ชั่วนิจนิรันดร์ ก็ไม่อาจหยุดรักเธอ
บางทีความรักก็อาจไม่จำเป็นต้องสมหวังเสมอไป แค่พอใจในสิ่งที่ได้มาก็... เพียงพอแล้ว
ตอนแรกที่ซื้อนั้นไม่คาดหวังอะไรมาก แค่เพียงนึกแปลกใจว่าแฟนฟิคฯ นั้นสามารถตีพิมพ์เข้าสู่ตลาดกระแสหลักได้ด้วยเหรอ เพราะตามความรู้สึกนั้น แฟนฟิคฯ มักเป็นงานเขียนเฉพาะกลุ่มที่นิยมพิมพ์มือขายกันเองมากกว่า ดังนั้นพอเห็นแฟนฟิคที่สามารถผ่านการพิจารณาตีพิมพ์ได้ ก็เลยแปลกใจสักหน่อย
สารภาพตรงๆ ว่าครั้งแรกที่ได้เห็นนิยายเล่มนี้เมื่อหลายปีก่อนนั้น ไม่ได้คิดซื้อเพราะคิดว่าคงเป็นเรื่องของวัยรุ่นที่คลั่งไคล้นักร้องเกาหลีธรรมดาทั่วไป แต่การได้พบนิยายเรื่องนี้อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ในราคาที่ลดลงฮวบฮาบ (คนเขียนจะโกรธมั้ยนะที่เราซื้อตอนมันลดราคาอ่ะ) จึงอยากลองซื้อมาอ่านเพราะอยากลองอะไรแปลกๆ บ้าง และเริ่มรู้สึกว่านิยายในตลาดปัจจุบันนั้นมันวนเป็นน้ำนิ่ง (มีแต่ชีค ทะเลทราย พิศวาส ซาตาน อารายวะเนี่ย หาถูกใจได้ยาก)
เป็นไปได้ว่าตอนอ่านนิยายเรื่องนี้นั้นไม่คาดหวังอะไรมาก แต่... แต่ด้วยบรรยากาศของเรื่องและความตั้งใจของคนเขียนที่กรีดลงมาในงานเขียน ก็ทำให้แฟนฟิค ของ ชญากานท์ กลายเป็นมีคุณค่าในตัวเองไปได้ในความคิดเรา ทั้งที่โครงเรื่องก็คือโรแมนติคพาฝันธรรมดา
แน่นอนว่ามันพาฝัน เพราะว่าด้วยเรื่องราวของสาวไทยที่เป็นแฟนคลับของนักร้องบอยแบนด์ชื่อดังของเกาหลี (ในนิยายใช้ชื่อวง ดงโฮชินกิน แต่ก็รู้ๆ ว่านั่นคือดงบังชินกิ เพราะบริบทอื่นของเรื่องมันชัดเจน) พล้อตธรรมดาระหว่างซุปเปอร์สตาร์ต่างแดนกับสาวไทยธรรมดา แต่คนเขียนก็สามารถใส่ความละมุนหลายอย่างเข้าไปจนเรานึกถึงงานเขียนวัยรุ่นที่เคยอ่านตามนิตยสารในวัยเด็ก (ตอนนั้นอินเทอร์เนทยังไม่เฟื่องเท่าไหร่) เรื่องราวที่ว่าด้วยวัยรุ่นที่มีความรัก ความฝัน ความมุ่งมั่น ที่แม้มันอาจดูไร้สาระในสายตาผู้ใหญ่ แต่นั่นคือ “ศรัทธา” ที่พวกเขาแสดงออกมาเพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก
การะเกด ตัวนางเอกของเรื่องค่อนข้างเป็น “อาร์ติสท์” ในความรู้สึกของเรา เธอเป็นนักเขียนอิสระที่มีพื้นเพมาจากทางเหนือ นอกจากงานเขียนก็มีร้านขายของฝาก (ก็แนวอาร์ตอีกนั่นล่ะ) ที่เธอรับผิดชอบดูแล มีรถเต่าคันนึงเอาไว้ขับเวลาจำเป็น (รถเต่านี่เป็นอะไรที่คู่กับคนติสท์ๆ นะ เห็นบ่อยแล้ว) เธอรับบท ททท. พาพระเอกของเรื่องเที่ยวเมืองไทย ซึ่งเธอพาเขาไปชมบรรยากาศไทยทั่วกรุงเทพฯ และเมืองเหนือบ้านเกิด อันเป็นช่วงเวลารักหวานๆ ของคนสองคนที่อบอุ่นและซาบซึ้งตามประสานิยายแนวพาฝันเช่นนี้
คิมซุงมิน พระเอกของเรื่องที่เป็นหนึ่งในสมาชิกวงบอยแบนด์ที่ดังระเบิดเถิดเทิง อันนี้ก็เดาได้เลยว่าต้องเป็นน้องเล็กของวงคนนั้นแน่ เขาแอบใช้เวลาพักผ่อนมาหาการะเกดที่เมืองไทย (ประมาณว่าแอบชอบคุณเธอตั้งแต่ครั้งก่อนที่มาเมืองไทยแล้ว) รอบนี้ไอ้น้องเลยรุกสาวเจ้าเขาเต็มที่ ให้พาเที่ยวโน่นเที่ยวนี่แล้วก็แจกขนมจีบเป็นระยะ เรียกว่าถ้าใครชอบแนวหวานๆ แบบวัยรุ่นจีบกันล่ะก็ น่าจะเข้าทาง
สิ่งที่เราชอบอย่างหนึ่งคือมุมมองในการเขียนของการะเกดที่ว่า คนเขียนจะต้องมีวินัยในตัวเอง (ไม่ใช่รออารมณ์อาร์ตถึงจะเขียนอย่างเดียว) นักเขียนเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ไม่จำเป็นต้องพยายามถีบตัวเองให้โด่งดังมากเพราะหน้าที่เราคือเขียน หรือจะเขียนเกี่ยวกับอะไรก็ต้องรู้จริงในสิ่งนั้น และทุ่มเทกับงานเขียนเพื่อคนอ่านให้คนอ่านได้อะไรมากกว่าการอ่านนิยาย ซึ่งเราอ่านแล้วแบบ.. อืม.. เป็นนักเขียนที่ให้เกียรติคนอ่านมากทีเดียวนะ
เรื่องราวพาฝันระหว่างนักเขียนสาวและนักร้องหนุ่มชื่อดังต่างภาษาและชาติพันธุ์ เดินเรื่องไปแบบมีเสน่ห์ทั้งให้เห็นบรรยากาศเมืองไทยในมุมต่างๆ และให้เห็นความตั้งใจของกลุ่มวัยรุ่นที่คลั่งไคล้ศิลปินเกาหลี (ดังที่มีการเต้น cover กันแพร่หลายนั่นล่ะ) คนเขียนเองก็ใช้ความรักที่มีต่อศิลปินมาขีดเขียนเป็นเรื่องราวที่เธอคงอยากประกาศบอกใครว่า.. ถึงฉันจะเพ้อฝัน.. แต่อย่างน้อยฉันก็เขียนความฝันให้เป็นความจริงในโลกวรรณกรรม..
แน่นอนว่าความรักที่มีที่มาจากคนสองคนที่ต่างกันขนาดนี้ย่อมมีอุปสรรค นั่นคือความจริงที่ว่าการะเกดไม่ควรจะแสดงออกว่าเธอกับเขารักกันเพราะบทบาทศิลปินของเขากำลังรุ่งโรจน์ แม้ความสุขในช่วงเวลา “ระหว่างรัก” จะงดงาม แต่ในตอนท้ายเธอก็เลือกจะเก็บมันไว้เงียบๆ เพื่อศิลปินที่เธอรักได้ก้าวต่อไป แต่กระนั้นนักร้องหนุ่มก็รักแล้วรักเลย เขาจะไม่เปลี่ยนใจจากเธอ เราคิดว่าจุดลงเอยระหว่างสองคนไม่เศร้าและไม่สมหวังเกินไป (แค่ห่างกันสักนิด แต่อารมณ์บีบคั้นดี)
คนเขียนเรื่องนี้ดูจะศรัทธาเรื่องความรักเอามากๆ ไม่ว่าจะรักแบบเทิดทูนศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ รักในหมู่เพื่อนที่สนใจในสิ่งเดียวกัน รักในงานเขียนที่ตัวเองกำลังทำ หรือความเชื่อว่าคู่แท้ของเรานั้นมีจริงและสักวันเราจะได้พบเจอ บทบรรยายบางช่วงพลิ้วไหวเอามาก.. ทำให้เรานึกถึงงานเขียนในสมัยที่เรายังอ่านนิตยสารวัยรุ่นต่างๆ ที่มักว่าด้วยความศรัทธาของหนุ่มสาววัยแสวงหา
สังเกตได้อย่างนึงกับงานเขียนของวัยรุ่นคือว่าคนเหล่านี้มักใช้ชีวิตอิสระประเภทอยู่อพาร์ตเมนท์ในเมืองใหญ่ และเกี่ยวข้องกับผองเพื่อนที่เข้าใจกันเท่านั้น เราจะไม่ค่อยได้เห็นพ่อแม่พี่น้องมีบทบาทกับพวกเขานัก ต่างจากนิยายในขนบเดิมๆ ที่มักว่าด้วยครอบครัวร่ำรวยแล้วก็วุ่นวายกับเครือญาติ การจับคู่ และทรัพย์สมบัติครอบครัวกันให้วุ่น
สำหรับนิยายเรื่องนี้ คนอ่านอย่างเรา.. ซึ่งไม่ได้เป็นแฟนคลับนักร้องกลุ่มดังกล่าว (แต่ก็รู้จักชื่อแหละเพราะพวกเค้าดังขนาดนี้) ก็รับรู้ได้ถึงความละเมียดทางความรู้สึกที่คนเขียนใส่มาได้แบบชัดเจน และสัมผัสได้ทุกบท ทั้งที่เมื่อก่อนเราก็มองแฟนฟิคว่าอยู่หมิ่นเหม่บนเส้นทางวรรณกรรมเนื่องจากฟิคส่วนมากมักเขียนกันแบบตามใจฉัน เขียนเพื่อสนองความต้องการของกลุ่มตัวเอง หาได้น้อยมากที่จะใส่ใจเรื่อง “คุณค่า” ทางงานเขียน
แม้ตอนนี้ตัวเราเองยังไม่แน่ชัดว่าคำจำกัดความของแฟนฟิคคืออะไร (เริ่มงงนิดๆ) แต่ที่แน่ๆ ถ้ามองในแง่เป็นนิยาย.. เราก็ยอมรับในฐานะวรรณกรรมอย่างหนึ่ง และสำคัญที่สุด.. ยอมรับในความตั้งใจของคนเขียน.. ที่สามารถลบคำสบประมาทเกี่ยวกับแฟนฟิคในทัศนคติเราได้โดยสิ้นเชิง
--------------------------------------------------------------
ลิขิตรัก ข้ามขอบฟ้า อารีดัง
เนื่องจากพออ่านเล่มข้างบนจบ ก็เลยนึกอยากลองอ่านต่อสิว่า เรื่องราวของสมาชิกคนอื่นในวงนั้น นักเขียนคนนี้เขียนไว้ยังไงบ้าง
ถ้าเข้าใจถูกต้อง นิยายเรื่องนี้คนเขียนน่าจะเขียนก่อน เพราะเหตุการณ์ต่างๆ มีการเอ่ยถึงในเล่มหลัง (แต่การอ่านเล่มหลังก่อนเช่นเรา ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสแต่อย่างใด) สเต็ปของเรื่องก็ไม่มีอะไรซับซ้อนมาก พระเอกเป็นนักร้องบอยแบนด์ผู้มีใบหน้าสวย ส่วนนางเอกเป็นสาวไทยที่ไม่ได้สนใจ K-pop และออกจะไม่ชอบวงดงโฮชินกิด้วยซ้ำ (เลยพาลทำให้เธอไม่สนใจวงนี้ และไม่รู้ว่าสมาชิกวงหน้าตายังไงกันบ้าง) แต่ความบังเอิญก็ชักนำให้พระ-นางคู่นี้พบเจอ
เรื่องเปิดโดยฝ่ายพระเอก คิมยังแจ แห่งวง ดงโฮชินกิ แอบมาใช้เวลาวันหยุดโดยบินจากเกาหลีมาประเทศไทย นึกครึ้มใจอยากไปข้าวสารโดยรถเมล์ แต่ดันลืมแลกเงินบาทเอาไว้ นางเอก “สาลี่” สาวหน้าสวยผมยาวกลางหลังจึงเอื้อเฟื้อให้ยืมเงิน จากนั้นพอลงที่ข้าวสารพร้อมกันนางเอกก็อดเห็นใจพระเอกไม่ได้ที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างถิ่น จึงช่วยหาที่พักให้แต่ก็ไม่มีที่ไหนว่าง เธอก็เลยใจกว้างบอกให้เขาไปพักอพาร์ตเมนต์เธอ นั่นคือจุดเริ่มต้นระหว่างความรักหนุ่มสาวสองคนต่างภาษา
ถ้ามองดูพล้อตโดยรวมของสองเรื่องนี้แล้วจะพบว่าคล้ายกันหลายอย่าง (ก็ตัวละครเกี่ยวเนื่องกันด้วย) นางเอกเรื่องนี้เป็นเพื่อนสนิทกับ การะเกด นางเอกเรื่องที่เราเพิ่งเอ่ยไปด้านบน นิสัยนางเอกก็จะติสท์นิดๆ คล้ายกัน ในวัยยี่สิบสี่ปีนั้นเธอเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย งานเธอก็คือถ่ายรูปสวยๆ แล้วเอาไปขาย (อาร์ตมั้ยล่ะ) พาหนะเธอคือมอเตอร์ไซคล์เวสป้า (ก็ติสต์นิดๆ อีก) แต่ที่ต่างคือนางเอกเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแฟนคลับวงพระเอก (และเธอก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นนักร้องดังด้วย)
แต่จะว่าไปเนื้อเรื่องก็พาฝันพอกัน สะท้อนความรักคนสมัยนี้ที่ไม่ต้องมีพ่อแม่พี่น้องมารับรู้ พอใจรักคือรัก รักแล้วก็ใช้ชีวิตด้วยกันสองคนในเมืองใหญ่ เป็นความรักที่ไม่ต้องมีเหตุผลอะไร.. เป็นความสวยงามของความรักที่วัยรุ่นคิดฝัน แต่จุดนึงที่อยากติคือคำผิดที่มีให้เห็นเป็นระยะ ทั้งไม่รู้เกิดจากการพิมพ์ผิดหรือว่าพิสูจน์อักษรมองไม่เห็นข้อผิดพลาดเหล่านี้
แต่ถ้าจะให้มองลึกลงไปกับเรื่องนี้ คิดว่าเหตุการณ์บางอย่างในเรื่องมันก็รวดเร็วและงงๆ แบบตั้งตัวไม่ถูกเหมือนกัน เช่นการขอวีซ่าให้นางเอกแบบเซอร์ไพรซ์ของพระเอก (นางเอกจะไม่รู้มาก่อนได้ยังไง เอกสารก็ต้องเซ็นเอง) เพื่อนร่วมวงพระเอกแอบชอบนางเอก (งง..ชอบตอนไหนหนอ) พระเอกเป็นบอยแบนด์ชื่อดังแต่สามารถปิดนางเอกได้เกือบค่อนเรื่องว่าเขาเป็นใคร และสามารถหาเวลามาแต่งงานกับนางเอกได้ด้วย (ทั้งที่จริงๆ แล้วศิลปินพวกนี้แทบจะห้ามมีครอบครัวเลยละมั้งถ้ายังดังอยู่) หรือครอบครัวพระเอกที่อ้าแขนรับนางเอกแบบอบอุ๊นอบอุ่น.. ทั้งที่เรื่องราวแม่ผัวลูกสะใภ้เกาหลีนั้นแสบสันต์พอๆ กับของไทยนั่นแล (แต่ก็นะ.. คือนิยายพาฝันนี่นา ทุกอย่างเป็นไปได้หมด) ไม่รวมเหตุการณ์อีกหลายอย่างที่บังเอิญแบบไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่
ถ้าให้เทียบระหว่างสองเรื่องนี้ คิดว่าเรื่องของสาลี่กับหนุ่มคิมยังแจนั้นค่อนข้าง “เยอะ แต่รู้สึกได้น้อย” ในขณะที่เรื่องของการะเกดนั้น “น้อย แต่รู้สึกได้เยอะ” ที่ว่าเรื่องของสาลี่นั้นเยอะ อาจเพราะด้วยตัวพล้อตใส่อะไรมาเยอะ ตั้งแต่พบกัน รักกัน ไปเที่ยวกัน แต่งงานกันถึงขั้นมีครอบครัว มีทะเลาะ มีง้อคืนดี การบีบเรื่องราวเข้ามาแบบรวดเร็วทำให้ไม่ค่อยรู้สึกร่วมเท่าไหร่ ยิ่งเรื่องราวที่ค่อนข้างลอยๆ ก็ทำให้รู้สึกถึงความรักตัวละครได้ไม่ชัด
ในขณะที่เรื่องของการะเกดนั้นตัวละครไม่ได้พัฒนาไปไกลถึงขั้นแต่งงานก็จริง แต่ด้วยความรู้สึกที่พระเอก-นางเอกสื่อถึงกันในช่วงเวลา “ระหว่างรัก” กลับเป็นสิ่งที่ผู้เขียนเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าเสียอีก และเหตุการณ์ต่างๆ ก็ดูมีความเป็นไปได้มากกว่าเรื่องของสาลี่ด้วย
เป็นไปได้ว่าตัวละคร การะเกด นั้นดูจะใกล้เคียงกับคนเขียนมากที่สุด (คือเป็นแฟนคลับตัวยงของนักร้องกลุ่มดังกล่าว) คนเขียนจึง “จัดเต็มทางอารมณ์” ได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่สาลี่เป็นตัวละครที่มีความเป็นนางเอกตรงที่เธอไม่ได้รู้จักและไม่ได้บ้านักร้อง ความรู้สึกคนอ่านตอนอ่านเรื่อสาลี่จึงรู้สึกว่าเป็นนิยายพาฝัน ส่วนเรื่องของการะเกดเหมือนจะเชื่อได้ว่ามีตัวตนจริง
แต่อย่างน้อยการได้อ่านนิยายสองเรื่องนี้ ก็ทำให้เราได้ “ร่วมรู้สึก” อารมณ์ความรักความใฝ่ฝันของวัยรุ่นอีกครั้ง และรู้สึกได้ว่าบางทีนิยายที่เรารู้สึกชอบ อาจไม่ใช่นิยายที่คนอื่นอีกหลายคนรู้จัก มันอาจเป็นนิยายเล่มเล็กๆ ที่ไม่ได้มีใครพูดถึง เป็นนิยายที่เราเคยเกือบจะได้อ่านแต่สุดท้ายก็ผ่านเลยไปกว่าจะมาได้อ่านอีกทีหลายปีให้หลัง แต่สุดท้าย.. คุณค่าข้างในหนังสือนั่นล่ะ.. ที่จะทำให้เรารู้สึกดีเองที่ได้อ่าน
อย่างน้อยก็ขอบคุณคนเขียนนะ ที่ช่วย refresh ความรู้สึกใฝ่ฝันจะทำอะไรบางอย่างที่เราเคยรู้สึกตอนวัยรุ่นอีกครั้ง
ความคิดเห็น
แต่ชอบแฟนฟิคพวกนี้อยู่อย่าง...
ใช้ถ้อยคำง่ายๆ...ซื่อสัตย์กับตัวอักษร..แต่สื่อได้ถึงความจริงใจของคนเขียน
ซึ่งมันเวิร์คกว่าพวกใช้ภาษาวิลิศมาหรา..แต่เนื้อเรื่องหาได้สำมะหาอันใดเร้ย...