

โหมโรงพอประมาณ กลับมาเข้าเรื่องวิชาการกันบ้างดีกว่า ถ้าจะดูเรื่อง human sexuality ที่เกี่ยวข้องกับบรรดาการ์ตูนคงต้องขอย้อนไปที่หลักการคร่าวๆ เรื่องเพศของมนุษย์นะคะ ในมุมมองด้านจิตวิทยาและการแพทย์ “เพศ” ของมนุษย์จะมองจาก 3 มุมใหญ่ๆ

มุมมองเรื่อง human sexuality ทางจิตวิทยาและการแพทย์
2. Sexual orientation
3. Gender identity

Ouran High School Host Club by Hatori Bisco
ถ้าเรารู้ว่าเป็นหญิงชายตรงกับเพศที่เกิดมา แต่ role ดันไม่ตรง
เช่น ผู้ชายทำตัวนุ่มนิ่ม แต่งชุดลูกไม้ ดูแลเอาอกเอาใจคนอื่น หรือผู้หญิงทำตัวแมน เข้มแข็ง แต่งชุดทหาร ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพราะอาชีพ (เช่น ผู้ชายขายเครื่องสำอางหรือผู้หญิงเป็นทหาร) ถ้าไม่ได้เกิดจากอาชีพก็มักไม่ได้รับการยอมรับในสังคมเท่าไรแต่อาจได้รับการยอมรับในวงการคอสเพลย์ค่ะ เช่น หมีหนวดเฟิ้มแต่งเซเลอร์มูนหรือสาว Y คอสพ่อบ้านดำกับจิเอลคุง เป็นต้น ดูแล้วก็ฮาดีนะคะ

Sailor moon men cosplay
แต่ถ้าการรับรู้ว่าเป็นหญิงชายไม่ตรงกับเพศที่เกิดมา แถม role ก็ไม่ตรงอีกล่ะ
เช่น ผู้ชายที่เกิดมาแมนทั้งแท่งแต่คิดว่าจริงๆ ตัวเองเป็นหญิง แถมชอบแต่งตัวและแสดงออกแบบผู้หญิง กลุ่มนี้ก็จะลงเอยที่การแปลงเพศนั่นเอง

น้องปอย
อีกกรณีคือการรับรู้ไม่ตรงเพศที่เกิดมาแต่ role ตรง
เช่น ผู้หญิงที่แต่งกายและแสดงออกเป็นหญิงแท้ๆ แน่นอนว่าชอบเพศตรงข้ามเหมือนผู้หญิงที่เราเห็นทั่วไป เรียกว่าผู้หญิงปกติเลยล่ะค่ะ ติดอย่างอย่างเดียวตรงที่เธอ “ไม่ชัวร์ว่าตัวเองเป็นหญิงหรือชายกันแน่”สาเหตุของความสับสนอาจมีหลายอย่าง

เมื่อ gender identity เกือบจะสับสน
แต่ปัญหาเหล่านี้มีทางออกที่ลงตัวสุดๆ นั่นคือการ์ตูน shonen-ai นั่นเองค่ะ!!
Junjou Romantica by Nakamura Shungiku
สังเกตอย่างหนึ่งว่าคนที่แก้ปัญหา role ยังไม่ชัวร์ด้วยการอ่านการ์ตูน shonen-ai มักเป็นคนที่มี inner world เข้มข้น คือมีโลกส่วนตัวที่กว้างใหญ่ สามารถอยู่คนเดียวแล้วมีความสุขไปกับการซึมซับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในความคิด มักจะชอบอ่านหนังสือเงียบๆ แล้วจินตนาการเอา ส่วนคนที่ outer world เข้มข้นกว่าหมายถึงความสุขเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน ก็มักจะไปลงเอยที่ทางออกอื่นๆ ดังที่กล่าวในตัวอย่างข้างต้น (เลสเบี้ยน, สาวไฟแรงสูง, หรือบวชไม่ก็โสด) แล้วการ์ตูน shonen-ai แก้ปัญหาได้อย่างไร? ลองดูไปตามข้อต่างๆ เลยนะคะ

Healing process ของการ์ตูน shonen-ai (positive attitude)
2. คิดว่าความรักโรแมนติคระหว่างชายหญิงเป็นไปไม่ได้ แต่ความรักโรแมนติคระหว่างชายกับชายเป็นไปได้มากกว่า ไม่มีเรื่องแต่งงาน ตั้งท้อง เลี้ยงลูก หรือเป็นแม่บ้านเข้ามาเกี่ยวข้อง สบตาทีไรโรแมนติคได้ทุกที โลกนี้ช่างสดใสเมื่อชายหนุ่มรักกัน

Corsair by Minami Fuuko and Misono Erii

Healing process ของการ์ตูน shonen-ai (negative attitude)
1. เกลียดเพศหญิงของตัวเอง - กลุ่มนี้อ่านการ์ตูน shonen-ai แบบผู้ชายหน้าหวานเหมือนผู้หญิงไม่ค่อยได้ เห็นแล้วรู้สึกคันยิบๆ ไปทั้งตัว แต่อ่านแบบผู้ชายแมนมากๆ ได้

Life Love by Nishida Higashi
2. รู้สึกริษยาเมื่อเห็นผู้หญิงคนอื่นได้รับความรักจากผู้ชาย กลุ่มนี้อ่านการ์ตูน bara หนวดเฟิ้มไม่ได้ แบบแมนมากๆ ก็ยังต้องดูเป็นกรณีไป
3. เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายเรื่องเพศมาก่อน (อาจแค่เห็นเหตุการณ์หรือประสบกับตัวเองก็ได้) กลุ่มนี้อาจแบ่งย่อยเป็น 2 แบบค่ะ ขึ้นอยู่กับ defense mechanism หรือกลไกการป้องกันจิตใจที่ใช้
- ถ้า denial คือปฏิเสธ ถอยหนี อยากลืมมันซะ จะอ่านการ์ตูน shonen-ai แบบน่ารักโรแมนติคจับนิดจุ๊บหน่อยได้ เอาพอหอมปากหอมคอ แต่อ่านแบบฮาร์ดคอร์ชัดแจ๋วทุกรูขุมขนไม่ได้ มันจะไป repeat trauma หรือทำให้อดีตที่ขมขื่นย้อนกลับมาอีก ถ้ามีฉากบนเตียงอาจจะต้องอ่านเรื่องที่ไม่วาดอวัยวะเพศชัดเจนมากนัก วาดแค่เงาๆ หรือท่าทางก็พอแล้ว

Komatta Toki Ni Wa Hoshi Ni Kike! by Abe Miyuki
- ถ้า desensitization หรือการเผชิญหน้าเพื่อให้ “ชิน” หรือ “ด้านชา” จะได้ลดอารมณ์ที่รุนแรงเมื่อเห็นภาพแบบเดิมอีก กลุ่มนี้สามารถอ่านแบบฮาร์ดคอร์รุนแรงหรือภาพชัดแจ๋วแหววได้ ไส้กรอกเป็นไส้กรอก ไข่มาครบสองฟองก็ไม่กลัว แบบหวานแหววน่ารักอาจจะไม่เพียงพอต่อการ healing หรือเยียวยาภาพในอดีตที่น่ากลัวได้ค่ะ
Sadistic Boy by Tori Maia
ย้อนกลับไปที่การ์ตูน “ดักคอวาย” หรือแนว reverse trap ที่ทั้งลายเส้นทั้งเนื้อเรื่องบ่งบอกว่าเป็นการ์ตูนผู้หญิงชัวร์ๆ แล้วมันธุระอะไรจะต้องจงใจวาดนางเอกให้ดูเหมือนผู้ชายในการ์ตูนผู้หญิงด้วย! ffman วิเคราะห์ว่าการ์ตูนแนวดักคอวายนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อสาว Y ชัวร์ค่ะ (มันขัดกับ 3 ข้อข้างบนอย่างมาก) แน่นอนว่าผู้ชายก็ไม่อ่านการ์ตูนลายเส้นหวานแหววแบบนี้แน่ๆ แล้วใครล่ะที่จะอ่าน!! นอกจากคนที่อ่านเอาสนุกไม่คิดอะไรมากแล้ว อีกกลุ่มที่อ่านการ์ตูนดักคอ Y เพื่อใช้เป็น healing material (ยารักษาใจ) คือ
1. ผู้หญิงปกติทั่วไปที่เกิดอาการแสลงตาเวลาเห็นผู้หญิงคนอื่นได้รับความรักจากผู้ชาย
2. ผู้ชาย (ที่สามารถทนลายเส้นการ์ตูนผู้หญิงได้และ) คิดว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องต้องห้าม ถ้าทนลายเส้นการ์ตูนผู้หญิงไม่ได้หรือเกลียดความเป็นเพศชายของตัวเองอยู่เป็นทุนน่าจะไปลงกับการ์ตูน yuri ที่มีสาวดุ้นเป็นพระเอกค่ะ

Maria Holic by Minari Endou
เรื่องนี้ตรงไปตรงมามากๆ ไม่ต้องอาศัยทฤษฎี human sexuality อย่างข้างบนมาอธิบายให้เมื่อยหัวเหมือนสาว Y หรอกค่ะ เพราะคนอ่านการ์ตูนดักคอวายคือคนที่ “ทนดู” ภาพชายหญิงปั่มปั๊มกันไม่ได้นั่นเอง เพียงแต่กลไกการป้องกันจิตใจที่ใช้ต่างกับสาว Y ตรงที่สาว Y ใช้วิธี project ความเป็นหญิงไปใส่ในตัวผู้ชาย ดังนั้นตัวละครชายในการ์ตูน shonen-ai จึง “มีความเป็นหญิง” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะหน้าตา ท่าทาง การแสดงออก หรืออาจซ่อนอยู่ลึกมากๆ ในลักษณะนิสัย ความคิดความอ่าน อารมณ์ใจคอ แต่เธอต้องไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ เด็ดขาด!
ระหว่างสาว Y ใช้กลไกที่ดูเป็นนามธรรมมากๆ ผู้บริโภคการ์ตูนดักคอวายกลับใช้กลไกการป้องกันจิตใจที่เป็นรูปธรรมสุดๆ นั่นคือตัวละครหญิง (หน้าตาชาย) ในการ์ตูนดักคอ Y ต้อง “มีความเป็นหญิง” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเช่นกัน แม้นว่าไม่สามารถแสดงออกทางหน้าตา ท่าทาง การแสดงออก ความคิดความอ่าน อารมณ์ใจคอ (หรือแม้แต่ชีชอบผู้หญิงด้วยกัน) คือดูยังไงก็แมนโคตรๆ แต่อย่างน้อยชีต้องเป็นผู้หญิง!

Houou Gakuen Misoragumi by Aki Arata ผู้หญิงคือคนขวามือท่าน
จบบทวิเคราะห์พฤติกรรมการอ่านการ์ตูน shonen-ai และการ์ตูน reverse trap ของสาวๆ เพียงเท่านี้ค่ะ อ๋า...ลืมวิเคราะห์ของชายหนุ่มไปใช่มั้ยคะ! ก็แหม...ffman ไม่โปรทางหนุ่มๆ เลยนี่นา (เค้าเป็นผู้หญิงเด้อ) แต่คิดว่าหลักการวิเคราะห์ของผู้หญิงมาใช้กับเพศชายได้เหมือนกันค่ะ

Healing process ของการ์ตูน shojo-ai / yuri
1. คิดว่าเพศชายอ่อนแอไม่ได้ เพราะถ้าผู้ชายอ่อนแอจะถูกมองว่าใจตุ๊ด สายตาที่คนอื่นจ้องมาอย่างเลือดเย็นทำให้หนุ่มๆ รู้สึกรับไม่ได้ แต่ถ้าผู้หญิงอ่อนแอเนี่ยถือเป็นเรื่องปกติของสังคม ไม่มีใครส่งสายตาน่ากลัวมาว่าเรา
สังเกตว่าสาว yaoi กับหนุ่ม yuri แตกต่างกันตรงความรู้สึกขัดแย้งค่ะ สาว yaoi มีกลัวความขัดแย้งในใจในระหว่างที่หนุ่ม yuri กลัวสายตาคนภายนอก
2. คิดว่าความรู้สึกอีโรติคระหว่างหญิงชายเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อแต่งงานไปแล้วแฟนก็ต้องคาดหวังว่าหนุ่มๆ จะเป็นหัวหน้าครอบครัว รับผิดชอบชีวิตอย่างจริงจัง ไม่มีความรักโรแมนติคมาเกี่ยวข้องอีกแล้ว เรียกว่าไร้ปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้รู้สึกอีโรติคเหมือนสมัยจีบกันใหม่ๆ ความที่ยังรักแฟนแต่ต้องการอุปกรณ์ช่วยจิ้นเป็นหญิงล้วนจึงมาลงที่ yuri นั่นเอง
สังเกตว่าสาว yaoi กับหนุ่ม yuri แตกต่างกันตรงสตาร์ทเตอร์จุดอารมณ์ค่ะ ผู้หญิงใช้ความโรแมนติคเป็นตัวจุดในระหว่างที่ผู้ชายใช้ความอีโรติคเป็นตัวจุด ผู้หญิงที่มีความเป็นชายสูง (เด็ดขาด มั่นใจ) อาจจะจุดจากอีโรติคได้ และผู้ชายที่มีความเป็นหญิงสูง (อ่อนไหว ประนีประนอม) อาจจะจุดจากโรแมนติกได้เช่นกัน
3. คิดว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายเป็นเรื่องแสลงตา แต่เพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ผู้ชายโป๊มันไม่เห็นจะน่าดูตรงไหน แต่ผู้หญิงโป๊สิงามกว่า ดังนั้นฉากที่สาวๆ เนื้อแนบเนื้อจึงไม่ขัดลูกตาเท่าไหร่ ไม่รู้สึกคลื่นเหียนเวลาชม
สังเกตว่าสาว yaoi กับหนุ่ม yuri แตกต่างกันตรง...จะเรียกอะไรดี...น่าจะเป็นความรู้สึกเจ็บปวดเวลาโดนแส้ศีลธรรมกับแส้สัญชาตญาณโบยตีมั้งคะ แส้ศีลธรรมคือ superego punishment หมายถึงถ้าเราทำในสิ่งที่ขัดกับศีลธรรมในใจจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนโดนเฆี่ยน (อรั๊งงง...สาย SM ชอบนะเนี่ย) ส่วนแส้สัญชาตญาณคือ id หมายถึงผู้ชายไม่มีสัญชาตญาณในการรื่นรมย์กับรูปร่างชายหนุ่มด้วยกัน ถ้าเห็นมักจะเฉยๆ หรือไม่ก็รู้สึกริษยาไปเลย แต่ถ้าชอบเนี่ย...ลองอ่าน bara กล้ามล่ำหนวดเฟิ้มดูค่ะ น่าจะสบายตามากกว่า
เนื่องจากที่มาของ psychodynamic ในการอ่านการ์ตูนระหว่างสาว Y กับหนุ่ม Y ต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่คนชอบ yaoi จะอ่าน yuri ไม่อินและคนอ่าน yuri ก็อ่าน yaoi ไม่อินเช่นกัน อันนี้ในแง่ healing หรือการเยียวยานะคะ แต่ถ้าจะอ่านเอาเพลิดเพลินก็ได้ไม่มีปัญหา
มีข้อยกเว้นอยู่นิดหน่อยที่การ์ตูนหญิงล้วนบางกลุ่มเกิดมาสำหรับ "ผู้หญิง" ค่ะ!! มักจะเรียก shojo-ai (girl's love) ซึ่งสื่อถึงความผูกพันหวานซึ้งมากกว่าเรื่องเพศและสาวๆ อ่านก็ไม่ตะขิดตะขวงใจนัก (เหมือน shonen-ai ฝั่งหญิง) ถ้าผู้ชายอ่านแล้วชอบจะสามารถเอากลไกของจิตใจแบบ shonen-ai ในสาว Y มาอธิบายได้ แต่ถ้าผู้หญิงอ่านแล้วชอบ คุณอาจมีอาการเหมือนชายหนุ่มที่ชอบการ์ตูน shonen-ai นั่นคือคุณมีส่วนชอบเพศเดียวกันเข้าแล้วค่ะ (สรุปชายหนุ่มอ่าน shonen-ai ซอฟท์ๆ แล้วชอบอาจเป็นเพราะท่านรู้สึกว่าตัวเอง "เป็นหญิง" สาวๆ อ่าน shojo-ai ซอฟท์ๆ แล้วชอบ ท่านอาจเสี่ยงต่อการชอบเพศเดียวกัน)
yuri แม้จะมีความหมายเดียวกันแ่ต่สื่อถึงความรู้สึกทางเพศมากกว่าหน่อยและดูเหมือนจะรับตลาดผู้ชายมากกว่า (น่าจะเทียบเท่า yaoi ของฝั่งหญิง) ถ้าผู้ชายชอบอ่านก็อธิบายไว้ด้านบนนะคะ แต่ถ้าผู้หญิงชอบอ่าน yuri ที่ฉากแรงมากๆ...อาจจะไม่มีอะไรค่ะ การอ่านอาจเป็นแค่ระบายอารมณ์พลุ่งพล่านทางเพศของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงท่านอาจเป็นเลสเบี้ยน เพราะภาพผู้หญิงเปลือยถือเป็นของสวยงามเมื่อมองจากทั้งหญิงและชาย แต่ภาพเปลือยหนุ่มๆ ใน yaoi อาจเป็นของสวยงามของสาวๆ แต่ไม่ใช่ของสวยงามของชายแท้แน่ๆ ค่ะ (ดังนั้นชายหนุ่มอ่าน yaoi จึงมีโอกาสชอบหนุ่มๆ ด้วยกัน แต่ผู้หญิงอ่าน yuri แบบแรงๆ อาจไม่ได้ชอบเพศเดียวกันเสมอไป)

ทีนี้คงจะมีคำถามที่หลายท่านโดนถามบ่อยๆ แล้วรู้สึกมึนไม่รู้จะตอบยังไงดี ffman จะขอวิเคราะห์ด้วยรอยหยักน้อยๆ ในสมองให้ฟังนะคะ การวิเคราะห์เหล่านี้รวมถึงทฤษฎีด้านบนเป็นการเชื่อมโยงของ ffman เองค่ะ เป็น knowledge-based ไม่ใช่ evidence-based คือมาจากประสบการณ์ไม่ใช่จากงานวิจัย ดังนั้นมันจึงเป็นแค่ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีและอธิบายได้สำหรับบางคน ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ และไม่ใช่ทุกคนค่ะ

คำถามที่ 1
“ดูยังไงการ์ตูน yaoi มันก็การ์ตูนเกย์ไม่ใช่เหรอ มีผู้ชายนอนบนเตียงเดียวกันจะไม่บอกว่าเกย์ได้ไง”
เป็นคำถามสามัญที่เรามักหาทางออกด้วยการบอกว่าการ์ตูน yaoi มีไว้สำหรับผู้หญิงอ่านส่วน bara หรือการ์ตูนเกย์สำหรับผู้ชายอ่าน แต่มันก็ไม่เสมอไปใช่มั้ยคะ เพราะสาว Y บางคนอ่าน bara ได้ (เช่น ffman เป็นต้น) และหนุ่มโฮโมหลายคนก็เลิฟการ์ตูน Y สำหรับผู้หญิงด้วย (แบบเพื่อน ffman หลายคน)
คำตอบในแนวจิตวิทยาคือ เวลาเรา “คิด” ถึงสิ่งใดก็ตาม ความคิดของเราจะแยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ form of thought หรือ “รูปแบบ” ของความคิด กับ content of thought หรือ “เนื้อหา” ของความคิด ดังนั้นเมื่อคนสองคนมองเห็นการ์ตูน Y ก็จะคิดไม่เหมือนกันค่ะ สาว Y จะคิดถึง “รูปแบบ” ของการ์ตูน คือเป็น Y แบบที่สร้างขึ้นมาให้ผู้หญิงอ่านรู้เรื่อง ในระหว่างที่ประชาชนทั่วไปจะคิดถึง “เนื้อหา” ของการ์ตูน คือผู้ชายสองคนโรมรันกันตูก็เรียกเกย์หมดแหละ จะเขียนเพื่อใครไม่สน


คำถามที่ 2
“ถ้าเก็บการ์ตูน Y ออกจากตลาดให้หมด คนก็จะเลิกอ่านไปเอง”
คาดว่ากระทรวงวัฒนธรรมใช้ทฤษฎี "ซัพพลายไม่มีดีมานด์ก็จะลดลงเอง" จึงให้กวาดล้างการ์ตูน Y จนสิ้นซากทั้งบางเมื่อหลายปีก่อนค่ะ แนวคิดนี้ไม่ผิดแต่มันไม่เหมาะจะใช้กับการ์ตูน Y เพราะมันเป็นแนวคิดสำหรับสิ่งเสพติดให้โทษนะคะ “ถ้าไม่มีการ์ตูน Y ให้เสพเดี๋ยวสาว Y ก็เลิกสนใจแล้วหันไปเสพการ์ตูนผู้หญิงแทน” สิ่งนี้อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ สาว Y ที่ไม่ได้ใช้การ์ตูน Y เพื่อ healing (เยียวยา) อาจจะเลิกอ่าน แต่สาว Y ที่ต้องการใช้การ์ตูนเยียวยาความสับสนในใจไม่สามารถเลิกได้หรอกค่ะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนไปสู่สื่ออื่นที่พอหาได้ในตอนนั้น เสพกันลงแดงไปก่อน เช่น นักร้องบอยแบนด์น่าจิ้นทั้งหลาย แต่เชื่อเหอะค่ะ เดี๋ยวเหล่าสาวกบอยแบนด์สายเลือด Y ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวก็จะเริ่มเขียนฟิค Y วาดการ์ตูน Y และจิ้น Y ให้บุคคลจริงๆ เหล่านี้ พวกค่ายเพลงก็เอาใจคนจิ้นไม่เก่งด้วยการเซอร์วิสให้เต็มที่ กอดจูบลูบไล้นัวเนียแบบขำๆ ใครจิ้นก็เลือดพุ่งไป ใครไม่จิ้นก็คิดว่าคงเล่นๆ กันนั่นแหละ แต่ใครออกมาบอกว่าไม่เหมาะสมก็จะโดนหาว่าเป็นพวกคิดมากไปได้น่ะค่า
สรุปว่าถ้าไม่มีการ์ตูน Y จำนวนคนอ่านก็ลดลงแน่นอนโดยเฉพาะคนที่อ่าน Y เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่จำนวนคนที่ใช้ Y สำหรับเยียวยาคงไม่ลดเพราะปัญหา gender identity มันเกิดมาตั้งแต่ 2-3 ขวบแล้ว ถ้าไม่ย้อนเวลาไปแก้คงไม่หาย ทำได้แค่เปลี่ยนไปหาอย่างอื่นจิ้นแทนนั้นเอง ถ้ามองว่าการ์ตูน Y เป็นยาเสพติด “ให้โทษ” ก็ไม่ค้านการทำแบบนี้หรอกค่ะ แต่ ffman คิดว่ามันเป็นยาเสพติด “ไม่ให้โทษ” นะคะ เพราะไม่เคยทำให้คนอ่านไปจี้ปล้นใครเหมือนเฮโรอีน

คำถามที่ 3
“เวลาเห็นนักร้องหนุ่มๆ กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันฉันก็จิ้นเตลิดนี่นา อย่างงี้ฉันเป็นสาว Y รึเปล่าเนี่ย!”
ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณคือสาว Y! เพราะอะไรเหรอคะ ก็เพราะคุณมีปฏิกิริยาต่อไอดอลที่คุณชอบต่างจากผู้หญิงที่ไม่ใช่สาว Y น่ะสิ! ลองนึกง่ายๆ ว่าถ้าคุณเห็นไอดอลของคุณกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับแฟนผู้หญิงคุณจะรู้สึกยังไงบ้าง อย่าปฏิเสธเลยว่าคุณรู้สึกริษยาผู้หญิงคนนั้นใจแทบขาด ถึงจะแสร้งทำท่ากรี๊ดกร๊าดแต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปยืนแทนยัยนั่นจะตายอยู่แล้ว! (ความอิจฉา (envy) คืออยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น โฟกัสที่วัตถุสิ่งของ ส่วนความริษยา (jealousy) คือความอยากเป็นอย่างคนๆ นั้น โฟกัสที่คน) คราวนี้ลองเปลี่ยนเป็นไอดอลคนเดิมกอดเพื่อนผู้ชายบ้าง สาวๆ ทั่วไปก็คงรู้สึกหนุ่มๆ น่ารักจัง เห็นคนเดียวก็ว่าน่ารักแล้ว พออยู่กันสองคนก็ยิ่งน่ารักเป็นสองเท่า แม่ยกก็เลยกรี๊ดคูณสอง แม้จะริษยาไอ้หนุ่มที่อยู่ข้างๆ แต่ยังไงก็ไม่ใช่คู่แข่งหญิงแท้อย่างฉันหรอกน่า หรือถ้าคนที่ไม่ได้มีจิตอกุศลอยู่แล้วเห็นผู้ชายสองคนนัวกันก็คงเฉยๆ กรี๊ดบ้างนิดหน่อยเพราะมันหล่อคูณสองแต่ก็ไม่ได้จิ้นอะไร

วง TVXQ คุณเห็นรูปชายหนุ่มสองคนด้านซ้ายแล้วคิดอะไร
ก.รู้สึกเหมือนเขาจะหอมแก้มกันเลย ข.คิดว่ามันเป็นรูป 2 รูป
เมื่อใดที่คุณเห็นสองหนุ่มกอดกันแล้วดันคิดเลยไปถึงภาพตอนเขาอยู่บนเตียงเดียวกัน ใช้ปากป้อนลูกอมกัน เตียงแคบเลยต้องนอนทับกัน หรือกระทั่งคิดพล็อต Y ออกมาได้อย่างลื่นไหลล่ะก็...คุณคือสาว Y ชัวร์! เพียงแต่คุณมีปัญหาในการแยกจินตนาการกับความเป็นจริง (เฉพาะกับเรื่องนี้) เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามการจิ้น Y ให้ดารานักร้องที่เราชอบไม่ใช่เรื่องผิดเพราะกลไกของจิตใจก็มาแบบเดียวกับการจิ้น Y ในการ์ตูนปกติซึ่งไม่ได้มีอะไรชวนล่อแหลมแม้แต่น้อย พูดง่ายๆ เราก็มาสำเภาเดียวกัน คนนึงถนัดจิ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 จึงชอบดาราตัวเป็นๆ แต่อีกคนถนัดจิ้นผ่านจินตนาการจึงชอบตัวการ์ตูนเท่านั้นเอง

คำถามที่ 4
“การ์ตูน Y เป็นแค่กระแสหรือเปล่า”
ถ้าคำว่ากระแสมีความหมายคล้ายๆ แฟชั่น คือมาไวไปไวและคุณค่าไม่ได้อยู่ที่เนื้อแท้ของสิ่งนั้นแต่อยู่ที่การทำให้เหมือนๆ กับคนอื่นในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม การ์ตูน Y ไม่ใช่กระแสค่ะ
มันคือปรากฏการณ์ที่พบมาตั้งแต่สามสิบกว่าปีก่อนแล้วโดยคนแรกที่ตัดสินใจเขียนการ์ตูนแนวนี้ขึ้นคืออ.ทาเคมิยะ เคย์โกะ เขียนเรื่อง Kaze to ki no uta ในปี 1976 (ยังไม่เกิดเลย) โดยไม่ใช่เป็นการเขียนเอาใจตลาดเหมือนการ์ตูนเด็กผู้ชาย แต่เป็นการ “เสี่ยง” โดยที่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะออกหมู่หรือจ่า โชคดีที่กระแสตอบรับล้นหลามมาก! โดนใจประชากรสาวเต็มๆ จนตลาดการ์ตูนแนวนี้เติบโตขึ้นและเฟื่องฟูสุดๆ ถึงขนาดแรกๆ ไม่มีศัพท์ไหนมานิยามแนวการ์ตูนแบบนี้ได้เพราะคำว่า shonen-ai แรกๆ ยังหมายถึงรักเด็กหนุ่มๆ อยู่ ส่วนคำว่า bishonen ก็หมายถึงชายหนุ่มรูปงามหน้าสวยแต่ไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน แต่ในเมื่อสาวกชาว Y เพิ่มจำนวนขึ้นเร็วยิ่งกว่าหวัดระบาด ส่งผลให้ต้องยกคำว่า shonen-ai ไปนิยามการ์ตูนแนวนี้ แล้วให้ชมรมรักเด็กหนุ่มใช้ shota-con แทนซึ่งมาจากคำว่า shotaro complex เป็นซีรีย์คำต่อเนื่องมากจาก Lolita complex หรือ lolicon ซึ่งหมายถึงผู้ชายที่ชอบเด็กผู้หญิงยังไม่แตกเนื้อสาว

Kaze To Ki No Uta by Takemiya Keiko
การ “บัญญัติศัพท์” ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกกลุ่มคนที่ชอบเรื่องเดียวกันแบบนี้ถือว่าสำคัญมากค่ะ ถ้าความชอบหายไปตามกระแส คำเหล่านี้ก็จะตายไปด้วย แต่นี่คำว่า shonen-ai ดันใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบันแถมยังพัฒนาให้มีความซับซ้อนมากขึ้น กลายเป็นคำว่า
- yaoi เน้นฉากอีโรติค
- slash มักใช้กับนิยายซึ่งจิ้นโดยฝรั่ง
- boy’s love เป็นการแปลทับศัพท์ shonen-ai เพื่อให้ฝรั่งเข้าใจว่าเขียนโดยนักเขียนญี่ปุ่น จะได้แยกจาก slash ที่เขียนโดยฝรั่งได้
- geicomi มาจาก gay comic เป็นการแยกให้รู้ว่าอันนี้สำหรับเกย์จริงๆ อ่าน
- bara เรียก geicomi ให้ดูมีวัฒนธรรมหน่อย มาจากชื่อนิตยสารเกย์ยุคเก่าชื่อ barazoku แปลว่า “กุหลาบชน” หรือ “ชาวสีม่วง” นั่นเอง เน้นกล้าม หนวด เครา ขน และอีกหลายอย่างที่ดูสมจริงในโลกชาวเกย์

คำถามที่ 5
“คนชอบ Y จะมีโอกาสเลิกชอบเหมือนเด็กโตขึ้นแล้วเลิกอ่านการ์ตูนไหม"
มีโอกาสค่ะ แม้ว่ากลไกของจิตใจที่ทำให้ท่านชอบ Y มันติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นปมที่แก้ไม่ได้ มีแต่ต้องรักษาแบบประคับประคองไปเรื่อยๆ ไม่ให้อาการทรุดลงกว่าเดิม แต่ถ้าวันหนึ่งเราเกิด identity ขึ้นมา คือรู้ว่าเราเป็นใคร เราเกิดมาเพื่ออะไร ก็จะทำให้พฤติกรรมการชอบ Y ลดลงได้เพราะ gender identity ชัดเจนขึ้นด้วย หรืออีกกรณีคือมีกิจกรรมอื่นที่สนใจมากขึ้นกว่าตัวเอง เช่น มีแฟน มีเพื่อนและสังคมใหม่ มีครอบครัว สิ่งเหล่านี้เบี่ยงเบนความสนใจออกจากตัวเองทำให้ลดความสับสนเรื่องเพศของตัวเองไปด้วย แต่เมื่อไรที่ชีวิตมั่นคง ราบเรียบ สงบนิ่ง ไร้คลื่นลมจนได้กลับมาให้ความสนใจกับตัวเองอีกครั้ง เหล่าสาวก Y ก็จะเริ่มหันกลับมาหาเพื่อนเก่าๆ ในวงการและก็มาเจอกันในฟาร์มนี่ล่ะค่า อ้าว...แบบนี้จะเรียกเลิกได้มั้ยเนี่ย

คำถามที่ 6
“มีคนนิยมทั่วโลกเลยมั้ยหรือแค่ในไทยและญี่ปุ่น
จะเรียกทั่วโลกคงไม่ได้ แต่ไม่ใช่แค่ไทยและญี่ปุ่นแน่นอนค่ะ เนื่องจากการเสพ Y เป็นผลจาก “วัฒนธรรม” ที่ผู้หญิงไม่สามารถแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องเพศออกมาได้ ทั้งความรู้สึกโดนกดขี่ทางเพศ การแสดงความต้องการและการถูกจำกัดการแสดงออกทางเพศ มันก็เลยมาลงเอยที่การ์ตูน Y ไงคะ เก็บไว้ก็อัดอั้นระเบิดบึ้มจึงต้องหาทางปล่อยออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ดังนั้นสังคมที่พบการเสพ Y ได้บ่อย ได้แก่ 1) สังคมตะวันออกที่ผู้หญิงถูกจำกัดสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเพศ แต่ผู้หญิงเหล่านั้นต้องเป็นคนที่กล้าคิดต่างพอสมควรจึงรู้สึกขัดแย้งอยู่ลึกๆ ในใจว่าทำไมเราต้องมาอดทนเรื่องแบบนี้ด้วย ในทางกลับกัน 2) สังคมตะวันตกกลับพบสาว Y ในผู้หญิงที่มองว่าการเปิดเสรีทางเพศเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเท่าไรนัก แม้ฮอร์โมนเพศสั่งให้หัวใจร่ำร้องหาเรื่องอีโรติคแถมคนอื่นในสังคมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่ความยึดมั่นของตัวเองที่อยากควบคุมแรงขับดันทางเพศทำให้เกิดความขัดแย้งจนมาลงเอยเอากับวิธีอ้อมๆ อย่างการ์ตูน Y นี่ล่ะค่ะ ฝรั่งกลุ่มนี้มีไม่ใช่น้อยเลยนะคะ เยอะถึงขนาดแปลการ์ตูนภาษาญี่ปุ่นมาให้เราคนไทยอ่านเยอะกว่าการ์ตูน Y ที่ตีพิมพ์ในไทยซะอีกค่ะ
Anonymous bara comic by Yaoi neko

คำถามที่ 7
“สาว Y คบไม่ได้”
ตรงกันข้ามค่ะ ผู้หญิงที่ชอบการ์ตูน Y หลายคนเป็นคนคบได้สุดๆ เพราะระดับคุณธรรมสูงมาก!
รู้ได้ยังไงว่าเธอเหล่านั่นคุณธรรมสูง ก็ถ้าคุณธรรมเธอต่ำเตี้ยป่านนี้เธอไม่มานั่งสับสนในชีวิตแบบนี้หรอกค่า กลายเป็นผู้หญิงธรรมดาคบผู้ชายหรือไม่ก็กลายเป็นเลสคบหญิงไปแล้ว ไอ้ที่ยังต้องนั่งอ่านการ์ตูน Y รักษาปม gender identity confusion ก็เพราะไม่กล้าทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าไม่ดีนี่ล่ะค่ะ
แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงที่อ่านการ์ตูน Y ทุกคนเป็นแบบนี้นะคะ อาจจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ
1) ใช้การ์ตูน Y เป็น healing material ในการเยียวยาความสับสนและปมบางอย่างในใจ
2) ใช้การ์ตูน Y เพื่อการผ่อนคลายหรือเพื่อความบันเทิง เช่นต้องการอ่านอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน บังเอิญมีให้อ่านเล่มเดียวตอนอยู่ในห้องน้ำ ฯลฯ
3) ใช้การ์ตูน Y เพื่อการเข้าสังคม เช่น เพื่อให้มีเพื่อนคุย เพื่อให้คุยกับเพื่อนที่ชอบ Y รู้เรื่อง เืพื่อเข้าสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เห็นว่าเป็นแฟชั่น ฯลฯ
คนที่มีคุณธรรมสูง (เมื่อดูจากกลไกทางจิตใจ) คือข้อ 1 เท่านั้นค่ะ สองข้อหลังก็อาจมีคุณธรรมสูงได้เช่นกัน แต่ไม่สามารถอธิบายได้จากทฤษฎีนี้นะคะ

คำถามที่ 8
“แล้วถ้าเพื่อน/แฟน/ลูกชอบอ่าน Y ซะแล้ว เราควรปฏิบัติตัวกับคนเหล่านั้นอย่างไรดี”
มีคีย์เวิร์ดอยู่คำเดียวเองค่ะ "เข้าใจ" (empathy) คือเข้าใจว่าถ้าเราชอบอะไรมากๆ ก็คงออกอาการเหมือนสาว Y นั่นแหละ คิดเสมือนว่าถ้าเราเป็นสาว Y แล้วเราจะรู้สึกยังไง ถ้าคิดไม่ออกก็ลองเปลี่ยนอุเคะเป็นผู้หญิงเราจะรู้สึกอย่างไรกับการ์ตูนเรื่องนี้บ้าง
ทุกท่านที่สิทธิ "ยอมรับไม่ได้" นะคะ แต่ถึงยอมรับไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องไปขัดขวางค่ะ สิ่งที่คนชอบ Y สับสนคือ gender identity ของตัวเอง หรือรู้สึกขัดแย้งในเรื่องเพศตามความรู้สึกของตัวเองกับตามค่านิยมในสังคม ดังนั้นยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งทำให้ความขัดแย้งมันขยายวงใหญ่ขึ้น อาการก็จะหนักขึ้น ส่งผลให้ชีวิตภายภาคหน้าลำบากจริงๆ นะคะเพราะพัฒนาการช่วงวัยรุ่นที่ต้องสร้าง identity มันไม่ประสบความสำเร็จ
แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องสนับสนุนส่งเสริมหรือเห็นดีเห็นงามไปหมดค่ะ การ "เข้าใจ" ไม่ใช่เห็นด้วยไปทุกเรื่อง บางเรื่องที่เห็นว่าไม่เหมาะก็บอกได้ตามตรง เพียงแต่สิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรเป็นประเด็นว่า “ทำไมต้องอ่าน” ประเด็นที่ควรยกมาพูดถึงความไม่เหมาะสมคือ “ไม่ควรอ่านฉากที่ไม่เหมาะสมกับวัย” เช่นโป๊เปลือยหรือรุนแรงเกินกว่าเด็กในวัยนั้นควรจะรับรู้
Anonymous bara comic by Yaoi neko
นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ ffman ไม่แนะนำให้เยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปีเห็นภาพรุนแรงเกินไปและต้องแปะป้ายเซนเซอร์ค่ะ การเห็นฉากรุนแรงก่อนวัยอันควรจะกลายเป็นบาดแผลลึกๆ ในใจเช่นเดียวกับการเห็นฉากเพศสัมพันธ์ของพ่อแม่ก่อนวัยอันควรนั่นล่ะค่ะ โตขึ้นเราอาจเข้าใจว่ามันคือการแสดงความรัก แต่สำหรับเด็กมันก็ยังดูน่ากลัวอยู่ดี สังคมตะวันออกยังอ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้มาก ดังนั้นถ้าเห็นว่าการ์ตูน Y บางเรื่องไม่เหมาะสมก็ต้องเตือนล่ะค่ะ
นอกจากนั้นถ้าการอ่านการ์ตูน Y ทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตประจำวันก็ต้องเตือนด้วย เช่น ควักมาอ่านตอนเรียนหนังสือ, อ่านต่อหน้าลูกน้องที่ทำงาน, อ่านแล้วยุให้แฟนไปชอบผู้ชายด้วยกัน, อ่านและหมกมุ่นจนเริ่มแยกระหว่างการ์ตูนกับความจริงไม่ออก, พยายามลากให้คนใกล้ตัวชอบ Y และอ่านด้วย, และซื้อจนไม่มีเงินกินข้าวกลางวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้การ์ตูน Y กลายเป็นสิ่งบั่นทอนชีวิต ดังนั้น ffman ก็ไม่แนะนำให้อ่านในกรณีเหล่านี้เหมือนกันค่ะ
ความคิดเห็น
http://ffman.exteen.com/yaoi-yuri-human-sexuality