"คนอื่นเค้าเม้าท์กันใหญ่เลยนะว่าแกเข้าไปทำงานในนั้นได้ยังไง"
"เออ คนอื่นอย่าเพิ่งงง ชั้นเองยังงงเลยว่าเค้าเลือกชั้นได้ไง"
จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังตอบคนอื่นไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมทางหน่วยงานถึงได้เลือกเรา ขอลองนึกย้อนไปวันสัมภาษณ์งานหน่อยก็แล้วกัน
ในตอนที่ตระเวณสัมภาษณ์งานนั้น หนึ่งในหน่วยงานที่เราสมัครไปคือ UNHCR ซึ่งสมัยที่เรายังทำงานองค์กรเดิมนั้น ก็เคยประสานงานกันมาบ้างแหละ เนื้องานของวงการนี้เรียกได้ว่าพอรู้ไส้รู้พุง และรู้ว่างานของยูเอ็นนั้นไม่ได้รับคนนอกง่ายเท่าไหร่ เพราะรู้กันอยู่ว่าโดยมากมักมี ‘คนใน’ คอยเสียบอยู่แล้ว (แต่เค้าประกาศรับสมัครเพื่อให้มันดูโปร่งใสแค่นั้นล่ะ) แถมประกาศทีนึงคนสมัครเยอะแค่ไหน เรียกได้ว่าไม่ต้องตั้งความหวังมาก
ตำแหน่งที่สมัครไปนั้นก็ชื่อตำแหน่งขึ้นด้วยคำว่า senior ซะด้วย (แล้วหล่อนเป็นใครที่ไหนช่างกล้าส่งใบสมัคร) จนตอนเขาส่งอีเมล์มาบอกให้ไปสัมภาษณ์นั้นเราก็ยังรู้สึกว่าเขาน่าจะเอาเราไปเป็นน้ำจิ้มแบบขำๆ มากกว่า แต่ถึงอย่างงั้นตอนนั้นเราก็ดีใจมากนะเพราะเคยได้ยินมาว่าเวลายูเอ็นประกาศรับสมัครงานทีนึงน่ะใบสมัครจะว่อนเป็นร้อยๆ แล้วเขาจะคัดให้เหลือไม่กี่คนเพื่อเรียกสัมภาษณ์ ดังนั้นการที่เขาคัดเราจากใบสมัครหลายร้อยได้นี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว
ก่อนไปสัมภาษณ์ ก็บอกพ่อแม่พี่น้องว่าสัมภาษณ์ที่นี่ไม่ต้องคิดมากหรอก.. แทบไม่มีทางได้ แค่เค้าเรียกสัมภาษณ์นี่เราก็คิดว่าเป็นบุญแล้ว ดังนั้นอารมณ์วันที่เราเดินเข้าไปสัมภาษณ์ที่ตึกสหประชาชาติตรงถนนราชดำเนิน น่ะเรียกได้ว่าไปเอามันส์เต็มที่!
เพราะรู้ว่าโอกาสได้มีน้อย วันนั้นเราก็เลยไม่ค่อยเครียดมาก วันสัมภาษณ์เราก็เดินเข้าไปในตึกอันขรึมขลังของสหประชาชาติด้วยความรู้สึกว่า ‘ชีวิตนี้ของตูได้ย่ำเท้าเข้ามาในตึกยูเอ็นแล้วเฟ้ย!’ (ก่อนหน้านี้เราไม่เคยเดินเข้ามาในนี้เลยนะขอบอก ถึงแม้เวลานั่งรถเมล์ผ่านจะเหลียวมองตึกนี้แทบทุกครั้ง)
แต่ก็ยอมรับเรื่องการเตรียมตัวว่างานนี้เราก็เต็มที่เหมือนกันนา ด้วยเพราะเคยทำงานด้านผู้ลี้ภัยโดยตรงมาหลายปี รู้รายละเอียดเกี่ยวกับงานด้านนี้พอควร ก่อนไปสัมภาษณ์ก็ทบทวนอ่านบทความเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศด้านนี้มาพอควรทีเดียว แถมตอนเรียนป.โท นั้นเราเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยอีกนั่นล่ะ (ก็ทำงานด้านนี้มานี่นา) สภาพตอนนั้นเพิ่งทำวิทยานิพนธ์จบ ดังนั้นไอ้สิ่งที่อ่านมาเยอะมันก็ค่อนข้างพุ่งพล่าน อยากหาคนคุยด้วยเหมือนกัน (เค้าเรียกหล่อนสัมภาษณ์นะไม่ได้เรียกมาเม้าท์)
ตอนแรกคนที่สัมภาษณ์เขาก็ถามตรงๆ เหมือนกันว่าตำแหน่งนี้มัน senior นะยูจะทำได้รึเปล่า เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นเรายังไม่เคยขึ้นไประดับตำแหน่งสูงๆ กับเค้าเลย คือทำงานเหมือนเป็นหน่วยทะลวงฟันแต่ไม่เคยขึ้นเป็นขุนพลประมาณนั้นล่ะ แต่เราก็ตอบๆ ไปว่ามันอาจยังไม่ถึงจังหวะและโอกาสของเราละมั้ง
(ในใจน่ะนึกว่ารีบๆ ถามเข้าประเด็นเหอะ อยากตอบ..อิฉันอยากตอบเกี่ยวกับประเด็นผู้ลี้ภัยในไทยมากๆ ถามมา! อยากตอบ! วันนี้อิฉันมาเพื่อจัดเต็มค่ะไม่ได้มาด้วยความหวังอะไร)
จากนั้นพอคุยกันเข้าประเด็นเรื่องกระบวนการทำงาน ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเนื้องานด้านผู้ลี้ภัยในไทย ไอ้เราก็เริ่มองค์ลงเพราะยังร้อนวิชากับวิทยานิพนธ์ตัวเองอยู่มาก แถมยังเคยทำงานด้านนี้มาพอดูและคิดว่ารู้ลับลมคมในเกี่ยวกับวงการนี้มาพอควร เค้าถามอะไรก็ตอบแบบ “จัดหนัก” แบบไม่ยั้ง โดยเฉพาะเรื่องทิศทางของการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยในไทยจะไปทางไหน
จำได้ว่าวันนั้นประเด็นนึงที่เราโพล่งกับเค้าคือ สัญญาณเกี่ยวกับการส่งกลับผู้ลี้ภัยไปมาตุภูมิในอนาคต(Repatriation) เพราะตอนเก็บข้อมูลทำวิจัยเราได้ยินหลายคนพูดไว้คล้ายกันถึงอนาคตหลัง peak of resettlement ในหลายปีที่ผ่านมาว่าปัญหาผู้หลบหนีภัยสงครามพม่าจะไปทางไหน ซึ่งเราก็งัดเอาประโยคคลาสสิคที่เคยได้ยินมานั่นคือ Full cycle of resettlement will end up in repatriation (หลังส่งคนไปประเทศที่สามแล้ว จุดสุดท้ายคือการส่งผู้ลี้ภัยกลับบ้าน) แต่เราก็ยอมรับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และรวดเร็ว แต่มันจะต้องเป็นกระบวนการต่อไปที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตแน่
ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเป็นการสัมภาษณ์งานที่สนุกมากเพราะโอกาสจะได้เข้ามาคุยกับสหประชาชาติโดยตรงไม่ใช่เรื่องง่าย (ก่อนหน้านี้เราเคยส่งอีเมล์ขอข้อมูลจากที่นี่ เขายังไม่ว่างคุยกับเราเลย) คนสัมภาษณ์เองก็ดูจะอึ้งๆ เหมือนกันที่เราตอบเอาเป็นเอาตาย แล้วจู่ๆ เขาก็ฉุกใจถามขึ้นมาว่า ‘เคยมีคนเรียนป.โทคนนึงพยายามขอข้อมูลกับทางเรา แต่ตอนนั้นผมยุ่งมากเลยไม่ว่างคุย คนๆ นั้นใช่คุณรึเปล่า?’ (อร้าย! คุณเองเหรอเนี่ยที่อิฉันเคยส่งเมลหา) ซึ่งเราก็ยอมรับไปตามระเบียบว่านั่นล่ะเราเอง เขาก็ดีนะ อุตส่าห์ขอโทษด้วยที่เขาไม่ว่างให้ข้อมูล ซึ่งเราก็ตอบเขาว่าไม่เป็นไรหรอกถึงยังไงฉันก็ถูๆ ไถๆ ข้อมูลจากทางอื่นจนเรียนจบมาได้นั่นล่ะ
จากนั้นตอนท้ายๆ คนสัมภาษณ์เราเขาก็หลุดมาประโยคนึงประมาณว่า บางทีถ้าไม่ใช่ตำแหน่ง senior ล่ะก็เราอาจจะพอทำได้ แต่ตอนนั้นเราคิดว่าเขาคงแค่ปลอบใจเรามากกว่า
จากนั้นเราก็ไปนั่งทำข้อสอบข้อเขียน ว้าว.. ชอบข้อสอบนี่จังเลยเพราะมันได้ใช้ในสิ่งที่เราทำงานและข้อมูลที่หาตอนทำวิจัยปริญญาโทมาเต็มที่ มีทั้งปรนัยและอัตนัย (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำถูกทุกข้อหรอกนะ) แต่โดยรวมเป็นข้อสอบที่ชอบเพราะมันเฉพาะทางด้านที่เราถนัดดี เอาล่ะถึงรู้ว่าคงไม่ได้งานแต่ก็ขอมีความสุขกับการสอบครั้งนี้เหอะ
จากนั้นอิฉันก็เดินออกมาจากตึกแบบตัวปลิว เหมือนกับสมใจแล้วที่ได้เดินเข้าตึกนี้กับเขาสักครั้งในชีวิต
จากนั้น.. เราก็ยังอยู่ในภาวะเฝ้ารอคำตอบจากหน่วยงานอื่นที่ไปสัมภาษณ์มาเหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าในตลาดแรงงานนั้นก็ย่อมมีคนที่คุณสมบัติเลิศๆ ทั้งนั้น หรือไม่ก็คนที่เหมาะกับตำแหน่งนั้นที่ไม่ใช่เรา เราก็แค่คนๆ หนึ่งที่ไม่ได้เก่งกาจเลิศเลอมากพอที่เขาจะเลือก และก็เป็นตามนั้น... เกือบทุกที่ไม่มีที่ไหนรับเรา (แต่เขาก็ส่งเมลมาตอบสุภาพมากนะ ไม่ก็ทำเงียบหายไป)
ตอนนั้นชีวิตเคว้งคว้างเลยนะ เรียนจบโทมาจะสามเดือนแล้วนะยังไม่ได้งานที่ไหนเลย บางครั้งเกิดความรู้สึก เฮ้ย..เราไม่เก่งไม่ดีพอเหรอ ตอนนั้นคิด plan B, plan C, plan D ไว้เยอะ กะว่าจะไปทำอะไรสักอย่างเช่นไปเป็นอาสาสมัครสักที่ หรือทำมาหากินอะไรเล็กน้อยเพื่อสร้างรายได้จะได้ไม่ต้องว่างเกินไป
นั่นล่ะเป็นจุดที่ทำให้เราไปนั่งอ่านหนังสือธรรมะจนหายกลุ้มและเปลี่ยนทัศนคติใหม่ วันถัดมาพอเปลี่ยแนวคิด ก็เลยไปนั่งเล่นที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเพื่อเก็บข้อมูลอะไรเรื่อยเปื่อย เผื่อเขียนนิยายได้
วันนั้นเราก็เจอเพื่อนที่เรียนโทด้วยกัน พูดคุยกันเราก็ยอมรับว่าหาๆ งานอยู่เหมือนกันแต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่หรอก พอคุยเสร็จเราก็เปิดโน้ตบุ้คเช็คอีเมล์ตามปกติ แล้วก็เห็นอีเมล์จากทางยูเอ็นเอชซีอาร์ ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่าสงสัยเป็นเมล์ตอบปฏิเสธอย่างเคย (ตอนนั้นได้จนชินแล้ว ไม่กระเทือน)
อ่านประโยคแรกก็นึกว่าจดหมายปฏิเสธจริงๆ นั่นล่ะเพราะเค้าขึ้นต้นว่าตำแหน่ง Senior นั้นเค้าได้ให้กับคนในของยูเอ็นที่ประสบการณ์สูงไปแล้ว (เออ รู้แล้วว่ายังไงคนในก็มาก่อน) แต่พอย่อหน้าที่สองปุ้บ เอ๊ะ..เขียนว่าอะไรนะ..
"แต่เราก็ชอบคุณและคิดว่าคุณสามารถเริ่มต้นจากตำแหน่งเล็กๆ ก่อนได้ ถ้าสนใจช่วยตอบกลับด้วยเราจะได้ติดต่อคุณกลับ”
เอร้ยยยย!!! อ่านถูกป่าว แปลถูกป่าว รีบหันไปหาเพื่อนข้างๆ แล้วขอให้เขาช่วยอ่านว่าเข้าใจตรงกันไหม (ต่อมภาษาอังกฤษตีบตันกะทันหัน) ซึ่งเพื่อนก็ตื่นเต้นกับเราเพราะนี่คือ job offer ของจริง ตอนนั้นสมองเบลอกะทันหัน ถามตัวเองว่าไม่ได้ตาฝาดใช่มั้ยเนี่ย คือเค้าไม่สามารถรับเราเข้าทำตำแหน่ง senior แต่เค้าจะให้โอกาสเราทำตำแหน่งเล็กๆ แทนงั้นเหรอ (อึ้งนะ ไม่เคยพบเจอการ offer งานอย่างนี้)
แต่ตอนนั้นอิฉันก็เตะฝุ่นอยู่ โอกาสมาอย่างนี้ทำไมจะไม่เอาล่ะ (ไม่อยากบอกว่านอกจากยูเอ็น ไม่มีที่ไหนรับหนูเลยค่ะ) ก็มีการพูดคุยกันแล้วเค้าก็บอกว่ารอบสุดท้ายให้ไดเรคเตอร์ที่กทม ตัดสินอีกที่ว่าจะรับไหม (นั่น มีให้ลุ้นอีก) อารมณ์ตอนนั้นกลับไปลุ้นอยู่บ้านกับครอบครัวดีกว่า หอบกระเป๋ากลับเลยทีนี้ ไม่เครียดแระ เครียดไปก็ไม่ช่วยอะไร
ตอนนั้นกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ว่างๆ ก็พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วเมือง (ขอที่พึ่งทางใจนิดนึง) สุดท้ายทางหน่วยงานก็ตอบรับกลับมาพร้อมเซ็นสัญญาทำงาน และให้เราไปเริ่มงานที่สำนักงานในต่างจังหวัดได้เลย แม่เจ้า.. เตะฝุ่นมานาน ได้ทำอะไรสักทีนึง แถมที่สำคัญ.. นี่คือหน่วยงานที่เราเคยมีความฝันมาก่อนด้วย ในที่สุด...หลายปีผ่านไป.. เรามาถึงจุดนี้ได้ในที่สุด
นึกๆ ไปจังหวะของโอกาสครั้งนี้มาแปลกจริงๆ ใครจะไปคิดว่าการสัมภาษณ์เอามันส์ครั้งนั้นมันทำให้เค้าเห็นแววบางอย่างของเราจนเรียกเราเข้าทำงาน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่านอกจากฟลุ้คที่เขาเลือกแล้ว คือประสบการณ์เราที่ตรงสายงานและสิ่งที่เราเรียนรู้มาจากตอนทำวิทยานิพนธ์นั่นล่ะที่เสริมตรงนี้ได้มาก
ความจริงตอนทำวิทยานิพนธ์เราก็เคยท้อนะเพราะหัวข้อที่ทำมันหาข้อมูลยากมาก แต่ตอนนั้นก็มุ่งจะทำเพราะเราอยากศึกษาด้านนี้จริงๆ และก็มีเพื่อนดีๆ แถวชายแดนพม่าที่คอยช่วยให้ข้อมูลตรงนั้นด้วย ถึงมันจะเป็นธีสิสที่ทำให้เราเหนื่อยมาก.. แต่สุดท้าย ก็เพราะเราเลือกจะศึกษาทางนี้นี่ล่ะที่ทำให้เราตอบคำถามเขาตอนสัมภาษณ์ได้มากขนาดนี้
เราเคยบอกคนอื่นว่าเราสูญเสียบางสิ่งเพื่อจะได้ในสิ่งที่ดีกว่า แต่ตอนเตะฝุ่นหางานนั้นเราก็เกือบจะโยนความเชื่อนี้ของตัวเองทิ้งเหมือนกันเพราะคิดว่าบางครั้งจังหวะชีวิตมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราหวังหรอก แต่.. พอรู้ตัวว่าถูกเลือกให้ทำงานกับหน่วยงานที่เคยเป็นความฝันของเราในที่สุด เราก็เข้าใจแล้วว่า.. สิ่งที่เราเชื่อเป็นความจริง อีกอย่างการที่ไม่มีหน่วยงานไหนๆ เลือกเราเลยก่อนหน้านี้ทำให้เราตอบรับเข้าทำงานกับยูเอ็นได้ทันที (ความจริงก็ไม่ต้องคิดอยู่แล้วล่ะ แต่จังหวะคือเราว่างจริงๆ)
เมื่อถึงจุดนั้น.. เราเข้าใจเหตุผลของโลกนี้ที่ทำให้สิ่งต่างๆ เป็นไป ถ้าเรายังทำงานเดิมโดยไม่ออกมาเรียนโท.. เราคงไม่ได้แง่มุมที่กว้างขึ้นจากการทำวิจัย แล้วถ้าไม่เลือกทำหัวข้อด้านผู้ลี้ภัย..เราก็คงไม่สามารถตอบคำถามตอนไปสอบสัมภาษณ์ได้ขนาดนี้ ที่เคยคิดว่าเลือกผิดที่ออกจากงานมาเรียน หรือเลือกผิดที่จะทำวิจัยหัวข้อแสนยาก.. แท้จริงแล้วมันเป็นเหรียญพระเจ้า ที่ด้านหนึ่งของมันอาจทำให้เราเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ในอีกแง่หนึ่ง... ก็เพราะเลือกจะทำอย่างนั้น เราถึงก้าวมาตรงจุดนี้ได้
ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าชะตากรรมกลั่นแกล้งเราเรื่องงาน แต่ความจริงไม่ใช่.. เบื้องบนปล่อยให้เราพลาดและผิดหวังจากสิ่งหนึ่ง เพราะว่าเค้าเตรียมจะมอบสิ่งที่ดีกว่าให้กับเรา แต่ตอนนั้น.. จิตใจเราต้องเติบโตพอจะเข้าใจของขวัญชิ้นนี้ให้ถ่องแท้
มาถึงตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไป.. เราคิดว่าเส้นทางสู่ความฝันของเรามันใช้เวลาและผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกันกว่าจะก้าวเข้ามาอยู่ในองค์กรนี้ได้ ที่สำคัญเมื่อมาถึงจุดนี้เราก็คิดว่ามันไม่ใช่จุดสุดยอด แต่มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นของวิชาชีพ เราได้เริ่มต้นจากตำแหน่งเล็กๆ ที่ไม่ได้สำคัญอะไรมาก แต่ก็มีอะไรให้ทำให้เรียนรู้เยอะ และการเรียนรู้งานของเรามันกำลังจะเริ่มจากจุดนี้เป็นต้นไปต่างหาก เพราะเมื่อลงมือทำจริงๆ แล้ว ประสบการณ์ตรงนี้ของเรายังต้องการเติมเต็มอีกมาก
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราพอใจกับชีวิตตอนนี้ ไม่ใช่แค่ว่าการไปบอกใครๆ ว่าทำงานกับยูเอ็น (ซึ่งก็ไม่ค่อยบอกใครนักเพราะสถานะเป็นสัญญาจ้างรายปี) แต่คือการที่เราได้รับเลือกให้เดินมาบนเส้นทางการทำงานที่เรารัก ทั้งที่รู้ว่าสายงานนี้อาจไม่ยั่งยืนเพราะการจ้างงานของที่นี่เองพักหลังก็แทบไม่มีพนักงานถาวรนัก
แต่ถึงอย่างนั้น.. ชั่วชีวิตหนึ่งที่เราเคยฝันในตอนเด็กว่าอยากทำงานด้านมนุษยธรรมกับสหประชาชาติ แล้ววันหนึ่งเราก็ได้ทำในสิ่งนั้น แค่ตรงนี้.. เราก็คิดว่าชีวิตของเราตอนนี้คุ้มค่ามากพอ ที่สำคัญคือเราอาจนับว่าโชคดีที่สิ่งที่ฝัน ในขณะเดียวกันมันก็เป็นงานที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้.. เท่านี้ก็พอใจแล้ว
ความคิดเห็น
คุณเคียงอักษร (ชื่อเพราะจัง บอกความรักตัวหนังสือ)>> ไม่ถึงกับสุดยอดหรอกค่ะ เป็นคนธรรมดาทำตำแหน่งเล็กๆ แค่องค์กรที่เค้ารับทำงานเป็นองค์กรใหญ่แค่นั้นเอง แต่ก็ทำใจค่ะ หมดสัญญางานก็ต้องหาทางไปต่อ ชีวิตต้องสู้ค่ะ