ครับ?"



เด็กน้อยใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ เงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แน่ล่ะ อยู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาแบบนี้ ไม่ว่าใครก็คงกลัวคิดว่าเป็นโจรล่ะมั้ง



"ผมไม่มีผ้าเช็ดหน้า มีแต่นี่เอามั้ย?"



ผมยื่นอมยิ้มกลิ่นสตรอเบอรี่ที่แอบจิ๊กมาจากคังแดเนียลเพื่อนวิศวะกรกลางคืนที่โคตรจะติดขนมหวาน ให้เด็กน้อยตรงหน้าที่ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจแต่ก็ยอมรับมันไปถือไว้ในมือแต่โดยดี



"ขอบคุณครับ"

"ผมชื่อซองอูนะ องซองอู แล้วคุณล่ะชื่ออะไร?"

"ควานลินครับ ไลควานลิน"



ผมพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนที่ว่างข้างๆ บนเก้าอี้ที่เหลืออยู่



หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ปล่อยให้ความเงียบโอบล้อมรอบกายเราทั้งสองคนเอาไว้ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปเสียงความเศร้ากลับแทรกเข้ามาแทนที่ความเงียบเหล่านั้น



ไหล่บางข้างกายเริ่มสั่นไหวจากแรงสะอื้น สองมือเล็กๆ ยังคงกำอมยิ้มสีชมพูเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตคู่สวยที่ผมมองว่ามันน่าค้นหากลับถูกบดบังไปด้วยคราบน้ำตา



เป็นอีกครั้งที่ร่างกายทำงานตามคำสั่งของหัวใจก่อนจะใช้สมอง



สองมือค่อยๆ ปาดน้ำตาบนแก้มใสแผ่วเบา เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยแววตาที่ผมอ่านไม่ออก ปากอิ่มสีแดงสดเม้มเข้าหากันแน่



หยาดน้ำตาพรั่งพรูอออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เด็กน้อยเผลอตัวซุกใบหน้าหวานลงมาที่ไหล่ของผมอย่างหาที่พึ่งพิง



วันนั้นไหล่ของผมเปียกปอนไปด้วยน้ำตา







02.45 น.

วันนี้ทั้งวันผมแทบไม่มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่นับเวลารอเลิกงาน ในใจพะว้าพะวงว่าวันนี้จะได้เจอเด็กน้อยผู้มากับความเศร้าหมองอย่างไลควานลินดังเช่นเมื่อวานหรือไม่



รู้ทั้งรู้ว่าเราทั้งคู่ต่างก็เป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน และที่สำคัญใครมันจะบ้าออกมานั่งตากน้ำค้างร้องไห้ในสวนสาธารณะที่ร้างผู้คนตอนตีสองตีสามถึงสองวันติด



ถึงแม้ว่าในใจลึกๆ ผมจะแอบหวังว่าอาจจะได้เจอกันอีกครั้ง



และโชคดีเหลือเกินที่คำขอของผมเป็นจริง



ร่างกายผอมบางภายใต้สเวตเตอร์สีดำตัดกับผิวขาวๆ อย่างดีในความมืดมิดเช่นนี้ ควานลินนั่งอยู่ที่เดิม บนเก้าอี้ตัวเดิม ความเศร้าหมองในดวงตาที่ยังเหมือนเดิม ไม่สิไม่เหมือนเดิม ผมสังเกตุเห็นความสดใสในดวงตาคู่สวยนั้นแว่บนึงตอนที่เราสบตากันเมื่อครู่นี้



ถ้าอยากจะเห็นความสดใสในดวงตาคู่นั้นชัดๆ อีกครั้งจะต้องทำยังไงนะ?



เรายิ้มให้กันเบาๆ ในความมืดนั้น ก่อนที่ผมจะทิ้งตัวลงนั่งที่ว่างข้างๆ กายของอีกคน เหมือนภาพเดจาวู เมื่อผมยื่นอมยิ้มสตรอเบอรี่ให้เด็กน้อยคนข้างๆ ควานลินกำมันเอาไว้ในมือแน่นโดยไม่คิดจะแกะมัน



"ขอบคุณครับ"



ผมพยักหน้ารับรู้ ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมเราสองคนอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะทนไม่ไหวต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาทำลายความอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้นมา



"อกหักหรอ?"



ควานลินเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมแวบนึง ก่อนจะละสายตามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย แววตาเศร้าหมองปรากฎขึ้นมาให้เห็นอีกครั้ง ผมอยากจะตีปากตัวเองทันทีที่ถามอะไรไปไม่ยั้งคิด



"ครับ เราเลิกกัน เพราะเค้ามีคนอื่น"



สายตาว่างเปล่ายังคงจับจ้องไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย น้ำตาที่ค่อยๆ ไหลลงมาอาบข้างแก้มใสอีกครั้ง ไม่มีการสะอึกสะอื้นเหมือนวันก่อน มีเพียงน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาหยดแล้วหยดเล่าราวกับเขื่อนกั้นพังทลาย ผมถือวิสาสะแตะไปที่หลังมือนิ่มเบาๆ



"ขอโทษนะที่ถาม"



ควานลินเงยหน้าขึ้นมามองผมอีกครั้ง ดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาทำเอาผมอยากจะก้มลงไปจูบซับน้ำตาปลอบประโลมให้เด็กน้อยแสนเปราะบาง แต่ก็ทำได้เพียงใช้หัวแม่มือปาดน้ำตาที่แก้มใสนั่นเบาๆ



"คุณครับ..."

"ครับ?"

"ให้ผม... กอดคุณได้ไหม"



ไม่รอให้ควานลินตอบอะไร ผมก็ดึงร่างบางที่แสนจะอ่อนแอเข้ามาในอ้อมกอดทันที กระซิบข้างใบหูที่แดงก่ำอันเนื่องมาจากการร้องไห้



"ร้องออกมาเลย ร้องให้พอ"

"...."

"แต่ผมขอให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่คุณจะร้องไห้เพราะเค้านะครับ"

"...."



เด็กน้อยไม่ตอบอะไรแต่พยักหน้าเบาๆ ซุกใบหน้าหวานนั่นไปที่บ่ากว้าง ปลดปล่อยความเสียใจครั้งสุดท้ายออกมา



และวันนั้นก็เป็นอีกวันที่ไหล่ของผมเปียกปอนไปด้วยน้ำตา








02.35 น.

ด้วยความร้อนใจและว้าวุ่นใจ วันนี้ผมจึงขอแดเนียลออกงานก่อนเวลา ถึงจะโดนบ่นนิดหน่อย แต่พอจ่ายสินบนให้ด้วยเยลลี่ฮาริโบะซองใหญ่เจ้าตัวก็ยิ้มแปร้ พร้อมกับสัญญาว่าจะดูแลงานส่วนที่เหลือของผมให้เป็นอย่างดี



ผมก้าวขายาวๆ จนมาถึงสวนสาธารณะที่เดิม เห็นแผ่นหลังบอบบางของคนเดิมๆ ผมมั่นใจและไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ ว่าดวงตาสวยคู่นั้นสดใสกว่าเดิมมากเมื่อยามสบตากัน ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มให้เบาๆ ผมยื่นอมยิ้มกลิ่นสตรอเบอรี่ให้เช่นเมื่อสองวันก่อน



แต่คราวนี้ความลินไม่ได้ถือไว้ในมือเฉยๆ เด็กน้อยแกะเปลือกออกและส่งขนมหวานนั่นเข้าปาก ถ้าควานลินสังเกตุสักนิดก็คงจะเห็นไม่ยากว่าผมนั้นยิ้มกว้างขนาดไหน



"หวานจัง"

"กินอมยิ้มแล้วไหนยิ้มให้ดูหน่อย"



เด็กน้อยอมยิ้มกลั้นเขินและเอ่ยขึ้นมาเบาๆ แต่ผมก็สามารถได้ยินอย่างชัดเจนในช่วงขณะที่เงียบเชียบเช่นนี้



"ขอบคุณนะครับ"



เป็นอีกครั้งที่เราทั้งสองปล่อยให้ความเงียบโอบอุ้มพวกเราเอาไว้ ถึงแม้จะไม่ได้คุยกันแต่ก็ไม่มีบรรยากาศของความอึดอัดเช่นวันก่อนๆ ระยะห่างที่พอดี ทำให้เราสบายใจ



วันนี้บนไหล่ของผมไม่มีคราบน้ำตาของคนข้างๆ อีกแล้ว








00.00 น.

วันนี้ไม่มีจ๊อบงานที่ต้องทำที่สถานีรถไฟฟ้า ผมจึงตัดสินใจออกมาเดินทอดน่องรอเวลาเจอเด็กน้อยตัวขาว ที่เพียงเข้ามาในชีวิตได้เแค่ไม่นาน แต่ก็สามารถทำให้คนที่ไม่เคยหวั่นไหวกับใครหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้ขนาดนี้



ม้านั่งตัวเดิมที่ทุกวันจะมีร่างบางมานั่งเหม่อมองไปข้างหน้าอยู่เสมอ ในวันนี้กลับเป็นผมที่จับจองพื้นที่ตรงนี้แทน



หัวใจสั่นระรัวเต้นแรงราวกับไม่เคยรู้จักกับความรู้สึกเหล่านี้ ถึงจะผ่านมานานแสนนานแต่ผมก็มั่นใจว่าหัวใจกำลังส่งสัญญาณบอกร่างกายว่าตอนนี้ผมกำลัง ตกหลุมรัก



และถ้าผมเดาไม่ผิดไม่คิดเข้าข้างตัวเองจนเกินไป ผมคิดว่าควานลินก็แอบมีใจให้ผมนิดๆ อยู่เหมือนกัน



ความตื่นเต้นตีรื้นขึ้นมาที่อก วันนี้แหละที่ผมตัดสินใจจะขยับขยายความสัมพันธ์จากคนรู้จักเป็นมากกว่านั้นให้ได้






02.20 น.

ก็ยังไม่มา






02.55 น.

ก็ยังไร้วี่แวว





03.45 น.

เลยเวลาปกติที่เราสองคนมักจะเจอกันมานานโขแล้ว นัดกันไว้หรือเปล่าก็ไม่ มีแต่ผมล่ะมั้งที่ทึกทักเอาเองทั้งนั้น


ควานลินไม่เศร้าแล้วนี่นาก็คงไม่แปลกอะไรที่จะเลิกมานั่งทอดอารมณ์คนเดียวในช่วงตีสองตีสามกลางสวนสาธารณะที่ร้างผู้คนเช่นนี้



แต่นึกๆ ดูแล้วก็แอบน้อยใจไม่ได้ ถ้าจะไม่มาอีกก็น่าจะบอกกันซักหน่อยไม่ใช่หรอ...



เมื่อคิดได้ว่ารอไปคงเสียเวลาเปล่าผมจึงผุดลุกขึ้นยืนเตรียมตัวหันหลังกลับมุ่งตรงไปยังคอนโด จุดมุ่งหมายที่ผมควรจะกลับไปเสียที



แต่ฉับพลันเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็มุ่งตรงมาที่ที่ผมยืนอยู่ แรงหอบหายใจถี่ดังขึ้นมาทางด้านหลัง น้ำเสียงหวานปนทุ้มที่คุ้นเคยเอื้อนเอ่ยออกมาทำให้ผมต้องหันกลับไปยิ้มกว้างแทบจะทันที



"พี่จะกลับแล้วหรอครับ"

"ยังหรอก แค่ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเฉยๆ"



ดวงตาแห่งความเศร้าเศร้าหมองของคนตรงหน้าหายไปหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงแววตาซุกซนสดใสที่ผมอยากจะเห็นมานานแสนนาน ควานลินอาจจะไม่รู้ตัว แต่เด็กคนนี้ไม่ควรเจอเรื่องอะไรเลวร้ายทั้งนั้นบนโลกใบนี้ รอยยิ้มและดวงตาสดใสคู่นั้นเหมาะที่จะประทับอยู่บนใบหน้าหวานๆ นั่นที่สุดแล้ว



"ผมมาช้าเพราะไปหาซื้อนี่มาให้ ... พี่ไปเอามาจากไหนอะหายากมากๆ"



ควานลินยื่นอมยิ้มกลิ่นสตรอเบอรี่หน้าตาเหมือนกันเด๊ะกับที่ผมเคยให้เมื่อสามวันก่อนมาให้ ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมยิ้มกว้างมากแค่ไหน ถ้าให้เดาก็คงยิ้มจนตาแทบปิดล่ะมั้ง



"ขอบคุณนะ"

"แล้วของผมล่ะ วันนี้ไม่มีหรอครับ"

"ขอโทษนะ ปกติจะจิ๊กมาจากเพื่อนคนนึงที่มันบ้าขนมหวานมากๆ วันนี้ไม่ได้ไปทำงานเลยไม่มีมาให้"



ควานลินเบะปากเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ดูก็รู้ว่าคงอยากกินมาก ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มให้เบาๆ ถ้าไม่ติดว่าพึ่งรู้จักกันไม่นานผมคงจะจับมาหอมหัวด้วยความเอ็นดูแล้ว



"อะนี่ผมให้"



ผมยื่นอมยิ้มอันเดิมคืนเจ้าของไป



"ผมให้พี่แล้วพี่ให้ผมต่อแบบนี้ก็ได้หรอ"

"ได้สิ ในเมื่อมันเป็นของผมแล้ว ผมจะให้ใครต่อก็ได้"



เด็กน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยอมแกะอมยิ้มส่งเข้าปากตัวเองทันที ซ้ำยังเอาเปลือกอมยิ้มที่แกะแล้วยัดใส่กระเป๋าผมอีกต่างหาก ถ้าไม่ติดว่าผมชอบละก็ได้โดนดีดหน้าผากไปแล้วแน่ๆ ไม่คิดเลยซักนิดว่าพอหายเศร้าแล้วจะเป็นเด็กที่กวนประสาทขนาดนี้



ผมนั่งมองปากสีแดงสดและลิ้นเล็กๆ ที่แลบเลียอมยิ้มจนหมดก้าน ยอมรับว่าแอบลอบกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้งเมื่อเห็นปากอิ่มดูดดึงอมยิ้มอย่างไร้เดียงสา



"พี่มองอะไรอะ อยากกินบ้างหรอ เสียใจนะครับหมดแล้ว"



เด็กน้อยยื่นก้านเปล่าของอมยิ้มที่ถูกกินจนหมดมาตรงหน้า โดยหารู้ไม่ว่าผมไม่ได้สนใจอมยิ้มซักนิด หากแต่มองเลยไปที่ริมฝีปากอิ่มสีสดที่ลอยอยู่ตรงหน้าต่างหาก



"อืม อยากกิน"



และเหมือนเด็กน้อยจะรู้ตัว ปากหนาเม้นเข้าหากันทันทีดวงตาเสไปซ้ายทีขวาทีอย่างใช้ความคิด ก่อนที่จะเอ่ยออกมา



"งั้นผมมีวิธี ถ้าพี่อยากจะชิม"

"วิธี?"



ควานลินยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดลงมาบนใบหน้าของผม หัวใจเจ้ากรรมเต้นโครมครามขึ้นมาจนกลัวว่ามันจะเด้งหลุดออกมานอกอก



เมื่อปากอวบอิ่มนั่นประทับลงมาบนริมฝีปากของผม ดูดดึงริมฝีปากของผมเบาๆ เพื่อให้ผมค่อยๆ เผยอปากออกมา ก่อนที่ลิ้นเล็กนั่นจะสอดแทรกเข้ามาหยอกล้อกับลิ้นของผมราวกับเชิญชวนให้เข้าไปชิมความหวานจากอมยิ้มกลิ่นสตรอเบอรี่ที่อยู่ในโพรงปากของเด็กน้อยด้วยตัวเอง



และมีหรือที่ผมจะปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เมื่อโดนคนคนขาวนำเกมซักพัก ผมก็เปลี่ยนเป็นฝ่ายรุกบ้าง ลิ้นร้อนที่เชี่ยวชาญกว่าไล่ต้อนลิ้นเล็กกลับไปหาเจ้าของ เกี่ยวตะหวัดช่วงชิมความหวานและอากาศจนเด็กน้อยเริ่มหายใจติดขัด ผมจึงตัดสินใจผละออกมา



"อร่อยจัง"

"....."

"หวานด้วย"

"...."



ควานลินหอบหายใจถี่ ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นสีแดงจัดอย่างเห็นได้ชัดว่ากำลังเขินอายกับการกระทำอุกอาจของตนเอง



เมื่อตั้งสติได้เด็กน้อยจึงผุดลุกขึ้นยืนหมุนตัวกลับไปยังทิศทางที่เคยมาทันที แต่ก็ถูกมือของผมที่ไวกว่าคว้าเอาไว้



"เดี๋ยวสิคุณ ผมยังไม่มีเบอร์หรืออะไรไว้ติดต่อคุณเลยนะ"



ควานลินก้มหน้างุด บิดข้อมือหนีออกจากการเกาะกุมและเดินหนีไปด้วยความขวยเขินก่อนที่หันหลังตะโกนกลับมา



"ลองเกะเปลือกลูกอมดูก่อนสิครับ"



ผมหยิบเปลือกลูกอมที่ถูกยัดลงมาในกระเป๋าเสื้อก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมา ยิ้มที่กว้างที่สุดตั้งแต่ผมเกิดมาบนโลกใบนี้ เมื่อเปิดอ่านเจอข้อความที่เขียนไว้ว่า




' ควานลิน 089-xxx-xxxx
2309 Cube Apartment '

.


.
.

Talk


(ย้ายบทความจากจอบมาไว้ในเด็กดีค้าบบบ)

ตอนแรกๆ ก็เป็นฟิคหม่นๆ หน่อยทำไปทำมา เอ๊าา มาแนวนี้อีกแล้ว รู้เลยนะคะว่าเราเป็นคนยังไง ?

ไม่เคยแต่งแนวตัวละครเป็นคนเล่าเรื่องเลยค่ะ ไม่รู้ว่าแปลกๆ ไหม จะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นในตอนต่อๆ ไปนะคะ















T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

316 ความคิดเห็น

  1. #192 panida2143 (@panida2143) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 22:25
    โอ้โหจะเป็นลมผชเค้าขอแค่เบอร์ติดต่อนี่ลูกชั้นให้ที่อยู่ละเบอร์ห้องงงงงงอกอิแม่นั้น!!!!!!!!จับหน่อยค่ะจะเปนลม
    #192
    0
  2. #191 bbestdream (@bbestdream) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 22:14
    อื้อหื้ออออ ขอกินหน่อยค่ะ เราอยากชิมบ้าง แค่อมยิ้มมันจำเป็นต้องหวานขนาดนั้นไหมอ่ะ สวนสาธารณะนะยู โอ้โห่ จิตใจทำด้วยอะไรจะจูบกันทำไมไม่เรียกเราไปดู วุ้วว จะบอกอะไรให้นะคะคุณวิศวกรอมยิ้มมันไม่ได้หวานส่วนอะไรที่หวานมันคือลูกน้อยของหนูต่างหาก ยกขันหมากมาเดี๋ยวนี้! ส่วนยัยลูกก็น่าตีซักทีให้เบอร์ไม่เท่าไหร่หนูให้ที่อยู่พี่เขาเลยหรอคะ แม่จะเป็นลมยัยตัวดี! ถ้าเป็นแบบต่อไปก็ไม่ต้องกลับมาเหงาที่ห้องละม้างงงงพี่อง หึ//เขียนดีแล้วเจ้าอีฟ น่าร้ากกกกกกกก
    #191
    0