แต่เมื่อดูจากปริมาณของแคลเซียมที่อยู่ในน้ำนม ก็จะพบว่าน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีแคลเซียมมากกว่าของเหลวที่ต่อม เหงื่อแบบ apocrine (ที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับต่อมน้ำนม) ถึง 100 เท่า ปริมาณแคลเซียมขนาดนี้น่าจะจับตัวฝังอยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำนมและทำให้ ต่อมน้ำนมแข็งเป็นกระดูกไปตั้งนานแล้ว นอกจากนั้นโปรตีนที่หลั่งออกมาเข้มข้นกว่าเหงื่อถึง 1,000 เท่าก็น่าจะจับตัวกันจนทำให้รูท่อต่อมน้ำนมตีบตัน
แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดี เรื่องราววิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น (ยกเว้นของเจ๊เลดี้ กาก้า อันนั้นเลยเถิดไปจนถึงขั้นพ่นไฟได้แล้ว)
Carl Holt แห่ง University of Glasgow และ John Carver แห่ง the University of Adelaide สันนิษฐานว่า โปรตีนในน้ำนมนั่นแหละจะต้องเป็นตัวคอยจับไอออนของแคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ ไว้ ไม่ให้ฝังตัวในเนื้อเยื่อ พวกเขาจึงทดลองสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์เพื่อที่จะดูว่าโปรตีนเคซีนในน้ำ นมทำจิ๊จ๊ะอะไรกับไอออนของแคลเซียม
ผลก็เป็นไปอย่างที่คาด โปรตีนเคซีนในน้ำนมช่วยจับไอออนของแคลเซียมไว้จริงๆ แคลเซียมฟอสเฟตจะถูกขังอยู่ในก้อนของโปรตีนเคซีนเกิดเป็นอนุภาคทรงกลมที่ เรียกว่า micelle แขวนลอยอยู่ในน้ำนม
การจับตัวกันเป็น micelle นี่เองที่ทำให้ตัวแม่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในยุคแรกๆ สามารถหลั่ง แคลเซียมออกมาได้มากโดยไม่ทำให้ต่อมน้ำนมกลายเป็นกระดูก หลังจากนั้นปริมาณแคลเซียมและโปรตีนในน้ำนมก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นวิวัฒนาการคู่ขนานกันอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Journal of Evolutionary Biology DOI: 10.1111/j.1420-9101.2012.02509.x
ที่มา - New Scientist
ความคิดเห็น