FIEPun
ดู Blog ทั้งหมด

บทวิเคราะห์พฤติกรรมการอ่านการ์ตูนyaoi/yuri กับทฤษฎี human sexuality

เขียนโดย FIEPun
เรื่องของเรื่องคือวันนี้อ่านกระทู้ในพันทิปแล้วเจอท่านหนึ่งถามขึ้นมาว่าคนทั่วไปคิดอย่างไรกับการ์ตูนที่วาดผู้หญิงให้รูปร่างหน้าตาท่าทางเหมือนผู้ชายค่ะ (อาจไม่เหมือนชายแท้แต่อย่างน้อยก็เหมือนผู้ชายในการ์ตูนผู้หญิง) การ์ตูนแนวนี้มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่าแนว reverse trap เป็นคำที่เกิดขึ้นมาหลังแนว trap (แปลตรงตัวว่ากับดัก) ซึ่งหมายถึงการ์ตูนที่นางเอกสวยหยาดเยิ้มแต่แท้จริงชีเป็นชาย!! (อาจเรียกแนวสาวดุ้นคงไม่ผิด)

Houou Gakuen Misoragumi by Aki Arata
ทายดูค่ะว่าใครคือนางเอก...คนผมดำด้านซ้ายค่ะ!
 
การ์ตูนแนว reverse trap หรือ ffman ขออนุญาตเรียกด้วยความเคารพว่าแนว “ดักคอ Y” (เมื่อสนธิกันได้เป็นคำว่าดักควาย) ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนเลยค่ะ ในอดีตสมัยที่ท่านออสการ์ ณ กุหลาบแวร์ซายส์ยังโด่งดังอาจจะมีคนนิยมการ์ตูนแนวหญิงเท่ หน้าสวย ผอมเพรียว อกราบอยู่บ้าง แต่อารมณ์มันไม่ใช่แบบดักฟายอย่างงี้ค่ะ!! หญิงเท่ในอดีตให้อารมณ์การ์ตูนเลสเบี้ยนที่ชัดเจนมากพอสมควร อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของ ffman ล่ะค่ะ
 
Versailles no Bara by Ikeda Riyoko
ท่านออสการ์ (หญิง) คือคนผมยาว
 
แต่การ์ตูนดักคอวายเวลาอ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนหลอกแฮะ (มิน่าถึงเรียก trap = กับดัก) ถ้าน่ารักสมเป็นกุลสตรีอย่างในโอรังก็ไม่ค่อยขัดเขินนะคะ แต่แมนๆ มาแล้วบอกว่าเนี่ย...ผู้หญิง มันรู้สึกพิลึกๆ เหมือนกัน

โหมโรงพอประมาณ กลับมาเข้าเรื่องวิชาการกันบ้างดีกว่า ถ้าจะดูเรื่อง human sexuality ที่เกี่ยวข้องกับบรรดาการ์ตูนคงต้องขอย้อนไปที่หลักการคร่าวๆ เรื่องเพศของมนุษย์นะคะ ในมุมมองด้านจิตวิทยาและการแพทย์ “เพศ” ของมนุษย์จะมองจาก 3 มุมใหญ่ๆ


มุมมองเรื่อง human sexuality ทางจิตวิทยาและการแพทย์

1. Sexual identity
หรือบางคนเรียกว่า biological perspective หมายถึงการมองเพศในทางการแพทย์โดยหญิงชายแยกด้วยลักษณะของอวัยวะเพศที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ถ้าปกติก็จะเป็นหญิงหรือชายชัดเจน ถ้าผิดปกติก็จะมีอวัยวะเพศก้ำกึ่ง จะชายก็ไม่เชิง จะหญิงก็ไม่ชัวร์ (ambiguous genitalia) ถือเป็นความผิดปกติที่ไปพบแพทย์เพื่อรักษาได้ค่ะ

2. Sexual orientation
หรืออาจเรียกว่า cognitive/psychological perspective หมายถึงการมองเพศจากความเข้าใจของคนๆ นั้นเอง (cognition หมายถึงการรับรู้) ไอ้การรับรู้เนี่ย หมายถึงรู้ว่าเราจะเกิดอารมณ์ทางเพศกับเพศใด ถ้ากับเพศตรงข้ามเรียกว่า heterosexual ถ้ากับเพศเดียวกันเรียกว่า homosexual และถ้าเหมาทั้งคู่ก็ bisexual สังเกตว่าไม่มีคำว่าปกติหรือผิดปกตินะคะ เพราะการบอกว่าอะไรปกติหรือเปล่าขึ้นกับค่านิยมและการยอมรับในแต่ละสังคมรวมถึงยุคสมัยด้วยค่ะ

3. Gender identity
หรืออาจเรียกว่า learning/cultural perspective ว่าด้วยความสามารถในการบอกว่าตัวเอง “เป็นผู้หญิง” หรือ “เป็นผู้ชาย” ซึ่งความรู้สึกนี้จะเริ่มเกิดมาตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบไม่ว่าชายหรือหญิงที่มีปัญหา identity confusion คือไม่แน่ใจว่าเราเป็นเพศไหนกันแน่ มักจะมีปัญหาอีกหลายอย่างตามมาเลยล่ะค่ะ

Ouran High School Host Club by Hatori Bisco

ความไม่ชัวร์นี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
 
การเลี้ยงดู - ตัวเป็นชายแต่พ่อแม่อยากได้ลูกสาวเลยจับใส่ชุดผู้หญิงหรือเลี้ยงดูมาให้นุ่มนิ่มเหมือนผู้หญิง
การให้รางวัลและลงโทษ - เป็นชายแต่ดันหน้าสวย ถ้าทำตัวนุ่มนิ่มก็จะมีเพื่อนผู้หญิงชอบ เพื่อนผู้ชายรับได้เพราะไม่ใช่คู่แข่ง แต่ถ้าทำตัวแมนเพื่อนผู้หญิงจะไม่ชอบ เพื่อนผู้ชายก็หมั่นไส้หาว่าตุ๊ด
การยอมรับในสังคม - เป็นสาวโรงงาน ถ้าทำตัวหญิงก็จะโดนกดขี่ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ถ้าทำตัวทอมบอยก็จะไม่มีใครกล้ามาลูบก้น แถมผู้หญิงในโรงงานยังกรี๊ดเพราะหน้าตาดีกว่าชายแท้ซะอีก
 
โดยสรุปคือเกิดจากปัจจัยหลังออกจากท้องแม่มาแล้วนั่นเอง
แต่ปัญหาของคนอ่านการ์ตูน yaoi และ yuri น่าจะเกิดจากผลต่อเนื่องหลัง gender identity ในข้อ 3 คือเมื่อเรารู้ว่าเป็นหญิงหรือชายแล้ว เวลาเข้าสังคมเราก็จะแต่งตัว แสดงออก หรือวางตัวตามเพศที่เราคิดว่าเป็น คำนี้เรียกว่า “gender role” นั่นเองค่ะ

ถ้าเรารู้ว่าเป็นหญิงชายตรงกับเพศที่เกิดมา แต่ role ดันไม่ตรง

เช่น ผู้ชายทำตัวนุ่มนิ่ม แต่งชุดลูกไม้ ดูแลเอาอกเอาใจคนอื่น หรือผู้หญิงทำตัวแมน เข้มแข็ง แต่งชุดทหาร ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพราะอาชีพ (เช่น ผู้ชายขายเครื่องสำอางหรือผู้หญิงเป็นทหาร) ถ้าไม่ได้เกิดจากอาชีพก็มักไม่ได้รับการยอมรับในสังคมเท่าไรแต่อาจได้รับการยอมรับในวงการคอสเพลย์ค่ะ เช่น หมีหนวดเฟิ้มแต่งเซเลอร์มูนหรือสาว Y คอสพ่อบ้านดำกับจิเอลคุง เป็นต้น ดูแล้วก็ฮาดีนะคะ

Sailor moon men cosplay

แต่ถ้าการรับรู้ว่าเป็นหญิงชายไม่ตรงกับเพศที่เกิดมา แถม role ก็ไม่ตรงอีกล่ะ

เช่น ผู้ชายที่เกิดมาแมนทั้งแท่งแต่คิดว่าจริงๆ ตัวเองเป็นหญิง แถมชอบแต่งตัวและแสดงออกแบบผู้หญิง กลุ่มนี้ก็จะลงเอยที่การแปลงเพศนั่นเอง

 

น้องปอย

อีกกรณีคือการรับรู้ไม่ตรงเพศที่เกิดมาแต่ role ตรง

เช่น ผู้หญิงที่แต่งกายและแสดงออกเป็นหญิงแท้ๆ แน่นอนว่าชอบเพศตรงข้ามเหมือนผู้หญิงที่เราเห็นทั่วไป เรียกว่าผู้หญิงปกติเลยล่ะค่ะ ติดอย่างอย่างเดียวตรงที่เธอ “ไม่ชัวร์ว่าตัวเองเป็นหญิงหรือชายกันแน่”สาเหตุของความสับสนอาจมีหลายอย่าง

เมื่อ gender identity เกือบจะสับสน

1. คิดว่าเพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ ลึกๆ อยากเข้มแข็งเหมือนผู้ชาย – กรณีนี้ถ้าข้อ 2 เป็น homoฯ ก็อาจจะออกมาในรูปเลสเบี้ยน
 
2. คิดว่าความรักโรแมนติคระหว่างชายหญิงเป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวเป็นแฟนกันแต่งงานกันไปความรักก็ต้องจืดจาง ความที่อยากได้รับความรักจากผู้ชายแต่คิดว่าถ้าตัวเองเป็นหญิงคงไม่มีวันได้รับแน่ๆ ก็เลยสับสน – กรณีนี้ถ้าคุณธรรมย่อหย่อนหน่อยก็จะกลายเป็นสาวไฟแรงสูง พอความรักพ้นระยะโรแมนติคก็จะเลิกกับแฟนไปหารักใหม่
 
3. คิดว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ดีไม่งาม เห็นฉากชายหญิงกอดกันพ่อแม่ก็กรี๊ดรับไม่ได้ ตัวเองเลยเขินอายเมื่อเห็นชายหญิงโรมรันพันตูกัน – กรณีนี้ถ้าหาทางออกไม่ได้มักไปจบที่การบวชหรือโสดตลอดชีวิต

แต่ปัญหาเหล่านี้มีทางออกที่ลงตัวสุดๆ นั่นคือการ์ตูน shonen-ai นั่นเองค่ะ!!

 

Junjou Romantica by Nakamura Shungiku

สังเกตอย่างหนึ่งว่าคนที่แก้ปัญหา role ยังไม่ชัวร์ด้วยการอ่านการ์ตูน shonen-ai มักเป็นคนที่มี inner world เข้มข้น คือมีโลกส่วนตัวที่กว้างใหญ่ สามารถอยู่คนเดียวแล้วมีความสุขไปกับการซึมซับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในความคิด มักจะชอบอ่านหนังสือเงียบๆ แล้วจินตนาการเอา ส่วนคนที่ outer world เข้มข้นกว่าหมายถึงความสุขเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน ก็มักจะไปลงเอยที่ทางออกอื่นๆ ดังที่กล่าวในตัวอย่างข้างต้น (เลสเบี้ยน, สาวไฟแรงสูง, หรือบวชไม่ก็โสด) แล้วการ์ตูน shonen-ai แก้ปัญหาได้อย่างไร? ลองดูไปตามข้อต่างๆ เลยนะคะ

Healing process ของการ์ตูน shonen-ai (positive attitude)

1. คิดว่าเพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ – ถ้าเห็นผู้หญิงอ่อนแอเราจะรู้สึกรับไม่ได้ แต่ถ้าผู้ชาย (ที่หน้าสวยเหมือนผู้หญิง หรือหน้าตาแบบผู้ชายที่ปรากฏในการ์ตูนผู้หญิง) อ่อนแอบ้างล่ะ! อันนั้นรับได้ สังเกตว่าต้องเป็นผู้ชายแบบในการ์ตูนผู้หญิงนะคะ ถ้ามาแบบหมีขนรึ่มแต่อารมณ์อ่อนไหวน่าจะเป็นแนว bara มากกว่า
 
Okane ga nai by Shinozaki Hitoyo and Kousaka Tohru

2. คิดว่าความรักโรแมนติคระหว่างชายหญิงเป็นไปไม่ได้ – แต่ความรักโรแมนติคระหว่างชายกับชายเป็นไปได้มากกว่า ไม่มีเรื่องแต่งงาน ตั้งท้อง เลี้ยงลูก หรือเป็นแม่บ้านเข้ามาเกี่ยวข้อง สบตาทีไรโรแมนติคได้ทุกที โลกนี้ช่างสดใสเมื่อชายหนุ่มรักกัน

 

Corsair by Minami Fuuko and Misono Erii

3. คิดว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องต้องห้าม – แต่เพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ผู้หญิงโป๊มันน่าอายแต่ผู้ชายโป๊เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นฉากที่ผู้ชายเนื้อแนบเนื้อจึงไม่ขัดกับสิ่งที่พ่อแม่สอนมาเท่าไหร่ ดูแล้วไม่เกิดอาการแสลงตา ส่วนสาเหตุที่ทำให้เราอยากรู้อยากเห็นฉากเพศสัมพันธ์น่ะเหรอคะ...ก็เพราะเป็นไปตามระดับฮอร์โมนในร่างกายค่ะ คนปกติเข้าวัยรุ่นแล้วมีทุกคนล่ะค่ะ คงอารมณ์เหมือนเด็กผู้ชายอ่านหนังสือโป๊เพราะฮอร์โมนเพศชายมันมีอิทธิพลรุนแรงมาก ต้องปล่อยพลังออกมาบ้าง การอ่านการ์ตูน Y จึงเป็นการสลายอิทธิพลของฮอร์โมนเพศที่พลุ่งพล่านในผู้หญิง
แต่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนพลุ่งพล่านขนาดนี้นะคะ เฉพาะสาว Y เท่านั้นล่ะค่ะ อย่างที่บอกไปว่าสาว Y รู้สึกไม่ชัวร์ว่าเราเป็นหญิงหรือชายกันแน่ เพราะทุกอย่างเป็นหญิงหมดแต่มันดันมีความรู้สึกก้าวร้าว ดุดัน ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนเพศชายเยอะกว่าผู้หญิงปกติทั่วไป (คนเรามีฮอร์โมนทั้ง 2 เพศนะคะแต่มากน้อยตามเพศของเรา) ถ้าผู้หญิงที่ฮอร์โมนเพศชายเยอะกว่าปกติแบบนี้ไม่สามารถปลดปล่อยออกมาภายนอกทางอื่นได้ เช่น เล่นกีฬา (ก็เล่นไม่เก่งนิ ชอบอ่านหนังสือมากกว่า) หรือคบผู้ชายไม่เลือกหน้าและมีเพศสัมพันธ์ไปทั่่ว (เราไม่ได้เป็นคนไร้ศีลธรรมขนาดนั้น) เหล่าสาวฮอร์โมนพลุ่งพล่านก็จะกลับมาสงบๆ กับตัวเองแล้วปลดปล่อยออกที่การ์ตูน yaoi กระฉูดๆ แทนค่ะ
 
Ryoshuu Reijin by Mizukami Shin
แม้ฟังดูมีเหตุผล แต่เหตุผลกับความรู้สึกมันคนละเรื่องกันนะคะ ต่อให้เรารู้ว่าฮอร์โมนพลุ่งพล่านเป็นต้นเหตุ แต่ก็ยังรู้สึกไม่ดีที่ต้องยอมรับว่าตัวเองมีจิตใฝ่กามขนาดนี้ เป็นธรรมดาที่คนเรามีความรู้สึกไม่อยากรับรู้เรื่องไม่ดีของตัวเอง ดังนั้นการยอมรับว่าเราชอบเรื่องเพศ (แม้ว่ามันจะเป็นธรรมดาของโลกมนุษย์ ถ้าไม่ชอบเลยก็มีลูกไม่ได้) ถือเป็นเรื่องรับไม่ได้อย่างมาก สาว Y บางคนจึงใช้วิธีคิดอ้อมๆ ด้วยการให้ "บุคคลที่ 3" ที่ไกลตัวสุดๆ นั่นคือ "seme และ uke" (ฝ่ายรุกกับรับ) เป็นตัวแทนปลดปล่อยจินตนาการทางเพศของตนเองเสียแทน ถ้าถามว่าไกลตัวแค่ไหน...ไกลมากค่ะ ก็เขาเป็นผู้ชายแต่เราเป็นผู้หญิงนี่! ดังนั้นคู่ที่โรมรันพันตูกันอยู่ (รวมถึงที่ยืนมองอยู่ไกลๆ ตรงนั้น) ไม่ใช่ฉันแน่นอน
อันนี้เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีนะคะ ถ้าเอาสามข้อนี้มามองโลกในแง่ร้ายบ้างก็จะกลายเป็นดังนี้ค่ะ

Healing process ของการ์ตูน shonen-ai (negative attitude)

1. เกลียดเพศหญิงของตัวเอง - กลุ่มนี้อ่านการ์ตูน shonen-ai แบบผู้ชายหน้าหวานเหมือนผู้หญิงไม่ค่อยได้ เห็นแล้วรู้สึกคันยิบๆ ไปทั้งตัว แต่อ่านแบบผู้ชายแมนมากๆ ได้

Life Love by Nishida Higashi

2. รู้สึกริษยาเมื่อเห็นผู้หญิงคนอื่นได้รับความรักจากผู้ชาย – กลุ่มนี้อ่านการ์ตูน bara หนวดเฟิ้มไม่ได้ แบบแมนมากๆ ก็ยังต้องดูเป็นกรณีไป

3. เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายเรื่องเพศมาก่อน (อาจแค่เห็นเหตุการณ์หรือประสบกับตัวเองก็ได้) – กลุ่มนี้อาจแบ่งย่อยเป็น 2 แบบค่ะ ขึ้นอยู่กับ defense mechanism หรือกลไกการป้องกันจิตใจที่ใช้

  • ถ้า denial คือปฏิเสธ ถอยหนี อยากลืมมันซะ จะอ่านการ์ตูน shonen-ai แบบน่ารักโรแมนติคจับนิดจุ๊บหน่อยได้ เอาพอหอมปากหอมคอ แต่อ่านแบบฮาร์ดคอร์ชัดแจ๋วทุกรูขุมขนไม่ได้ มันจะไป repeat trauma หรือทำให้อดีตที่ขมขื่นย้อนกลับมาอีก ถ้ามีฉากบนเตียงอาจจะต้องอ่านเรื่องที่ไม่วาดอวัยวะเพศชัดเจนมากนัก วาดแค่เงาๆ หรือท่าทางก็พอแล้ว

Komatta Toki Ni Wa Hoshi Ni Kike! by Abe Miyuki

  • ถ้า desensitization หรือการเผชิญหน้าเพื่อให้ “ชิน” หรือ “ด้านชา” จะได้ลดอารมณ์ที่รุนแรงเมื่อเห็นภาพแบบเดิมอีก กลุ่มนี้สามารถอ่านแบบฮาร์ดคอร์รุนแรงหรือภาพชัดแจ๋วแหววได้ ไส้กรอกเป็นไส้กรอก ไข่มาครบสองฟองก็ไม่กลัว แบบหวานแหววน่ารักอาจจะไม่เพียงพอต่อการ healing หรือเยียวยาภาพในอดีตที่น่ากลัวได้ค่ะ

 

Sadistic Boy by Tori Maia

ย้อนกลับไปที่การ์ตูน “ดักคอวาย” หรือแนว reverse trap ที่ทั้งลายเส้นทั้งเนื้อเรื่องบ่งบอกว่าเป็นการ์ตูนผู้หญิงชัวร์ๆ แล้วมันธุระอะไรจะต้องจงใจวาดนางเอกให้ดูเหมือนผู้ชายในการ์ตูนผู้หญิงด้วย! ffman วิเคราะห์ว่าการ์ตูนแนวดักคอวายนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อสาว Y ชัวร์ค่ะ (มันขัดกับ 3 ข้อข้างบนอย่างมาก) แน่นอนว่าผู้ชายก็ไม่อ่านการ์ตูนลายเส้นหวานแหววแบบนี้แน่ๆ แล้วใครล่ะที่จะอ่าน!! นอกจากคนที่อ่านเอาสนุกไม่คิดอะไรมากแล้ว อีกกลุ่มที่อ่านการ์ตูนดักคอ Y เพื่อใช้เป็น healing material (ยารักษาใจ) คือ

1. ผู้หญิงปกติทั่วไปที่เกิดอาการแสลงตาเวลาเห็นผู้หญิงคนอื่นได้รับความรักจากผู้ชาย

2. ผู้ชาย (ที่สามารถทนลายเส้นการ์ตูนผู้หญิงได้และ) คิดว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องต้องห้าม – ถ้าทนลายเส้นการ์ตูนผู้หญิงไม่ได้หรือเกลียดความเป็นเพศชายของตัวเองอยู่เป็นทุนน่าจะไปลงกับการ์ตูน yuri ที่มีสาวดุ้นเป็นพระเอกค่ะ

Maria Holic by Minari Endou

เรื่องนี้ตรงไปตรงมามากๆ ไม่ต้องอาศัยทฤษฎี human sexuality อย่างข้างบนมาอธิบายให้เมื่อยหัวเหมือนสาว Y หรอกค่ะ เพราะคนอ่านการ์ตูนดักคอวายคือคนที่ “ทนดู” ภาพชายหญิงปั่มปั๊มกันไม่ได้นั่นเอง เพียงแต่กลไกการป้องกันจิตใจที่ใช้ต่างกับสาว Y ตรงที่สาว Y ใช้วิธี project ความเป็นหญิงไปใส่ในตัวผู้ชาย ดังนั้นตัวละครชายในการ์ตูน shonen-ai จึง “มีความเป็นหญิง” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะหน้าตา ท่าทาง การแสดงออก หรืออาจซ่อนอยู่ลึกมากๆ ในลักษณะนิสัย ความคิดความอ่าน อารมณ์ใจคอ แต่เธอต้องไม่ใช่ผู้หญิงจริงๆ เด็ดขาด!

ระหว่างสาว Y ใช้กลไกที่ดูเป็นนามธรรมมากๆ ผู้บริโภคการ์ตูนดักคอวายกลับใช้กลไกการป้องกันจิตใจที่เป็นรูปธรรมสุดๆ นั่นคือตัวละครหญิง (หน้าตาชาย) ในการ์ตูนดักคอ Y ต้อง “มีความเป็นหญิง” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเช่นกัน แม้นว่าไม่สามารถแสดงออกทางหน้าตา ท่าทาง การแสดงออก ความคิดความอ่าน อารมณ์ใจคอ (หรือแม้แต่ชีชอบผู้หญิงด้วยกัน) คือดูยังไงก็แมนโคตรๆ แต่อย่างน้อยชีต้องเป็นผู้หญิง!

Houou Gakuen Misoragumi by Aki Arata ผู้หญิงคือคนขวามือท่าน

จบบทวิเคราะห์พฤติกรรมการอ่านการ์ตูน shonen-ai และการ์ตูน reverse trap ของสาวๆ เพียงเท่านี้ค่ะ อ๋า...ลืมวิเคราะห์ของชายหนุ่มไปใช่มั้ยคะ! ก็แหม...ffman ไม่โปรทางหนุ่มๆ เลยนี่นา (เค้าเป็นผู้หญิงเด้อ) แต่คิดว่าหลักการวิเคราะห์ของผู้หญิงมาใช้กับเพศชายได้เหมือนกันค่ะ

Healing process ของการ์ตูน shojo-ai / yuri

1. คิดว่าเพศชายอ่อนแอไม่ได้ – เพราะถ้าผู้ชายอ่อนแอจะถูกมองว่าใจตุ๊ด สายตาที่คนอื่นจ้องมาอย่างเลือดเย็นทำให้หนุ่มๆ รู้สึกรับไม่ได้ แต่ถ้าผู้หญิงอ่อนแอเนี่ยถือเป็นเรื่องปกติของสังคม ไม่มีใครส่งสายตาน่ากลัวมาว่าเรา

สังเกตว่าสาว yaoi กับหนุ่ม yuri แตกต่างกันตรงความรู้สึกขัดแย้งค่ะ สาว yaoi มีกลัวความขัดแย้งในใจในระหว่างที่หนุ่ม yuri กลัวสายตาคนภายนอก

2. คิดว่าความรู้สึกอีโรติคระหว่างหญิงชายเป็นไปไม่ได้ – เพราะเมื่อแต่งงานไปแล้วแฟนก็ต้องคาดหวังว่าหนุ่มๆ จะเป็นหัวหน้าครอบครัว รับผิดชอบชีวิตอย่างจริงจัง ไม่มีความรักโรแมนติคมาเกี่ยวข้องอีกแล้ว เรียกว่าไร้ปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้รู้สึกอีโรติคเหมือนสมัยจีบกันใหม่ๆ ความที่ยังรักแฟนแต่ต้องการอุปกรณ์ช่วยจิ้นเป็นหญิงล้วนจึงมาลงที่ yuri นั่นเอง

สังเกตว่าสาว yaoi กับหนุ่ม yuri แตกต่างกันตรงสตาร์ทเตอร์จุดอารมณ์ค่ะ ผู้หญิงใช้ความโรแมนติคเป็นตัวจุดในระหว่างที่ผู้ชายใช้ความอีโรติคเป็นตัวจุด ผู้หญิงที่มีความเป็นชายสูง (เด็ดขาด มั่นใจ) อาจจะจุดจากอีโรติคได้ และผู้ชายที่มีความเป็นหญิงสูง (อ่อนไหว ประนีประนอม) อาจจะจุดจากโรแมนติกได้เช่นกัน

3. คิดว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงชายเป็นเรื่องแสลงตา – แต่เพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ผู้ชายโป๊มันไม่เห็นจะน่าดูตรงไหน แต่ผู้หญิงโป๊สิงามกว่า ดังนั้นฉากที่สาวๆ เนื้อแนบเนื้อจึงไม่ขัดลูกตาเท่าไหร่ ไม่รู้สึกคลื่นเหียนเวลาชม

สังเกตว่าสาว yaoi กับหนุ่ม yuri แตกต่างกันตรง...จะเรียกอะไรดี...น่าจะเป็นความรู้สึกเจ็บปวดเวลาโดนแส้ศีลธรรมกับแส้สัญชาตญาณโบยตีมั้งคะ แส้ศีลธรรมคือ superego punishment หมายถึงถ้าเราทำในสิ่งที่ขัดกับศีลธรรมในใจจะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนโดนเฆี่ยน (อรั๊งงง...สาย SM ชอบนะเนี่ย) ส่วนแส้สัญชาตญาณคือ id หมายถึงผู้ชายไม่มีสัญชาตญาณในการรื่นรมย์กับรูปร่างชายหนุ่มด้วยกัน ถ้าเห็นมักจะเฉยๆ หรือไม่ก็รู้สึกริษยาไปเลย แต่ถ้าชอบเนี่ย...ลองอ่าน bara กล้ามล่ำหนวดเฟิ้มดูค่ะ น่าจะสบายตามากกว่า

 

BL game: Hunks Workshop

เนื่องจากที่มาของ psychodynamic ในการอ่านการ์ตูนระหว่างสาว Y กับหนุ่ม Y ต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่คนชอบ yaoi จะอ่าน yuri ไม่อินและคนอ่าน yuri ก็อ่าน yaoi ไม่อินเช่นกัน อันนี้ในแง่ healing หรือการเยียวยานะคะ แต่ถ้าจะอ่านเอาเพลิดเพลินก็ได้ไม่มีปัญหา

มีข้อยกเว้นอยู่นิดหน่อยที่การ์ตูนหญิงล้วนบางกลุ่มเกิดมาสำหรับ "ผู้หญิง" ค่ะ!! มักจะเรียก shojo-ai (girl's love) ซึ่งสื่อถึงความผูกพันหวานซึ้งมากกว่าเรื่องเพศและสาวๆ อ่านก็ไม่ตะขิดตะขวงใจนัก (เหมือน shonen-ai ฝั่งหญิง) ถ้าผู้ชายอ่านแล้วชอบจะสามารถเอากลไกของจิตใจแบบ shonen-ai ในสาว Y มาอธิบายได้ แต่ถ้าผู้หญิงอ่านแล้วชอบ คุณอาจมีอาการเหมือนชายหนุ่มที่ชอบการ์ตูน shonen-ai นั่นคือคุณมีส่วนชอบเพศเดียวกันเข้าแล้วค่ะ (สรุปชายหนุ่มอ่าน shonen-ai ซอฟท์ๆ แล้วชอบอาจเป็นเพราะท่านรู้สึกว่าตัวเอง "เป็นหญิง" สาวๆ อ่าน shojo-ai ซอฟท์ๆ แล้วชอบ ท่านอาจเสี่ยงต่อการชอบเพศเดียวกัน)

yuri แม้จะมีความหมายเดียวกันแ่ต่สื่อถึงความรู้สึกทางเพศมากกว่าหน่อยและดูเหมือนจะรับตลาดผู้ชายมากกว่า (น่าจะเทียบเท่า yaoi ของฝั่งหญิง) ถ้าผู้ชายชอบอ่านก็อธิบายไว้ด้านบนนะคะ แต่ถ้าผู้หญิงชอบอ่าน yuri ที่ฉากแรงมากๆ...อาจจะไม่มีอะไรค่ะ การอ่านอาจเป็นแค่ระบายอารมณ์พลุ่งพล่านทางเพศของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงท่านอาจเป็นเลสเบี้ยน เพราะภาพผู้หญิงเปลือยถือเป็นของสวยงามเมื่อมองจากทั้งหญิงและชาย แต่ภาพเปลือยหนุ่มๆ ใน yaoi อาจเป็นของสวยงามของสาวๆ แต่ไม่ใช่ของสวยงามของชายแท้แน่ๆ ค่ะ (ดังนั้นชายหนุ่มอ่าน yaoi จึงมีโอกาสชอบหนุ่มๆ ด้วยกัน แต่ผู้หญิงอ่าน yuri แบบแรงๆ อาจไม่ได้ชอบเพศเดียวกันเสมอไป)

 

Maria-sama ga Miteru by Oyuki Konno

ทีนี้คงจะมีคำถามที่หลายท่านโดนถามบ่อยๆ แล้วรู้สึกมึนไม่รู้จะตอบยังไงดี ffman จะขอวิเคราะห์ด้วยรอยหยักน้อยๆ ในสมองให้ฟังนะคะ การวิเคราะห์เหล่านี้รวมถึงทฤษฎีด้านบนเป็นการเชื่อมโยงของ ffman เองค่ะ เป็น knowledge-based ไม่ใช่ evidence-based คือมาจากประสบการณ์ไม่ใช่จากงานวิจัย ดังนั้นมันจึงเป็นแค่ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีและอธิบายได้สำหรับบางคน ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ และไม่ใช่ทุกคนค่ะ

คำถามที่ 1

“ดูยังไงการ์ตูน yaoi มันก็การ์ตูนเกย์ไม่ใช่เหรอ มีผู้ชายนอนบนเตียงเดียวกันจะไม่บอกว่าเกย์ได้ไง”  

เป็นคำถามสามัญที่เรามักหาทางออกด้วยการบอกว่าการ์ตูน yaoi มีไว้สำหรับผู้หญิงอ่านส่วน bara หรือการ์ตูนเกย์สำหรับผู้ชายอ่าน แต่มันก็ไม่เสมอไปใช่มั้ยคะ เพราะสาว Y บางคนอ่าน bara ได้ (เช่น ffman เป็นต้น) และหนุ่มโฮโมหลายคนก็เลิฟการ์ตูน Y สำหรับผู้หญิงด้วย (แบบเพื่อน ffman หลายคน)  

คำตอบในแนวจิตวิทยาคือ เวลาเรา “คิด” ถึงสิ่งใดก็ตาม ความคิดของเราจะแยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ form of thought หรือ “รูปแบบ” ของความคิด กับ content of thought หรือ “เนื้อหา” ของความคิด ดังนั้นเมื่อคนสองคนมองเห็นการ์ตูน Y ก็จะคิดไม่เหมือนกันค่ะ สาว Y จะคิดถึง “รูปแบบ” ของการ์ตูน คือเป็น Y แบบที่สร้างขึ้นมาให้ผู้หญิงอ่านรู้เรื่อง ในระหว่างที่ประชาชนทั่วไปจะคิดถึง “เนื้อหา” ของการ์ตูน คือผู้ชายสองคนโรมรันกันตูก็เรียกเกย์หมดแหละ จะเขียนเพื่อใครไม่สน

คำถามที่ 2

“ถ้าเก็บการ์ตูน Y ออกจากตลาดให้หมด คนก็จะเลิกอ่านไปเอง”  

คาดว่ากระทรวงวัฒนธรรมใช้ทฤษฎี "ซัพพลายไม่มีดีมานด์ก็จะลดลงเอง" จึงให้กวาดล้างการ์ตูน Y จนสิ้นซากทั้งบางเมื่อหลายปีก่อนค่ะ แนวคิดนี้ไม่ผิดแต่มันไม่เหมาะจะใช้กับการ์ตูน Y เพราะมันเป็นแนวคิดสำหรับสิ่งเสพติดให้โทษนะคะ “ถ้าไม่มีการ์ตูน Y ให้เสพเดี๋ยวสาว Y ก็เลิกสนใจแล้วหันไปเสพการ์ตูนผู้หญิงแทน” สิ่งนี้อาจไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ สาว Y ที่ไม่ได้ใช้การ์ตูน Y เพื่อ healing (เยียวยา) อาจจะเลิกอ่าน แต่สาว Y ที่ต้องการใช้การ์ตูนเยียวยาความสับสนในใจไม่สามารถเลิกได้หรอกค่ะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนไปสู่สื่ออื่นที่พอหาได้ในตอนนั้น เสพกันลงแดงไปก่อน เช่น นักร้องบอยแบนด์น่าจิ้นทั้งหลาย แต่เชื่อเหอะค่ะ เดี๋ยวเหล่าสาวกบอยแบนด์สายเลือด Y ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวก็จะเริ่มเขียนฟิค Y วาดการ์ตูน Y และจิ้น Y ให้บุคคลจริงๆ เหล่านี้ พวกค่ายเพลงก็เอาใจคนจิ้นไม่เก่งด้วยการเซอร์วิสให้เต็มที่ กอดจูบลูบไล้นัวเนียแบบขำๆ ใครจิ้นก็เลือดพุ่งไป ใครไม่จิ้นก็คิดว่าคงเล่นๆ กันนั่นแหละ แต่ใครออกมาบอกว่าไม่เหมาะสมก็จะโดนหาว่าเป็นพวกคิดมากไปได้น่ะค่า  

สรุปว่าถ้าไม่มีการ์ตูน Y จำนวนคนอ่านก็ลดลงแน่นอนโดยเฉพาะคนที่อ่าน Y เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่จำนวนคนที่ใช้ Y สำหรับเยียวยาคงไม่ลดเพราะปัญหา gender identity มันเกิดมาตั้งแต่ 2-3 ขวบแล้ว ถ้าไม่ย้อนเวลาไปแก้คงไม่หาย ทำได้แค่เปลี่ยนไปหาอย่างอื่นจิ้นแทนนั้นเอง ถ้ามองว่าการ์ตูน Y เป็นยาเสพติด “ให้โทษ” ก็ไม่ค้านการทำแบบนี้หรอกค่ะ แต่ ffman คิดว่ามันเป็นยาเสพติด “ไม่ให้โทษ” นะคะ เพราะไม่เคยทำให้คนอ่านไปจี้ปล้นใครเหมือนเฮโรอีน

 คำถามที่ 3

“เวลาเห็นนักร้องหนุ่มๆ กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันฉันก็จิ้นเตลิดนี่นา อย่างงี้ฉันเป็นสาว Y รึเปล่าเนี่ย!”  

ขอแสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณคือสาว Y! เพราะอะไรเหรอคะ ก็เพราะคุณมีปฏิกิริยาต่อไอดอลที่คุณชอบต่างจากผู้หญิงที่ไม่ใช่สาว Y น่ะสิ! ลองนึกง่ายๆ ว่าถ้าคุณเห็นไอดอลของคุณกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับแฟนผู้หญิงคุณจะรู้สึกยังไงบ้าง อย่าปฏิเสธเลยว่าคุณรู้สึกริษยาผู้หญิงคนนั้นใจแทบขาด ถึงจะแสร้งทำท่ากรี๊ดกร๊าดแต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปยืนแทนยัยนั่นจะตายอยู่แล้ว! (ความอิจฉา (envy) คืออยากได้อยากมีเหมือนคนอื่น โฟกัสที่วัตถุสิ่งของ ส่วนความริษยา (jealousy) คือความอยากเป็นอย่างคนๆ นั้น โฟกัสที่คน) คราวนี้ลองเปลี่ยนเป็นไอดอลคนเดิมกอดเพื่อนผู้ชายบ้าง สาวๆ ทั่วไปก็คงรู้สึกหนุ่มๆ น่ารักจัง เห็นคนเดียวก็ว่าน่ารักแล้ว พออยู่กันสองคนก็ยิ่งน่ารักเป็นสองเท่า แม่ยกก็เลยกรี๊ดคูณสอง แม้จะริษยาไอ้หนุ่มที่อยู่ข้างๆ แต่ยังไงก็ไม่ใช่คู่แข่งหญิงแท้อย่างฉันหรอกน่า หรือถ้าคนที่ไม่ได้มีจิตอกุศลอยู่แล้วเห็นผู้ชายสองคนนัวกันก็คงเฉยๆ กรี๊ดบ้างนิดหน่อยเพราะมันหล่อคูณสองแต่ก็ไม่ได้จิ้นอะไร

วง TVXQ คุณเห็นรูปชายหนุ่มสองคนด้านซ้ายแล้วคิดอะไร

ก.รู้สึกเหมือนเขาจะหอมแก้มกันเลย     ข.คิดว่ามันเป็นรูป 2 รูป

เมื่อใดที่คุณเห็นสองหนุ่มกอดกันแล้วดันคิดเลยไปถึงภาพตอนเขาอยู่บนเตียงเดียวกัน ใช้ปากป้อนลูกอมกัน เตียงแคบเลยต้องนอนทับกัน หรือกระทั่งคิดพล็อต Y ออกมาได้อย่างลื่นไหลล่ะก็...คุณคือสาว Y ชัวร์! เพียงแต่คุณมีปัญหาในการแยกจินตนาการกับความเป็นจริง (เฉพาะกับเรื่องนี้) เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามการจิ้น Y ให้ดารานักร้องที่เราชอบไม่ใช่เรื่องผิดเพราะกลไกของจิตใจก็มาแบบเดียวกับการจิ้น Y ในการ์ตูนปกติซึ่งไม่ได้มีอะไรชวนล่อแหลมแม้แต่น้อย พูดง่ายๆ เราก็มาสำเภาเดียวกัน คนนึงถนัดจิ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 จึงชอบดาราตัวเป็นๆ แต่อีกคนถนัดจิ้นผ่านจินตนาการจึงชอบตัวการ์ตูนเท่านั้นเอง

คำถามที่ 4

“การ์ตูน Y เป็นแค่กระแสหรือเปล่า”

ถ้าคำว่ากระแสมีความหมายคล้ายๆ แฟชั่น คือมาไวไปไวและคุณค่าไม่ได้อยู่ที่เนื้อแท้ของสิ่งนั้นแต่อยู่ที่การทำให้เหมือนๆ กับคนอื่นในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม การ์ตูน Y ไม่ใช่กระแสค่ะ

มันคือปรากฏการณ์ที่พบมาตั้งแต่สามสิบกว่าปีก่อนแล้วโดยคนแรกที่ตัดสินใจเขียนการ์ตูนแนวนี้ขึ้นคืออ.ทาเคมิยะ เคย์โกะ เขียนเรื่อง Kaze to ki no uta ในปี 1976 (ยังไม่เกิดเลย) โดยไม่ใช่เป็นการเขียนเอาใจตลาดเหมือนการ์ตูนเด็กผู้ชาย แต่เป็นการ “เสี่ยง” โดยที่ไม่มีใครกล้าฟันธงว่าจะออกหมู่หรือจ่า โชคดีที่กระแสตอบรับล้นหลามมาก! โดนใจประชากรสาวเต็มๆ จนตลาดการ์ตูนแนวนี้เติบโตขึ้นและเฟื่องฟูสุดๆ ถึงขนาดแรกๆ ไม่มีศัพท์ไหนมานิยามแนวการ์ตูนแบบนี้ได้เพราะคำว่า shonen-ai แรกๆ ยังหมายถึงรักเด็กหนุ่มๆ อยู่ ส่วนคำว่า bishonen ก็หมายถึงชายหนุ่มรูปงามหน้าสวยแต่ไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน แต่ในเมื่อสาวกชาว Y เพิ่มจำนวนขึ้นเร็วยิ่งกว่าหวัดระบาด ส่งผลให้ต้องยกคำว่า shonen-ai ไปนิยามการ์ตูนแนวนี้ แล้วให้ชมรมรักเด็กหนุ่มใช้ shota-con แทนซึ่งมาจากคำว่า shotaro complex เป็นซีรีย์คำต่อเนื่องมากจาก Lolita complex หรือ lolicon ซึ่งหมายถึงผู้ชายที่ชอบเด็กผู้หญิงยังไม่แตกเนื้อสาว

Kaze To Ki No Uta by Takemiya Keiko 

การ “บัญญัติศัพท์” ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกกลุ่มคนที่ชอบเรื่องเดียวกันแบบนี้ถือว่าสำคัญมากค่ะ ถ้าความชอบหายไปตามกระแส คำเหล่านี้ก็จะตายไปด้วย แต่นี่คำว่า shonen-ai ดันใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบันแถมยังพัฒนาให้มีความซับซ้อนมากขึ้น กลายเป็นคำว่า

  • yaoi เน้นฉากอีโรติค
  • slash มักใช้กับนิยายซึ่งจิ้นโดยฝรั่ง
  • boy’s love เป็นการแปลทับศัพท์ shonen-ai เพื่อให้ฝรั่งเข้าใจว่าเขียนโดยนักเขียนญี่ปุ่น จะได้แยกจาก slash ที่เขียนโดยฝรั่งได้
  • geicomi มาจาก gay comic เป็นการแยกให้รู้ว่าอันนี้สำหรับเกย์จริงๆ อ่าน
  • bara เรียก geicomi ให้ดูมีวัฒนธรรมหน่อย มาจากชื่อนิตยสารเกย์ยุคเก่าชื่อ barazoku แปลว่า “กุหลาบชน” หรือ “ชาวสีม่วง” นั่นเอง เน้นกล้าม หนวด เครา ขน และอีกหลายอย่างที่ดูสมจริงในโลกชาวเกย์
ส่วนคำว่า “วาย” (Y) ที่เราใช้เรียก “การ์ตูนวาย” เป็นศัพท์อย่างย่อของ yaoi (อ่านว่า หยะ-โอ้ย) ซึ่งไม่มีที่มาที่ไป แค่สั้นๆ ง่ายๆ ดีแต่ทำให้สับสนกับ yuri ยิ่งขึ้นแฮะ

คำถามที่ 5

“คนชอบ Y จะมีโอกาสเลิกชอบเหมือนเด็กโตขึ้นแล้วเลิกอ่านการ์ตูนไหม"

มีโอกาสค่ะ แม้ว่ากลไกของจิตใจที่ทำให้ท่านชอบ Y มันติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นปมที่แก้ไม่ได้ มีแต่ต้องรักษาแบบประคับประคองไปเรื่อยๆ ไม่ให้อาการทรุดลงกว่าเดิม แต่ถ้าวันหนึ่งเราเกิด identity ขึ้นมา คือรู้ว่าเราเป็นใคร เราเกิดมาเพื่ออะไร ก็จะทำให้พฤติกรรมการชอบ Y ลดลงได้เพราะ gender identity ชัดเจนขึ้นด้วย หรืออีกกรณีคือมีกิจกรรมอื่นที่สนใจมากขึ้นกว่าตัวเอง เช่น มีแฟน มีเพื่อนและสังคมใหม่ มีครอบครัว สิ่งเหล่านี้เบี่ยงเบนความสนใจออกจากตัวเองทำให้ลดความสับสนเรื่องเพศของตัวเองไปด้วย แต่เมื่อไรที่ชีวิตมั่นคง ราบเรียบ สงบนิ่ง ไร้คลื่นลมจนได้กลับมาให้ความสนใจกับตัวเองอีกครั้ง เหล่าสาวก Y ก็จะเริ่มหันกลับมาหาเพื่อนเก่าๆ ในวงการและก็มาเจอกันในฟาร์มนี่ล่ะค่า อ้าว...แบบนี้จะเรียกเลิกได้มั้ยเนี่ย

คำถามที่ 6

“มีคนนิยมทั่วโลกเลยมั้ยหรือแค่ในไทยและญี่ปุ่น

จะเรียกทั่วโลกคงไม่ได้ แต่ไม่ใช่แค่ไทยและญี่ปุ่นแน่นอนค่ะ เนื่องจากการเสพ Y เป็นผลจาก “วัฒนธรรม” ที่ผู้หญิงไม่สามารถแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องเพศออกมาได้ ทั้งความรู้สึกโดนกดขี่ทางเพศ การแสดงความต้องการและการถูกจำกัดการแสดงออกทางเพศ มันก็เลยมาลงเอยที่การ์ตูน Y ไงคะ เก็บไว้ก็อัดอั้นระเบิดบึ้มจึงต้องหาทางปล่อยออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ดังนั้นสังคมที่พบการเสพ Y ได้บ่อย ได้แก่ 1) สังคมตะวันออกที่ผู้หญิงถูกจำกัดสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเพศ แต่ผู้หญิงเหล่านั้นต้องเป็นคนที่กล้าคิดต่างพอสมควรจึงรู้สึกขัดแย้งอยู่ลึกๆ ในใจว่าทำไมเราต้องมาอดทนเรื่องแบบนี้ด้วย ในทางกลับกัน 2) สังคมตะวันตกกลับพบสาว Y ในผู้หญิงที่มองว่าการเปิดเสรีทางเพศเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเท่าไรนัก แม้ฮอร์โมนเพศสั่งให้หัวใจร่ำร้องหาเรื่องอีโรติคแถมคนอื่นในสังคมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่ความยึดมั่นของตัวเองที่อยากควบคุมแรงขับดันทางเพศทำให้เกิดความขัดแย้งจนมาลงเอยเอากับวิธีอ้อมๆ อย่างการ์ตูน Y นี่ล่ะค่ะ ฝรั่งกลุ่มนี้มีไม่ใช่น้อยเลยนะคะ เยอะถึงขนาดแปลการ์ตูนภาษาญี่ปุ่นมาให้เราคนไทยอ่านเยอะกว่าการ์ตูน Y ที่ตีพิมพ์ในไทยซะอีกค่ะ

 

 Anonymous bara comic  by Yaoi neko

คำถามที่ 7

“สาว Y คบไม่ได้”

ตรงกันข้ามค่ะ ผู้หญิงที่ชอบการ์ตูน Y หลายคนเป็นคนคบได้สุดๆ เพราะระดับคุณธรรมสูงมาก!

รู้ได้ยังไงว่าเธอเหล่านั่นคุณธรรมสูง ก็ถ้าคุณธรรมเธอต่ำเตี้ยป่านนี้เธอไม่มานั่งสับสนในชีวิตแบบนี้หรอกค่า กลายเป็นผู้หญิงธรรมดาคบผู้ชายหรือไม่ก็กลายเป็นเลสคบหญิงไปแล้ว ไอ้ที่ยังต้องนั่งอ่านการ์ตูน Y รักษาปม gender identity confusion ก็เพราะไม่กล้าทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าไม่ดีนี่ล่ะค่ะ

แต่ไม่ใช่ว่าผู้หญิงที่อ่านการ์ตูน Y ทุกคนเป็นแบบนี้นะคะ อาจจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ

1) ใช้การ์ตูน Y เป็น healing material ในการเยียวยาความสับสนและปมบางอย่างในใจ

2) ใช้การ์ตูน Y เพื่อการผ่อนคลายหรือเพื่อความบันเทิง เช่นต้องการอ่านอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน บังเอิญมีให้อ่านเล่มเดียวตอนอยู่ในห้องน้ำ ฯลฯ

3) ใช้การ์ตูน Y เพื่อการเข้าสังคม เช่น เพื่อให้มีเพื่อนคุย เพื่อให้คุยกับเพื่อนที่ชอบ Y รู้เรื่อง เืพื่อเข้าสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เห็นว่าเป็นแฟชั่น ฯลฯ

คนที่มีคุณธรรมสูง (เมื่อดูจากกลไกทางจิตใจ) คือข้อ 1 เท่านั้นค่ะ สองข้อหลังก็อาจมีคุณธรรมสูงได้เช่นกัน แต่ไม่สามารถอธิบายได้จากทฤษฎีนี้นะคะ

คำถามที่ 8

“แล้วถ้าเพื่อน/แฟน/ลูกชอบอ่าน Y ซะแล้ว เราควรปฏิบัติตัวกับคนเหล่านั้นอย่างไรดี”

มีคีย์เวิร์ดอยู่คำเดียวเองค่ะ "เข้าใจ" (empathy) คือเข้าใจว่าถ้าเราชอบอะไรมากๆ ก็คงออกอาการเหมือนสาว Y นั่นแหละ คิดเสมือนว่าถ้าเราเป็นสาว Y แล้วเราจะรู้สึกยังไง ถ้าคิดไม่ออกก็ลองเปลี่ยนอุเคะเป็นผู้หญิงเราจะรู้สึกอย่างไรกับการ์ตูนเรื่องนี้บ้าง

ทุกท่านที่สิทธิ "ยอมรับไม่ได้" นะคะ แต่ถึงยอมรับไม่ได้ก็ไม่จำเป็นต้องไปขัดขวางค่ะ สิ่งที่คนชอบ Y สับสนคือ gender identity ของตัวเอง หรือรู้สึกขัดแย้งในเรื่องเพศตามความรู้สึกของตัวเองกับตามค่านิยมในสังคม ดังนั้นยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งทำให้ความขัดแย้งมันขยายวงใหญ่ขึ้น อาการก็จะหนักขึ้น ส่งผลให้ชีวิตภายภาคหน้าลำบากจริงๆ นะคะเพราะพัฒนาการช่วงวัยรุ่นที่ต้องสร้าง identity มันไม่ประสบความสำเร็จ

แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องสนับสนุนส่งเสริมหรือเห็นดีเห็นงามไปหมดค่ะ การ "เข้าใจ" ไม่ใช่เห็นด้วยไปทุกเรื่อง บางเรื่องที่เห็นว่าไม่เหมาะก็บอกได้ตามตรง เพียงแต่สิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรเป็นประเด็นว่า “ทำไมต้องอ่าน” ประเด็นที่ควรยกมาพูดถึงความไม่เหมาะสมคือ “ไม่ควรอ่านฉากที่ไม่เหมาะสมกับวัย” เช่นโป๊เปลือยหรือรุนแรงเกินกว่าเด็กในวัยนั้นควรจะรับรู้


Anonymous bara comic  by Yaoi neko

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ ffman ไม่แนะนำให้เยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปีเห็นภาพรุนแรงเกินไปและต้องแปะป้ายเซนเซอร์ค่ะ การเห็นฉากรุนแรงก่อนวัยอันควรจะกลายเป็นบาดแผลลึกๆ ในใจเช่นเดียวกับการเห็นฉากเพศสัมพันธ์ของพ่อแม่ก่อนวัยอันควรนั่นล่ะค่ะ โตขึ้นเราอาจเข้าใจว่ามันคือการแสดงความรัก แต่สำหรับเด็กมันก็ยังดูน่ากลัวอยู่ดี สังคมตะวันออกยังอ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้มาก ดังนั้นถ้าเห็นว่าการ์ตูน Y บางเรื่องไม่เหมาะสมก็ต้องเตือนล่ะค่ะ

นอกจากนั้นถ้าการอ่านการ์ตูน Y ทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตประจำวันก็ต้องเตือนด้วย เช่น ควักมาอ่านตอนเรียนหนังสือ, อ่านต่อหน้าลูกน้องที่ทำงาน, อ่านแล้วยุให้แฟนไปชอบผู้ชายด้วยกัน, อ่านและหมกมุ่นจนเริ่มแยกระหว่างการ์ตูนกับความจริงไม่ออก, พยายามลากให้คนใกล้ตัวชอบ Y และอ่านด้วย, และซื้อจนไม่มีเงินกินข้าวกลางวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้การ์ตูน Y กลายเป็นสิ่งบั่นทอนชีวิต ดังนั้น ffman ก็ไม่แนะนำให้อ่านในกรณีเหล่านี้เหมือนกันค่ะ

ความคิดเห็น

FIEPun
FIEPun 15 ต.ค. 53 / 18:23
ลืมให้เครดิต

http://ffman.exteen.com/yaoi-yuri-human-sexuality