นัก วิจัยปิโตรเคมี จุฬาฯ เผยงานวิจัยใช้ไคติน-ไคโตซานผลิตตัวนำส่งยาชา ระบุหาสารมีขั้วและไม่มีขั้วที่เหมาะสมทำให้พอลิเมอร์เรียงตัวเหมาะกับเป็น "กล่อง" บรรจุยา ประเดิมใช้กับยาชาก่อน
รศ. ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย จากวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยถึงงานวิจัยในการพัฒนาตัวนำส่งยาจากไคติน-ไคโตซานในระดับนาโนเมตรสำหรับ บรรจุยาชาระหว่างงานสัมมนา "วช.กับงานวิจัยนาโนเทคโนโลยี" ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันที่ 19 มี.ค.51 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร โดยการพัฒนาสารมีขั้วหรือสารที่ชอบน้ำและสารไม่มีขั้วหรือสารไม่ชอบน้ำที่ เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้โมเลกุลของไคติน-ไคโตซานเรียงตัวเป็นทรงกลมที่เหมาะแก่การบรรจุ ยาชาในระดับนาโนเมตรได้
ทั้งนี้นักวิจัยจากวิทยาลัย ปิโตรเลียม จุฬาฯ ระบุว่าได้พัฒนาระบบนำส่งยาที่เปรียบเสมือนการทำ "กล่องเปล่า" สำหรับบรรจุตัวยา โดยการพัฒนาไคติน-ไคโตซานซึ่งเป็นพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งให้พร้อมที่จะรับ โมเลกุลอื่น ด้วยการหาสารที่มีหมู่ฟังก์ชันแบบมีขั้วและไม่มีขั้วอย่างเหมาะสมซึ่งทำให้ พอลิเมอร์ที่ได้จากธรรมชาติม้วนเป็นทรงกลมได้จากการเรียงตัวของสารที่มีขั้ว กับสารมีขั้วและสารไม่มีขั้วกับสารไม่มีขั้ว โดยเขาได้พัฒนาตัวนำส่งยาที่มีความเล็กในระดับ 200 นาโนเมตร
"เปรียบ เสมือนให้เราที่นั่งอยู่กัน 5-6 คนเรียงตัวกันเป็นกลุ่ม ด้วยการจัดเรียงแบบให้หันหน้าเข้าหากันและหันด้านหลัง ซึ่งเราใส่การเป็นด้านหน้า-ด้านหลังให้โมเลกุลของพอลิเมอร์ด้วยการเติมสาร ที่มีขั้วและสารไม่มีขั้ว สารที่มีขั้วก็จะจับกับสารมีขั้วและสารไม่มีขั้วก็จับกับสารไม่มีขั้ว เหมือนที่เราเห็นว่าน้ำกับน้ำมันไม่เข้ากัน" รศ.ดร.สุวบุญอธิบาย โดยวิธีดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์จัดเรียงตัวด้วยตัวเอง (Self Assembly) และสามารถทดลองซ้ำเพื่อให้เกิดรูปร่างทรงกลมที่ต้องการได้
งาน วิจัยที่อาศัยความร่วมมือกับนักวิจัยจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และศูนย์วัสดุชีวภาพไคติน-ไคโตซาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของ รศ.ดร.สุวบุญ นี้มาถึงขั้นที่ได้ไคติน-ไคโตซานในรูปที่พร้อมรับโมเลกุลชนิดอื่นหรืออยู่ใน ขั้นที่สามารถพัฒนากล่องสำหรับบบรจุของได้ แต่ยังต้องพัฒนาไปสู่การใช้งานได้จริง เนื่องจากปัจจุบันทำให้ยาชายึดติดกับโมเลกุลของไคติน-ไคโตซานที่พัฒนาขึ้นมา ได้เพียง 5-10% ทั้งนี้ต้องการให้ถึงระดับ 50%
เหตุผล สำคัญที่นักวิจัยเลือกไคติน-ไคโตซานเป็นวัสดุในการนำส่งยาเพราะเป็นวัสดุที่ เหลือใช้ปริมาณมากของไทยและที่สำคัญมากคือไม่มีพิษต่อร่างกายและย่อยสลายได้ เมื่อวัสดุนำส่งยาดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายจะช่วยป้องกันตัวยาถูกทำลายจะระบบ การย่อยต่างในร่างการได้ ทำให้ใช้ยาในปริมาณน้อยก็ส่งผลต่อการรักษา
พร้อม กันนี้ รศ.ดร.สุวบุญเผยว่าต้องใช้เวลาอีกราว 1-2 ปีจึงจะนำงานวิจัยนี้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาทางด้านการแพทย์และการทดลองกับสิ่งมีชีวิตอีกต่อ ไป และงานวิจัยนี้ยังนำไปสู่การพัฒนายาชาชนิดทาที่ช่วยลดความเจ็บปวดให้กับป่วยแทนการฉีดยาได้
ส่วน เหตุผลที่พัฒนาไคติน-ไคโตซานสำหรับเป็นตัวส่งยาชานั้น เจ้าของงานวิจัยระบุว่าเพระาเป็นงานวิจัยในระดับที่ไทยทำได้ง่ายและมีมูลค่า เพิ่มทางการตลาด โดยยกตัวอย่างการใช้ยาชาเพื่อการศัลยากรรมความงามว่าหากงานวิจัยนี้สำเร็จก็ จะได้ตัวยาในรูปแบบการทาที่ช่วยลดความเจ็บปวดจากการใช้เข็มฉีดยาได้.
ขอบคุณแหล่งที่มา/http://www.manager.co.th |
|
ความคิดเห็น