nextstep_10
ดู Blog ทั้งหมด

ใส่ "ยาชา" ในระดับนาโนด้วยไคติน-ไคโตซาน

เขียนโดย nextstep_10
Hampton Bay Rope LightLed Plant Grow LightCordless Reading Light400 Watt Hps LightThomas Kinkade Winter LightBeacon Of LightCucina LightPlant Grow LightGreenhouse Solar LightPortfolio LightFlag Pole LightMoonrays Solar Color Changing LightAirplane Pendant LightHummingbird Solar LightHigh Power Led Grow LightSun System Grow LightTurtle Night Light20 Vienna Full Spectrum Crystal LightBlue Rope LightRemote Control Outdoor LightAmbient LightFirst Alert Night LightWestinghouse Solar LightPalm Tree Rope LightChain Pendants LightOutdoor Ceiling Fan With Light65' Rgb Led Rope LightFluorescent Flood LightFluorescent Grow LightBuy Full Spectrum Floor LightSolar Powered Flag LightHeadboard Reading LightMercury Vapor LightHow To Build A Led Grow LightBeacon LightTraffic Signal LightFluorescent Exterior Flood LightTeeth Whitening LightPlant LightPlasma LightLava LightSeeds Of LightChristmas Tree Color Wheel LightMini Pendant LightSolar Powered Rope LightAquarium LightClip LightOutside Nautical LightCordless Picture LightReptile Light






 

 

  


  


 

  


  



นัก วิจัยปิโตรเคมี จุฬาฯ เผยงานวิจัยใช้ไคติน-ไคโตซานผลิตตัวนำส่งยาชา ระบุหาสารมีขั้วและไม่มีขั้วที่เหมาะสมทำให้พอลิเมอร์เรียงตัวเหมาะกับเป็น "กล่อง" บรรจุยา ประเดิมใช้กับยาชาก่อน
       
       รศ. ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยถึงงานวิจัยในการพัฒนาตัวนำส่งยาจากไคติน-ไคโตซานในระดับนาโนเมตรสำหรับ บรรจุยาชาระหว่างงานสัมมนา "วช.กับงานวิจัยนาโนเทคโนโลยี" ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.51 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร โดยการพัฒนาสารมีขั้วหรือสารที่ชอบน้ำและสารไม่มีขั้วหรือสารไม่ชอบน้ำที่ เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้โมเลกุลของไคติน-ไคโตซานเรียงตัวเป็นทรงกลมที่เหมาะแก่การบรรจุ ยาชาในระดับนาโนเมตรได้
       
       ทั้งนี้นักวิจัยจากวิทยาลัย ปิโตรเลียม จุฬาฯ ระบุว่าได้พัฒนาระบบนำส่งยาที่เปรียบเสมือนการทำ "กล่องเปล่า" สำหรับบรรจุตัวยา โดยการพัฒนาไคติน-ไคโตซานซึ่งเป็นพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งให้พร้อมที่จะรับ โมเลกุลอื่น ด้วยการหาสารที่มีหมู่ฟังก์ชันแบบมีขั้วและไม่มีขั้วอย่างเหมาะสมซึ่งทำให้ พอลิเมอร์ที่ได้จากธรรมชาติม้วนเป็นทรงกลมได้จากการเรียงตัวของสารที่มีขั้ว กับสารมีขั้วและสารไม่มีขั้วกับสารไม่มีขั้ว โดยเขาได้พัฒนาตัวนำส่งยาที่มีความเล็กในระดับ 200 นาโนเมตร
       
       "เปรียบ เสมือนให้เราที่นั่งอยู่กัน 5-6 คนเรียงตัวกันเป็นกลุ่ม ด้วยการจัดเรียงแบบให้หันหน้าเข้าหากันและหันด้านหลัง ซึ่งเราใส่การเป็นด้านหน้า-ด้านหลังให้โมเลกุลของพอลิเมอร์ด้วยการเติมสาร ที่มีขั้วและสารไม่มีขั้ว สารที่มีขั้วก็จะจับกับสารมีขั้วและสารไม่มีขั้วก็จับกับสารไม่มีขั้ว เหมือนที่เราเห็นว่าน้ำกับน้ำมันไม่เข้ากัน" รศ.ดร.สุวบุญอธิบาย โดยวิธีดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์จัดเรียงตัวด้วยตัวเอง (Self Assembly) และสามารถทดลองซ้ำเพื่อให้เกิดรูปร่างทรงกลมที่ต้องการได้
       
       งาน วิจัยที่อาศัยความร่วมมือกับนักวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศูนย์วัสดุชีวภาพไคติน-ไคโตซาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของ รศ.ดร.สุวบุญ นี้มาถึงขั้นที่ได้ไคติน-ไคโตซานในรูปที่พร้อมรับโมเลกุลชนิดอื่นหรืออยู่ใน ขั้นที่สามารถพัฒนากล่องสำหรับบบรจุของได้ แต่ยังต้องพัฒนาไปสู่การใช้งานได้จริง เนื่องจากปัจจุบันทำให้ยาชายึดติดกับโมเลกุลของไคติน-ไคโตซานที่พัฒนาขึ้นมา ได้เพียง 5-10% ทั้งนี้ต้องการให้ถึงระดับ 50%
       
       เหตุผล สำคัญที่นักวิจัยเลือกไคติน-ไคโตซานเป็นวัสดุในการนำส่งยาเพราะเป็นวัสดุที่ เหลือใช้ปริมาณมากของไทยและที่สำคัญมากคือไม่มีพิษต่อร่างกายและย่อยสลายได้ เมื่อวัสดุนำส่งยาดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายจะช่วยป้องกันตัวยาถูกทำลายจะระบบ การย่อยต่างในร่างการได้ ทำให้ใช้ยาในปริมาณน้อยก็ส่งผลต่อการรักษา
       
       พร้อม กันนี้ รศ.ดร.สุวบุญเผยว่าต้องใช้เวลาอีกราว 1-2 ปีจึงจะนำงานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาทางด้านการแพทย์และการทดลองกับสิ่งมีชีวิตอีกต่อ ไป และงานวิจัยนี้ยังนำไปสู่การพัฒนายาชาชนิดทาที่ช่วยลดความเจ็บปวดให้กับป่วยแทนการฉีดยาได้
       
       
ส่วน เหตุผลที่พัฒนาไคติน-ไคโตซานสำหรับเป็นตัวส่งยาชานั้น เจ้าของงานวิจัยระบุว่าเพระาเป็นงานวิจัยในระดับที่ไทยทำได้ง่ายและมีมูลค่า เพิ่มทางการตลาด โดยยกตัวอย่างการใช้ยาชาเพื่อการศัลยากรรมความงามว่าหากงานวิจัยนี้สำเร็จก็ จะได้ตัวยาในรูปแบบการทาที่ช่วยลดความเจ็บปวดจากการใช้เข็มฉีดยาได้.



ขอบคุณแหล่งที่มา/http://www.manager.co.th

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น