[OS KOOKMIN] SOMEWHERE ONLY WE KNOW PROJECT 2018

ตอนที่ 12 : PLACE 10 | เกาะ {05.06.18}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2025
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 144 ครั้ง
    24 ก.ค. 61


PLACE 10 | เกาะ

–– nice to met you.

by : MXNEJK { @Immine }


now playing.. walk you home 

It’s just the two of us So forget the world for a while

Open your heart and open your eyes

I’m right here in front of you

ความคิดไม่ใช่สิ่งกำหนดความถูกต้อง

เวลาเองก็ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดความรู้สึก





   

( อย่าลืมเปิดเพลงฟัง เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านนะคะ )






ไอเย็นๆจากลมทะเลพัดกระทบร่างกายของผมมากว่าชั่วโมงแล้ว เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะเพราะไอน้ำเค็ม คาเฟอีนรสขมปร่าแต่หอมหวานยามที่กลืนลงคอไปแล้วเป็นเหมือนเพื่อนแท้ของผมในตอนนี้

 

เกาะไม่ใหญ่นักซึ่งเป็นประเทศทั้งประเทศ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะมาดากัสการ์ ประเทศนี้มีชื่อเรียกกันว่า ประเทศเซเชลส์ ผมหนีทุกคนรอบตัวมายังที่นี่ หนีมาเพราะหวังว่าจะไม่ต้องพบเจอกับสังคมเดิมๆที่น่าเบื่อหน่ายและไร้ความจริงใจ

 

ไม่แปลกนักที่คุณจะไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อประเทศแห่งนี้มาก่อน เพราะครั้งแรกที่ผมได้รู้จักที่แห่งนี้คือเมื่อสองวันที่แล้วนี้เอง เพราะว่าเป็นประเทศเล็กๆที่ถูกล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอินเดีย ไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจมากนัก ทำให้ประเทศนี้เงียบสงบและค่อนข้างเป็นส่วนตัว เป็นที่ที่ผมกำลังมองหาอยู่จึงจัดการแบกเป้จองตั๋วเครื่องบินมาทันที

 

รอบตัวผมแทบจะมืดสนิทหากไม่มีแสงสว่างจากพระจันทร์ดวงโตที่สะท้อนกับผิวน้ำอยู่ตรงหน้า กลุ่มดาวที่ห่างไกลและไฟข้างทางสลัวๆจากริมถนนที่ถัดออกไปไกลพอสมควร

 

ฟึ่บ

 

เสียงขวดแก้วถูกวางลงอย่างไม่ใยดีนักบนผืนทรายหลังจากเจ้าของของมันนั่งลงห่างจากผมไปเมตรหนึ่งเห็นจะได้ ด้วยระยะเพียงเท่านี้ทำให้ผมมั่นใจได้ว่าคนแปลกหน้าคนนี้คงจะดื่มแอลกอฮอล์มามากพอสมควร กลิ่นจางๆลอยเคว้งมากระทบประสาทรับกลิ่นของผม และหากผมไม่ได้คิดมากไปเองผมว่าผมได้กลิ่นหอมอะไรสักอย่างจากร่างของอีกฝ่าย กลิ่นจางๆที่คงจะเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของเขา

 

“พระจันทร์สวยดีแห้ะ”

 

น้ำเสียงเรียบแต่กลับหวานนุ่มกว่าผู้ชายทั่วไปเอ่ยขึ้น ราวกับว่าตั้งใจจะเอ่ยกับลมกับฟ้าไม่ได้หวังให้ใครสักคนมาได้ยินหรือเข้าใจภาษาที่เขาพูด แต่ดันมีผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน

 

และหนำซ้ำผมยังเข้าใจภาษาที่เขาพึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างไร้จุดหมายนั่นด้วย

 

“มันดวงโตกว่าที่เกาหลีอีกนะคุณว่าไหม”

 

“.....”

 

เขาเงียบไป แน่นอนว่าถ้าหากเป็นผมก็คงจะประหลาดใจไม่น้อยหากจู่ๆก็พบคนเข้าใจภาษาบ้านเกิดของตัวเองในประเทศที่ห่างไกลมาถึงขนาดนี้

 

“นายเป็นคนเกาหลีสินะ”

 

“เปล่าหรอก ผมแค่บังเอิญพูดได้”

 

“โกหก”

 

เขาพูดเท่านั้นแล้วก็ยกของเหลวในขวดแก้วนั่นขึ้นดื่มไปอึกใหญ่ ผมเหลือบไปมองคนข้างๆนิดหน่อย แสงพระจันทร์ที่กระทบใบหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้ทำให้เขาดูน่ามองไม่น้อย

 

“ผมจองกุก จอนจองกุก” ผมไม่เข้าใจเหตุผลที่ตัวเองแนะนำตัวออกไปแบบนั้นนัก “คุณล่ะครับ ขอรู้ชื่อหน่อยสิ”

 

“จีมิน ปาร์คจีมิน”

 

ชื่อของเขาคล้ายจะเป็นชื่อของผู้หญิงเสียมากกว่า แต่คนตั้งคงจะมีเหตุผลที่เลือกชื่อนี้อยู่แล้ว และผมเองก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งวิเคราะห์ชื่อของคนแปลกหน้านี้เลยสักหน่อย

 

            “กาแฟตอนจะสามทุ่ม นายคิดอะไรอยู่”

 

            เขาพูดติดจะขำอยู่หน่อยๆ ไม่ว่าใครก็คงจะไม่เข้าใจผมทั้งนั้น ตัวผมเองก็ไม่เขาใจร่างกายตัวเองที่มันดันมาแพ้แอลกอฮอล์ทุกชนิดซะได้ ก็อยากจะนั่งจิบเบียร์ชิวๆริมหาดทราย มองคลื่นมองดาวแต่ก็ทำไม่ได้อย่างใครเขาทำกัน

 

            “ไม่นอนหรอกคืนนี้ ผมนอนมาทั้งวันแล้ว”

 

            “.....”

 

            “.....”

 

            “..นี่นายน่ะ” เขาวางขวดแก้วใกล้กับแก้วกาแฟที่ไร้ซึ่งของเหลวใดๆในนั้นแล้ว “อยู่เป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ แค่คืนนี้ก็พอ”

 

            ผมไม่ได้ปฏิเสธและก็ไม่ได้ตอบตกลง ปล่อยให้เขากระเทิบตัวเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น เรานั่งกันอยู่เงียบๆอย่างนั้นสักพักให้ลมทะเลพัดผ่านร่างกายที่เหนื่อยล้าเต็มที

 

            “มาคนเดียวหรอครับ เกาะสวยๆแบบนี้น่ะ”

 

            “นายเองก็มาคนเดียวหรอ”

 

            เขาตอบคำถามผมด้วยคำถาม ทุกๆประโยคถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและฟังดูเย้อหยิ่งแต่ผมกลับรู้สึกว่าภายใต้ความเย็นชานั้นมีมวลความรู้สึกบางอย่างกำลังกดทับคนๆนี้อยู่

 

            มันช่างฟังดูเหงาจับใจ เดียวดายจนตัวผมเองไม่กล้าที่จะลุกขึ้นไปจากเขาในตอนนี้

 

            “ครับ”

 

            “หนีอะไรมา คนหรือความรู้สึก”

 

            “คนล่ะมั้งครับ” ผมเหลือบมองแสงที่กระทบกับขวดแก้วไร้ซึ่งน้ำแอลกอฮอล์อีกต่อไป “ผมเบื่อคนรอบตัว”

           

            “อย่างนี้นี่เอง..”

 

            “คุณล่ะหนีอะไรมา”

 

            “ฉันไม่ได้หนี” ผมหันไปมองอีกฝ่ายและตั้งใจฟัง “ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้อะไรเลย”

           

            เคยมีใครบอกเจ้าตัวหรือเปล่านะว่านัยน์ตาของเขามันดูประกายสวยขนาดไหน ยิ่งแสงพระจันทร์ที่กระทบมันยิ่งดูวิบวับราวกับว่ามีหมู่ดาวอยู่ในดวงตาคู่นั้น แม้ในยามนี้มันจะฉายแววอ่อนล้าอยู่ลึกๆแต่ก็ยังคงน่าหลงใหล ผมคงจะเผลอจ้องมองดวงตาคู่นั้นนานไปเสียหน่อยจนเจ้าตัวหลุดยิ้มขำออกมา

 

            “ขำอะไรครับ”

 

            “ป่าว แค่นายจ้องเหมือนจะกินฉันเข้าไปอย่างนั้นแหละ”

 

            “ขอโทษที ผมแค่..” เขาเลิกคิ้วขึ้นเชิงคำถาม รอฟังผมตอบ “คิดว่าดวงตาคุณสวยมาก และมันคงจะสวยยิ่งกว่านี้ถ้าไม่ฉายแววเศร้าอะไรบางอย่างแบบนั้น”

 

            “เศร้าอะไร ไม่มีหรอก ตาฉันก็ไม่ได้สวยอะไรด้วยนายอาจจะมึนกาแฟไปแล้วก็ได้นะ”

 

            ผมก็คิดว่ามันคงจะเป็นอย่างนั้น

 

            เขาลุกขึ้นแล้ว ปัดทรายออกจากกางเกงเล็กน้อยพอเป็นพิธี

 

            “ลุกได้แล้ว ไปกันเถอะ”

 

 

 

10.03 pm.

           

            ผมกำลังนั่งอยู่กลางห้องพักของโรงแรมระดับสี่ดาวแห่งหนึ่ง บนพื้นเย็นเฉียบที่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหนาวจนตัวสั่นเหมือนเจ้าของห้องที่เป็นคนปรับอุณหภูมิมันให้ลดต่ำเองกับมือ

 

            กองผ้าห่มกลมๆวางประชิดด้านหน้าของผม ในนั้นมีร่างของใครบางคนซุกตัวอยู่ มีเพียงศีรษะที่โผล่พ้นกองผ้าหนานุ่มออกมาเท่านั้น ผมไม่เข้าใจเขาหนัก เอาจริงๆผมก็ไม่ค่อยเข้าใจอะไรเขาเลยสักอย่าง ตั้งแต่ตอนที่ชวนคนแปลกหน้าที่รู้แค่ชื่อขึ้นมาบนห้องพักส่วนตัวของตัวเอง แถมตอนนี้ยังมานั่งขดตัวทำท่าว่าจะหลับอยู่ตรงหน้ากันอย่างนี้อีก

 

            “ง่วงก็ไปนอนบนเตียงดีกว่าไหมครับ”

 

            “ไม่ง่วง”

 

            เข้าขยับตัวกับกองผ้าห่มเข้ามาใกล้ผมมากขึ้น เอนหลังลงมาจนพิงกับอกของผมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมไม่ได้ขัดขืนอะไร สัมผัสนุ่มๆนั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกรำคาญจนต้องผลักออกไปเลยสักหน่อย

 

            “ไหนไม่ง่วง”

 

“กลัวนายเหงา”

 

            “เลยขยับเข้ามา?” คำตอบที่ได้คือการพยักหน้าขึ้นลง ขยุกขยิกตัวในมวลผ้าห่มเหมือนต้องการจะจัดท่าทางให้ตัวเองสบายขึ้น

 

            “ไว้ใจผมอะไรขนาดนั้น ถ้าผมหน้ามืดปล้ำคุณแล้วเอาเงินชิ่งหนีไปจะทำไง”

 

            “โม้ นายไม่ทำหรอก”

 

            “ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

 

            “ช่างเถอะหน่า อย่าพยายามหาเหตุผลให้มันมากมายไปเปล่าๆ”

 

            “.....”

 

            “ถึงนายจะทำก็ทำเถอะ ฉันไม่สนหรอก” เขาขยับตัวในกองผ้าห่มนั่นอีกครั้ง เหมือนกับว่ายังไม่สามารถจัดท่าทางที่เหมาะสมได้เสียที

 

            “ขออยู่แบบนี้สักพักแล้วกันนะ”

 

            ผมใช้เรียวแขนทั้งสองข้างโอบก้อนผ้าห่มนั่นเอาไว้แล้วออกแรงดึงมันตามมาในขณะที่กำลังถอยหลังไปจนชิดโซฟาที่วางอยู่ด้านหลัง เขาไม่ขัดขืนการกระทำทั้งหมดของผมเช่นกัน

 

            ในห้องที่มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงกับอุณหภูมิต่ำจากเครื่องปรับอากาศ ไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ มีละอองความคิดมากมายของผมกำลังฟุ้งกระจายอยู่ไปทั่ว พอลองคิดดูแล้วก็จริงอย่างที่อีกคนว่า ถ้าหากผมจะลองใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องหาข้อจำกัดของเหตุผลมากมายดูบ้างจะเป็นอย่างไรกันนะ ทำอะไรก็ตามที่ใจรู้สึกมากกว่าสมองสั่งให้มันทำ

 

            ราวกับมีบทเพลงขับกล่อมบรรเลงอยู่ในหัวของผม ผมค่อยๆปิดเปลือกตาลงช้าๆ ปลดปล่อยความคิดมากมายและตกสู่ห้วงนิทราภายในห้องที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ในที่สุด

 

tonight it's just the two of us

so forget the world for a while

open your heart and open your eyes

I'm right here in front of you

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

            ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั่วขาและไหล่ กองผ้าห่มถูกวางทิ้งไว้บนหน้าตักของผม ส่วนเจ้าของห้องได้หายตัวไปแล้ว เสี้ยวความคิดหนึ่งผมกลับระบายยิ้มออกมาเมื่อคิดว่ามันเป็นความฝัน หากแต่ทั้งหมดนี้คือความจริง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อคืนยังทิ้งร่องลอยเอาไว้ เช่นกลิ่นหอมจางๆที่ผมจำได้ดี ห้องพักขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ และกองผ้าห่มผืนหนาตรงนี้

 

            หากผมโดนหลอกก็คงไม่มีอะไรต้องเสีย แต่ผมไม่มีทางโดนหลอกอะไรหรอก ก็ในเมื่อเสียงประตูถูกปลดล็อกด้วยคีย์การ์ดและภาพใครบางคนผลักมันเข้ามาพร้อมกับถุงอาหารเต็มสองมือฉายชัดอยู่ตรงหน้า

 

            “ช่วยหน่อย”

 

            ผมลุกขึ้นตรงไปช่วยรับของจากมืออีกฝ่าย คงจะออกไปซื้อข้าวปลาอาหารข้างนอกมา มีอาหารกล่องสำเร็จรูปและพวกไส้กรอก แฮมและไข่ แต่ไม่มีผักเลยแม้แต่น้อย

 

            “ตื่นนานแล้วหรอ”

 

            “ก่อนนายสองชั่วโมง”

 

            “คุณดื่มหนักขนาดนั้นไม่แฮงค์เลยหรอ”

 

            “ปกติ”

 

            เขาหยิบอาหารที่พึ่งไปซื้อมาเทใส่จานเอาเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟอย่างคล่องแคล่วจากนั้นก็นำแฮมไส้กรอกและไข่ไปทำให้สุกในกระทะ ส่วนผมที่ไม่ได้เรื่องด้านงานครัวเลยได้แต่นั่งมองอีกฝ่ายจนเพลิน ไม่นานอาหาร(เวฟ)สุกสดใหม่ก็ถูกวางลงบนโต๊ะ พร้อมกับไข่ดาวสามฟองแฮมและไส้กรอก

 

            “ทำอาหารเป็นด้วยหรอครับ”

 

            “ก็ทำได้เท่าที่นายเห็น ไส้กรอก แฮม ไข่ดาวแล้วก็อุ่นข้าวกล่อง”

 

            เรานั่งกินกันเงียบๆ เพราะว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีอึดอัดผมจึงไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นตามไปด้วย ไข่ดาวฟองที่สองถูกตักเข้าปากคนตัวเล็กไปแล้ว ร่างกายผอมบางแต่ก็กินเก่งไม่น้อย

 

            “ไม่กินผักหรอครับ”

 

            “อืม เหม็นเขียว”

 

            “แล้วถ้าผักสีขาว”

 

            “ก็ไม่กินอยู่ดี ยกเว้นเห็ดในซุปครีมเห็ด”

 

            เขาตอบแบบสบายๆ ไม่ได้มีท่าทางรำคาญเมื่อผมเซ้าซี้ถามเรื่องนู้นนี่ไปเรื่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายชวนคุยเหมือนกัน

 

            “คุณนอนที่พื้นตลอดเลยหรอ”

 

            “ใช่”

 

            “ทำไมล่ะครับ” เขาเหลือบตาขึ้นมามองหน้าผมเล็กน้อยเป็นเชิงขัดใจที่ผมรัวคำถามใส่ตลอดมื้ออาหาร

 

            “ก็บนเตียงไม่สบายเท่า ฉันนอนไม่หลับถ้านอนบนเตียงที่มีกลิ่นแปลกที่”

 

            “แล้วบนตัวผม?”

 

            “ถามมากหน่า กินๆเข้าไปเถอะ”

 

            ผมหลุดขำหน่อยๆแล้วยอมก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าในเวลาเกือบเที่ยงอย่างเอร็ดอร่อย ฝีมือการอุ่นของปาร์คจีมินนี่สุดยอดไปเลยจริงๆ

 

            “..นี่” หลังจากจัดการไส้กรอกไปจนหมดเขาก็เงยหน้าจากจานอาหารและเอ่ยขึ้นมา “วันนี้นายมีแพลนอะไรรึยัง”

 

            ผมทำท่านึกแล้วจึงตอบ “ไม่น่ามีนะครับ”

 

            “ขับรถเล่นกัน มีคนบอกว่าวิวบนเขาใกล้ๆนี่สวยมาก”

 

            ผมพยักหน้ารับรู้ในขณะที่กำลังเทน้ำดื่มใส่แก้ว

 

            “ก็เอาสิครับ”

 

            “งั้นก็กลับไปอาบน้ำซะ เจอกันบ่ายโมงที่ร้านเช่ารถข้างๆโรงแรม”

 

            ไม่พูดเปล่า เขาดึงข้อมือผมให้ลุกขึ้นตามจนแก้วน้ำในมือผมแทบจะร่วงไปกองที่พื้น ยังไม่พอจากนั้นก็ออกแรงดันแผ่นหลังผมให้ก้าวพ้นออกไปจากบานประตูห้องเขาทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีผมก็ยืนมึนอยู่หน้าห้อง 1003 แล้ว ได้แต่ยิ้มขำอย่างไม่มีสาเหตุแล้วเดินกลับที่พักตัวเองที่ห่างออกไปประมาณสองร้อยเมตร

 

 

 

1.18 pm.

 

            ผมวิ่งมายังที่นัดหมายเมื่อรู้ตัวว่ามาสายแล้ว ทันทีที่ถึงร้านบริการให้เช่ารถผมก็เห็นร่างของใครคนหนึ่งที่คุ้นเคยกันมาตลอดทั้งคืนแล้ว เขากำลังยืนเลือกรถอยู่ตรงนั้น ท่าทางคิดหนักเกี่ยวกับมันไม่น้อย

 

            “โทษทีครับ คุณมานานรึยัง”

 

            “สิบนาทีที่แล้วมั้ง” เขาตอบแบบไม่ได้หันมามองผมที่กำลังยืนหอบหายใจอยู่ข้างๆ เขากอดอกใช้ความคิดสักพักก็เลือกรถJeep wrangler4.0 ปี97 ที่ราคาแพงหูฉี่ ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทางร้านกล้านำมันมาปล่อยเช่าให้นักท่องเที่ยวได้อย่างไร และคนขับอย่างผมเองก็คงจะเกร็งไม่น้อยหากพลาดทำมันเป็นรอยหรือบุบสลายขึ้นมา

 

            “เอาจริงดิ”

 

            “ฉันอยากจะลองนั่งมานานแล้ว เอาเถอะหน่า มันน่ารักดีไม่ใช่หรอ”

 

            เราขับรถออกมาจากร้าน สัญญาเช่ามีอายุ24ชั่วโมง หากคืนช้ากว่านั้นจะต้องเสียค่าปรับให้กับทางร้าน ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าของร้านจึงกล้าปล่อยรถคันนี้ให้เช่า เพราะบนเกาะนี้การจราจรไม่แน่นเลย เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีรถยนต์สัญจรมากมายพบได้บ้างประปราย อาจเป็นเพราะแถบนี้เป็นแถบชานเมือง เน้นวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติและวิถีคนพื้นเมือง

 

            เราขับรถเล่นไปตามถนนที่ทอดยาวไปไม่มีจุดสิ้นสุด วิวข้างทางสวยงามจนน่าหลงใหล เปรียบเหมือนเกาะแห่งนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความฝันของผม ได้อยู่ไกลจากสังคมที่ผมไม่ชอบ ได้อยู่กับธรรมชาติที่สวยงาม ได้ทำอะไรในแบบที่ไม่ต้องยึดเหตุผลร้อยแปด และคนๆนี้ที่เข้ามาทักทายกับผมแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

 

            เวลาบ่ายคล้อย พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าในอีกไม่กี่สิบนาทีข้างหน้า รถjeepราคาแพงจอดลงที่จุดชมวิวบนเขาลูกเตี้ยๆที่ไม่ไกลจากที่พักของเราทั้งคู่นัก เราใช้เวลาด้วยกันมาทั้งวันบนรถคันเล็ก ไปในที่ที่อยากไปบนเกาะแห่งนี้ และจบลงด้วยการนั่งมองพระอาทิตย์ตก

 

            เรานั่งที่พื้นหญ้าพิงหลังกับรถแล้วมองดูพระอาทิตย์ที่หมดหน้าที่ของมันแล้วในวันนี้ลาลับขอบฟ้าไป ภาพมันอาจจะดูเหมือนฉากหนังรักโรแมนติกหวานเลี่ยน แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เลย ทุกๆอย่างมันต่างออกไป ผมและเขาที่พึ่งรู้จักกัน ไม่มีทางเลยที่จะเป็นตัวเอกของหนังรักสักเรื่อง เป็นแค่คนสองคน คนธรรมดาที่บางอย่างนำเรามาเจอกันแบบงงๆ

 

            “สวยเนอะ”

 

            และมีความรู้สึกงงๆที่ผมเองก็อธิบายมันไม่ได้

 

            “ครับ แต่รู้สึกใจหาย”

 

            “ยังไง?”

 

            ผมหันไปสบตากับเขาที่หันมามองหน้าผมอยู่ก่อนแล้ว

 

            “ทุกครั้งที่พระอาทิตย์ตกดิน ก็เหมือนวันนี้กำลังลาจากเราไปแล้ว และช่วงเวลาในวันนี้ก็จะไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก”

 

            “.....”

 

            “ผมเป็นพวกไม่ชอบเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คิดว่าต้องเริ่มต้นใหม่อีกแล้ว ใจมันก็ล้าไปเองอัตโนมัติ”

 

            เขาไม่หลบสายตาผม และผมเองก็ยังคงจดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ที่ราวกับว่ากำลังเก็บซ้อนความรู้สึกบางอย่าเอาไว้ตลอดเวลา

 

            “นายรู้ไหมว่ามีคนที่อยากเริ่มต้นใหม่อยู่ตั้งมากมาย”

 

            แสงสีแดงของพระอาทิตย์ที่เกือบจะลับไปสุดขอบฟ้าสาดกระทบกับใบหน้านวลของคนตรงหน้า เขาช่างดูเหมาะสมกับแสงสว่างทุกอย่างบนโลกใบนี้

 

            “นายอาจจะท้อใจที่ต้องเริ่มต้นใหม่ หรือกลัวการเริ่มต้นใหม่ แต่รู้อะไรไหม การเริ่มต้นใหม่คือพรจากพระเจ้า”

 

            เพราะเขาเป็นเหมือนแสงเล็กๆที่สะท้อนโลกแคบๆของผมทีละนิด

 

ทีละนิด จนมันสว่างชัดในความคิดส่วนลึกที่มืดมัวตลอดมา

 

            “ครั้งนั้นมันอาจจะผิดพลาด แต่ต้องมีสักครั้งที่มันดีและทำให้นายมีความสุขกับชีวิตไปตลอด”

 

            ผมคิดว่าผมกำลังตกหลุมรัก

 

            “เพราะงั้น อย่ากลัวการจากลาเพื่อเริ่มต้นใหม่เลยนะ”

 

ตกหลุมรักแสงแดดสุดท้ายของวัน

 

            ตกหลุมรักสายลมที่กำลังพัดผ่านกระทบร่างกายของเราทั้งคู่

 

ตกหลุมรักบางสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกของผมชัดเจนกว่าเดิม

 

and you look so pretty in your dress

though I know I look like a mess

I'll do my best to win your heart

so can I walk you home tonight?

 

            ศีรษะของเขาทิ้งลงที่ไหล่ข้างซ้ายของผม กลุ่มผมนุ่มคลอเคลียแก้มทำให้รู้สึกจั๊กกะจี้อยู่เล็กน้อย กลิ่นหอมของแชมพูลอยมากระทบจมูกของผม ผมคิดว่ามันเป็นกลิ่นที่สดชื่นที่สุดสำหรับผมเลย อยากรู้จริงๆว่าเจ้าตัวใช้แชมพูยี่ห้ออะไรหรือถ้าคนอื่นใช้จะหอมได้เท่านี้ไหมนะ

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

            รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองแพ้แอลกอฮอล์และของมึนเมาทุกชนิด แต่ผมก็พาตัวเองมานั่งหน้าเซ็งมองดูคนคอแข็งยกแก้วแล้วแก้วเล่าขึ้นกระดกลงคออย่างเซียน แม้ใบหน้าของปาร์คจีมินจะเริ่มแดงก่ำขึ้นมาหน่อยแล้วแต่ท่าทีของอีกฝ่ายไม่ได้แสดงออกว่าเมาเลยแม้แต่น้อย

 

            “ไม่ดื่มหน่อยหรอ”

 

            “ผมแพ้แอลกอฮอล์เหล้าเบียร์ทุกชนิดน่ะครับ”

 

            ผมเหลือบมองแก้วน้ำสับปะรดเซ็งๆของตัวเองที่วางอยู่ตรงหน้า ได้แต่ดื่มมันแก้เก้อไปพลางๆ

 

            “เห้ยเจ๋ง แปลกดี”

 

            ผมแค่นยิ้มเจื่อนๆให้อีกฝ่าย มีคนสองสามคนเข้ามาทักทายปาร์คจีมินและขอชนแก้วด้วย เจ้าตัวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยิ้มแย้มให้อย่างเป็นมิตร จนคนนั่งมองอย่างผมต้องทำเป็นมองไปทางอื่น ทำตัวเป็นอากาศธาตุลอยเคว้งไปมาอยู่แถวนี้

 

            “นายจ้องหน้าฉันอีกแล้วนะ”

 

            “โทษที ผมลืมตัว”

 

            “หน้าฉันมันแปลกมากรึไง”

 

            “ป่าวครับ” ผมยังคงมองหน้าอีกคนต่อไปแม้จะถูกอีกฝ่ายถามขึ้นแบบนั้น “ผมแค่คิดว่ามันน่ามองเป็นพิเศษ”

 

            “เลี่ยนเป็นบ้า”

 

            เขาหลบตาเบือนหน้าหนีและหยิบแก้วเบียร์ขึ้นมาดื่ม ผมไม่รู้ว่าที่เขาแสดงออกคือท่าทีปกติจริงๆหรือเขินคำพูดของผมกันแน่

 

            “คืนนี้ผมต้องนอนที่ไหน”

 

            “ก็แล้วแต่นายสิ นั่นมันเรื่องของนายนะ” เขาพูดติดจะขำผมอยู่ไม่น้อย

 

            “ก็เผื่อว่าคุณอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนอีก”

 

            “ก็แล้วแต่ จะนอนไหนก็ตามใจนายสิ” มือบางหยิบขวดบรรจุของมึนเมามาเทลงในแก้วเพิ่มเมื่อเห็นว่าตัวเองดื่มมันจนหมดอีกแก้วแล้ว

 

            พูดเหมือนกระซิบกับลมกับฟ้า กับแสงไฟสลัวในร้าน แต่ผมได้ยินมันชัดเจน ริมฝีปากของผมมันกระตุกยกยิ้มเองทันที

 

            ผมคิดว่าเขาหยิ่งเสียจริงๆ

 

“แต่ที่ห้องฉันก็ดี”

 

หยิ่งรู้จักหยิ่งน่ารัก ..

 

“โอเคครับ นอนกับคุณ”

 

“ลามก”

 

“คิดมาก”

 

เขาเบือนหน้าหนีผมอีกครั้ง ละมันทำให้ผมมั่นใจว่ามันคงจะเป็นอาการเขินของอีกฝ่าย

 

เขินหน้าตาย แต่หลบตา

 

“จีมิน”

 

เป็นครั้งแรกที่ผมเรียกชื่อเขา

 

“ว่า”

 

“..คุณรู้สึกไหม” เขาเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงคำถาม “รู้สึกถึงบางอย่างที่เรียกว่าความสุขน่ะ”

 

“หือ”

 

“ผมว่าผมกำลังรู้สึก” อีกครั้งที่ผมสบตาคู่นั้นและจดจ้องลึกเข้าไปภายใน หวังจะค้นหาอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่ามันคืออะไร

 

“เป็นความสุขที่ผมหลงลืมมันไปนานแล้ว แต่ผมกลับได้พบมันอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้”

 

“เมื่อไหร่กันล่ะ”

 

“เมื่อคืนก่อน เมื่อตอนที่ผมได้เริ่มรู้จักคุณ”

 

“นายเมากลิ่นเบียร์รึไง”

 

“ผมเปล่า ผมแค่อยากพูดมันออกมาเท่านั้นเอง” ผมเลื่อนสายตาลงมาจดจ้องริมฝีปากอวบอิ่มนั่นที่ถูกเคลือบด้วยน้ำเมาที่เจ้าตัวดื่มหลายต่อหลายขวด “แค่อยากให้คุณรู้เพราะผมคงแสดงออกไม่เก่ง แล้วก็อยากรู้ด้วยว่าคุณรู้สึกบ้างรึป่าว”

 

please tell me how you feel

cause deep inside I know it's real

I promise, I will forever be yours

darling open up to me, let me walk you home

 

เขาเงียบไปสักพัก

 

“อืม”

 

“อืมอะไร”

 

เขายกแก้วขึ้นดื่มอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

 

“ไปเข้าห้องน้ำแปบนะ”

 

ผมไม่เสียใจหรือรู้สึกหน้าแตกอะไรสักนิด เพราะผมเองก็ไม่ได้หวังตั้งแต่แรก

 

แต่รอยยิ้มจางๆนั่นก็ไม่ได้เป็นคำตอบที่แย่ไม่ใช่หรอ

 

แสงสว่างวาบจากหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่วางอยู่ฝั่งตรงข้ามดึงดูดความสนใจจากผม เหมือนว่าจะมีข้อความจากใครบางคนส่งเข้ามา ผมไม่คิดจะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย ปล่อยให้มันแจ้งเตือนอยู่อย่างนั้น รอให้เจ้าของมันมาเปิดดูเองดีกว่า

 

RRrrr

 

            มีสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องเดิม มันยาวนานจนผมทนไม่ได้จึงถือวิสาสะหยิบมันขึ้นมาดูเจ้าของสายนี้ในที่สุด

 

            แทมิน

 

            คือชื่อที่ปรากฏอยู่ และสายนั้นก็ถูกตัดไป รายการแจ้งเตือนที่ค้างอยู่บนหน้าจอมือถือของปาร์คจีมินยาวเหยียด ผมเผลอไล่สายตามองดูข้อความที่ถูกส่งจากคนๆเดียว

 

            TM: ทำอะไรอยู่ นอนรึยังครับ

            TM: เที่ยวสนุกไหม

            TM: จัดกระเป๋าไว้เรียบร้อยรึยัง เช็คดีๆอย่าลืมอะไรล่ะ

 

            และข้อความล่าสุดก็เด้งขึ้นมา

            TM: ผมคิดถึงคุณจัง

 

            ราวกับว่ามือทั้งสองข้างของผมมันไร้เรี่ยวแรงกะทันหัน ผมวางมือถือไว้ที่เดิม เหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกแน่นอยู่ในลำคอ ผมไม่ได้ซื่อบื้อจนมองไม่ออกว่าคนทั้งคู่เป็นอะไรกัน แม้จะพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าคงเป็นเพียงเพื่อนรักหรือคนในครอบครัว จะทางไหนก็ดูเป็นไปไม่ได้เลย

 

            ผมไม่ได้อกหัก ผมบอกกับตัวเองแบบนั้น เพราะผมยังไม่ได้ตกหลุมรักปาร์คจีมิน ผมคิดว่าผมยังไม่ได้ตกหลุมรัก

 

            เป็นไปไม่ได้ที่จะผูกพันลึกซึ้งกับคนที่รู้จักกันไม่กี่วัน มันคงเป็นอารมณ์ชั่ววูบที่ผมเผลอไปเมื่อพบกับใครสักคนที่ทำให้ผมได้เปิดโลกใหม่ ความรู้สึกแบบนี้มันไม่ใช่ความรักแน่ๆ

 

            ผมบอกกับตัวเองแบบนั้น

 

            “ห้องน้ำคนเยอะเป็นบ้า”

 

            “.....”

 

            “ง่วงไหม นายอยากกลับรึยัง”

 

            “.....”

 

            “ฉันเริ่มง่วงแล้วล่ะ แต่ขอนั่งต่ออีกสักหน่อยแล้วกัน”

 

            ผมกำลังทบทวนและจัดระเบียบความคิดตัวเองอีกครั้ง เหมือนสมองของผมมันเรียกให้ตัวผมกลับสู่จุดเซฟโซนของตัวเองได้แล้ว

 

            “มีคนโทรมาเมื่อกี้”

 

            “หือ”

 

            เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็คดูตามที่ผมบอก และโทรกลับไปในทันที

 

            “ฮัลโหล”

 

            “.....”

 

            “ยัง กำลังจะกลับห้องแล้ว ดื่มแค่นิดหน่อยหน่า”

 

            คงเพราะด้านในร้านคนเยอะและมีเสียงเพลงเปิดคลออยู่ เขาจึงขยับปากเป็นคนว่า แปบนะแบบไม่มีเสียงแล้วลุกขึ้นเดินออกไปนอกร้านทันที

 

            ผมหยิบแก้วที่บรรจุเบียร์อยู่ครึ่งหนึ่งของอีกฝ่ายขึ้นมาดื่มจนหมด ดื่มทั้งที่รู้ว่าอาการแพ้ที่จะตามมามันเป็นอย่างไรผมลุกขึ้นไปจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มและเดินตามออกไปด้านนอกร้าน ดูเหมือนว่าเขาจะคุยโทรศัพท์ยังไม่เสร็จ ผมเดินเข้าไปใกล้เขาเงียบๆ อีกฝ่ายเพียงแค่เหลือบมองผมเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ

 

            “ครับ คิดถึงเหมือนกันครับ”

 

            “อึก” ผมสะอึกออกมาไม่หยุดตั้งแต่ก้าวออกมาจากร้าน

 

            “ฝันดีนะ”

 

            กดวางสายและเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงไปแล้วเรียบร้อย อีกฝ่ายหันมามองหน้าผมนิ่งๆ ไม่มีคำพูดหรือคำอธิบายใดๆหลุดออกมาจากริมฝีปากสีระเรื่อนั่น

 

            “นายตัวแดงไปหมดเลย” เขาทำสีหน้าตกใจ ผมไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาพูดนัก เพราะผมรู้ดีว่าทุกครั้งที่ดื่ม อาการแพ้ของผมมันจะแสดงออกชัดเจนขนาดไหน ทั้งอากาศตัวแดงและสะอึกไม่หยุดแบบนี้

 

            “ผม อึก เช็คบิลแล้ว กลับกันเถอะ ..อึก”

 

            พูดจบผมก็เดินนำเขาออกมาเพื่อกลับที่พักทันที

 

“นายทำอะไรมา นายดื่มเบียร์เข้าไปใช่ไหม”

 

“..อึก...”

 

“ดูสิสะอึกไม่หยุดเลย หาน้ำกินก่อนดีไหม”

 

“ผม..อึก ไม่เป็นไร”

 

จากนั้นเขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรผมอีก เราเดินกันมาเงียบๆไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ ผมคิดว่าหากเขาต้องการที่จะบอกผมเขาคงจะเป็นฝ่ายเอ่ยมันออกมาเองโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องถามถึงมัน

 

            “นายเดินช้าลงหน่อยได้ไหม ฉันก้าวไม่ทันแล้ว”

 

            ผมหยุดชะงักเสียดื้อๆแล้วยืนนิ่งอยู่แบบนั้น

           

            “.....”

 

            “ขอจับมือหน่อย”

 

            “...อึก..”

 

            “จะได้เดินพร้อมกัน”

 

            ผมเอื้อมมือไปทางด้านหลังคว้ามือของอีกฝ่ายมาสอดประสานไว้โดยที่ไม่ได้หันไปมอง เราเดินกลับมาที่โรงแรมด้วยกันทั้งอย่างนั้นจนถึงห้อง ไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้นเลย มีเพียงแต่ความคิดที่ว่าผมต้องหยุดมันได้แล้ว ความรู้สึกที่กำลังก่อตัวขึ้นน่ะ

 

            “เขาเป็นแฟนฉัน”

 

            เสียงอู้อี้ลอดผ่านก้อนผ่านห่มอันเดิม ปาร์คจีมินกำลังมุดตัวอยู่ในผ้าห่ม โดยที่มีผมคอยโอบกอดเอาไว้อยู่ภายนอกแบบนี้

 

            “เราสองคนหมั้นกันและกำลังจะแต่งงานในอีกสองเดือนข้างหน้า”

 

            “.....”

 

            ผมลูบกลุ่มผมสีอ่อนนั่นอย่างเบามือ หลับตาซบกลุ่มผมนุ่มและฟังอีกคนเริ่มเล่าเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน

 

            “ฉันมาที่นี่เพราะอยากพักผ่อน อยากเที่ยวที่ไกลๆคนเดียว เที่ยวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะต้องแต่งงาน”

 

            ผมจูบลงบนกลุ่มผมที่ส่งกลิ่นที่ผมหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้นแล้วในตอนนี้

 

            “เท่านี้แหล่ะที่ฉันต้องการบอกนาย”

 

            “.....”

 

            “ฉันจะไม่ขอโทษหรืออะไรทั้งนั้นเพราะฉันไม่ได้ทำอะไรผิด และฉันไม่ได้คิดจะปิดบังเรื่องนี้ ฉันแค่ไม่มีความจำเป็น..” เขาหยุดพูดไปสักพัก “ที่จะต้องบอกนาย”

 

            “เพราะผมเป็นแค่คนแปลกหน้า”

 

            “ใช่ เราเป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญได้พบกัน”

 

            “คนแปลกหน้าที่บังเอิญอยู่ด้วยกันตลอด24ชั่วโมง ใช้ช่วงเวลาด้วยกัน”

 

            “.....”

 

            “ด้วยสัจจริง ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรอยู่ในตอนนี้”

 

            ผมไม่คิดว่าการหายใจมันจะลำบากถึงเพียงนี้ พึ่งได้รู้สึกเป็นครั้งแรกก็คราวนี้ ก้อนเนื้ออะไรสักอย่างอุดแน่นภายในจนผมพูดอะไรไม่ออก

 

            “ผมสับสน สับสนว่าตัวเองรู้สึกยังไงกับคุณ แล้วก็ทั้งโกรธคุณและเกลียดตัวเองในเวลาเดียวกัน”

 

            “.....”

 

            “ผมโกรธที่คุณไม่เคยเล่าเรื่องนี้มาก่อน โกรธที่คุณทำเหมือนรู้สึกกับผมจนผมเองสับสนว่าจริงๆแล้วกำลังคิดกับคุณแบบไหนกันแน่ แล้วผมก็เกลียดตัวเอง”

 

            “.....”

 

            “เกลียดที่มันยังอยากอยู่ใกล้ๆคุณ เรียนรู้ความเป็นคุณและใช้เวลาอยู่กับคุณต่ออีกสักหน่อย”

 

            “ก็ใช้ซะสิ”

 

            “.....”

 

            “ฉันเองก็อยากจะใช้เวลาที่เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้กับนายให้คุ้มค่านะ”

 

            ผมคิดว่าผมไม่ได้ร้องไห้ แต่หยดน้ำใสๆมันหล่นออกจากดวงตาของผมหยดแมะลงที่ก้อนผ้าห่มในอ้อมอก ผมรู้สึกผิดกับคนรักของอีกฝ่าย แต่ความรู้สึกโหยหาภายในใจกลับมีมากกว่า มันมากจนผมละอายใจตัวเอง

 

            “ผมขอจูบคุณได้ไหม”

 

            “.....”

 

            ไม่มีการตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ภายในผ้าห่มผืนหนากลับพาตัวเองออกมา หมุนตัวเข้ามาประชิดหน้ากันกับผม เราสบตากับภายใต้แสงไฟสลัวจากโคมไฟอันเดิม

 

            ริมฝีปากอวบอิ่มค่อยๆจรดลงกับส่วนเดียวกันของผม มันอุ่นและนิ่มแม้อีกฝ่ายจะกำลังหนาว เราเพียงแค่ค้างมันเอาไว้อย่างนั้นเนิ่นนาน และเป็นเขาที่ผละออกไปเองในที่สุด

 

            “ขอบคุณสำหรับช่วงเวลา”

 

            “ขอบคุณสำหรับโลกแห่งความฝัน เป็นฝันที่ผมไม่อยากจะลืมตาตื่น”

 

before it's morning

before the sunrise

before I go back to reality

and you go back to your life

tell me that you feel the same way too

 

            ผมประกบจูบอีกครั้ง และครั้งนี้มันไม่ได้หยุดแค่การสัมผัสริมฝีปากอุ่นๆ แต่เรากำลังแลกเปลี่ยนรสสัมผัสภายใน ความหวานหอมของความรู้สึกที่คละคลุ้งอยู่จนทั่ว เรียวลิ้นตวัดพันหยอกล้อกันจนพอใจจึงผละออกเมื่อยามที่ต้องการอากาศหายใจ

 

            “ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เริ่มต้นใหม่ ครั้งนี้มันอาจจะจบไม่สวยสำหรับผม แต่มันเป็นความทรงจำดีๆที่ผมจะไม่ลืม”

 

            เขายิ้มให้ผม ยิ้มอย่างอ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆ มือนุ่มสัมผัสกรอบหน้าของผมอยู่ มันบางเบาและอ่อนนุ่ม อบอุ่นลึกเข้าไปถึงภายในหัวใจ

 

            “นายหายตัวแดงรึยัง”

 

            “ดีขึ้นแล้ว นอนเถอะครับ พรุ่งนี้คุณต้องตื่นเช้า”

 

            “.....”

 

            “.....”

 

            “คิดถึงฉันด้วยนะจองกุก” เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อผม ผมพึ่งรู้สึกชอบชื่อตัวเองที่สุดก็ตอนนี้ ตอนที่เสียงนุ่มเอ่ยมันออกมา

 

            “เพราะฉันเองก็คงคิดถึงนาย”

 

even if you'll never be mine

I'm in love with you, tonight

 

 

 

เช้าต่อมาผมและเขานั่งทานอาหารเช้าง่ายๆที่ร้านใกล้สนามบิน ผมไปส่งเขาขึ้นเครื่องกลับเกาหลี ส่วนตัวผมเองอยู่พักผ่อนต่อคนเดียวที่นี่อีกห้าวันตามกำหนดและบินกลับเกาหลีเพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศแบบที่พ่อและแม่ของผมต้องการ นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมหนีมาเที่ยวคนเดียว

 

ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกาะแห่งนี้มันไม่ได้ร้ายแรงและเป็นจุดด่างพล่อยติดอยู่ในใจผม แต่มันกลับเป็นช่วงเวลาสั้นแสนสั้นที่ผมได้มีความสุขอยู่ในโลกที่เปรียบดั่งเป็นความฝันของผม

 

ผมไม่ได้สืบหาว่าปาร์คจีมินคือใครและอยู่ส่วนไหนของเกาหลี ผมควรปล่อยให้เขาไปในทางที่เหมาะกับตัวเขา และผมเองก็จะใช้ชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายในแบบที่มันต้องเป็นต่อไป ผมคิดว่าต้องมีสักครั้งที่ผมได้เริ่มใหม่และจบลงด้วยความสุขที่สวยงามตลอดไป มันอาจจะช้าหลายสิบปี หรือรวดเร็วเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็ตาม

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

April 2021

 

            ผมนั่งไถหน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่ในร้านเหล้าร้านที่ผมเคยมาแล้ว บรรยากาศเดิมที่ไม่ได้มานานถึงสามปี หลังจากผมเรียนจบผมก็ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินมาที่เกาะแห่งนี้ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน การมาที่นี่ในครั้งนี้ของผมมีเหตุผลที่ต่างออกไปจากครั้งแรก

 

            ผมไม่ได้มาเพราะต้องการหนีอะไร แต่ผมมาเพราะความรู้สึก

 

            รู้สึกคิดถึงจนล้นในใจ

 

            เสียงเพลงคลอกับบรรยากาศดีๆของร้านยังคงดำเนินต่อไป ผมวางโทรศัพท์ลงเมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดที่น่าสนใจในนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

            หากผมไม่ได้เมาน้ำสับปะรดจริงๆ ผมคิดว่าผมเห็นคนหน้าเหมือนปาร์คจีมิน

 

            เขามีใบหน้าขาวๆ ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อ มีดวงตาที่ประกายอยู่ตลอดเวลา และท่าทางที่ดูเหย่อหยิ่งเกินกว่าที่จะเข้าไปทักทาย

 

            นาทีนี้ทุกความคิดที่ติดค้างอยู่ภายในส่วนลึกของผมมันก็ผลันประเดประดังฉายชัดออกมาจนรู้สึกจุกแน่นอีกครั้ง

 

“ขอนั่งด้วยคนนะครับ”

 

น้ำเสียงที่ไม่ได้ยิ่งมานานแล้วดังชัดเจน เมื่อคนที่ผมคิดว่าหน้าเหมือนปาร์คจีมินราวกับแกะเดินมานั่งลงตรงหน้าผมในตอนนี้

           

            “นึกว่าจะดื่มกาแฟเสียอีก”

 

            และผมมั่นใจว่าผมไม่ได้จำผิดแน่ๆ

 

เขาจะสบายดีหรือเปล่า

 

            นอนหลับดีทุกคืนใช่ไหม

 

            จะกินผักได้บ้างหรือยัง

 

            ยังดื่มหนักเหมือนเมื่อก่อนอยู่หรือไม่

 

            มีหลายสิบร้อยพันคำถามที่ผมอยากถามอีกฝ่าย

 

            “คิดถึงนะครับ”

 

            และมีหนึ่งคำถามที่ผมต้องการรู้คำตอบมากที่สุด

 

            “คุณคิดถึงผมบ้างไหม”

           

            และไม่จำเป็นเลยสักนิด ไม่จำเป็นที่อีกฝ่ายจะต้องตอบ

 

            “เสมอมาเลยล่ะ”

 

            ผมไม่มั่นใจว่าตัวเองกำลังยิ้มอยู่หรือเปล่า ส่วนเขาหันหน้าออกไปมองวิวด้านนอกด้วยท่าทีเรียบนิ่งอย่างที่ผมคุ้นเคย

 

            “ฉันไม่รู้ว่าควรพูดไหม” เขายกแก้วในมือขึ้นดื่ม ท่าทางของเขายังเหมือนเดิม ทุกอย่างยังคงน่าหลงใหล “แต่ฉันไม่ได้แต่งงานกับเขาหรอกนะ”

 

            “ครับ?”

 

            “เราเลิกกันสามปีแล้ว”

 

            ผมไม่ได้ยิ้มแม้จะรู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย ผมเองก็มีสิ่งที่ต้องการจะบอกกับอีกฝ่ายากมายเช่นกัน

 

            “คุณรู้ไหมว่าผมยังคงเหมือนเดิม”

 

            “.....”

 

            “ยังกลัวการเริ่มต้นใหม่” ผมค่อยๆระบายยิ้มออกมา ผมคิดว่าผมกำลังจะร้องไห้ “..กับอะไรหรือใครที่ไม่มีคุณ”

 

            แต่ปาร์คจีมินแย่งผมร้องไห้ไปก่อนแล้ว เขายิ้มทั้งน้ำตาและไม่มีเหตุผลเลยที่ผมจะไม่ลุกขึ้นเดินเข้าไปสวมกอดร่างบางที่กำลังสะอึกสะอื้นร้องไห้จนตัวโยน

 

            ตลอดสามปีที่ผ่านมามันคือคำตอบ

 

            คำตอบที่บอกว่าจริงๆแล้วผมรักปาร์คจีมิน

 

การเริ่มใหม่ไม่ได้น่ากลัว เหมือนกันกับการรักปาร์คจีมินที่ไม่ได้น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย

 

            และผมคิดว่าคนในอ้อมอกนี้ก็คงจะได้คำตอบแล้วเช่นกัน

 

            คำตอบที่ว่าเราทั้งคู่รักกันมากแค่ไหน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สกรีม  P10  พร้อมติด  #kmsomewhere

ที่สำคัญ!  อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นการติชม และเพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนกันนะคะ :)





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 144 ครั้ง

870 ความคิดเห็น

  1. #733 realllllpop (@hopeypoppyheart) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 04:25
    ชอบบบบบบบค่ดดดด เคยฝันว่าอยากมีความสัมพันธ์แบบในเรื่องนี้เลย แต่ก็ได้แค่ฝันนนไอบ้าเอ้ยย แต่เรื่องนี้ดีมากๆๆๆ ชอบความกลับมาเจอกันอีก ชั้นร้องไห้แร้ววววววววกสหห
    #733
    0
  2. #718 Snoop (@snoopyyahey) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 10:48
    อบอุ่นหัวใจมากเลยค่ะะ แต่งดีมากๆเลย ในที่สุดก็ได้กลับมาเจอกัน
    #718
    0
  3. #706 Jimayn (@momayniracha) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 18:19
    ชอบบเรื่องนี้จังเลยยยย มันดูเรียบเศร้าแต่สุขใจ ทำไมทำดีขนาดเน้;_;
    #706
    0
  4. #681 blue_skyky (@blue_skyky) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 16:03
    ชอบอ่ะ มีความละมุนใจ
    #681
    0
  5. #651 BeingU (@BeingU) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 10:59
    โอ้ยยยจะบ้าตายยย มัาดีอะไรแบบบนี้ เจอกันแบบงงๆแล้วก็ความสัมพันธ์แบบงงๆนึกว่าจะจบแบบเสียน้ำตาซะแล้ว ฮรือออ. ดีเหลือเกอนที่มาเตอกันอีกกกก ฮืออ
    #651
    1
    • #651-1 BeingU (@BeingU) (จากตอนที่ 12)
      25 มิถุนายน 2561 / 10:59
      รีบมากพิมผิดๆถูกๆกลัวแต่จะไม่ได้เม้น55555555
      #651-1
  6. #648 crannynukk (@crannynukk) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 08:22
    ชอบมากกก ตอนแรกคิดว่าจะไม่ได้กลับมาเจอกันแล้ว ไรท์บรรยายได้ดีมาก การใช้คำทำให้มีความรู้สึกร่วมไปกับทั้งสองคน มันเป็นความหน่วง ที่อบอุ่นหัวใจ เราชอบบรรยากาศของเรื่องมากๆเลย อยากอ่านเรื่องอื่นของไรท์จัง ขอบคุณที่เขียนเรื่องน่ารักๆแบบนี้ขึ้นมานะคะ
    #648
    0
  7. #519 MildLoveMini (@MildLoveMini) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 09:26
    ฟุ้งมากเป็นเรื่องที่ฟุ้งทุกสิ่งอย่างตัวละครคำบรรยาย ดีอ่าาาาา มันเเบบเรื่อยๆอุ่นๆยังไงบอกไม่ถูก สุดท้ายก็กลับมาเจอกันอีก ฮรึกกกก
    #519
    0
  8. #487 YooAooo (@yooaooo) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 08:21
    น่ารักมากเลยค่ะ เหมือนมีประกายความสุขฟุ้งๆตลอดทั้งเรื่องเลย แง ถ้าแบดเอนด์ขึ้นมาก็รู้สึกเลยว่าไม่เสียใจแน่นอน แต่ไรท์น่ารักกก สุดท้ายก็จบแฮปปี้><
    #487
    0
  9. #463 boa1013 (@boa1013) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 08:07

    เป็นฟีลกู้ดที่เกือบจะแบดเอ็นแล้วลุ้นจะแย่...


    ลงตัวไปหมดทุกสิ่งอย่างพรอตคาแรคเตอร์และการเดินเรื่องชอบภาษาด้วยคือรู้สึกได้จริงๆว่าจองกุกต้องอบอุ่นเบอร์แรงจีมินก็น่ารักมากชอบเรื่องแบบนี้ที่เคะไม่ได้ดูมากหรือน้อยเกินไป...


    ไรท์เป็นใครคะบอกมานะจะตามไปอ่าน...


    รอโหวตให้อยู่นะคะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-02.png

    #463
    0
  10. #384 ccherbill (@ccherbill) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 02:08
    ตอนแรกคิดว่าจองกุกจะนกแล้วววว แงงงงง้ เป็นการบรรยายที่ทำให้เรามีความรู้สึกไปกับตัวละครด้วยเลยค่ะ ชอบบบ ประทับใจในการเลือกประเทศและฉากต่างๆ มากก ให้ฟีลเหมือนนี่เป็นคนที่เดินผ่านไปมาแล้วรับรู้เรื่องราวของคนสองคนมากกกก
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ นะคะ
    #384
    0
  11. #353 kookxmin (@kookxmin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2561 / 02:31
    เรื่องนี้ดีจัง ชอบบุคลิกของจีมินกับจองกุกมากเลย ไรท์สื่อมันออกมาได้ดีมากๆ เหมือนกับได้นั่งดูหนังอยู่เลย55555
    #353
    0
  12. #306 St_Serenity (@St_Serenity) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2561 / 12:11
    ประทับใจกับเรื่องนี้จนถึงกับไป search ดูเกี่ยวกับประเทศนี้ ก็สวยจริงๆนั้นแหละ ชอบการบรรยายของคุณไรท์ และที่ชอบอีกอย่างคือ ฉากกอดกันผ่านผ้าห่ม น่ารักมาก เราชอบมาก มันอบอุ่น มันโรแมนติก และในใจก็คิดว่า คงจบแบบต่างคนต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง และเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเกาะไว้เป็นความทรงจำแทน อารมณ์แบบ เจอคนที่ใช่ ในเวลาที่ผิด แต่พอเจอคำว่า 2021 คือ ดีใจนะ ที่พวกเขาได้เจอกันอีกครั้ง ในวันที่ทุกๆอย่างมันเหมาะสมแล้ว อยากรู้จังว่าคุณไรท์เป็นใคร จะรอตอนเฉลยนะคะ
    #306
    0
  13. #250 Wnats (@JennieJk) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 22:32
    นึกว่ากลับไปแล้วก็จะไม่ได้เจอกันอีกเลยนะเนี่ยยยย สุดท้ายเค้าก็ได้รักกันค่ะ!!
    #250
    0
  14. #243 yenneyyenney01 (@yenneyyenney01) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 11:13
    ทปสกากากยกกร ชอบมากเลยค่ะไรท์!!!!!!!!
    #243
    0
  15. #221 llookpadwu (@0810113721) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 07:46
    เรื่องนี้ภาษาดีนะ ออกแนวฝรั่งหน่อยๆ เนื้อเรื่องก็น่ารัก อบอุ่น อธิบายทีก็เหมือนเรารู้สึกไปด้วย ดีง่ะ
    #221
    0
  16. #212 ArrowJang (@ArrowJang) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2561 / 23:48
    แง้ เรื่องนี้สุดมากลเยค่ะ กินในมาก
    #212
    0
  17. #183 Realkohya (@Realkohya) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 22:16
    ฮื่อออออออนึกว่าจะจบเศร้าแล้วนะเนี่ยยยย อยอุ่นหัวใจจังเลยยย
    #183
    0
  18. #182 Realkohya (@Realkohya) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 22:16
    ฮื่อออออออนึกว่าจะจบเศร้าแล้วนะเนี่ยยยย อยอุ่นหัวใจจังเลยยย
    #182
    0
  19. #180 jeon__jimin (@jeon__jimin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 18:29
    เรื่องนี้มีกลิ่นอายความโรเเมนติกเเบบหน่วงๆ เเต่อบอุ่น ชอบจัง
    #180
    0
  20. #174 ph-t (@ph-t) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 08:15

    ถึงจะไม่มีช่วงสุดท้ายของเรื่องที่ทั้งสองคนมาเจอกันอีกครั้ง แต่สำหรับเราเรื่องนี้ก็จบสวยอยู่ดีค่ะ จริงๆเราเจอฟิคทีมีเนื้อหาแนวๆนี้เยอะมาก แต่ไรท์ก็ยังอธิบายให้เรารู้สึกประทับใจได้อยู่ดี ด้วยองค์ประกอบของฉาก ที่มาของตัวละครหรืออื่นๆ ระหว่างที่อ่านก็รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในเหตุการณ์ของทั้งสองคนเลย รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ริมทะเลแบบบอกไม่ถูก555 โดยส่วนตัวเราชอบเรื่องนี้มากๆ ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านนะคะ

    #174
    0
  21. #173 mirpprim (@mirpprim) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 05:26
    เป็นเรื่องโรแมนติกที่ทำให้ร้องไห้หนักมาก ชอบมากกกกกค่ะ
    #173
    0
  22. #168 jaeminnoona (@leedongdang) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 00:19
    นึกว่าจะแบดเอนซะแล้ว โรแมนติกมากกกกกกก
    #168
    0
  23. #166 IYUN (@alliyun) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 23:45
    ขอบคุณทั้งคู่เลยที่ยังมั่นคงต่อกัน เริ่องนี้อบอุ่นโรแมนติคมากกก
    #166
    0
  24. #163 Mabel🍌 (@Tan58063) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 23:02
    ชอบมาก โรแมนติกมากๆเลย โฮฮฮฮฮ เราชอบเรื่องการบรรยายสถานที่นะ แปลกใหม่ดีค่ะ น่ารักปนหน่วงๆแต่ก็แฮปปี้เอนดิ้ง เชียร์เรื่องนี้เลยย
    #163
    0
  25. #161 grumpyboy (@romeojojo) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 22:51

    เรื่องนี้อ่านไปก็รู้สึกโรแมนติกจังเลยค่ะ

    แอบมาสะดุดกึกเพราะอีกคนมีแฟนแล้วงะ แอบเศร้าใจเลยที่ต้องจากกันทั้งที่รู้สึกดี

    แต่โซแฮปปี้มากพอได้คัมแบคกลับมาเจอกันอีกอิๆ

    #161
    0