ดวงใจยังมีรัก ชะเอิงเอย

ตอนที่ 4 : ก็คนมันเลือดร้อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ก.พ. 58

--ห้องพักอาจารย์--

“เล่ามาสิว่าเรื่องมันเป็นยังไงกายนุภพ” อาจารย์ภิวัชร์นั่งหลังติดพนักพิงของเก้าอี้ตัวนุ่ม ถึงจะทำสีหน้าวางเฉยแต่ก็สังเกตเห็นเส้นเลือดที่ปูดข้างขมับทั้งสองข้างอย่างชัดเจน

“ผมก็นั้งวาดรูปของผมอยู่ดีๆ เขาเตะบอลมาโดนผมครับ”

“นี่นายคิดว่าชั้นตั้งใจแกล้งนายหรอ” สมพงษ์สวนขึ้นมาทันควัน

“ก็เพราะมันไม่ใช่แค่ครั้งเดียวไง ที่บอลของนายมาโดนชั้นน่ะ” กายนุภพเริ่มตอบโต้บ้าง

“ก็นายอยากมานั่งเกะกะทำไมล่ะ” สมพงษ์ยังไม่ยอมลดละ

“พอได้แล้วล่ะทั้งคู่” อาจารย์ภิวัชร์ปรามทั้งคู่ “ห้องเรียนไม่ใช่ที่ที่จะให้เธอเอาไว้เล่นบอลนะสมพงษ์” สมพงษ์หน้าเจื่อนไปทันที “ถ้าอยากเตะบอลก็โน่น...กลางสนาม เข้าใจนะ”

 “ครับ” สมพงษ์ตอบแค่สั้นๆ แต่มือเริ่มกำหมัดแน่น เหมือนไม่พอใจที่อาจารย์ภิวัชร์ตัดสินให้เขาผิดอยู่ฝ่ายเดียว

 

อาจารย์ภิวัชร์หยิบไม้เรียวคู่ใจออกมาจากข้างโต๊ะ

“ในเมื่อพวกเธออยากต่อยกัน แสดงว่าอยากเจ็บตัว เจ็บด้วยไม้เรียวอาจไม่ถึงใจเท่าไหร่นะ” อาจารย์ภิวัชร์พูดไปนิ้วก็ลูบๆ คลำๆไม้เรียวไปมา แววตาไม่บ่งบอกว่ารู้สึกอย่างไร

“ใครก่อนดี?

“ผมครับ” กายนุภพก้าวเข้าหาอาจารย์ภิวัชร์ แล้วยืนกอดอกอย่างเฉยเมย

เฟี้ยบเฟี้ยบ! !

กายนุภพยกมือไหว้ขอบคุณสำหรับบทลงโทษ แล้วก้าวออกไปให้พ้นวงสวิงในการฟาดไม้ราด ท่าทางไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร สีหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม สมพงษ์ก้าวเข้าไปแทนที

เฟี้ยบ!!  เฟี้ยบ!! !

สมพงษ์ยกมือไหว้ขอบคุณ พร้อมกับเสียงซู้ดปาก แสดงความเจ็บปวด เอามือถูก้น กระโดดเหย่งๆ เหมือนลิงโดนน้ำร้อนลวก เพราะเหมือนอาจารย์ภิวัชร์จะลงน้ำหนักมือแรงไปหน่อย แล้วเขาก็ไม่ชอบเก็บอาการอย่างกายนุภพ

“ครั้งนี้ครูจะยังไม่เอาเรื่องนะ แต่คราวหน้าถ้ามีเรื่องอีกโดนหนักแน่   กลับไปเรียนกันได้แล้ว”

“ขอบคุณครับ” ทั้งคู่รับคำแล้วเดินออกไป  สมพงษ์ยังทำท่าเจ็บปวดและจ้องกายนุภพอย่างเอาเรื่อง แต่กายนุภพก็ทำเป็นเฉยไม่สนใจ เพราะไม่อยากจะมีเรื่องอีก

 

--ชั่วโมงวิชาประวัติศาสตร์--

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในทางการเมืองของไทยสมัยใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นความตื่นตัวทางการเมืองของพลังมวลชนนอกระบบราชการ โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษาและประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการทหาร  เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และการปกครองแบบประชาธิปไตย” อาจารย์บุญนภายืนบรรยายอยู่หน้าชั้นเรียน หน้าตาของผู้เรียนแต่ล่ะคนบ่งบอกถึงอาการง่วงซะเหลือเกิน บางคนก็ถึงขั้นสัปหงกแล้วสะดุ้งตื่นเป็นทีๆ

มัทราลิกาไม่ได้ง่วงนอนอย่างคนอื่น แต่ก็ไม่ค่อยได้ฟังที่อาจารย์สอน เพราะมัวแต่เขียนจดหมายให้ปฐวี

วันนี้มาเรียนสายอีกแล้วนะเรา
            ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดี
^^
            ยังไงพรุ่งนี้ก็รีบมาให้ทันนะไอ้เด็กตื่นสาย...

มัทราลิกาเขียนไป อมยิ้มไป.. อย่างอารมณ์ดี

 

“มัทราลิกา..”  เสียงใครบางคนทำให้เธอหลุดจากภวังค์

“ไหนลองสรุปที่ครูเล่าเมื่อกี้ซิ เห็นจดอะไรไม่รู้ คงจดเนื้อหาได้เยอะสินะ” มัทราลิกาสีหน้าตื่นไม่คิดว่าเธอจะโดนเรียก พึ่งจะเขียนจดหมายได้สามประโยคเอง ฟังก็ไม่ได้ฟัง

“คือ......” เธอยังอึกอัก ไม่รู้จะตอบอะไรดี

“ตอบไม่ได้หรอ อะไรกันปกติครูเห็นเธออกจะตั้งใจเรียนนะ”  อาจารย์บุญนภาพูดเชิงตำหนิ

“งั้นกายนุภพช่วยเพื่อนตอบหน่อยสิ ครูเห็นเธอตั้งใจฟังมาก” มัทราลิกาโล่งอกที่อาจารย์บุญนภาเปลี่ยนเป้าหมาย แต่ก็ยังรู้สึกผิดในใจที่ไม่ตั้งใจฟังอาจารย์สอน ตั้งแต่เรียนมาเธอแทบจะไม่เคยโดนอาจารย์คนไหนตำหนิเลยด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ 14 ตุลาคมคือวันที่ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการทหาร  เรียกร้องรัฐธรรมนูญ และการปกครองแบบประชาธิปไตยครับ” น้ำเสียงของกายนุภพฟังดูนุ่มนวล ปลายเสียงแตกเล็กน้อย เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างที่เขาชอบทำ

“เก่งมากจ้า ปรบมือให้เพื่อนหน่อย” อาจารย์บุญนภาชื่นชมเขา แล้วเสียงปรบมือเกรียวกราวก็ดังขึ้น

มัทราลิกาแอบเจ็บใจเล็กๆ ที่เธอตอบไม่ได้แต่กายนุภพกลับตอบได้แล้วยังทำหน้าตาเฉยอีก เหมือนเยาะเย้ย

“นอกจากประชาชนแล้ว ยังมีคนกลุ่มไหนอีกน๊าที่ออกมาช่วยกันต่อต้าน ครูก็ได้เล่าไปแล้วสมพงษ์จำได้มั๊ย” คนถูกเรียกชื่อสะดุ้งโหย่งรีบอุดหนังสือการ์ตูนเข้าใต้โต๊ะ

“นัก.. นัก” เขาทำสีหน้าครุ่นคิด  “นักศึกษา รึเปล่าครับ”  เขาตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจ

“ใช่จ้า แสดงว่าเธอตั้งใจฟังนะเนี้ย” อาจารย์บุญนภายิ้มให้เขา

เขาเองก็รู้สึกโล่งอกที่ตอบถูก “แล้วทำไมยังไม่ปรบมือกันอีกล่ะครับ” สมพงษ์ถาม  ว่าแล้วเขาก็ปรบมือนำเพื่อนๆ แล้วกระหยิ่มยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“ทำไมแกไม่กระซิบบอกชั้นบ้างวะตางค์”  มัทราลิกาหันไปกระซิบถามเพื่อนสาวที่นั่งตาลอย

“ชั้นจะบอกอะไรแกได้ แทบจะหลับอยู่แล้วไม่ได้ฟังเลย” เธอไม่พูดเปล่ายังหาวใส่มัทราลิกาอีก

“เดี๋ยวครูจะให้พวกเธอทำรายงานกลุ่มนะ เกี่ยวกับกับบุคคลที่สร้างชื่อเสียงของประวัติศาสตร์ชาติไทย ให้เวลา 1 เดือน ทุกคนต้องมีส่วนร่วมนะอย่าเอาเปรียบเพื่อน แล้วครูจะให้แสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วย”  แต่ล่ะคนทำหน้าเหย่เกเมื่อรู้ว่าต้องมีการแสดงบทบาทสมมติ แต่ดูเหมือนอาจารย์บุญนภาจะสนุกสนานกับผลงานชิ้นนี้มากเพราะพูดไปยิ้มไป

“ครูเขียนหัวข้อไว้ในฉลากแล้ว”  อาจารย์บุญนภาชูแก้วฉลากหัวข้อแล้วเขย่าเบาๆ

“ใครได้หัวข้อเหมือนกันก็อยู่กลุ่มเดียวกันนะ ยุติธรรมดี ลุกขึ้นมาจับทีละคน”

สสิตางค์ลุกไปจับคนแรกเพราะนั่งอยู่โต๊ะหัวแถว ตามมาด้วยมัทราลิกาและคนอื่นๆ

“จับแล้วอย่าพึ่งเปิดนะ ไว้เปิดพร้อมๆกัน ตื่นเต้นดี” อาจารย์บุญนภาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจริงๆ  ดูผิดจากวันแรกที่เข้ามาสอนด้วยมาดขรึม คงเพราะความแสบและแสนกวนของเด็กโรงเรียนนี้ล่ะมั๊ง ท่านคงไม่อยากมานั่งทำหน้ายักษ์ใส่ให้เด็กกลัวหรอก เพราะยังไงมันก็ไม่ได้ผล เปลี่ยนเป็นแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ

“ทุกคนเปิดได้”  สิ้นเสียงนี้ทุกคนดูจะตื่นเต้นอย่างที่อาจารย์บุญนภาว่าไว้จริงๆ  มีเสียงร้องเรียกหาคนในกลุ่มเดียวกัน ดังระงมไปทั่วห้อง

“เบาๆหน่อยค่ะนักเรียน” อาจารย์บุญนภาปราม

“ใครได้กลุ่มสมเด็จพระเจ้าตากสิน” นักเรียนหกคนยกมือ แล้วมองหน้ากันยิ้มๆ

“กลุ่มท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร  มองแล้วจำเพื่อนร่วมกลุ่มนะ”

“กลุ่มสมเด็จพระสุริโยทัย” อาจารย์บุญนภามองหน้าทีละคนแล้วยิ้ม “กลุ่มนี้น่าจะทำได้ดีนะเพราะผู้หญิงเยอะ”

“และสุดท้าย กลุ่มชาวบ้านบางระจัน”

“เย้..” ฉันและตางค์มองหน้ากันแล้วเผลอร้องออกมาเบาๆ

แต่   “ไชโย่.....”   สมพงษ์เสียงดังกว่า แถมทำหน้าระรื่น

“กลุ่มนี้น่าจะสนุกที่สุดนะตัวละครเยอะดี ไว้ครูจะค่อยดูนะ วันนี้พอแค่นี้จ้ะ”

“นักเรียนทำความเคารพ”  สมพงษ์ทำหน้าที่อย่างอารมณ์ดี

กลุ่มฉันมี 7 คนแต่ล่ะคนก็น่าจะให้ความร่วมมือดี และก็หวังว่างานจะออกมาราบรื่นนะ กายนุภพ

 

“นุชๆ ฝากนี่ให้วีหน่อย ขอบใจนะ” เพื่อนร่วมห้องของปฐวีเดินผ่านหน้าห้องพอดี มัทราลิกาจึงได้โอกาสฝากจดหมายไปให้เขา แล้วเธอก็ลงไปเรียนวิชาพละต่อ

 

“วอร์มร่างกาย 15 นาทีนะ” เสียงของอาจารย์ภิวัชร์ร้องออกคำสั่ง ด้วยท่าทางสุขุม

ปี๊ดดด!!! “เริ่มได้..”

วิชาพละเทอมนี้ได้เรียนฟุตบอล เป็นกีฬาที่เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ชอบ แต่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบเพราะมันทั้งร้อน ทั้งหนื่อย และบางทีก็อาจมีเจ็บตัวด้วย

“ไอ้วัตร ส่งบอลมานี่” สมพงษ์ตะโกนขอบอลจากเพื่อนร่วมทีม

อั๊ก!!  บอลจากสมพงษ์เตะไปอัดกายนุภพอีกแล้ว  กายนุภพจึงพยายามแย่งบอลจากคู่ต่อสู้จนได้และ  อั๊ก!! เขาก็เตะอัดสมพงษ์คืนเหมือนกัน ดูเหมือนเกมนี้จะไม่มีฝ่ายไหนได้ยิงประตูกันเลยซักลูกเพราะสมพงษ์และกายนุภพมัวแต่ปะทะกันเองมากกว่า จนเพื่อนคนอื่นๆทำหน้าเซ็งไปตามๆกัน

“เห้ยยย!! พวกมึงจะเตะบอลหรือต่อยมวยกันแน่วะ” เสียงใครบางคนตะโกนออกมาในที่สุด

 

ปี๊ดดด!!!  หมดเวลาการแข่งขัน  สมพงษ์วิ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อกายนุภพ เขาก็กระชากคอเสื้อของสมพงษ์กลับเช่นกัน เรียกได้ว่าไม่มีใครยอมใครเลยจริงๆ จ้องหน้ากันซักพักต่างฝ่ายก็ผลักออกจากกัน เพราะรู้ว่าขืนมีเรื่องกันตรงนี้อาจารย์ภิวัชร์คงไม่ปล่อยไปง่ายแน่

 

“กินซะ จะได้สดชื่น”  มัทราลิกายื่นแก้วน้ำให้สมพงษ์ที่กำลังนั่งหายใจเหนื่อย สภาพอ่อนแรง ทำเอาสมพงษ์ยิ้มไม่หุบ

“ขอบใจนะมัท น่ารักจัง” เขาดื่มไป และชายตามองมัทราลิกาเป็นระยะๆ

“ชั้นเห็นนะ ว่าเมื่อกี้จะมีเรื่องกันอีกแล้ว” สมพงษ์สำลักน้ำทันที

“ก็แค่หยอกกันเล่นน่า ผู้ชายก็งี้แหละ” เขาพยายามตอบให้เป็นกลางมากที่สุด เพื่อความสบายใจของมัทราลิกา

“ก็ดีที่ไม่มีอะไร ชั้นไม่ชอบเห็นเพื่อนต่อยกันหรอกนะ” เธอทิ้งประโยคสุดท้ายแล้วเดินกลับไปหาสสิตางค์ สมพงษ์มองตามหลังตาละห้อย

 

ถ้าเธอรู้ว่าที่ฉันยอมเรียนซ้ำชั้นตั้งหลายปีเพื่อรอให้เราได้เรียนด้วยกันเธอจะมีใจให้ฉันบ้างหรือเปล่า
แล้วถ้าเธอรู้ว่าที่ฉันชอบหาเรื่องไอ้กาย ก็เพราะฉันหึงเธอ เธอจะว่ายังไง
สักวันฉันจะทำให้เธอชอบชั้นให้ได้ ไม่ว่าวันนั้นมันจะนานแค่ไหน  มัท...

สมพงษ์ให้สัญญากับตัวเอง

 

© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

19 ความคิดเห็น