เคย
ลองจิตนาการดูบ้างไหมว่า ถ้าหากมนุษย์สามารถควบคุมสภาพดิน ฟ้า อากาศ
ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ โลกเรานี้จะน่าอยู่สักเพียงไร
ขอบอกครับว่ามีคนทำได้จริง ๆ และทำได้มาตั้งนานแล้ว!
ดร.วิลแฮมล์ม ไรก์
เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชีวประวัติและผลงานทางวิทยาศาสตร์มากมาย
จะว่าไปแล้วผลงานหลาย ๆ ชิ้นของดร.วิลแฮล์มนั้นไม่ธรรมดาเอามาก ๆ
ก็อย่างที่เคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้วว่ามันไม่ธรรมดาถึงขนาดที่ไปเตะตาหน่วย
สืบราชการลับของพี่กันเข้าให้
แต่ต่อให้พวกซีไอเอจะอ้อนวอนขอร้องให้แกมาร่วมวิจัยในโครงการลับอย่าง
โครงการฟินิกช์สักเท่าไหร่แกก็ไม่ยอม สุดท้ายก็ถูกจับขังคุก

มาดูกันเลยดีกว่าว่าไอ้เจ้าเครื่องมหัศจรรย์อันนี้มันก่อกำเนิดเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร
จากจินตนาการสู่ความจริง
ดร.วิลแฮล์ม ได้ศึกษาและวิจัยเรื่องพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เขาเชื่อว่าบรรดาสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามธรรมาชาตินั้นเป็นไปตามกฏของพลังงานจักรวาล(Laws of Cosmic Energy) ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถเข้าใจกฏนี้เราก็สามารถที่จะนำพลังงานที่มีอยู่ทั่ว ไปมาใช้ได้กับทุก ๆ อย่างทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคนป่วย การขับเคลื่อนของยานพาหนะ หรือการควมคุมสภาวะอากาศ
ปี ค.ศ.1951 ดร.วิลแฮล์มได้เขียนหนังสือเรื่อง "The Orgone Energy Accumuator"(เครื่องเก็บกักพลังงานจักรวาล) ซึ่งกล่าวถึงสมมติฐานของการเกิดพายุเฮอร์ริเคน การเกิดกาแล็กซี่ แสงเหนือ และแรงโน้มถ่วง เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำท่านอื่น ๆ ดร.วิลแฮล์มไม่ได้เพียงแค่เพ้อฝันจินตนาการไปกับทฤษฏีที่เขาอนุมานขึ้นมา แต่เขายังได้พยายามพิสูจน์ข้อสันนิฐานของเขาว่าถูกต้อง
วันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1951 ดร.วิลแฮล์มได้เริ่มทำการทดลองโดยนำเอาภาชนะบรรจุแร่เรเดียม ขนาด 1 ไมโครกรัมใส่ลงในกล่องเก็บพลังงานที่มีลักษณะเหมือนแบตเตอรี่รถยนต์ เขาทิ้งมันไว้ในนั้นนาน 5 ชั่วโมง
เขาทำซ้ำ ๆ แบบนี้อยู่หนึ่งสัปดาห์ นอกจากวันสุดท้ายเขาใส่ภาชนะบรรจุแร่เรเดียมลงในกล่องเก็บพลังงานแค่ครึ่ง ชั่วโมง จากนั้นเขาก็นำเครื่องวัดรังสี (Geiger Counter) ไปตรวจในกล่องเก็บพลังงานปรากฏว่าเครื่องไกเกอร์ร้องไม้หยุด เข็มตีกลับจนเครื่องพัง
ในคืนนั้นทั่วทั้งห้องทดลองและรอบ ๆ ภายนอกตัวอาคารก็เปล่งรัศมีสุกสว่าง นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งได้มาที่ห้องทดลองของดร.วิลแฮล์มและยื่นศีรษะเข้า ไปดูในตู้โลหะภายในห้องทดลอง พลังงานที่ถูกกักอยู่ในตู้ทำให้เธอช็อกหมดสติเกือบจะเสียชีวิต
บรรดาหนู ที่อยู่ในห้องทดลองบางตัวก็ตาย บางตัวก็เจ็บป่วยปางตาย มีกลิ่นเนื้อ(หนู)ไหม้เหม็นคละคลุ้งไปทั่วทั้งอาคาร เป็นที่น่าประหลาดใจมากที่ ก้อนเมฆที่อยู่เหนืออาคารนั้นลอยนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับทอดสมอเอาไว้ตรงนั้น!
ส่วน ตัว ดร.วิลแฮล์มเองนั้นก็ร่อแร่ ๆ ดูท่าจะไม่รอดเอาเหมือนกัน เขาตกอยู่ในอาการโคม่าเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ได้มีการนำเอาภาชนะที่บรรจุเร่เรเดียมออกไปไว้ที่อื่นอยู่ห่างจากห้องทดลอง ราว ๆ 11 ไมล์ แต่ทั้งตัวอาคารและบริเวณใกล้เคียงก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ปกคลุมไปด้วย กัมมันตรังสี สิ่งมีชีวิตไม่สามารถเข้าใกล้ได้
ค้นพบพลังงานด้านมืด
การ ทดลองครั้งนี้ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องหายนะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่มันนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คือ รูปแบบใหม่ของพลังงาน ซึ่งดร.วิลแฮล์มเรียกมันว่า Deadly Orgone (DOR) หรือพลังงานจักรวาลด้านมืด เนื่องจากว่ามันสร้างความวิบัติ เป็นพิษต่อสภาพแวดล้อม ดูดซับก๊าซออกซิเจนและน้ำเป็นจำนวนมาก
นอก จากนี้มันยังทำให้เกิดรูรั่วในชั้นบรรยากาศ เสมือนสาดเม็ดพริกไทษดำไปบนท้องฟ้า เมื่อผู้คนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเขาจะไม่เห็นสิ่งผิดปรกติใด ๆ แต่ถ้าหากถ่ายภาพท้องฟ้าด้วยกล้องถ่ายภาพก็จะปรากฏรอยดำ ๆ เหมือนถ่ายภาพเงา
ต้น ไม้จะเกิดอาการเหี่ยวเฉาแคระเเกร็น บรรดานกและแมลงจะหงอย อากาศก็จะนิ่งไม่มีการถ่ายเท มนุษย์จะรู้สึกไม่สบายตัว ผิวหนังหมองคล้ำ ปากจะแห้งและลอก ต่อมาก็จะปวดศีรษะและคลื่นเหียน ดร.วิลแฮล์มเรียกลักษณะการป่วยชนิดนี้ว่า DOR Sickness หรือโรคดอร์
เครื่องกำจัดเมฆ
เมื่อ ดร.วิลแฮล์มค้นพบพลังงานจักรวาลด้านมืด และทราบถึงผลกระทบของมันต่อสิ่งมีชีวิต ทำให้เขาพยายามที่จะหาวิธีต่อสู้กับพลังงานด้านมืดนี้ ในช่วงต้นปี ค.ศ.1952 เขาก็ได้ประดิษฐ์เครื่องกำจัดเมฆ (Cloudbuster) ขึ้นมา

เจ้า เครื่องกำจัดเมฆนี้ประกอบขึ้นจากท่อส่งน้ำจำนวนหลายท่อ ที่มีปลายข้างหนึ่งต่อเข้ากับ (ถัง) น้ำ ซึ่งมันจะทำหน้าที่ดูดเอาพลังงานจักรวาลที่อยู่ในชั้นบรรยากาศลงมาสู่ (ถัง) น้ำ ซึ่งจะมีผลต่อสภาพอากาศทำให้เราสามารถที่จะควบคุมให้เกิดฝนหรือบังคับไม่ให้ฝนตกก็ได้!
ใน ปีค.ศ.1953 เกษตรกรในรัฐเมนได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถทำไร่ทำสวนได้เนื่องจากเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ ฝนฟ้าไม่ตก พวกเขาจึงได้ว่าจ้างให้ ดร.วิลแฮล์มไปช่วยทำให้ฝนตกที่ไร่ของพวกเขา ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่า ดร.วิลแฮล์มสามารถทำได้สำเร็จตามที่เกษตรกรร้องขอ
ใน การทดลองกำจัดก้อนเมฆ ดร.วิลแฮล์ม ใช้ท่อยาวจำนวน 5 ท่อ 2 ท่อวางขนานกันเป็นแถวบนส่วนอีก 3 ท่อวางขนานกันเป็ฯแถวล่าง เขาได้เล็งท่อทั้งห้าไปยังก้อนเมฆขนาดใหญ่บนท้องฟ้าเพียงไม่กี่นาทีก็เกิดรู 5 รูขึ้นบนก้อนเมฆก้อนนั้น ใช่แล้วครับ รูทั้งห้า เรียงเป็นสองแถว แถวบนมี 2 รู ส่วนแถวล่างมี 3 รู ต่อมาไม่นานนักก้อนเมฆทั้งก้อนก็สลายหายไปจากท้องฟ้า
ปิ๊งไอเดีย
จาก การทดลองกำจัดเมฆ ทำให้ ดร.วิลแฮล์มเกิดความคิดที่จะสร้างเครื่องบำบัดโรคทางประสาทไว้ใช้กับมนุษย์ โดยอาศัยหลักการเดียวกับการกำจัดเมฆ แต่คราวนี้เขาจะกำจัดพลังงานที่เหลือล้นออกมาจากตัวมนุษย์ที่เขาเชื่อว่า เป็นสาเหตุของการเกิดโรคทางประสาท
ดร.วิลแฮล์มได้ดัดแปลงเครื่องกำจัดเมฆทันที โดยเขาเรียกเจ้าเครื่องนี้ว่า "Medical DOR-Buster" หรือ เครื่องมือแพทย์สำหรับกำจัดพลังงานด้านมืด พลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้สร้างขึ้นจะถูกเก็บไว้ในกล้ามเนื้อ ซึ่งเราสามารถที่จะกำจัดมันออกไปได้โดยใช้เครื่องมือที่ ดร.วิลแฮล์มได้สร้างขึ้น
แต่เจ้าเครื่องมือนี้เป็นดาบสองคม เพราะนอกจากมันจะสลายพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้สร้างขึ้นแล้ว มันยังสามารถทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือเพิ่มพลังงานทางด้านมืดให้กับคนไข้ ได้เช่นกัน ดังนี้นถ้าหากเครื่องมือนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดีแล้วล่ะก็ เขาอาจจะนำมันไปใช้ในทางที่ผิดได้
ถึงแม้ว่า ดร.วิลแฮล์มจะได้ทดลองเครื่องมือนี้กับคนไข้ของเขาหลายคนและประสบความ สำเร็จเป็นอย่างดี แต่มันก็ไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์ เพราะว่าวิธีการและเครื่องมือที่ ดร.วิลแฮล์มใช้นั้นดูธรรมดา ๆ เกินไป มันธรรมดาจนยากที่จะเชื่อได้ว่าเขาสามารถทำมันได้จริง
ความลับของอารมณ์
ดร. วิลแฮล์มค้นพบว่าความลับของการสร้างเกราะป้องกันอารมณ์และการฝืนไม่ให้ตื่น เต้นจนเกินไป(ในเรื่องเพศ) นั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมแปลก ๆ ของมนุษย์ หนึ่งในความลับที่เขาค้นพบนี้คือความลับที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับมนุษย์ ที่เขาเรียกมันว่า "Emotional Plague" หรือโรคทางอารมณ์
เจ้า โรคนี้จะยั้บยั้งการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต่างเป็นโรคนี้กันถ้วนหน้า เพียงแต่ว่าจะเป็นมาก-น้อยแค่ไหนเท่านั้น แต่มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถเก็บอารมณ์ หรือความต้องการของเขาเอาไว้ภายในได้ดี ซึ่งมันทำให้พวกเขาเป็นโรคติดต่อทางอารมณ์ขั้นรุนแรง
คนจำพวกนี้มัก จะฉลาด กระปรี้กระเปร่ามีความสามารถ แต่พวกเขาจะต่อต้านการแสดงออกทางเพศและชอบที่จะเป็นผู้ออกคำสั่ง มักจะเป็นคนประเภทเผด็จการ เป็นคนสร้างกรอบให้สังคม
แต่คนประเภทนี้ จะไม่สามารถทนต่อระบบที่เป็นไปตามธรรมชาติได้ ดังนั้นเป้าหมายหลักในชีวิตของคนประเภทนี้ก็คือต้องสร้างกรอบจำกัดขอบเขต ให้กับสังคม และความเป็นอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลาย แต่ถึงกระนั้นคนพวกนี้จะไม่ได้ดูแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ในสังคม แถมยังเป็นที่ยอมรับในสังคมด้วยซ้ำไป
เก่งนักมักโดนดี
จาก การวิจัยชิ้นนี้ของ ดร.วิลแฮล์ม ทำให้เขาเข้าตารัฐบาล แต่เป็นในด้านลบนะครับ องค์การอาหารและยาของสหรัฐ(Food and Drug Administration)สั่งเก็บเครื่องมือบำบัดรักษาโรคทางประสาทของ ดร.วิลแฮล์ม และยึดเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาทำลายทันที พร้อมกับบอกว่า พลังงานจักรวาลนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะว่ามันไม่ควรจะมีอยู่จริง
การ สั่งห้ามและทำลายสิ่งของทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานจักรวาลเพื่อไม่ ให้เรื่องราวเหล่านั้น ออกเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนนั้น เปรียบเสมือนเมื่อครั้งที่คนเราเชื่อกันว่าโลกแบนและดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้เรื่องราวที่อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาต้องถูกเปิดเผย
ดัง นั้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1954 ศาลปอร์ทแลนด์ รัฐเมน ได้ออกคำสั่งว่าด้วยเครื่องมือแพทย์สำหรับกำจัดพลังงานด้านมืด ที่ ดร.วิลแฮล์มประดิษฐ์ขึ้นนั้นเป็นเรื่องหลอกลวง อีกทั้งพลังงานจักรวาลนั้นไม่มีจริง เรื่องราวต่าง ๆ ที่ ดร.วิลแฮล์มสร้างขึ้นนั้นเป็นเพียงเพื่อจุดประสงค์ทางการค้าเท่านั้น
เท่า นั้นยังไม่พอ วันที่ 19 มีนาคม สาลยังได้ออกคำสั่งประกาศว่าการให้ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตามที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานจักรวาล เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าพลังงาน จักรวาลนั้นมีจริงหรือไม่
ต้นตอของอากาศวิปริต
ดร.วิลแฮล์มเชื่อว่า การ ที่บางบริเวณของผิวโลกมีสภาพที่แห้งแล้งเช่นบรเวณทะเลทรายนั้นเกิดจาก พลังงานจักรวาลด้านมืด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ แต่ตัวการที่สำคัญที่ก่อให้เกิดสภาพอากาศวิปริตแปรปรวนนั้นมาจากนอกโลก!
จาก การที่เขาเฝ้าสังเกตการณ์วิเคราะห์พื้นที่บริเวณที่มีการแจ้งว่าได้พบเห็น ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว ก็พบว่าพื้นที่บริเวณนั้นจะมีพลังงานจักรวาลด้านมืดเกิดขึ้นในปริมาณที่สูง เขาจึงอนุมานเอาว่าเจ้ายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวนี้เป็นสาเหตุของการเกิด พลังงานด้านมืด
เพื่อเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีนี้ ในเดือนตุลาคม 1954 ดร.วิลแฮล์มจึงได้เดินทางไปที่สถานที่แห้งแล้งแห่งหนึ่งเมืองทัคสัน ในรัฐอริโซน่าเพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่แห่งนี้มีพลังงานจักรวาลด้านมืดสูง
ดร. วิลแฮล์ม ได้นำเครื่องกำจัดเมฆติดไปด้วย 2 เครื่อง โดยมีจุดประสงค์ที่เปลี่ยนสภาพอากาศบริเวณนั้นให้กลับชุ่มชื่น เขาใด้ใช้เวลาอยูที่นั่นจนถึงเดือนเมษายน 1955
จากการใช้เครื่องมือ ตรวจสอบหลังจากที่เขาได้ใช้เครื่องกำจัดเมฆทำการดูดซับเอาพลังงานจักรวาล ทางด้านมืด ออกไปจากชั้นบรรยากาศก็พบว่าอุณหถูมิที่นั่นลดลงและแสงอาทิตย์ที่เคยส่องลง มาอย่างร้อนแรง ก็ดูจะอ่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด

รางวัลแด่ผู้ช่วยเหลือโลก
วัน ที่ 26 กรกฏาคม 1955 ดร.วิลแฮล์มก็ถูกจับโทษฐานที่ฝ่าฝืนคำสั่งศาลในการทดลองเรื่องพลังงาน จักรวาลที่อริโซน่า ดร.วิลแฮล์มถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเสียชีวิตลงในเรือนจำเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 1957 ก่อนหน้าที่เขาพ้นโทษเพียงสัปดาห์เดียว
ว่ากันว่า ระหว่างที่ถูกจองจำอยู่นั้น ดร.วิลแฮล์มถูกซีไอเอบังคับให้ร่วมมือในโครงการลับ ๆ แต่เขาปฏิเสธคำเชื้อเชิญนั้น การเสียชิวิตของ ดร.วิลแฮล์มยังคงเป็นปริศนาอยู่จนถึงทุกวันนี้

มาดูกันเลยดีกว่าว่าไอ้เจ้าเครื่องมหัศจรรย์อันนี้มันก่อกำเนิดเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร
จากจินตนาการสู่ความจริง
ดร.วิลแฮล์ม ได้ศึกษาและวิจัยเรื่องพลังงานที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เขาเชื่อว่าบรรดาสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามธรรมาชาตินั้นเป็นไปตามกฏของพลังงานจักรวาล(Laws of Cosmic Energy) ซึ่งถ้าหากว่าเราสามารถเข้าใจกฏนี้เราก็สามารถที่จะนำพลังงานที่มีอยู่ทั่ว ไปมาใช้ได้กับทุก ๆ อย่างทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคนป่วย การขับเคลื่อนของยานพาหนะ หรือการควมคุมสภาวะอากาศ
ปี ค.ศ.1951 ดร.วิลแฮล์มได้เขียนหนังสือเรื่อง "The Orgone Energy Accumuator"(เครื่องเก็บกักพลังงานจักรวาล) ซึ่งกล่าวถึงสมมติฐานของการเกิดพายุเฮอร์ริเคน การเกิดกาแล็กซี่ แสงเหนือ และแรงโน้มถ่วง เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำท่านอื่น ๆ ดร.วิลแฮล์มไม่ได้เพียงแค่เพ้อฝันจินตนาการไปกับทฤษฏีที่เขาอนุมานขึ้นมา แต่เขายังได้พยายามพิสูจน์ข้อสันนิฐานของเขาว่าถูกต้อง
วันที่ 5 มกราคม ค.ศ.1951 ดร.วิลแฮล์มได้เริ่มทำการทดลองโดยนำเอาภาชนะบรรจุแร่เรเดียม ขนาด 1 ไมโครกรัมใส่ลงในกล่องเก็บพลังงานที่มีลักษณะเหมือนแบตเตอรี่รถยนต์ เขาทิ้งมันไว้ในนั้นนาน 5 ชั่วโมง
เขาทำซ้ำ ๆ แบบนี้อยู่หนึ่งสัปดาห์ นอกจากวันสุดท้ายเขาใส่ภาชนะบรรจุแร่เรเดียมลงในกล่องเก็บพลังงานแค่ครึ่ง ชั่วโมง จากนั้นเขาก็นำเครื่องวัดรังสี (Geiger Counter) ไปตรวจในกล่องเก็บพลังงานปรากฏว่าเครื่องไกเกอร์ร้องไม้หยุด เข็มตีกลับจนเครื่องพัง
ในคืนนั้นทั่วทั้งห้องทดลองและรอบ ๆ ภายนอกตัวอาคารก็เปล่งรัศมีสุกสว่าง นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งได้มาที่ห้องทดลองของดร.วิลแฮล์มและยื่นศีรษะเข้า ไปดูในตู้โลหะภายในห้องทดลอง พลังงานที่ถูกกักอยู่ในตู้ทำให้เธอช็อกหมดสติเกือบจะเสียชีวิต
บรรดาหนู ที่อยู่ในห้องทดลองบางตัวก็ตาย บางตัวก็เจ็บป่วยปางตาย มีกลิ่นเนื้อ(หนู)ไหม้เหม็นคละคลุ้งไปทั่วทั้งอาคาร เป็นที่น่าประหลาดใจมากที่ ก้อนเมฆที่อยู่เหนืออาคารนั้นลอยนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับทอดสมอเอาไว้ตรงนั้น!
ส่วน ตัว ดร.วิลแฮล์มเองนั้นก็ร่อแร่ ๆ ดูท่าจะไม่รอดเอาเหมือนกัน เขาตกอยู่ในอาการโคม่าเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ได้มีการนำเอาภาชนะที่บรรจุเร่เรเดียมออกไปไว้ที่อื่นอยู่ห่างจากห้องทดลอง ราว ๆ 11 ไมล์ แต่ทั้งตัวอาคารและบริเวณใกล้เคียงก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ปกคลุมไปด้วย กัมมันตรังสี สิ่งมีชีวิตไม่สามารถเข้าใกล้ได้
ค้นพบพลังงานด้านมืด
การ ทดลองครั้งนี้ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องหายนะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่มันนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คือ รูปแบบใหม่ของพลังงาน ซึ่งดร.วิลแฮล์มเรียกมันว่า Deadly Orgone (DOR) หรือพลังงานจักรวาลด้านมืด เนื่องจากว่ามันสร้างความวิบัติ เป็นพิษต่อสภาพแวดล้อม ดูดซับก๊าซออกซิเจนและน้ำเป็นจำนวนมาก
นอก จากนี้มันยังทำให้เกิดรูรั่วในชั้นบรรยากาศ เสมือนสาดเม็ดพริกไทษดำไปบนท้องฟ้า เมื่อผู้คนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเขาจะไม่เห็นสิ่งผิดปรกติใด ๆ แต่ถ้าหากถ่ายภาพท้องฟ้าด้วยกล้องถ่ายภาพก็จะปรากฏรอยดำ ๆ เหมือนถ่ายภาพเงา
ต้น ไม้จะเกิดอาการเหี่ยวเฉาแคระเเกร็น บรรดานกและแมลงจะหงอย อากาศก็จะนิ่งไม่มีการถ่ายเท มนุษย์จะรู้สึกไม่สบายตัว ผิวหนังหมองคล้ำ ปากจะแห้งและลอก ต่อมาก็จะปวดศีรษะและคลื่นเหียน ดร.วิลแฮล์มเรียกลักษณะการป่วยชนิดนี้ว่า DOR Sickness หรือโรคดอร์
เครื่องกำจัดเมฆ
เมื่อ ดร.วิลแฮล์มค้นพบพลังงานจักรวาลด้านมืด และทราบถึงผลกระทบของมันต่อสิ่งมีชีวิต ทำให้เขาพยายามที่จะหาวิธีต่อสู้กับพลังงานด้านมืดนี้ ในช่วงต้นปี ค.ศ.1952 เขาก็ได้ประดิษฐ์เครื่องกำจัดเมฆ (Cloudbuster) ขึ้นมา

เจ้า เครื่องกำจัดเมฆนี้ประกอบขึ้นจากท่อส่งน้ำจำนวนหลายท่อ ที่มีปลายข้างหนึ่งต่อเข้ากับ (ถัง) น้ำ ซึ่งมันจะทำหน้าที่ดูดเอาพลังงานจักรวาลที่อยู่ในชั้นบรรยากาศลงมาสู่ (ถัง) น้ำ ซึ่งจะมีผลต่อสภาพอากาศทำให้เราสามารถที่จะควบคุมให้เกิดฝนหรือบังคับไม่ให้ฝนตกก็ได้!
ใน ปีค.ศ.1953 เกษตรกรในรัฐเมนได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถทำไร่ทำสวนได้เนื่องจากเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ ฝนฟ้าไม่ตก พวกเขาจึงได้ว่าจ้างให้ ดร.วิลแฮล์มไปช่วยทำให้ฝนตกที่ไร่ของพวกเขา ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่า ดร.วิลแฮล์มสามารถทำได้สำเร็จตามที่เกษตรกรร้องขอ
ใน การทดลองกำจัดก้อนเมฆ ดร.วิลแฮล์ม ใช้ท่อยาวจำนวน 5 ท่อ 2 ท่อวางขนานกันเป็นแถวบนส่วนอีก 3 ท่อวางขนานกันเป็ฯแถวล่าง เขาได้เล็งท่อทั้งห้าไปยังก้อนเมฆขนาดใหญ่บนท้องฟ้าเพียงไม่กี่นาทีก็เกิดรู 5 รูขึ้นบนก้อนเมฆก้อนนั้น ใช่แล้วครับ รูทั้งห้า เรียงเป็นสองแถว แถวบนมี 2 รู ส่วนแถวล่างมี 3 รู ต่อมาไม่นานนักก้อนเมฆทั้งก้อนก็สลายหายไปจากท้องฟ้า
ปิ๊งไอเดีย
จาก การทดลองกำจัดเมฆ ทำให้ ดร.วิลแฮล์มเกิดความคิดที่จะสร้างเครื่องบำบัดโรคทางประสาทไว้ใช้กับมนุษย์ โดยอาศัยหลักการเดียวกับการกำจัดเมฆ แต่คราวนี้เขาจะกำจัดพลังงานที่เหลือล้นออกมาจากตัวมนุษย์ที่เขาเชื่อว่า เป็นสาเหตุของการเกิดโรคทางประสาท
ดร.วิลแฮล์มได้ดัดแปลงเครื่องกำจัดเมฆทันที โดยเขาเรียกเจ้าเครื่องนี้ว่า "Medical DOR-Buster" หรือ เครื่องมือแพทย์สำหรับกำจัดพลังงานด้านมืด พลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้สร้างขึ้นจะถูกเก็บไว้ในกล้ามเนื้อ ซึ่งเราสามารถที่จะกำจัดมันออกไปได้โดยใช้เครื่องมือที่ ดร.วิลแฮล์มได้สร้างขึ้น
แต่เจ้าเครื่องมือนี้เป็นดาบสองคม เพราะนอกจากมันจะสลายพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้สร้างขึ้นแล้ว มันยังสามารถทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือเพิ่มพลังงานทางด้านมืดให้กับคนไข้ ได้เช่นกัน ดังนี้นถ้าหากเครื่องมือนี้ตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดีแล้วล่ะก็ เขาอาจจะนำมันไปใช้ในทางที่ผิดได้
ถึงแม้ว่า ดร.วิลแฮล์มจะได้ทดลองเครื่องมือนี้กับคนไข้ของเขาหลายคนและประสบความ สำเร็จเป็นอย่างดี แต่มันก็ไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์ เพราะว่าวิธีการและเครื่องมือที่ ดร.วิลแฮล์มใช้นั้นดูธรรมดา ๆ เกินไป มันธรรมดาจนยากที่จะเชื่อได้ว่าเขาสามารถทำมันได้จริง
ความลับของอารมณ์
ดร. วิลแฮล์มค้นพบว่าความลับของการสร้างเกราะป้องกันอารมณ์และการฝืนไม่ให้ตื่น เต้นจนเกินไป(ในเรื่องเพศ) นั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมแปลก ๆ ของมนุษย์ หนึ่งในความลับที่เขาค้นพบนี้คือความลับที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับมนุษย์ ที่เขาเรียกมันว่า "Emotional Plague" หรือโรคทางอารมณ์
เจ้า โรคนี้จะยั้บยั้งการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนต่างเป็นโรคนี้กันถ้วนหน้า เพียงแต่ว่าจะเป็นมาก-น้อยแค่ไหนเท่านั้น แต่มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถเก็บอารมณ์ หรือความต้องการของเขาเอาไว้ภายในได้ดี ซึ่งมันทำให้พวกเขาเป็นโรคติดต่อทางอารมณ์ขั้นรุนแรง
คนจำพวกนี้มัก จะฉลาด กระปรี้กระเปร่ามีความสามารถ แต่พวกเขาจะต่อต้านการแสดงออกทางเพศและชอบที่จะเป็นผู้ออกคำสั่ง มักจะเป็นคนประเภทเผด็จการ เป็นคนสร้างกรอบให้สังคม
แต่คนประเภทนี้ จะไม่สามารถทนต่อระบบที่เป็นไปตามธรรมชาติได้ ดังนั้นเป้าหมายหลักในชีวิตของคนประเภทนี้ก็คือต้องสร้างกรอบจำกัดขอบเขต ให้กับสังคม และความเป็นอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลาย แต่ถึงกระนั้นคนพวกนี้จะไม่ได้ดูแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ในสังคม แถมยังเป็นที่ยอมรับในสังคมด้วยซ้ำไป
เก่งนักมักโดนดี
จาก การวิจัยชิ้นนี้ของ ดร.วิลแฮล์ม ทำให้เขาเข้าตารัฐบาล แต่เป็นในด้านลบนะครับ องค์การอาหารและยาของสหรัฐ(Food and Drug Administration)สั่งเก็บเครื่องมือบำบัดรักษาโรคทางประสาทของ ดร.วิลแฮล์ม และยึดเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาทำลายทันที พร้อมกับบอกว่า พลังงานจักรวาลนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะว่ามันไม่ควรจะมีอยู่จริง
การ สั่งห้ามและทำลายสิ่งของทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องพลังงานจักรวาลเพื่อไม่ ให้เรื่องราวเหล่านั้น ออกเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชนนั้น เปรียบเสมือนเมื่อครั้งที่คนเราเชื่อกันว่าโลกแบนและดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก ผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้เรื่องราวที่อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาต้องถูกเปิดเผย
ดัง นั้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1954 ศาลปอร์ทแลนด์ รัฐเมน ได้ออกคำสั่งว่าด้วยเครื่องมือแพทย์สำหรับกำจัดพลังงานด้านมืด ที่ ดร.วิลแฮล์มประดิษฐ์ขึ้นนั้นเป็นเรื่องหลอกลวง อีกทั้งพลังงานจักรวาลนั้นไม่มีจริง เรื่องราวต่าง ๆ ที่ ดร.วิลแฮล์มสร้างขึ้นนั้นเป็นเพียงเพื่อจุดประสงค์ทางการค้าเท่านั้น
เท่า นั้นยังไม่พอ วันที่ 19 มีนาคม สาลยังได้ออกคำสั่งประกาศว่าการให้ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตามที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานจักรวาล เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าพลังงาน จักรวาลนั้นมีจริงหรือไม่
ต้นตอของอากาศวิปริต
ดร.วิลแฮล์มเชื่อว่า การ ที่บางบริเวณของผิวโลกมีสภาพที่แห้งแล้งเช่นบรเวณทะเลทรายนั้นเกิดจาก พลังงานจักรวาลด้านมืด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ แต่ตัวการที่สำคัญที่ก่อให้เกิดสภาพอากาศวิปริตแปรปรวนนั้นมาจากนอกโลก!
จาก การที่เขาเฝ้าสังเกตการณ์วิเคราะห์พื้นที่บริเวณที่มีการแจ้งว่าได้พบเห็น ยานอวกาศมนุษย์ต่างดาว ก็พบว่าพื้นที่บริเวณนั้นจะมีพลังงานจักรวาลด้านมืดเกิดขึ้นในปริมาณที่สูง เขาจึงอนุมานเอาว่าเจ้ายานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวนี้เป็นสาเหตุของการเกิด พลังงานด้านมืด
เพื่อเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีนี้ ในเดือนตุลาคม 1954 ดร.วิลแฮล์มจึงได้เดินทางไปที่สถานที่แห้งแล้งแห่งหนึ่งเมืองทัคสัน ในรัฐอริโซน่าเพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่แห่งนี้มีพลังงานจักรวาลด้านมืดสูง
ดร. วิลแฮล์ม ได้นำเครื่องกำจัดเมฆติดไปด้วย 2 เครื่อง โดยมีจุดประสงค์ที่เปลี่ยนสภาพอากาศบริเวณนั้นให้กลับชุ่มชื่น เขาใด้ใช้เวลาอยูที่นั่นจนถึงเดือนเมษายน 1955
จากการใช้เครื่องมือ ตรวจสอบหลังจากที่เขาได้ใช้เครื่องกำจัดเมฆทำการดูดซับเอาพลังงานจักรวาล ทางด้านมืด ออกไปจากชั้นบรรยากาศก็พบว่าอุณหถูมิที่นั่นลดลงและแสงอาทิตย์ที่เคยส่องลง มาอย่างร้อนแรง ก็ดูจะอ่อนลงไปอย่างเห็นได้ชัด

รางวัลแด่ผู้ช่วยเหลือโลก
วัน ที่ 26 กรกฏาคม 1955 ดร.วิลแฮล์มก็ถูกจับโทษฐานที่ฝ่าฝืนคำสั่งศาลในการทดลองเรื่องพลังงาน จักรวาลที่อริโซน่า ดร.วิลแฮล์มถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเสียชีวิตลงในเรือนจำเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 1957 ก่อนหน้าที่เขาพ้นโทษเพียงสัปดาห์เดียว
ว่ากันว่า ระหว่างที่ถูกจองจำอยู่นั้น ดร.วิลแฮล์มถูกซีไอเอบังคับให้ร่วมมือในโครงการลับ ๆ แต่เขาปฏิเสธคำเชื้อเชิญนั้น การเสียชิวิตของ ดร.วิลแฮล์มยังคงเป็นปริศนาอยู่จนถึงทุกวันนี้
ความคิดเห็น