ซ่อนใจไว้ใต้ดาว

ตอนที่ 11 : บทที่ ๕.๒ ภาพลวงตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 ธ.ค. 60

 

แดดช่วงสายที่เหมือนจะจัดจ้ากว่าทุกวันทำให้มนัสต้องหรี่ตาลง กำลังจะหยิบแว่นกันแดดออกมาสวม ก็พอดีเห็นพธูทิพย์เดินเข้ามาในร้านกาแฟที่ตนนั่งอยู่เสียก่อน 

        ยัยปลาทูขึ้นอืดมาทำอะไรแถวนี้วะเนี่ยเขาพึมพำขณะมองตามร่างอวบเดินยิ้มหวานเข้าไปหาสาวผมสั้นซึ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะในสุดของร้าน จากท่าทางที่พูดคุยรู้สึกว่าจะสนิทกันมากจนเขารู้สึกขางหูขวางตาแปลกๆ  ว่าแล้วหมวดหนุ่มสุดป๊อบประจำสน. ก็ลุกขึ้นแล้วเดินตรงเข้าไปหา ทำทีเหมือนว่าบังเอิญมาเจอกันเข้า

        อ้าว น้องปลาทู มาดื่มกาแฟที่นี่ด้วยหรือครับ

        พธูทิพย์เงยหน้าขึ้นมองคนทัก จึงปะทะกับสายตายียวนกวนประสาทเข้าอย่างจัง

        ค่ะ พี่หมวดเองก็แกว่งปากหากาแฟดื่มเสียไกลเลยนะคะ

         ไม่ได้ตั้งใจแกว่งปากมาไกลหรอก พอดีคอนโดฯ พี่อยู่แถวนี้เอง ว่าแต่น้องปลาทูเถอะ ที่ร้านตัวเองไม่มีกาแฟสิท่า ทำให้ต้องถ่อมาดื่มถึงนี่

        แล้วพี่หมวดมีปัญหาอะไรกับการดื่มกาแฟของฉันไม่ทราบ

        ไม่มีหรอกครับและไม่อยากมีด้วย เห็นว่าเป็นคนรู้จักเลยมาทักน่ะ

        ขอบคุณแต่คราวหน้าไม่ต้องก็ได้ค่ะเธอตอกกลับยิ้มๆ มนัสเห็นแล้วหมั่นไส้ หากยังไม่ทันได้โต้ตอบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน หมวดหนุ่มจึงจำต้องกลับไปนั่งที่เดิมโดยเมินรอยยิ้มหวานแกมเยาะของสาวเจ้าที่ส่งให้อย่างเต็มอกเต็มใจ

        ใครน่ะพู่ หล่อดีนะแกเพื่อนสาวหันมาถามสีหน้าตื่นเต้น

        เพื่อนที่ทำงานพี่ชาย เธอตอบสั้นๆ

        ไม่ยักรู้ว่าพี่ชายทำงานกับตำรวจ

        พอดีเป็นโครงการที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่น่ะ มาขอให้พี่ชายไปเป็นที่ปรึกษาพธูทิพย์ตอบ ก่อนหันไปสั่งเครื่องดื่มกับพนักงาน

        ปากอย่างนั้นก็เหมาะจะทำงานกับพี่ชายแล้วละ เพราะกวนพอกันเพื่อนสาวอดจิกกัดเล็กๆ ไม่ได้เพราะเคยเจอวาจาตรงเกินเหตุของชายไทมาแล้ว

        นี่ อย่ามาว่าพี่ชายนะ พี่ชายไม่ได้กวนสักหน่อย แค่พูดอะไรตรงๆ เท่านั้นเอง

        เออๆ รู้จ้า แหม ว่าไม่ได้เลยนะ รักกันจริง หวงกันจัง

        แน่นอนพธูทิพย์ลากเสียง เธอภูมิใจในตัวชายไทเสมอ พี่เธอเป็นคนเก่ง ไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง เว้นอยู่เรื่องเดียวที่คิดแล้วหงุดหงิดทุกที คือเป็นคนใจอ่อนขี้สงสาร ใครมาขอร้องอะไรก็ไปช่วยเขา ต้องประสบความลำบากยุ่งยากเพราเรื่องชาวบ้านประจำ

 

แม้จะได้รับข่าวจากมนัสว่านงนรีพร้อมแล้วที่จะให้ปากคำ แต่เจตต์ก็ยังไม่ขยับ สารวัตรหนุ่มยังคงนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง ครุ่นคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องของปริญญา

เป็นคนในตระกูลดัง บ้านหรือก็ออกจะใหญ่โต  แล้วทำไมยังต้องนั่งรถเมล์มาทำงานทุกวันอีก หรืองกจนแม้แต่ค่าน้ำมันรถก็ยังไม่อยากจะเสีย แต่ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะเป็นคนอย่างนั้น แวบหนึ่งที่นึกไปถึงคำพูดพวกเจ้าหน้าที่สาวจอมเมาธ์ที่เจอในลิฟต์

จะว่าไปหญิงสาวก็เป็นคนเดียวในหน่วยที่ไม่มีความพิเศษอะไรเลย ต่างจากมนัสที่แม้จะปากมากไปหน่อยแต่ก็ถือว่าเป็นคนเก่งซึ่งผ่านคดีมานักต่อนัก ด็อกเตอร์ชายไทเองก็เป็นนักจิตวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ ส่วนปริญญา ในสายตาเขามีข้อดีก็แค่ชงกาแฟทำแซนด์วิชอร่อย

หรือว่าเรื่องนี้จะมีเงื่อนงำซ่อนอยู่จริงๆ เพราะเจ้าตัวได้ติดยศเร็วทั้งที่เพิ่งเรียนจบอีกต่างหาก ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่

              “เฮ้ย มัวมาคิดอะไรไร้สาระอยู่วะเนี่ยเรา พอแล้ว ทำงานๆ” เจตต์บอกตัวเองเมื่อชักจะรู้สึกว่าเริ่มคิดเรื่องหมวดสาวไปไกลและมากเกินไป เขาดีดตัวขึ้นยืน คว้าโทรศัพท์มาโทรศัพท์สั่งการให้มนัสพาหมวดสาวไปสืบหาที่อยู่เปรมปรีดิ์ ก่อนที่เขาจะเดินทางไปพบนงนรีที่บ้านตามกำหนดนัด

        เมื่อไปถึง เจตต์ถูกเชิญให้ไปรอในห้องรับแขกสุดหรู เฟอร์นิเจอร์รวมทั้งข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แต่ที่น่าสนใจคือหนังสือบนชั้นติดผนังทาสีพาสเทลสบายตานั้น ล้วนถูกแบ่งประเภทและจัดเรียงชื่อตามตัวอักษรทั้งสิ้น

        “สวัสดีค่ะสารวัตร ขอโทษที่ให้รอนะคะ" นงนรีเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่มีความหวั่นไหวให้เห็นสักนิด

        เจตต์มองหญิงสาวที่กำลังทรุดนั่งลงบนโซฟา เธอดูสวยสง่าในทุกอิริยาบถ เรียกได้ว่าอยู่คนละชั้นกับผู้หญิงที่ตกเป็นข่าวกับสามีอย่างสิ้นเชิง ไม่แปลกใจเลยที่ผู้จัดการส่วนตัวของวริชญาจะเห็นว่านงนรีไม่มีทีท่าใส่ใจ แม้สามีจะอยู่กับหญิงอื่นต่อหน้าต่อตา

        สวัสดีครับ คุณนงนรี ผมสารวัตรเจตต์ที่ดูแลคดีของคุณวริชญานะครับ ที่มาวันนี้เพราะอยากรบกวนสอบถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับผู้ตาย

        นงนรีเลิกคิ้วก่อนตอบเสียงเรียบ ไม่มีอะไรนี่คะ แค่รู้จักชื่อ กับเห็นหน้าในทีวีครั้งสองครั้ง

         ไม่น่าเชื่อนะครับ เพราะเธอมีข่าวกับสามีคุณบ่อยๆ แล้วก็เป็นเพื่อนกับน้องสาวคุณด้วย คิดว่าควรจะได้เจอกันบ้างนะ

        ฉันกับน้องต่างกันหลายอย่าง ทั้งนิสัย การดำเนินชีวิตรวมทั้งสังคม เลยไม่ค่อยได้สุงสิงกับเพื่อนเขาสักเท่าไร

        แล้วคืนก่อนพบศพ คุณอยู่ที่ไหนครับ

        ฉันอยู่ที่บ้านค่ะ กล่อมลูกนอนตามปกติ ถามแม่บ้านดูก็ได้” เห็นสายตาคมกริบมองมาราวกับจะทะลวงเข้ามาถึงใจจริงของเธอ นงนรีก็เอ่ยต่อ “สารวัตรคะ ถ้าฉันคิดจะฆ่าผู้หญิงของสามีจริงๆ ป่านนี้คงเป็นฆาตกรร้อยศพไปแล้วกระมังคะ

         ก็จริง หากคิดจะฆ่าคงได้ล้างบางกันเลยทีเดียว ก็ข่าวของเปรมปรีดิ์มันน้อยเสียเมื่อไร

        ผมเข้าใจ แต่คุณโกหกผมที่บอกว่าไม่เคยพบกับคุณแพรวมาก่อน เพราะจากข้อมูลที่ได้มา เธอเคยไปพบคุณเปรมปรีดิ์ในร้านอาหาร และตอนนั้นคุณก็อยู่ด้วย

ใบหน้างามเผือดสีลงทันทีที่เขาพูดจบ แววตาที่บ่งว่าต้องการจะรู้ความจริงอย่างแรงกล้าของสารวัตรหนุ่ม กำลังจะบังคับให้เธอจำนน

นงนรีถอนใจยาว

“ค่ะ ใช่ ฉันเจอเธอที่นั่น แต่ไม่ได้คิดจะโกหกหรือปิดบังอะไรนะคะ แค่รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องสำคัญเท่านั้นเอง”

“แล้วเคยพบกันตามลำพังไหม” เจตต์ก้าวเข้าไปใกล้อีกระดับ และคิดว่าไปถูกทางแล้ว เมื่อแววตาที่เคยนิ่งเริ่มระริกไหว

        ค่ะ เราเคยนัดเจอกันครั้งหนึ่ง เธอมาพูดเรื่องที่…” หญิงสาวดูอึดอัดใจ คล้ายอยากพูดแต่ไม่กล้า หรือบางทีอาจคิดว่าไม่สมควร ต่อเมื่อเจตต์รับรองด้วยเกียรติว่าคำให้การทุกอย่างจะเป็นความลับ จึงวางใจพอจะเล่าต่อได้

เธอมาพูดเรื่องนอนกับเปรม แล้วก็...บอกว่าตอนนี้เธอท้องกับเขาแล้ว ฉันบอกว่าไม่สนใจ อยากจะจัดการอะไรให้คุยกับเปรมเอง ฉันไม่มีหน้าที่ไปตัดสินเรื่องพวกเมียน้อยนงนรีหยุดไปนิดหนึ่งด้วยสีหน้ากล้ำกลืนบางอย่าง เมื่อพูดต่อ น้ำเสียงก็เหมือนจะแหบพร่าลง

 เธอหัวเราะแล้วบอกว่าไม่เคยคิดจะปล่อยตัวขนาดนั้นหรอก แค่อยากเห็นสีหน้าตกใจของฉัน เธอบอกว่าคนที่อยากมีลูกคือตัวเปรมเอง เขาอยากมีกับเธอ ไม่ใช่ฉัน ฉันก็ได้แต่เงียบแล้วลุกออกมา นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ฉันจบแต่เธอไม่เคยรามือ โทรศัพท์เข้ามาเป็นประจำ บางทีก็ส่งเป็นคลิปมาบ้าง น้องสาวของฉันต้องคอยลบทิ้งให้เสมอ บอกว่าไม่ควรไปดูของพวกนี้ให้เสียสมองเปลืองสายตา

        คุณเคยพูดเรื่องนี้ให้สามีฟังบ้างหรือเปล่าครับ

        ไม่เคยค่ะ ฉันไม่อยาก...ทำให้เขาเห็นว่าฉันสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเขา

        เจตต์มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสงสาร นงนรีถือศักดิ์ศรีมากกว่าความรัก หรืออาจจะเป็นเพราะการแต่งงานครั้งนี้เริ่มต้นด้วยความ ไม่รัก

        ขอโทษนะครับ ได้ยินมาว่าพวกคุณถูกบังคับให้แต่งงานกัน…”

         สำหรับเปรมอาจจะใช่ แต่สำหรับฉันมันเป็นไปตามข้อตกลง ครอบครัวฉันมีหนี้อยู่จำนวนหนึ่ง ฝ่ายเปรมอาสาจะจัดการชำระมันให้ โดยฉันต้องแต่งงานและมีทายาท ตอนนี้ฉันจัดการส่วนของฉันเสร็จแล้ว ที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ก็เพียงแค่ภาระหน้าที่ที่ควรทำ

คำตอบของนงนรีทำให้สารวัตรหนุ่มนิ่งไป ใบหน้าคมเข้มเฉยชาค้านกับเส้นเลือดปูดโปนข้างขมับกับสันกรามที่นูนขึ้น

“คุณเคยรักเขาบ้างหรือเปล่า

“คะ?”

        ดวงตาคมจ้องลึก...คุณเคยคิดถึงลูกบ้างไหมว่าเขาจะรู้สึกยังไง ถ้าวันหนึ่งเขารู้ว่า...เขาคือผลผลิตที่มาจากการต่อรอง ไม่ได้เกิดจากความรัก

        “สารวัตร?” นงนรีมุ่นคิ้ว ไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าเป็นอะไรไป จู่ๆ ถึงดูเคร่งเครียดกดดันเช่นนี้ และแววตาหวาดหวั่นปนกังขานั้นเองที่ทำให้เจตต์รู้ตัวว่าได้ปล่อยให้อารมณ์ส่วนตัวเข้าครอบงำ

        “ขอโทษ...มันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณแท้ๆ เอาละ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะครับ ผมคงต้องขอตัว  รบกวนคุณมานานแล้วร่างสูงลุกขึ้นค้อมศีรษะนิดหนึ่งเป็นการอำลา นงนรีเดินตามไปส่งที่หน้าบ้าน       ยังไงดิฉันก็ขอยืนยันว่าไม่ได้ฆ่านางแบบคนนั้นแน่ๆ แม้ว่าจะเคยคิดก็เถอะเธอเอ่ยเสียงนิ่ง เจตต์หันมาสบตา

        หลักฐานจะบอกทุกอย่างเองครับ แล้วก็บางทีผมอาจจะต้องมาขอรบกวนคุณอีกในครั้งหน้า

        ยินดีให้ความร่วมมือเสมอค่ะนงนรียิ้มรับ พอดีกับที่รถของนาถรดาแล่นเข้ามาในบริเวณบ้าน

 เธอรอจนชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีขาวทับด้วยแจ็คเก็ตดำมีตัวหนังสือปักด้านหลังชัดเจนว่าเป็นตำรวจ ก้าวขึ้นรถแล้วขับออกไปแล้วนั่นละ จึงลงไปหาพี่สาว

        ใครกันหรือคะพี่นรี

        สารวัตรเจตต์ที่ดูแลคดีนางแบบคนนั้น เขามาสอบปากคำพี่

        เอ๊ะ แล้วทำไมต้องมาสอบปากคำพี่ละคะ

        ไม่รู้สิ เมียหลวงคงต้องเป็นผู้ต้องหาคนแรกมั้ง

        บ้าจริง! พวกตำรวจสมองกลวง คิดได้แค่นี้หรือไงน้ำเสียงหงุดหงิดและสีหน้าวิตกกังวลของน้องสาวทำให้นงนรีแปลกใจ นาถรดาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

        เขาทำตามหน้าที่น่ะระดา ไปว่าเขาไม่ได้หรอกนะ

        นาถรดาหันขวับมาหาทันที พี่นรีก็แบบนี้ทุกที มัวแต่คอตั้งหน้าเชิด เฉยกับทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องเมียน้อย

        ระดา! เธอพูดเกินไปหน่อยไหม พี่เป็นพี่สาวเธอนะ

        ระดาไม่ได้ตั้งใจจะว่าพี่แต่มันอดไม่ได้จริงๆ สามีทั้งคนนะคะ ถึงจะโดนบังคับให้แต่งก็น่าจะรู้สึกอะไรบ้างสิ คนนะคะไม่ใช่หุ่นยนตร์ถ้อยคำเหล่านั้นกรีดลึกเข้าไปในหัวใจคนฟัง

        ใช่...เธอเคยรู้สึกรักเปรมปรีดิ์อยู่บ้างเหมือนกัน แต่มันก็แค่ความรู้สึกชั่ววูบ ที่สำคัญ ตบมือข้างเดียวมันไร้ประโยชน์ ไม่มีความหมายและเจ็บปวดจนเกินจะรับไหว และเธอก็มีศักดิ์ศรีพอ หัวใจเธอมีค่าเกินกว่าจะเอาไปให้คนอย่างเปรมปรีดิ์ขยี้เล่นตามอำเภอใจ

 

ปัณฑิตขับรถมาถึงโรงแรมหรูแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของเพื่อนสมัยเรียนมัธยม เรียกได้ว่าเป็นงานเลี้ยงรุ่นอีกงานได้เลยทีเดียว เพื่อนๆ หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิต และอีกหลายคนที่ผิดพลาด ทว่าคนที่ใคร ๆต่างจับตามองก็คือ เขาเอง

        หลังจากที่เขียนอวยพรให้คู่บ่าวสาวเสร็จเขาเดินเข้าไปในงานเพียงคนเดียว เพื่อนๆที่รู้จักกันต่างทักทาย เขาเลือกที่จะนั่งโต๊ะที่มีเพื่อนกลุ่มที่พอรู้จักกัน ในช่วงที่เรียนมัธยมเขาไม่ค่อยได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ เขาจะเป็นคลังสมองสำหรับคนอื่นๆ ตอนเช้าต้องเอาสมุดการบ้านมาให้เพื่อนๆ ลอก แม้มันไม่ใช่เรื่องที่ดีนักแต่ก็หลบเลี่ยงไม่ได้       

        “อ้าว ปอเป็นยังไงบ้าง กลับมานานแล้วหรือยัง” เสียงทักทายดังขึ้นหลังจากการเชื้อเชิญให้เขานั่งร่วมโต๊ะ

        “เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง”

        “แล้วทำงานที่บริษัทของพ่อนายเลยใช่ไหมเนี่ย”

        “ตอนนี้อยู่ในช่วงพักก่อนที่จะเข้าทำงานที่บริษัทน่ะ”

        “ดีจริง ๆ ผู้ชายเพอร์เฟคอย่างแกนี่ดีจริงๆ ทั้งหล่อ เรียนเก่ง แถมรวยอีกต่างหากมีทุกอย่างที่ผู้หญิงชอบเลยนะ” เพื่อนคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม ส่วนปัณฑิตนั้นได้แต่ยิ้มรับบางๆ มันไม่ใช่ความภูมิใจสำหรับเขาเท่าไหร่

        “ว่าแต่แกจะไปงานเลี้ยงรุ่นที่โรงเรียนเก่าไหม ไปรำลึกความหลังกัน เห็นว่าปีนี้ไอ้โอ๊ดที่เป็นหัวโจกเก่าเป็นประธานจัดงานนะ ได้ยินข่าวว่ามันจะลงการเมืองด้วย ไม่แปลกหรอกที่จะอยากจัดงานเลี้ยงรุ่น"

        “เออใช่พ่อมันเป็นอดีตนายตำรวจใหญ่นี่หว่า สมัยก่อนจำได้ว่าพอไอ้โอ๊ดมีเรื่องทีไร มันรอดคุกทุกทีเลย แกจำได้ไหมวะปอ” เพื่อนอีกคนหันมาถามเขาบ้าง

        ปัณฑิตพยายามที่จะเงียบไม่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขารู้ดีว่าเส้นสายมันเป็นเรื่องที่ต้องมีในทุกวงการ เส้นสายกับบุญคุณ ผลประโยชน์ต่างตอบแทน ไม่ว่าจะใช้คำไหนมันก็ไม่ต่างกันนักหรอก

        เสียงพูดคุยภายในโต๊ะที่ปัณฑิตนั่งอยู่ด้วยนั้น อยู่ในสายตาสวยของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอได้แต่มองชายหนุ่มด้วยความชื่นชม

        “ยิหวา แกมองอะไรอยู่” เสียงของหญิงสาวซึ่งนั่งข้างซ้ายของยิหวากล่าวถามเมื่อสังเกตว่าเพื่อนเงียบเสียงไปนาน

        “พี่ปอไง รุ่นพี่สมัยเรียน” ยิหวาอธิบาย

        “อ๋อ จำได้ล่ะ ขวัญใจของแก ฉันไม่เข้าใจว่าแกจะชอบพี่เขาทำไมนักหนา ดูสิเป็นหนุ่มคงแก่เรียนจะตายไป”

        “พี่ปอไม่ได้เก่งแค่เรียนนี่ เขาเก่งทุกอย่างในสายตาฉันเสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปีฉันก็ยังชอบพี่ปอเสมอ” ยิหวากล่าวตาลอย มองชายหนุ่มทุกอิริยาบถ เขาดูดีและเหมาะสมกับเธอทุกอย่าง ทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะชอบเขาตลอดไป

 

การจราจรอันติดขัดแทบไม่ต่างจากสมองของเจตต์ในตอนนี้ มันหนักอึ้ง เหมือนคนถูกยิงแล้วโดนบีบที่แผลอักเสบ เรื่องราวของนงนรีทำให้เขาเผลอคิดถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่...คำถามที่เขาอยากถามแม่มาตลอดชีวิต...เคยรักเขาบ้างหรือเปล่า...

        พ่อของเขาร่างกายอ่อนแอและมักจะป่วยกระเสาะกระแสะอยู่เสมอ จนโตเป็นหนุ่มก็เกิดไปหลงรักสาวสวยน่ารักคนหนึ่ง แต่เธอไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง ลุงธนพลสงสารน้องชายฝาแฝดจึงแอบไปจ้างให้มาแต่งงานกับน้องและเธอยอมรับข้อเสนอ พ่อดีใจมากและยิ่งปลาบปลื้มเมื่อเธอตั้งท้อง แต่เพราะรู้ว่าจะอยู่ได้อีกไม่นานจึงทำทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้ให้เขา และแล้ว ก่อนหน้าที่ผู้หญิงคนนั้นจะคลอดเขาออกมา พ่อก็เสียชีวิตลงในบ้าน อย่างสงบ หลังคลอดไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนนั้นก็หอบเงินและทรัพย์สินบางส่วนของพ่อหนีไป โดยทิ้งจดหมายบอกลุงธนพลไว้ว่าหมดสัญญาเมื่อพ่อเขาเสียชีวิตและสิ่งที่เธอเอาไปคือค่าเสียเวลา

เขารู้เรื่องทั้งหมดในวันเรียนจบนายร้อยตำรวจ...วันที่เขาประสบความสำเร็จและอยากบอกพ่อกับแม่มากที่สุด

         เจตต์ อย่าโหยหาผู้หญิงคนนั้นอีกเลย” ลุงธนพลบอกเขาด้วยสีหน้าขึ้งเครียด เมื่อเขาถามหาที่อยู่ของแม่ “นฤมลไม่ได้รักแก...ไม่ควรค่าให้แกไปคิดถึงหรือรัก เป็นแค่ผู้หญิงที่เห็นเงินเป็นใหญ่เท่านั้น”

        ผู้หญิง..คำแสลงสำหรับเขา สารวัตรหนุ่มเอนศรีษะลงกับเบาะ ดวงตาเหม่อลอย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิด เมื่อเหลือบดูชื่อที่ปรากฎบนหน้าจอมือถือก็ต้องถอนหายใจออกมา...นี่ก็ผู้หญิง!

        ว่าไงหมวดปริญญา

        ปริญญาตกใจกับคำเรียกขานเต็มยศจนชะงักไปนิดหนึ่ง เอ่อ สารวัตรคะ ตอนนี้นายเปรมปรีดิ์หนีไปกบดานที่โคราชค่ะ

        งั้นก็ไปสืบต่อสิว่าอยู่ตรงไหนของโคราชน้ำเสียงติดจะห้วนเอาการ

        รู้ที่อยู่เขาแล้วค่ะหญิงสาวรีบบอก หวังให้เขาอารมณ์ดีขึ้น

        งั้นก็เตรียมตัวไปโคราชกันเลยคืนนี้ แค่นี้นะ ผมใช้ความคิดอยู่เจตต์กดวางทันทีที่พูดจบ ทิ้งปลายสายนิ่งอึ้งก่อนหันไปจ้องหน้าคนนั่งข้าง

        สารวัตรบอกให้เราไปโคราชกันคืนนี้ค่ะหมวด

        อ้าว งั้นก็รีบไปเตรียมตัวกันเถอะครับ แล้วด็อกเตอร์ต้องไปด้วยไหม ผมจะได้แจ้งเขาให้

        อ่า ปี่ถามไม่ทันค่ะ

        งั้นเอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมโทร.ถามสารวัตรเอง หมวดกลับไปเก็บของแล้วไปรอที่หน่วย ช้าโดนบ่นนะ มีหัวหน้าเป็นผู้ชายวัยทองก็แบบนี้แหละ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น