หนี้พิศวาส (Debt love)

ตอนที่ 26 : บทที่26 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    20 ก.ย. 56


 

หนี้พิศวาส 26

            สามวันแล้วที่ปรมินทร์และปลายเทียนออกจากบ้านไปและไม่มีวี่แววว่าจะกลับ ทำให้คุณมนตรีถึงกับกลุ้มใจนั่งไม่ติดเก้าอี้กันเลยทีเดียว ลูกชายคนเล็กพาเจ้าของพินัยกรรมหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่รู้จะเริ่มต้นสืบจากตรงไหนและจากใคร แม้แต่เจ้ากล่องเองยังยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้เรื่อง ประธานบริษัท เอดีเค กรุ๊ป ได้แต่ถอนหายใจ เจ้าตัวดีต้องการอะไรกันแน่ ผู้เป็นพ่อเริ่มชักสงสัยในตัวลูกชาย

            ไปตามปรเมศวร์มาพบฉันที

            เขาสั่งเลขาหน้าห้องหลังจากที่โฟนอินเรียกให้หล่อนเข้ามาหา

            ค่ะท่านประธาน

            คล้อยหลังเลขาสาวได้ไม่ถึงห้านาทีปรเมศวร์ก็เข้ามา

            คุณพ่ออยากพบผมมีธุระอะไรเร่งด่วนอย่างนั้นหรือครับ

            ไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรอก อยากจะคุยเรื่องน้องชายเราสักหน่อย จะเอายังไงดี นี่มันก็สามวันเข้าไปแล้วนะเจมส์ยังไม่พาหนูปลายกลับมาเลย

            อ้อ นึกว่าเรื่องอะไรที่แท้ก็เรื่องเดิม เชื่อผมเถอะครับคุณพ่อยังไงเจมส์ก็ต้องพาปลายเทียนกลับมาในไม่กี่วันนี้แน่นอน อีกอย่างงานเปิดร้านเสื้อของโรสก็ใกล้เข้ามาทุกที เหลืออีกไม่กี่วันเอง งานนี้ยังไงเจมส์ก็พลาดไม่ได้ไม่อย่างนั้นโดนโรสเอาตายแน่ครับ อย่าไปคิดเรื่องของเจมส์ให้มากนักเลยครับคุณพ่อ ปล่อยให้ทั้งคู่ได้มีเวลาพักผ่อนบ้างก็ดี แต่ที่แน่ๆ งานที่น้องชายผมทิ้งไว้ให้นี่สิหนักเอาการอยู่ทีเดียว สินค้าตัวใหม่ที่เรากำลังจะผลิตและตีตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ชักจะมีปัญหาแล้วล่ะครับ

            มีปัญหาอะไรอย่างนั้นเหรอ

            คิ้วแซมสองสีขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

            รู้สึกว่าบริษัทของเรากำลังมีหนอนบ่อนไส้ครับ ผมเพิ่งได้รับรายงานข่าวเมื่อเช้านี่เองว่าบริษัทคู่แข่งมีสินค้าตัวใหม่ที่เหมือนของเราเป๊ะเลย งานนี้มีหลักฐานมาโชว์กันให้เห็นด้วย อยู่ที่ห้องทำงานของผม เดี๋ยวจะไปเอามาให้ดู

            มันเป็นไปได้ยังไง

            เขาครางออกมา

            ใครมันจะเป็นหนอนบ่อนไส้

            เขาใคร่ครวนอยู่ครู่ก่อนจะเอ่ยถามต่อ

            แล้วใครที่รู้เรื่องสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่นี้บ้าง

            กรรมการทุกคนนั่นแหละครับ มีรายงานการประชุมครั้งล่าสุดรู้สึกว่าจะเข้าร่วมประชุมกันทุกคนไม่ขาดแม้แต่คนเดียว เอ๊ะ หรือพ่อกำลังว่าสงสัยพวกเขาอย่างนั้นหรือครับ

            เรามีสิทธิ์ที่จะสงสัยทุกคนที่เกี่ยวข้องและรู้เห็น อันดับแรกเราต้องไปตรวจสอบข้อมูลการประชุมครั้งที่แล้วอย่างละเอียด มันต้องมีช่องโหว่ที่ทำให้คนในเอาสูตรของเราไปขายให้กับบริษัทคู่แข่ง ใครกันนะที่มันกล้าทำถึงขนาดนี้

            “ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับบริษัทของเรา ผมคิดว่าสามารถไว้ใจทุกคนได้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าผมคิดผิดไปถนัด อำนาจเงินตรานี่มันช่างยั่วยวนเสียจริงๆ ว่าไหมครับ

            ในวงการธุรกิจอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ใครดีใครได้ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจหรอก พ่ออยากให้เมศวร์สืบเรื่องนี้อย่างเงียบๆ และชลอการผลิตสินค้าตัวใหม่ออกไปอีกสักระยะแต่อย่าให้นานเกินสามเดือน และภายในสามเดือนนี้เราต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือคนที่เป็นหนอนบ่อนใส้ เราต้องจับให้ได้คาหนังคาเขา ไม่อย่างนั้นเราอาจจะเสียเปรียบคู่แข่งได้

            “ครับคุณพ่อ

            เขารับคำสั้นๆ หากแต่ในหัวกำลังคิดหาวิธีที่จะเริ่มต้นสืบเรื่องนี้อย่างไรและจากใครที่เขาสามารถพอจะไว้วางใจได้บ้าง

            เฮ้ย... ทำไมถึงมีปัญหาไม่จบไม่สิ้นเสียที พอเรื่องนี้กำลังจะเข้าที่เรื่องนั้นก็เข้ามาแทรกให้ต้องแก้อีก

            ปัญหามีไว้ให้แก้ครับคุณพ่อ เดี๋ยวผมจะไปเอาสินค้าตัวอย่างของบริษัทคู่แข่งของเรามาให้ดูแล้วกันนะครับ

            คุณมนตรีพยักหน้าแทนคำตอบ เรื่องขอปรมินทร์กับปลายเทียนคงต้องพักเอาไว้ก่อน เพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนเข้ามาแทน

            ทางด้านรสสุคนธ์ซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดสถานที่ภายในร้านเพื่อใช้ในวันงานฉลองเปิดร้านใหม่ที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ ถึงแม้จะยุ่งสักเพียงไหนหล่อนก็ยังมิวายยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร.หาเพื่อนรักอย่างปรมินทร์ และก็ต้องผิดหวังตามเคย เพราะไม่สามารถติดต่อเขาได้อีกนั่นแหละ

            เจมส์อยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย ทำไมต้องปิดมือถือด้วยนะ

            หล่อนถามตัวเองจากนั้นจึงฝากข้อความให้เขาแทน มีเรื่องสำคัญและด่วนมากโทร.กลับด้วย

            ส่วนคนที่หนีเที่ยวขณะนี้กำลังนั่งดื่มน้ำมะพร้าวที่ลุงสุขปีนขึ้นไปเก็บมาให้ ถึงแม้อายุอานามของลุงสุขจะมากแล้วก็ตาม ทว่ายังดูแข็งแรงกระฉับกระเฉงสามารถปีนต้นมะพร้าวที่สูงเกือบสามเมตรได้อย่างสบายไม่ต่างอะไรจากพวกหนุ่มฉกรรณ์เลยทีเดียว ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงอยู่ใต้ต้นมะพร้าวต้นนั้นนั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

            อย่ากินแต่น้ำมะพร้าวอย่างเดียวสิครับคุณเจมส์ ทานเนื้อมันด้วยเอ้านี่ครับ

            ลุงสุขยื่นลูกมะพร้าวที่เฉาะออกและง้างไว้ให้เขา ชายหนุ่มรับมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ

            อืม... อร่อย ไม่ได้ทานอย่างนี้นานแล้วเหมือนกันนะครับลุง สดๆ จากต้นอร่อยกว่าตามซุปเปอร์มาเก็ตตั้งเยอะ

            เขาว่าพร้อมกับตักเนื้อมะพร้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย

            “ของมันแน่อยู่แล้วล่ะครับ ธรรมชาติยังไงซะมันก็ต้องย่อมดีกว่าของปรุงแต่งเป็นไหนๆ ว่าแต่หนูปลายไม่เห็นทานบ้างเลย ไม่ชอบรึ

            คนถามยิ้มให้จนเห็นเหงือก

            “ชอบค่ะ น้ำมะพร้าวอร่อยดี

            จะกินแต่น้ำมะพร้าวอย่างเดียวเหรอ ลองเนื้อมันดูบ้างไหมอร่อยดีเหมือนกันนะ

            เขายื่นลูกมะพร้าวที่อยู่ในมือให้เธอ หญิงสาวส่ายหน้าแทนการปฏิเสธแล้วบอกว่า

            ไม่เอาแล้วค่ะ กินน้ำมะพร้าวเยอะไปหน่อยรู้สึกอิ่มจนแน่นท้องไปหมดแล้ว

            กินแต่น้ำเนื้อไม่ได้กิน เธอรู้หรือเปล่าว่าเนื้อมะพร้าวนี่มันอร่อยที่สุดเลยจะบอกให้ โดยเฉพราะเนื้ออ่อนๆ อย่างนี้ ทั้งหวานทั้งหอมไม่ลองดูหน่อยเหรอ

            ไม่ได้ผลหรอกค่ะไม่ต้องมายั่วน้ำลายเสียให้ยาก ฉันอิ่มแล้วจริงๆ ขอตัวก่อนนะคะ

            พูดจบหญิงสาวก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินหายเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มมองตามจนร่างบางลับตาไป ท่าทางเร่งรีบนั้นทำให้ปรมินทร์รู้สึกสงสัยขึ้นมา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะหันกลับมาสนใจกับลูกมะพร้าวที่อยู่ในมือต่อ เก็บความสงสัยเอาไว้ภายในใจเพียงคนเดียวโดยที่ไม่คิดจะตามไป

            มาอยู่ที่นี่ก็หลายวันแล้ว

            ป้าพรเกริ่นขึ้นลอยๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ

            ไม่เห็นคุณเจมส์พาหนูปลายเทียนไปเที่ยวข้างนอกบ้างเลยนอกจากไปตลาด

            ...

            ปรมินทร์ชะงักขณะที่กำลังจะตักเนื้อมะพร้าวเข้าปาก เขาเงยหน้ามองคนพูดพลางยิ้มแหยๆ ให้ ตาคมกระพริบถี่ๆ ฉงนในคำพูดนั่นเล็กน้อยแล้วจึงมากระจ่างทีหลัง

            นั่นน่ะสิ

            ผู้เป็นสามีเห็นด้วย

            คุณเจมส์รู้จักน้ำตกหินเพิงไหมครับ

            ลุงสุขเริ่มสนทนาเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดของตน

            น้ำตกหินเพิง

            เขาทวนคำนั้น รู้สึกฉงนเล็กน้อยกับการชวนสนทนาเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว

            เคยได้ยินชื่อยู่อเหมือนกันครับ

            เคยได้ยินแค่ชื่อแต่ยังไม่เคยไปใช่ไหมล่ะครับ

            ชายหนุ่มยิ้มแทนคำตอบ

            ไม่ลองพาหนูปลายเทียนไปเที่ยวที่นั่นดูบ้างล่ะครับ ไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย มาพักผ่อนทั้งทีจะอุดอู้อยู่แต่ที่บ้านเห็นจะไม่เข้าทีกระมัง

            ชายวัยกลางคนมองสบตากับชายหนุ่ม อา... และเขาก็ถึงกับบางอ้อ ปรมินทร์ทราบซึ้งในน้ำใจที่สองสามีภรรยามีให้ และรู้สึกขอบคุณ อยู่ลึกๆ ที่ทั้งคู่ไม่คิดที่จะถามซอกแซกเกี่ยวกับหญิงสาวที่เขาพามาด้วย นั่นอาจเป็นเพราะทั้งสองคงไม่อยากจะก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวของเขาก็เป็นได้

            อืม... ก็ดีเหมือนกันครับ ว่าแต่ไอ้น้ำตกที่ว่านี่มันอยู่ที่ไหนล่ะครับ มากระบี่ทีไรก็ไปแต่เกาะพีพีไม่เคยคิดจะไปเที่ยวน้ำตกเลยสักครั้ง

            อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่หรอกคุณเจมส์ ห่างจากที่นี่ประมาณสามสิบกิโลเมตรเห็นจะได้ สะดวกจะไปเมื่อไหร่ก็บอก ผมจะพาไปเอง

            ขอบคุณครับลุง

            มันก็จริงอย่างที่ลุงสุขว่า เขาเป็นคนบอกกับเธอเองว่าจะพาเธอมาพักผ่อนเพื่อเปิดหูเปิดตา แต่จนแล้วจนรอดเขายังไม่เคยพาเธอออกไปไหนไกลกว่าตลาดเลย เห็นทีคงต้องทำตามคำแนะนำของทั้งคู่เสียแล้วจะได้ไม่ผิดคำพูดที่ให้กับเธอไว้ ชายหนุ่มบอกตัวเองในใจ

            ปรมินทร์เข้ามายังภายในห้องนอนเป็นเวลาเกือบสามทุ่ม ก่อนหน้านี้เขามัวแต่สนทนาอยู่กับสองสามีภรรยาซึ่งมีหน้าที่ดูแลบ้านพักหลังนี้ และได้อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวมาอีกหนึ่งแห่งนั่นคือเกาะลันตา เขากะว่าจะคุยกับเธอเรื่องนี้เสียหน่อยแต่ดูเหมือนว่าคนที่เขาอยากจะคุยด้วยชิ่งหลับไปก่อนแล้ว

            อ้าว... หลับซะแล้วเหรอแม่คุณ

            ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกระโดดขึ้นเตียงเข้าไปซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันกับเธอ

            อรุณรุ่งพระอาทิตย์สาดแสงลอดผ่านม่านหน้าต่างผืนบางเข้ามายังภายในห้องนอน คนที่กำลังนอนหลับมีความสุขอย่างปรมินทร์จำต้องตื่นจากฝันอันแสนหวาน ไม่สามารถนอนต่อได้ เขาควานหาคนข้างกายแต่ไม่พบ กลับเจอแต่ความว่างเปล่า

            ปลายเทียน

            เขาครางชื่อของคนที่นอนกอดตลอดคืนออกมา ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงอย่างคนเกียจค้าน

            ตื่นแล้วหรือคะ

            เสียงของคนที่เขาควานหาเมื่อครู่นี้ร้องทักขึ้น หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับปิดประตูตามหลังพลางส่งยิ้มหวานมาให้คนที่เพิ่งตื่น

            ตื่นแล้วทำไมยังไม่ไปอาบน้ำอีกล่ะคะ ยังไม่หิวเหรอ อาหารเช้าเสร็จแล้วนะ

            หญิงสาวหย่อนกายนั่งลงยังขอบเตียงรอยยิ้มนั้นยังมีอยู่บนใบหน้าเธอ ปรมินทร์กระพริบตาถี่ๆ มองดูด้วยความฉงนเล็กน้อย เช้านี้ดูเธอจะอารมณ์ดีหรืออย่างไรถึงยิ้มให้ตั้งแต่พบหน้า

            กี่โมงแล้วล่ะเนี่ย

            เขาหันไปมองนาฬิกาที่โต๊ะข้างหัวเตียงมันบอกเวลาเก้านาฬิกากับอีกยี่สิบนาที

            เธอคงตื่นนานแล้วใช่ไหม

            ค่ะ ตื่นนานแล้ว เช้านี้ฉันไปตลาดกับป้าพรมาค่ะ

            แล้วทำไมไม่ปลุก

            เขาต่อว่าแต่ไม่ได้จริงจังอะไร

            ก็เห็นคุณหลับอยู่ ดูเหมือนกำลังฝันดีหรืออย่างไรมิทราบ

            เธอเอียงคอมองเขาพลางยิ้มให้

            รู้ได้ไงว่าฉันกำลังฝันดี

            คิ้วเข้มขวมดเข้าหากัน

            ก็คุณนอนอมยิ้ม ในฝันมันเป็นยังไงหรือคะเห็นยิ้มอยู่ได้

            คราวนี้ชายหนุ่มถึงกับเลิกคิ้วสูงมองคนเล่าด้วยอาการงงๆ ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองนี่เขาเป็นเอามากถึงกับนอนอมยิ้มเลยหรือ ให้ตายสิน่าขายหน้าชะมัด เขานึกเจ็บใจตัวเอง แล้วก็ดูสินั่น รอยยิ้มของเธอมันราวกับว่ากำลังล้อเลียนเขาอยู่ น่าเจ็บใจจริงๆ

            ...อยากรู้เหรอ

            เขาถามในตาเป็นประกาย หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ

            ในฝันของฉัน... หรี่ตาลงก่อนจะเล่าต่อ ฉันกำลังทำอะไรบางอย่างกับเธออยู่น่ะสิ

            รอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่กำลังตั้งใจฟังอยู่นั้นหายไปทันที คำพูดกำกวมของเขาเล่นเอาหญิงสาวถึงกับตาโตหน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุก รู้สึกกระดากที่จะฟังต่อทั้งที่ไม่รู้ว่าในฝันของเขากำลังทำอะไรกับเธออยู่ก็ตาม และดูเหมือนว่าคนเล่าเองก็พอจะเดาออกจากสีหน้าและท่าทางของเธอ ชายหนุ่มยิ้มและรู้สึกพอใจที่เห็นใบหน้านวลมีสีแดงระเรื่ออย่างนั้น มันเป็นทีของเขาบ้างแล้ว  

            เอ่อ... อา... อาหารเช้าเสร็จนานแล้ว ลุกขึ้นไปอาบน้ำเถอะค่ะจะได้ลงไปทานข้าว

            ปลายเทียนรีบเปลี่ยนเรื่องทันทีเพราะรู้ว่าเขาต้องพูดให้เธอได้อาย และในขณะที่หญิงสาวตั้งท่าจะออกไปจากห้องเขาก็ร้องถามขึ้น

            อ้าว จะรีบไปไหนล่ะไม่อยากจะฟังต่อแล้วเหรอ ไหนบอกว่าอยากจะรู้ไง ฉันยังเล่าไม่จบเลยนะ มาฟังต่อให้จบเสียก่อนสิแล้วค่อยไป

            ไม่ล่ะค่ะ ฉันไม่อยากจะฟังแล้ว ฉันลงไปรอข้างล่าง รีบลุกไปอาบน้ำได้แล้วค่ะ

            เสียงหัวเราะดังรอดประตูตามหลังออกมาหญิงสาวหันกลับไปมองค้อนราวกับจะให้มันผ่านทะลุเข้าไปถึงคนที่อยู่ภายในห้องอย่างหมั่นไส้ มีซักวันไหมที่เขาจะไม่แกล้งหรือกวนประสาท

            คนบ้า

            หญิงสาวร้องออกมาหากแต่คนที่อยู่ภายในห้องคงไม่ได้ยิน เกือบยี่สิบนาทีกว่าที่เขาจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จและลงมาทานอาหารเช้าได้

            ปลายเทียน

            เขาเอ่ยขึ้นเมื่อทานอาหารอิ่มแล้วพร้อมกับรวบช้อนซ่อม

            คะ

            หญิงสาวหันไปมองคนเรียก

            ระหว่างน้ำตกกับทะเลเธออยากไปที่ไหนมากที่สุด

            หืม... ถามทำไมเหรอคะ

            ปลายเทียนซ่อนยิ้ม พอจะเข้าใจในคำถามของเขาแต่ไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา เมื่อเช้านี้ระหว่างที่เธอและป้าพรไปตลาดด้วยกัน ได้พูดคุยถึงเรื่องนี้มาบ้างแล้ว ป้าพรเล่าให้ฟังว่าเมื่อวานนี้ได้เกริ่นกับเขาเอาไว้ถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและอยากจะให้เขาพาเธอไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

            ก็แค่อยากรู้ว่าเธอชอบอะไรมากกว่ากันเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก ว่าไงล่ะ ระหว่างน้ำตกกับทะเลเธออยากจะไปที่ไหน

            อืม...

            หญิงสาวทำหน้านึก หากแต่ในใจลิงโลดแทบอยากจะกระโดดออกจากเก้าอี้แล้วตะโกนให้ดังๆ

            จะว่าไปแล้วฉันก็... อยากจะไปทั้งสองที่นั่นแหละค่ะ

            ที่ใดที่หนึ่งสิ เอาสักที่

            แหม... ทำไมต้องให้เลือกด้วยล่ะคะ ในเมื่อคุณแค่ต้องการที่จะรู้ว่าฉันชอบที่ไหนมากกว่ากัน น้ำตกกับทะเลมันก็มีดีคนละอย่าง คุณไม่ได้จะพาฉันไปเที่ยวเสียหน่อยทำไมต้องให้เลือกด้วย

            ปลายเทียนยังคงตีหน้าซื่อทำไก๋เหมือนไม่ใส่ใจในเรื่องที่กำลังสนทนานัก เธอยังคงเก็บความลับระหว่างเธอกับป้าพรไว้เป็นอย่างดี

            แล้วสมมุติว่า... ฉันพาเธอไปเที่ยวล่ะ เธอจะเลือกไปที่ไหน

            หญิงสาวช้อนตามองคล้ายกับไม่เชื่อหูตัวเอง ส่วนคนอ้างข้อสมมุติตีหน้านิ่งเหมือนเรื่องที่พูดแค่เป็นการสนทนากันเล่นๆ ไม่ได้จริงจังอะไร

            เป็นแค่เรื่องสมมุติเท่านั้นเหรอคะ ว้า... น่าเสียดายจัง... มันคงจะเนอะถ้าคุณพาฉันไปเที่ยวจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดคุยกันเล่นๆ เท่านั้น เฮ้ย... ก็ได้ค่ะ ฉันอยากไปทะเลมากกว่า

            ทำไมถึงอยากจะไปทะเล

            อยากจะรู้เหตุผลด้วยเหรอคะ เราเพียงแค่คุยกันเล่นๆ มิใช่หรือคะ

            มันก็ใช่น่ะนะ แต่ฉันก็อยากรู้

            ฉันก็เหมือนกับคนทั่วไปนั่นแหละค่ะ ทะเลเป็นอะไรที่ใครๆ ก็อยากไปกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยได้ไปไหนมาไหนอย่างฉันด้วยแล้ว ทะเลก็ย่อมเป็นอะไรที่ฉันต้องเลือกเป็นอันดับแรก น้ำทะเลสีฟ้าหาดทรายสวยๆ เรื่องพวกนี้เคยได้ยินแต่คนเขาพูดกันแต่ไม่เคยที่จะได้สัมผัส น่าจะดีหากสักครั้งหนึ่งในชีวิตฉันได้ไปทะเลเหมือนคนอื่นๆ บ้าง

            น้ำสียงนั้นละห้อยเศร้าสร้อยเสียจนดูน่าเวทนาแต่มันก็ออกมาจากส่วนลึกในมุมหนึ่งของใจที่ถูกเก็บซ่อนมานาน

            เธอไม่เคยไปทะเลเลยอย่างนั้นเหรอ สักครั้งก็ไม่เคย

            คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงมองหน้าเธออย่างไม่ค่อยจะเชื่อ หากเป็นอย่างที่บอกมาจริงๆ ชีวิตของเธอน่าสงสารไม่น้อย แน่ล่ะความน่าสงสารนั้นสะกิดความรู้สึกผิดที่เคยทำกับเธอมาแล้วสารพัดอย่าง ปรมินทร์กลืนน้ำลายลงคอ ความละอายวิ่งกราดเข้าสู่หัวใจแทบจะทันที

            อิ่มแล้วใช่ไหมคะ ฉันจะได้เก็บโต๊ะ

            เขาพยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปข้างนอกโดยที่ไม่พูดอะไรอีก ปลายเทียนมองตามแผ่นหลังของเขาจนลับตา หญิงสาวทำหน้าเซ็งพร้อมกับถอนหายใจออกมา เรื่องที่คุยกันมันเป็นเพียงเรื่องสมมุติเท่านั้นจริงๆ น่ะหรือ ว้า... จะได้ไปไหมเนี่ยทะเล คนอะไรชอบแกล้งนักมาหลอกถามกันให้ดีใจเล่นเท่านั้นรึ

            คนบ้า

            เธอร้องออกมาเบาๆ ก่อนที่ป้าพรจะเดินเข้ามาเก็บโต๊ะช่วย

            เป็นยังไงบ้างจ๊ะหนูปลายเทียน คุณเจมส์เธอชวนไปเที่ยวหรือยัง

            ดูท่าคงจะไม่มีหวังหรอกค่ะป้าพร

            อ้าว ทำไมล่ะ

            คนถามมีสีหน้าแปลกใจ เมื่อคืนนี้ปรมินทร์คุยเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวกับหล่อนและสามีจนดึกและดูเหมือนเขาจะให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย และก่อนจะแยกย้ายไปเข้านอนเขายังหันมาบอกให้หล่อนและสามีเก็บเป็นความลับเพราะเขาจะเซอร์ไพรส์ปลายเทียนเอง

            ไม่เห็นเขาจะพูดอะไรเลยนี่ค่ะ มีแค่เรื่องสมมุติเท่านั้นไม่ได้คิดที่จะชวนปลายไปเที่ยวจริงๆ หรอกค่ะ

            อย่าเพิ่งน้อยใจไปเลยค่ะ ป้าเชื่อว่ายังไงคุณเจมส์เธอก็ต้องพาหนูปลายเทียนไปเที่ยวอย่างแน่นอน เชื่อป้าสิ

            มือหยาบเอื้อมไปแตะแขนบางคล้ายจะปลอบใจ

            ค่ะ

            หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบาๆ ถึงแม้จะได้กำลังจากป้าพรแต่เธอก็ยังรู้สึกหดหู่อยู่ดี คนอย่างปรมินทร์นั้นเดายากจะตาย เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เขาช่างเป็นอะไรที่ป่วนประสาทเธอได้ดีเสียจริง

            เรื่องสมมุติและฝันลมๆ แล้งๆ ก็กลายเป็นจริงเมื่อปรมินทร์เดินเข้ามาหาในขณะที่เธอกำลังยืนมองต้นมะลิอย่างเพลินตาทางด้านหลังของบ้าน ซึ่งออกดอกเกือบเต็มต้นส่งกลิ่นหอมจนต้องสูดเอากลิ่นของมันเข้าเต็มปอด

            หอมจัง

            เสียงนั้นกระซิบที่ข้างหูเบาๆ พร้อมกับสวมกอดเข้าทางด้านหลัง

            คุณปรมินทร์

            หญิงสาวเรียกชื่อเขาเมื่อชายหนุ่มกดจมูกเข้าที่พวงแก้มนวลอย่างหมั่นเขี้ยว

            ไปทะเลกันไหม

            เขาเอ่ยชวนเสียงเบาจนคนฟังไม่แน่ใจว่าที่ได้ยินนั้นเธอหูฝาดไปเอง หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ เอี้ยวตัวในอ้อมแขนแข็งแรงเพื่อมองหน้าเขาตรงๆ

            เสียงคลื่นทะเลซัดสาดกระทบฝั่งพระอาทิตย์คล้อยต่ำกำลังจะลาลับขอบฟ้า พลบค่ำของท้องทะเลอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตาจนไม่รู้ว่าสิ้นสุดลงที่ใด ปลายเทียนเดินทอดน่องอ้อยอิ่งอยู่ริมชายหาดปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย เธอควรจะดีใจและมีความสุขมิใช่หรือที่ได้มาทะเลสมใจ แล้วใยกลับรู้สึกเศร้าและหดหู่เช่นนี้เล่ามันเพราะอะไร หญิงสาวถามตัวเองในใจ ส่วนปรมินทร์ก็ได้แต่เดินตามหลังอยู่ห่างๆ เขามองแผ่นหลังคนตัวเล็กด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ท้องทะเลในยามนี้คงทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้างอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้นเธอคงไม่เดินเหมือนคนใจลอยอย่างนี้ แต่ก็ช่างเถอะ เขาบอกกับตัวเอง อยากให้เธอได้มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ที่ผ่านมาเขาคอยแต่รังแกและทำร้ายเธออย่างคนไร้เหตุผล จากวันนั้นจนถึงวันนี้เขาถึงได้รู้ว่าตนได้ทำพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย ชายหนุ่มสูดลมหายใจเอาอากาศยามเย็นเข้าจนเต็มปอด

            ปลายเทียน

            เขาเรียกพร้อมกับเดินเข้าไปหาเมื่อรู้สึกว่าปล่อยให้เธอเดินเล่นมานานพอสมควรแล้ว มือหนาเอื้อมไปจับต้นแขนของเธอไว้ หญิงสาวหยุดเดินและหันไปมองคนเรียก แล้วก็พบว่านัยนตาคู่สวยของเธอนั้นมีน้ำเอ่อคลอ ปรมินทร์นิ่วหน้าก่อนจะเอ่ยถามขึ้น

            เป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไม หรือว่าดีใจจนร้องไห้ที่ได้มาเที่ยวทะเล อย่างนั้นใช่ไหม

            ประโยคหลังของเขาติดตลกเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้เลย หยดน้ำใสๆ ไหลอาบสองแก้มของคนโดดเดี่ยวและอ้างว้าง มือหนาเอื้อมเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าเนียนด้วยความสงสารจับใจ

            ฉันไม่รู้ว่านี่มันคือสวรรค์ลิขิตหรืออะไรกันแน่

            หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

            ฉันต้องตกอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหนกันคะ

            ปลายเทียน

            เขาครางชื่อเธอออกมาพร้อมกับดึงเข้ามากอดไว้ เสียงสะอื้นเบาๆ ของคนในอ้อมแขนยิ่งทำให้เขากระชับกอดให้แน่นขึ้น เธอคงคิดเรื่องพินัยกรรมตลอดเวลาเลยสินะ

            ฉันเข้าใจความรู้สึกนี้ดีเพราะฉันเองก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเธอ ฉันต้องตกอยู่ใต้ข้อบังคับของพินัยกรรมของตระกูลประจักษ์พงศ์ โดยการแต่งงานกับลูกสาวเพียงคนเดียวของนายภาสกรกับนางบุษบาวรรณ ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าทั้งคู่เป็นใครมาจากไหน จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาเป็นเจ้าของพินัยกรรมและมอบหมายให้พ่อของฉันเปิดมัน ช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี เธอว่าไหม

            เขารั้งร่างบางให้ออกห่างเพื่อมองหน้าให้ถนัด

            ใช่ค่ะดูเหมือนจะเป็นเรื่องตลกจริงๆ ทั้งคุณและฉันต้องมาตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออกมันน่าสมเพช เราควรหัวเราะให้กับเรื่องบ้าๆ นี่ดีไหมคะ

            ปลายเทียนพูดทั้งน้ำตาพร้อมกับหัวเราะปนสะอื้น

            ฉันรู้ว่าเธอทุกข์ใจที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ฉันเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเธอหรอกนะ

            ชายหนุ่มพยายามปลอบโยน

            ต่างสิ ทำไมจะไม่ต่างกัน ระหว่างคุณกับฉันเราต่างกันมาก ฉันไม่เคยรู้เกี่ยวกับต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมดนี่ว่ามันเกิดจากอะไร ที่สำคัญฉันได้สูญเสียครอบครัวไปแล้ว แม้แต่ต้นกำเนิดของตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นลูกของใครกันแน่ ทุกวันนี้ฉันเป็นอยู่ยังไงคุณก็เห็นอยู่ ฉันกลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตร ส่วนคุณยังมีคนรอบข้างคอยให้ความรักความอบอุ่น คุณยังมีพ่อและพี่ชายที่ยังคอยเคียงข้างคุณอยู่เสมอ มีเพื่อนมีสังคม ซึ่งต่างจากฉันโดยสิ้นเชิงเพราะฉัน ไม่มีใครเลย

            “ใครบอกเธอว่าไม่มีใคร ก็ฉันนี่ยังไง ฉันจะเป็นคนที่อยู่เคียงข้างเธอเองจนกว่าเราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน ฉันให้สัญญา

            ‘คำมั่นสัญญา หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในตาคู่นั้นเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่เธอไม่แน่ใจนักว่าที่เขาพูดจะเชื่อได้สักแค่ไหน มันคงไม่ใช่เพียงคำลวงเพื่อให้เธอสบายใจกับอนาคตข้างหน้าอันไม่แน่นอนหรอกนะ

            “เราจะผ่านมันไปได้ยังไงคุณมีทางออกแล้วเหรอ

            “คิดว่ามี ถ้าหากเราร่วมมือกัน

            ยังไงคะ

            คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน เพราะมองไม่เห็นหนทางไหนที่พอจะเป็นทางออกของเรื่องนี้ได้เลยแม้แต่ทางเดียว

            “แล้วฉันจะอธิบายให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้เราควรจะกลับขึ้นบ้านพักกันได้แล้ว ลุงสุขจองห้องพักเอาไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วก่อนที่แกจะกลับ

            “หมายความว่าคืนนี้เราจะค้างคืนกันที่นี่งั้นหรือคะ

            ใช่

            เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะจูงมือบางเดินกลับไปยังบ้านพักโดยที่ไม่พูดอะไรอีก

            เมื่อถึงห้องพักชายหนุ่มก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอนหนานุ่มเหมือนคนหมดแรงทำท่าว่าจะหลับไปในทันทีแต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกฝ่ามือของอีกคนฟาดเข้าที่หน้าอกดังปัก

            อ๊าก!”

            เขาร้องออกมาสุดเสียงด้วยตกใจและเจ็บ ชายหนุ่มกระพริบตาปริบๆ มองคนประทุษร้ายด้วยความงุงงง

            ตีฉันทำไมเนี่ย

            เขาร้องถามออกมาใบหน้ายังคงฉงนอยู่เช่นนั้น

            คุณจะนอนทั้งชุดอย่างนี้น่ะหรือคะ ทำไมไม่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียให้เรียบร้อย สกปรกจริงๆ เลย

            ให้ตายสิ ฉันยังไม่ได้หลับแค่พักสายตาเท่านั้น เธอนี่พักหลังรู้สึกว่าจะใช้ความรุนแรงบ่อยเหลือเกินนะ ไม่คิดจะถามก่อนเลยหรือไง ตีลงมาได้เจ็บนะ

            เขาบ่นอุบพลางเอามือลูบหน้าอก อยากจะจับมาตีก้นซักทีสองทีให้หายหมั่นไส้ แต่พอได้เห็นคราบน้ำตาที่ยังเลอะแก้มนวลก็ใจอ่อนทำอะไรไม่ลง

            เจ็บเหรอคะ เจ็บมากหรือเปล่า เผอิญฉันเริ่มติดนิสัยลงไม้ลงมือจากใครบางคนมาน่ะคะ แต่ก่อนฉันไม่เคยเป็นแบบนี้หรอกค่ะ ตั้งแต่มาอยู่ที่บ้านของคุณฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป ยิ่งอยู่นานไปเท่าไหร่ก็ยิ่งชอบให้ความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

            “...

            ปลายเทียนบอกมาหน้าตายเล่นเอาคนฟังถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว ติดนิสัยใช้ความรุนแรงงั้นเหรอ ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ เธอพูดแทงใจดำของเขาเข้าอย่างจัง ที่ผ่านมาเขามักจะใช้ความรุนแรงกับเธออยู่บ่อยๆ เธอคงรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยที่ถูกเขาทำร้ายต่างๆ นานา

            คิดจะเอาคืนอย่างงั้นเหรอ

            เขาเลิกคิ้วถาม

            “เอาคืนอะไรหรือคะ

            หญิงสาวตีหน้าซื่อถามกลับไป

            อย่ามาตีหน้าซื่อ ฉันรู้ว่าที่พูดเมื่อกี้นี้มันหมายความว่ายังไง

            “อะไรหรือคะ ฉันพูดอะไรที่ทำให้คุณเข้าใจไปอย่างนั้นรึ

            เฮ้ย เธอนี่ยังจะมาย้อนอีก รู้ทั้งรู้อยู่แกใจแท้ๆ ไม่เอาแล้วขี้เกียจคุยด้วย ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ไปอาบน้ำดีกว่า

            ว่าแล้วชายหนุ่มก็กระโดดลงจากเตียงคว้าเอาผ้าเช็ดตัวที่เธอเตรียมไว้ให้วางไว้ตรงปลายเตียงเดินเข้าห้องน้ำไป ปลายเทียนเลิกคิ้วมองตามอย่างงงๆ

            ฮึ บทจะง่ายก็ง่ายแฮะ

            หญิงสาวพูดกับตัวเองก่อนจะเผลอยิ้มออกมา

            เก้าโมงเช้าของอีกวัน ที่ระเบียงด้านนอกของบ้านพัก เสียงสนทนาของปรมินทร์กับใครบางคนทางโทรศัพท์ดังแว่วมาให้ได้ยิน

            โอเคโรส เอาเป็นว่าเจมส์ขอโทษก็แล้วกัน และจะพยายามกลับไปให้ทันวันงาน เอ่อ... ว่าแต่พี่เมศวร์อยู่กับโรสด้วยหรือเปล่า

            “ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกเพราะเก้าโมงครึ่งของวันนี้จะมีประชุมผู้บริหารที่บริษัท

            อะไรนะ ประชุมผู้บริหาร ทำไมเจมส์ไม่เห็นรู้เรื่อง ไม่เห็นมีใครแจ้งข่าวให้เจมส์ทราบบ้างเลยล่ะ

            ปิดมือถือทำไมล่ะ ใครจะไปติดต่อได้เล่นปิดเครื่องหนีสี่ห้าวันแบบนี้คงตามตัวได้อยู่หรอกนะ ถามจริงๆ เถอะเจมส์ ไปกระบี่กับใคร อย่าบอกนะว่าไปคนเดียวหัวเด็ดตีนขาดยังไงโรสก็ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นกรุณาพูดความจริงมาซะดีๆ

            พอถูกคาดคั้นเอาความจริงก็ได้แต่อึกอัก

            มากับเพื่อน

            เขาตอบไม่เต็มเสียง

            ผู้หญิงหรือผู้ชาย

            จะสอบปากคำกันหรือไง เจมส์แค่รู้สึกเหนื่อยอยากจะพักผ่อนก็เลยชวนพวกเพื่อนๆ มาเที่ยวก็แค่นั้นเอง เพื่อนเจมส์ก็มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายนั่นแหละ ทำไมรึ หรือว่าโรสพยายามจะจับผิดอะไรเจมส์อยู่

            เปล่าเสียหน่อย แค่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติจากเดิมที่เคยเป็นก็เท่านั้นเอง

            ยังไง

            “ก่อนนี้ไม่ว่าเจมส์จะทำอะไรจะไปที่ไหนเจมส์ก็จะบอกโรสทุกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเพื่อนของโรสคนนี้เปลี่ยนไปคล้ายกับว่ามีความลับหรือปิดบังอะไรบางอย่างเอาไว้

            คิดมากน่ะโรส ความลับอะไร ไม่มีหรอก เจมส์เคยมีความลับกับโรสด้วยเหรอ

            ก็นั่นน่ะสิ แต่ขอถามหน่อยว่าปิดเครื่องทำไม

            ไม่ได้ปิดเครื่อง สัญญาณมันไม่มี

            โกหก เจมส์รู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่าเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เรารู้จักกันมานานแค่มองตาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ปลายเทียนอยู่ที่นั่นใช่ไหม

            อีกฝ่ายถึงกับอึ้งเมื่อถูกถามถึงอีกคน เหมือนทุกอย่างรสสุคนธ์จะรู้อยู่แล้วแต่ที่ถามก็เพื่อให้เขาแสดงพิรุธออกมา แล้วเขาก็หลงกลเข้าจนได้

            “โรส

            เขาอุทานชื่อของปลายสายเสียงเบา จริงสินะเขาลืมนึกไปว่ารสสุคนธ์เข้าออกบ้านของเขาได้อย่างสะดวกมีหรือเรื่องที่เขาและปลายเทียนหายตัวไปพร้อมกันจะไม่เป็นที่สงสัย

            ช่างเถอะ ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะอยู่ที่นั่นด้วยหรือไม่ก็ตาม ขอแค่อย่างเดียว กลับมาให้ทันวันงานเปิดร้านใหม่ของโรสก็เป็นพอ เรื่องของปลายเทียนไม่ได้สำคัญอะไรกับโรสนักหรอกแต่มันอาจจะสำคัญกับคนอื่นอีกหลายคน

            อือ เข้าใจ

            เขารับคำสั้นๆ ก่อนที่จะถูกตัดสายไป ชายหนุ่มพ่นลมหายออกมาอย่างโล่งอกที่รสสุคนธ์ไม่ว่าอะไรไปมากกว่านี้

            แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์ไม่ใช่มารยาทที่ดีเลยนะ

            คนที่ยืนแอบอยู่หลังประตูถึงกับสะดุ้ง ทำหน้าเลิกลักทำตัวไม่ถูก เขารู้ได้ยังไงว่าเธอมายืนอยู่ตรงนี้ และคิดว่าการมาของตัวเองนั้นเบาที่สุดแล้วเขายังรู้อีกหรือเนี่ย แต่ที่แปลกทำไมเขาถึงปล่อยให้เธอแอบฟังการสนทนาของเขากับปลายสายจนจบล่ะ

            เอ่อ คือฉัน เอ่อไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบฟังนะคะ แต่ว่าคือเอ่อฉันจะมาถามคุณว่าเราจะพักกันที่นี่นานแค่ไหน

            น้ำเสียงนั้นตะกุกตะกักจนคนฟังอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ปลายเทียนก็คือปลายเทียนอยู่วันยังค่ำโกหกอะไรไม่เคยเนียนเลยสักครั้งเดียว

            ทำไม อยากกลับแล้วเหรอ

            เอ่อ... ค่ะ ฉันกลัวว่าคนที่บ้านจะเป็นห่วง ที่คุณและฉันมาโดยไม่ได้บอกใคร

            ไม่ต้องกลัวหรอก อีกสองวันฉันจะพาเธอกลับ พอใจหรือยัง

            ประโยคหลังเขาเอี้ยวหน้ากลับมาถาม หญิงสาวได้แต่พยักหน้าแทนคำตอบทั้งที่ใจจริงเธอไม่ได้คิดอย่างนั้น เป็นเพราะความตกใจที่เห็นใบหน้าไม่สบอารมณ์ของเขาจึงทำให้เธอทำอะไรที่มันตรงกันข้ามกับความรู้สึก โอกาสที่จะได้ออกมาเปิดหูเปิดตาแบบนี้นั้นน้อยมากแทบจะเรียกได้ว่าศูนย์เปอร์เซ็น นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ออกมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาและมาไกลถึงภาคใต้ ปรมินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินเข้าไปหา ใบหน้าและสายตาที่บ่งบอกว่าไม่พอใจเป็นอย่างมากของคนตัวสูงทำให้หญิงสาวถึงกับกลืนน้ำลายลงคอพลันหลบสายตาเฉมองไปทางอื่น หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะกลัวเขาจะทำอะไรที่เธอคาดไม่ถึงเพราะเขาเป็นคนที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย

            “เธอกลัวใครจะเป็นห่วงมากนักหรือปลายเทียน ใครที่ว่านั่นเป็นพี่เมศวร์หรือไอ้วุธกันล่ะ

            สิ่งที่ได้ยินนั้นแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง หญิงสาวมองหน้าคนหาเรื่องนิ่งพูดอะไรไม่ออก เขาคิดอะไรของเขาอยู่และคิดไปได้ยังไงแบบนั้น เขาดึงปรเมศวร์และอาวุธเข้ามาเกี่ยวได้อย่างไร มันใช่เรื่องหรือในเมื่อเรื่องนี้มันเป็นเรื่องระหว่างเขาและเธอเพียงสองคน

            ว่าไง ระหว่างสองคนนั้นเป็นใคร

            คุณมันบ้า

            พูดพลางส่ายหน้าก่อนจะหันกลับเพื่อเดินเข้าบ้าน ดูเหมือนปรมินทร์คนเดิมได้กลับมาแล้วและนั่นก็ไม่สมควรที่เธอควรจะต่อปากต่อคำกับเขาเพราะยิ่งพูดยิ่งจะทำให้เจ็บตัวปวดใจไปเสียเปล่าๆ เท่านั้น ทว่ามันกลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเมื่อชายหนุ่มผู้มีอารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าคลื่นในทะเลคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนบางรั้งเธอเอาไว้ และกระชากเบาๆ เข้าหาตัว หญิงสาวตัวเล็กร้องออกมาด้วยความตกใจ

            ว้าย! คุณปรมินทร์

            ยังไปไหนไม่ได้เพราะเธอยังไม่ได้ตอบคำถามฉัน

            คุณเป็นอะไรของคุณ

            ฉันจะเป็นอะไรฉันก็เป็นฉันน่ะสิ อย่ายื้อเวลา ตอบมาว่าหนึ่งในสองเป็นใคร เอ๊ะ หรือว่าทั้งสองห๊ะ

            “ฉันไม่อยากคุยกับคุณ คนบ้าปล่อย

            “ไม่ปล่อยจนกว่าเธอจะตอบคำถามมาเสียก่อน

            คุณปรมินทร์ นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ สองคนนั้นมาเกี่ยวอะไรด้วย อีกอย่างฉันไม่เคยคิดอะไรกับสองคนนั้นเลยนะ

            “จริงเหรอ

            ฉันพูดความจริงจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ ปล่อยได้แล้วฉันเจ็บ

            “จะเชื่อดีหรือเปล่า

            ว่าแล้วก็ลากหญิงสาวลงจากบ้าน ร่างบางปลิวไปตามแรงของคนตัวโตกว่า สงสัยเช้านี้ผีเข้าอีกแล้วเธอคงหนีไม่พ้นได้เจ็บตัวอีกเป็นแน่

            คุณปรมินทร์ปล่อยฉันนะ นี่คุณจะพาฉันไปไหน ปล่อยฉันก่อนได้ไหมฉันเจ็บ

            หญิงสาวร้องขอความเห็นใจแต่ดูเหมือนจะไร้ผลเพราะเขายังคงไม่ฟังเสียงของเธออยู่ดี

            ฉันอุตส่าห์พามาเที่ยว หนีความวุ่นวายอยากให้เธอได้พบเจอกับสิ่งดีๆ กับเขาบ้าง แต่ใจเธอมันกลับคิดถึงแต่กรุงเทพฯ อย่างนี้มันจะมีประโยชน์อะไร

            นี่คุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ประโยชน์อะไรของคุณ

            สองเท้าที่ย้ำผืนทรายโดยไม่มีรองเท้าเพราะคนใจร้ายลากเธอออกจากบ้านพักอย่างไม่ทันตั้งตัว มันเจ็บเมื่อเหยียบเจอเปลือกหอยที่เกลื่อนตามผืนทรายขาว อยากจะร้องแต่ก็ร้องไม่ออกเพราะเขายังคงลากเธอไปเหมือนเธอไม่ใช่คนเป็นเพียงสิ่งของบางอย่างที่สามารถลากไปไหนมาไหนได้ตามความต้องการ มือบางพยายามที่จะแกะนิ้วของคนอารมณ์ร้ายออกจากแขนดูเหมือนคนตัวโตจะไม่รู้สึกรู้สาว่ามืออีกข้างที่ยังว่างของเธอทั้งหยิกทั้งข่วนตนอยู่ นั่นเพราะแรงอารมณ์โกรธอยู่เหนือทุกอย่างแม้แต่ความเจ็บจึงทำให้เขาไม่รับรู้อะไรในตอนนี้ ปรมินทร์ปล่อยเธอให้เป็นอิสระเมื่อมาถึงที่หมาย ร่างบางถูกเหวี่ยงให้มาอยู่ด้านหน้าและเมื่อเผชิญหน้าซึ่งกันและกันนัยต์ตาคมคู่นั้นมันกลับดูเป็นกังกลต่างกับอารมณ์ที่เขาแสดงออกอย่างลิบลับ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจ้องลึกลงไปนัยต์ตาที่เริ่มมีน้ำเอ่อคลอราวกับมีเรื่องราวมากมายที่เขาอยากจะบอกกับเธอแต่ก็ไม่สามารถที่จะพูดหรือระบายออกไปได้

            คนใจร้าย

            เสียงนั้นเบาแต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเจ็บลึกถึงข้างใน ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเอ่ยประโยคแรกขึ้น

            ฉันพยายามช่วยเธอทุกอย่างแล้วนะปลายเทียน

            “ช่วยเหรอ ช่วยอะไร ช่วยทำร้ายฉันทุกครั้งที่คุณโมโหไม่สบอารมณ์ของคุณอย่างนั้นใช่ไหม แล้วนี่อะไรอีกล่ะจู่ๆ ก็หาเรื่องกล่าวหาฉันโดยไม่มีเหตุผลแถมยังลากฉันออกมาตั้งไกล คุณคิดจะทำอะไรฉันงั้นเหรอ เมื่อวานนี้คุณไม่ได้เป็นแบบนี้เลยคุณบอกว่าเราจะผ่านเรื่องทุกอย่างไปด้วยกันแล้วตอนนี้คุณเป็นอะไรไป คุณทำกับฉันอย่างไร้เหตุผล แล้วเราจะผ่านเรื่องทุกอย่างไปด้วยกันได้ยังไง ฉันไม่เข้าใจ

            คนเจ้าอารมณ์เริ่มรู้สึกสับสนกับตัวเองเหมือนกันที่จู่ๆ ก็โมโหร้ายขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ปรมินทร์เบือนหน้าหันไปมองทะเลคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เขาไม่รู้จะอธิบายกับเธออย่างไรดี เหตุที่เขาเป็นแบบนี้เพราะไม่ต้องการให้เธอกลับไปที่กรุงเทพฯ ไม่ต้องการให้เธอเจอกับใครๆ ที่หวังแต่ประโยชน์ ที่สำคัญเขารู้สึกว่าเวลาระหว่างตัวของเขากับปลายเทียนที่จะได้อยู่ด้วยกันนั้นชักเหลือน้อยเต็มที ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเขาถึงได้รู้สึกแบบนี้ แต่เธอกลับไม่เข้าใจเขาเอาเสียเลย นั่นอาจเป็นเพราะว่าเขาไม่ได้อธิบายหรือว่าบอกให้เธอรู้ จำเป็นด้วยเหรอที่เขาจะต้องทำอย่างนั้น ประโยคสุดท้ายเขาถามตัวเองในใจ

            คุณปรมินทร์ บอกฉันได้ไหม มันเกิดอะไรขึ้นทำไมคุณถึงได้โมโหแบบนี้

            ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

            เมื่อได้ฟังอย่างนั้นนัยตาเศร้าก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา มันเป็นน้ำตาแห่งความเสียใจและน้อยใจ ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเธอไม่หยุดหย่อน เขาทำเหมือนเธอไร้ค่า มันอาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ได้เพราะตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในบ้านธรรมรงค์ยุทธ์ในสายตาของเขาแล้วเธอเป็นเพียงของเล่น เป็นนางบำเรอที่เมื่อไหร่เขาต้องการเธอขึ้นมาเขาต้องได้ไม่ว่าเธอจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

            เราอาจจะต้องกลับกรุงเทพฯ ในวันมะรืนนี้

            เขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ต่างคนต่างเงียบอยู่พักใญ่ ปลายเทียนยังคงเงียบและยืนจ้องเขาอยู่เช่นนั้น ไม่มีคำพูดหรือคำถามใด ถึงแม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่ก็ตาม เพราะถามไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาคงไม่บอกรายละเอียดทุกอย่างที่เธออยากจะรู้อยู่ดี ฉะนั้นเฉยๆ ดีกว่า

            ทำไมเธอถึงได้ขี้แยนัก หืมส์

            มือหนาหมายจะเอื้อมไปเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มนวล ทว่าปลายเทียนกลับเบือนหน้าหลบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแห่งความเสียใจออกเอง

            ฉันไม่ได้ขี้แย แต่ที่ร้องไห้เพราะถูกรังแก มีผู้ชายใจร้ายอยู่คนหนึ่งเขาชอบทำร้ายฉันโดยไม่มีเหตุผล

            ปรมินทร์ถอนหายใจออกมาอย่างสุดเซ็งเขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน เขาไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้เลยเวลาที่อยู่กับเธอ ทุกครั้งที่คิดว่าเธอต้องอยู่กับคนอื่นเขามักจะโมโหจนลืมตัว เสียงหัวเราะพูดคุยอย่างอารมณ์ดีกับคนรอบข้างมันทำให้เขาหงุดหงิดในหัวใจทุกครั้งที่ได้ยิน แต่กับเขา เธอไม่เคยแสดงความสนิทสนมหรือเป็นกันเองอย่างเช่นคนอื่น เธอมักจะกลัวและมองเขาด้วยสายตาหวาดๆ เหมือนเขาเป็นสัตว์ร้ายหรือปีศาจ

            เหรอ

            พูดแค่นั้นเขาก็ขว้าข้อมือของเธอขึ้นมาแล้วจูงให้เธอเดินตามอย่างคนเอาแต่ใจเช่นเดิม โดยไม่พูดหรือบอกเหตุผลว่าจะพาไปไหน เดินมาได้สักระยะเขาก็เอ่ยขึ้น

            บรรยากาศที่นี่เป็นไงบ้าง เธอชอบหรือเปล่า

            ปลายเทียนหันไปมองหน้าคนที่เริ่มชวนคุยเมื่อเธอและเขาเดินเคียงคู่กัน หลังจากที่เขาผ่อนฝีเท้าลงมาให้อยู่ในระดับเดีวกับเธอ

            ชอบค่ะ

            เธอตอบสั้นๆ เหมือนไม่อยากคุย

            ถ้าชอบแล้วทำไมถึงอยากกลับกรุงเทพฯ นัก ไม่อยากอยู่ที่เธอชอบนานๆ หรอกหรือ

            แล้วคุณล่ะคะ อยากอยู่ที่นี่นานๆ หรือเปล่า

            อยากสิ เพราะมันทำให้ฉันได้อยู่สองต่อสองกับเธอโดยที่ไม่มีคนอื่นมาเป็นก้างขวางคอ

            คนที่เดินเคียงข้างถึงกับหูผึ่งขึ้นมาทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากปากของเขา ผู้ชายใจร้ายหลายอารมณ์กำลังจะมาไม้ไหนอีก เขาคิดจะตบหัวแล้วลูบหลังอย่างนั้นใช่ไหม เขาได้คิดก่อนจะพูดหรือเปล่า

            ฉันพูดอะไรผิดอย่างนั้นเหรอ

            เขาหันมาถามเมื่อเห็นเธอเอาแต่จ้องอยู่เช่นนั้นโดยที่ไม่พูดอะไร ปลายเทียนรีบหลบสายตาคมพร้อมกับเบือนหน้าหนีซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่มันพุ่งขึ้นมา หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงได้รู้สึกอายกับคำพูดของเขา ทั้งที่เธอควรจะโกรธเขาสิ ดูที่เขาทำกับเธอเมื่อครู่นี้และที่ผ่านมาอีกล่ะ สารพัดของความโหดร้ายกับแค่ประโยคเดียวมันสามารถทำให้ใจของเธอนั้นสั่นไหวได้อย่างง่ายดาย นี่เธอเป็นอะไรไปแล้ว เขาคือผู้ชายใจร้ายและไม่มีเหตุผลนะ หญิงสาวเตือนตัวเองในใจ

            ไม่ตอบ แสดงว่าฉันพูดถูก เธอเองก็คิดเหมือนกันใช่ไหม

            ปลายเทียนหันขวับเมื่อเขาพูดเอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว

            ขี้ตู่ ฉันไม่ได้พูดอะไรซักคำเลยนะ

            ไม่ได้พูดแต่ก็คิด

            คุณจะมารู้ความคิดของฉันได้ยังไง

            ถ้าไม่คิดเมือนกันจะหน้าแดงทำไม อธิบายหน่อยซิ

            หญิงสาวถึงกับพูดไม่ออกเมื่อโดนจี้จุดเข้าอย่างจัง

            บ้า ฉันหน้าแดงตั้งแต่เมื่อไหร่

            เธอปฏิเสธไม่เต็มเสียง

            “ปฏิเสธไปเถอะหลักฐานมันก็เห็นๆ กันอยู่

            “ไม่จริงเสียหน่อย คุณมันเจ้าเล่ห์ ขี้ตู่

            เธอต่อว่าเขาแต่รู้สึกจะไม่ได้จริงจังอย่างที่พูด

            “ปลายเทียน

            เขาเรียกชื่อเธอก่อนจะหยุดเดินทำให้หญิงสาวหยุดไปด้วยก่อนจะหันไปหาเธอทั้งตัวมองลึกลงไปในตาคู่นั้นของหญิงสาว

            ฉันไม่รู้ว่าเธอจะคิดเหมือนกันหรือเปล่า ตั้งแต่มาที่กระบี่ฉันมีความสุขทุกวันจนไม่อยากกลับไปกรุงเทพฯ อยากอยู่ที่นี่นานๆ มันเป็นอะไรที่ฉันอธิบายไม่ได้แต่ฉันรู้สึกมากกว่าที่พูดอีกนะ

            คนหลายอารมณ์เริ่มระบายความในใจ หญิงสาวได้แต่นิ่งฟังเพราะเธอไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่ อย่างเขาน่ะหรืออยากจะอยู่กับเธอสองต่อสองนานๆ มันจะเป็นไปได้ยังไงอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ นี่คงยังไม่เบื่อเธอกระมังถึงได้พูดแบบนี้ หากวันใดวันหนึ่งเธอหมดความสำคัญขึ้นมา เธอคงเป็นได้แค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง หมดค่าเมื่อไหร่ก็โยนทิ้งได้ตามที่ใจอยาก

            เธอรู้สึกเหมือนกันบ้างหรือเปล่า หรือว่าฉันรู้สึกไปเองคนเดียว

            อารมณ์ไหนของเขาอีกล่ะเนี่ย ให้มันได้อย่างนี้สิ นายปรมินทร์ ธรรมรงค์ยุทธ คนที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย จะป่วนประสาทอะไรเธออีกนะ

            คุณปรมินทร์ คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดอะไรอยู่ สติคุณยังดีอยู่ใช่ไหม

            ฉันไม่ได้เป็นบ้านะ

            เขาสวนกลับทันควัน

            “แต่คุณกำลังทำให้ฉันเป็นบ้า ฉันสับสนในตัวคุณมาก ฉันเดาไม่ได้กับสิ่งที่คุณพูดไม่รู้ว่าจริงหรือหลอก อารมณ์คุณก็ขึ้นๆ ลงๆ ดีได้ไม่นานเดี๋ยวก็ร้าย

            “ฉันรู้

            เขายอมรับออกมาตรงๆ

            ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเธอ ตั้งแต่เธอเข้ามาในชีวิตของฉันทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แม้กระทั่งนิสัยในบางส่วนซึ่งฉันเองไม่เคยรู้ตัวมาก่อนจนกระทั่งเมื่อกี้นี้

            “เรื่องอะไรมาโทษฉัน ชีวิตมันเป็นของคุณจะดีจะร้ายมันก็ขึ้นอยู่ที่ตัวของคุณเองไม่ได้เกี่ยวกับใครเลย อย่ามาโยงเรื่องเอาฉันเข้าไปเกี่ยว

            “ฉันไม่ได้โยงเรื่องแต่ฉันพูดเรื่องจริง

            หญิงสาวถอนหายใจออกมา ระอาที่ต้องเถียงกับคนเอาแต่ใจอย่างเขาจริงๆ

            “คุณบอกว่าเราจะกลับกรุงเทพฯ ในวันมะรืน มันเป็นเรื่องด่วนใช่ไหมคะ พอคุณวางโทรศัพท์คุณก็หาเรื่องโมโหใส่ฉัน ทางโน้นพวกเขากำลังวุ่นวายกันหรือยังไงคะ

            “เปล่า มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอหรอก

            “ถ้าไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน คุณหารื่องฉันทำไม

            “ฉันก็บอกเธอแล้วไง ว่ามีอะไรบางอย่างในตัวฉันได้เปลี่ยนไปโดยเฉพราะกับเธอ ไม่เข้าใจหรือไง

            “ไม่ ฉันไม่เคยเข้าใจคุณเลยแม้แต่ครั้งเดียว

            ปลายเทียนโพล่งออกไปอย่างที่ใจคิด

            “ไม่เข้าใจตอนนี้ไม่เป็นไรอีกหน่อยเธอจะเข้าใจฉันเอง เอาล่ะ เราเดินเล่นกันต่อดีกว่า

            “...?”

            ปลายเทียนถึงกับอึ้งที่เขาเปลี่ยนเรื่องได้หน้าตาเฉย มือหนาเอื้อมแตะแขนเธอเบาๆ เป็นสัญญาณให้เธอเดินไปพร้อมกันแต่หญิงสาวกลับปฎิเสธ

            ฉันไม่อยากเดินเล่น

            “ทำไม

            “ฉัน ฉันเดินไม่ไหวเจ็บเท้าไปหมดแล้ว

            ชายหนุ่มก้มมองดูเท้าทั้งสองข้างของหญิงสาวจึงเห็นว่าเธอไม่ได้สวมรองเท้า เขาหันมองกลับไปยังบ้านพักก่อนจะหันกลับมามองที่เธออีกครั้ง เขาลากเธอออกมาจากบ้านโดยที่ไม่ได้สวมรองเท้าเลยและมาไกลถึงขนาดนี้เชียวหรือ

            เมื่อครู่นั้นอาจจะลืมตัวไปหน่อย ว่าแต่เจ็บมากหรือเปล่า ถ้างั้นไม่ต้องเดินเล่นก็ได้ เธอพอจะเดินกลับไปไหวไหม

            น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเหมือนรู้สึกผิด ทำผิดแล้วมาคิดได้ทีหลังมันมักจะเป็นอย่างนี้เสมอ สำหรับเขา

            “ไหวค่ะ

            “งั้นค่อยๆ เดินกลับก็แล้วกัน

            ชายหนุ่มเอื้อมมือไปโอบไหล่ของเธออีกข้างคล้ายกับพยุง คนตัวเล็กได้แต่ฉงนกับการกระทำของเขา ความจริงเธอน่าจะชินกับมันได้แล้ว แต่ก็นั่นแหละปรมินทร์ก็ยังคงเป็นปรมินทร์อยู่วันยังค่ำ

            พรุ่งนี้บ่ายๆ เราจะกลับไปบ้านพักของลุงสุขกับป้าพรแล้วก็เก็บของเตรียมกลับกรุงเทพฯ กัน

            เขาเอ่ยขึ้นก่อนจะหันมาสบตากับหญิงสาว ขณะที่มองตาคู่นั้นของผู้ชายที่เธอไม่สามารถเข้าใจอะไรเขาได้เลยสักอย่างพลางก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ จริงหรือที่เขาอยากอยู่กับเธอสองต่อสอง ถ้าเป็นอย่างที่เขาพูดจริงมันหมายความว่าอย่างไร

            “คุณปรมนิทร์คะ ที่คุณบอกกับฉันว่าอยากจะอยู่ที่นี่นานๆ คุณคิดอย่างนั้นจริงๆ หรือคะ

            “เธอคิดว่าฉันพูดเล่นหรือยังไง ฉันพาเธอมาไกลถึงกระบี่ เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่ามันหมายความว่ายังไง ฉันรู้ว่าเธออ่อนต่อโลกประสบการณ์เรื่องพวกนี้เธออาจจะยังไม่เคยมี แต่เรื่องระหว่างเราเธอก็น่าจะเข้าใจมันได้ดีโดยที่ไม่ต้องพูดหรือถามอะไรอีกแล้ว หรือยังมีข้อสงสัยอะไรอีกงั้นหรือ

            เมื่อได้คำตอบจากคนหลายอารมณ์ทุกอย่างก็กระจ่างแก่ใจ ความเจ็บปวดน้อยใจเสียใจก็มลายหายไปสิ้นเพียงแค่ได้ฟังคำพูดไม่กี่ประโยคของคนที่เคยประกาศตนว่าเป็นเจ้าชีวิตของเธอ ใจหนอใจใยช่างอ่อนไหวเสียง่ายดาย มันง่ายเสียจนไม่น่าเชื่อ อยากจะตะโกนด่าตัวเองเสียเหลือเกิน เหตุใดจึงยอมเขาง่ายนักหรือฉันมันผู้หญิงใจง่ายหรือมันเพราะอะไรกันแน่นะที่ทำให้เป็นแบบนี้

            บ่ายของอีกวันต่อมาทั้งสองก็ได้เวลาล่ำลาลุงสุขกับป้าพรซึ่งเป็นคนดูแลบ้านพักที่เขามาพักอาศัย

            ปลายกลับแล้วนะคะลุงสุข ป้าพร

            หญิงสาวยกมือไหว้ทั้งสองก่อนจะเข้าไปกอดหญิงวัยกลางคนเพื่อเป็นการอำลา

            จ้ะ เดินทางโดยสวัสดิภาพนะหนูปลายเทียน ขับรถดีๆ นะคะคุณเจมส์ ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมาได้เสมอนะคะ ป้ากับลุงยินดีต้อนรับเสมอและตลอดเวลา

            “ครับ ขอบคุณมากครับสำหรับทุกอย่าง ผมลานะครับ สวัสดีครับ

            เขายกมือไหว้คนทั้งสองก่อนจะก้าวขึ้นรถด้านคนขับ และแล้วรถเก๋งคันหรูก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ ด้วยสภาพของถนนที่เป็นดินลูกรัง

            สมาชิกของบ้านธรรมรงค์ยุทธได้มานั่งรวมตัวกันที่ห้องรับแขกอย่างพร้อมเพรียง ที่สำคัญประมุขของบ้านใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาเป็นร้อยปี

            คุณพ่อครับยังไงเจมส์ก็กลับมาแล้วค่อยๆ พูดกันก็ได้ อย่าอารมณ์เสียไปเลยครับ

            ลูกชายคนโตพยายามทำให้บรรยากาศในการสนทนาระหว่างน้องชายกับบิดานั้นเป็นไปอย่างราบรื่นไม่ให้มีปากเสียงกัน แต่มันค่อนข้างเป็นไปได้ยากเพราะปรมินทร์ไม่ยอมลดลาวาศอกเอาเสียเลยเถียงคำไม่ตกฟากจนทำให้ประมุขของบ้านหน้าขึ้นเลือดอยู่หลายรอบ

            เจมส์ทำอย่างนี้ได้ยังไง พาหนูปลายเทียนหายไปไหนมาสองต่อสองตั้งหลายวัน คิดว่าทำอย่างนี้มันดีแล้วงั้นรึ

            “ก็ไม่เห็นแปลกอะไรนี่ครับ ในเมื่อผมมีสิทธิ์ทุกอย่างในตัวเขาอยู่แล้ว คุณพ่อเป็นคนบอกผมเองไม่ใช่หรือครับว่าปลายเทียนเป็นของผม

            “ใช่พ่อเคยบอกแบบนั้น และรู้สึกว่าตัวเองได้คิดผิดที่ให้เจมส์ดูแลหนูปลายเทียน ฝากปลาย่างไว้กับแมวจริงๆ และต่อไปนี้พ่อขอสั่งห้ามไว้เลยนะห้ามพาหนูปลายเทียนออกไปข้างนอกโดยที่พ่อไม่รู้โดยเด็ดขาด จนกว่าหนูปลายเทียนจะเซ็นเอกสารทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน เมื่อนั้นเจมส์จะพาเขาไปไหนขึ้นเขาลงห้วยตกนรกที่ไหนก็เชิญ พ่อจะไม่ห้ามเจมส์เลย

            “คุณพ่อ

            ลูกชายทั้งสองอุทานออกมาพร้อมกัน คำพูดเมื่อครู่นี้มันทำให้ทั้งคู่ถึงกับอึ้ง ได้แต่มองตามหลังบิดาที่กำลังอารมณ์เกรี้ยวกราดลุกออกจากโต๊ะอย่างหัวเสียขึ้นชั้นสองของบ้านไปเพื่อระงับสติอารมณ์ไม่อยากทะเลาะกับลูกชายคนเล็กไปมากกว่านี้ เขารู้นิสัยของลูกชายคนเล็กดี ปรมินทร์เป็นคนความอดทนน้อย โมโหง่าย อารมณ์รุนแรงและแปรปรวนอยู่เสมอ ที่สำคัญเอาแต่ใจเป็นที่สุด หัวดื้อ รั้นไม่ฟังเสียงใคร ยิ่งขีดกรอบให้ก็ยิ่งแหกคอก ถึงแม้เมื่อครู่นี้เขาจะได้ยื่นคำขาดไปแล้วก็ตาม มันคงไม่มีผลอะไรกับปรมินทร์เลยนั่นคือสิ่งที่เขารู้อยู่แก่ใจ ทว่าคำพูดของเขาอาจจะทำให้ลูกชายคนเล็กคิดได้บ้างว่า ปลายเทียน ประจักร์พงษ์ คือคนที่พินัยกรรมระบุเอาไว้ว่าให้แต่งงานด้วยเท่านั้น มิใช่คนที่เขาหวังจะได้เป็นลูกสะใภ้ในอนาคต

            คุณพ่อหมายความว่ายังไง ปลายเทียนเป็นได้แค่คนเซ็นเอกสารเท่านั้นหรือครับพี่เมศวร์

            “พี่คิดว่าคุณพ่ออาจจะมีเหตุผลของท่านก็ได้

            “เหตุผล อะไรหรือครับคือเหตุผล ทำไมไม่อธิบายมาล่ะ พูดจบแล้วสบัดก้นเดินหนีไปแบบนั้นผมไม่เข้าใจด้วยหรอก ไม่รู้ล่ะผมพอใจจะทำอะไรผมก็จะทำห้ามผมไม่ได้หรอก คุณพ่อเป็นคนบอกผมเองว่าปลายเทียนเป็นสมบัติของผมแต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้นคุณพ่อก็ไม่ควรมาบังคับผมเหมือนกัน

            พูดจบก็พรวดพลาดลุกขึ้นแล้วเดินหายไปทางหลังบ้านปล่อยให้พี่ชายนั่งนิ่งเป็นตอไม้อยู่คนเดียว ปรเมศวร์ได้แต่ถอนหายใจ ทั้งพ่อทั้งน้องไม่ต่างกันเลยเอาแต่ใจเหมือนกันทั้งคู่

            ที่เรือนหลังเล็กปลายเทียนกำลังถูกสองสาวใช้รุมตั้งคำถามอย่างมากมายหลังจากที่เธอหายตัวออกไปจากบ้านหลายวัน

            คุณเจมส์เนี่ยนะพาพี่ปลายไปเที่ยวต่างจังหวัดมา เป็นไปได้ไง

            แอปเปิ้ลได้แต่ฉงนร้อยวันพันปีปรมินทร์ไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนไปไกลถึงต่างจังหวัดมาก่อนนอกจากปราริฉัตรแฟนสาวของเขาซึ่งตอนี้กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ

            ทำไมหรือจ๊ะแอ๊บเปิ้ล

            ปลายเทียนเลิกคิ้วถาม เหมือนมีอะไรบางอย่างในคำพูดของเด็กสาวที่สะกิดใจเธอเข้า

            ไม่มีอะไรหรอกน้องปลาย แอ๊บเปิ้ลมันก็พูดไปงั้นเองแหละค่ะ ว่าแต่ทะเลที่กระบี่สวยไหมคะ

            “สวยค่ะ

            “ทะเลสวยแต่ไม่สนุกใช่ไหมคะพี่ปลาย

            เด็กสาวเหมือนจะรู้ทันเลยโพล่งถามออกไปอย่างไม่คิด

            “แอ๊บเปิ้ล

            บัวตองเรียกชื่อเด็กสาวพร้อมกับหยิกเข้าที่สีข้าง เป็นการเตือนให้ระวังคำพูดที่อาจไปทำร้ายจิตใจคนฟังเข้า เด็กสาวที่มักพูดอะไรไม่คิดถึงกับอ้าปากร้องออกมาเพราะความเจ็บ

            โอ้ย...

            “ไปถามแบบนั้นได้ยังไง ไปเที่ยวนะไม่ได้ไปทำอย่างอื่น มันต้องสนุกอยู่แล้วใช่ไหมคะน้องปลาย

            ปลายเทียนได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เธอบอกไม่ได้ว่ามันสุขหรือทุกข์กันแน่ ตลอดเวลาที่อยู่กับเขามันมีทั้งน้ำตาและเสียงหัวเราะ จะบอกว่ามีความสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ใจหรือก็ไม่อีกเช่นกัน

            เช้าวันต่อมาหลังจากที่ได้ทราบข่าวว่าปรมินทร์ได้กลับจากต่างจังหวัดแล้วจากปรเมศวร์ รสสุคนธ์ก็รีบรุดมาหาเขาที่บ้านทันที และในขณะที่สมาชิกของบ้านธรรมรงค์ยุทธ์กำลังนั่งสนทนากันอยู่ที่โซฟารับแขกกลางห้องโถงใหญ่พร้อมด้วยปลายเทียนที่นั่งถัดจากปรมินทร์ไป หล่อนก็ตรงเข้าไปต่อว่าเขาทันทีที่เห็นหน้า

            เจมส์ใจร้ายมากเลยรู้ไหม ทำไมไม่โทรบอกเลยซักคำว่ากลับมาแล้ว

            “โรส

            ชายหนุ่มถึงกับหน้าเหวอเมื่อเห็นรสสุคนธ์เข้ามาต่อว่าเขาโดยไม่ทันได้ตั้งตัวและไม่รู้มาก่อนว่าเธอจะมาที่บ้านของเขาแต่เช้าอย่างนี้ อย่าว่าแต่เขาเลยปรเมศวร์และคุณมนตรีเองก็ถึงกับตะลึงอึ้งไปเหมือนกัน

            อ้าว หนูโรสมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นได้ยินเสียงรถเลย

            คุณมนตรีเอ่ยถามขึ้นและนั่นจึงทำให้รสสุคนธ์ได้สติ เธอมองไปรอบๆ ตัว หาใช่ปรมินทร์ที่นั่งอยู่คนเดียวปรเมศวร์และประมุขของบ้านก็อยู่ด้วย หญิงสาวหน้าเจื่อนไปเมื่อรู้ว่าตนใช้อารมณ์จนลืมมารยาทที่ดีเสียสนิท

            คุณลุง พี่เมศวร์ สวัสดีค่ะ ขอโทษค่ะที่โรสเสียมารยาท

            “ไม่เป็นไรหรอก นั่งก่อนสิหนูโรส

            “ขอบคุณค่ะ

            รสสุคนธ์เลือกนั่งโซฟาอีกตัวที่ว่างถัดจากปรเมศวร์

            ขอโทษนะที่ไม่ได้โทร.บอก แต่ถึงไม่บอกโรสก็รู้แล้วนิ่

            “ถ้าพี่เมศวร์ไม่โทร.ไปบอกโรสก็ไม่รู้หรอก นึกว่าเจมส์จะกลับมาไม่ทันงานเปิดร้านเสื้อของโรสเสียแล้ว

            ประโยคหลังคล้ายจะตัดพ้อ

            “ทันสิโรสแหม... งานสำคัญอย่างนี้เจมส์จะพลาดได้ยัง ว่าแต่งานเริ่มวันไหนนะ

            “ฮึ ไหนว่าสำคัญขนาดวันงานยังจำไม่ได้เลย นี่ถ้าเจมส์กลับมาไม่ทันโรสจะเคืองจริงๆ ด้วย

            “เอาน่า... ยังไงเจมส์ก็อยู่ที่นี่แล้ว ว่าแต่วันงานเมื่อไหร่ เจมส์จะได้เตรียมตัว

            “จะทันหรือจ๊ะ

            รสสุคนธ์ประชดพร้อมกับสะบัดหน้าหันไปมองทางอื่นคล้ายกับยังไม่หายเคืองที่เขาไปไหนมาไหนไม่บอกแถมกลับมาแล้วยังไม่บอกอีก ปรมินทร์ยิ้มหวานให้

            “งานจะเริ่มในอีกสองวันนี้แล้ว รีบหน่อยแล้วกันนะไอ้น้องชาย ไม่อย่างนั้นคุณโรสได้โกรธนายจริงๆ แน่

            ปรเมศวร์หันมาตอบแทนคู่หมั้นพร้อมกับยิ้มที่มุมปากคล้ายกับจะเย้ย ซวยแน่หากไม่รีบง้อ

            โห... ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องรีบแล้วสิครับเนี่ย

            “แจกการ์ดเสร็จแล้วหรือหนูโรส

            คุณมนตรีถามขึ้นบ้าง

            เรียบร้อยแล้วค่ะ คุณลุงก็เหมือนกันนะคะอย่าลืมแต่งตัวหล่อๆ ไปงานของโรสด้วยล่ะ ห้ามน้อยหน้าสองคนนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นโรสไม่ยอมด้วย

            “จะไหวหรอหนูโรส ลุงก็อายุอานามใช่น้อยแล้วนะ แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่แน่ ลูกชายของลุงยังสู้ไม่ได้เลยเรื่องความหล่อเนี่ย

            “โรสก็ว่าอย่างนั้นแหละคะ ขนาดคุณลุงอายุเยอะแล้วยังดูหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวอยู่เลยนะคะ

            “ขอบใจ ชมกันแบบนี้ลุงก็เขินแย่สิ

            “คุณพ่อครับ โบราณเขาว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นนะครับ

            ปรเมศวร์แย้งขึ้น

            เฮ้ย... หลงตัวเองกันทั้งคู่

            ลูกชายคนเล็กพูดพลางส่ายหน้า แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ทำให้คนที่เหลือหัวเราะตาม บรรยากาศภายในห้องโถงดูจะครึกครื้นทั้งสี่คนคุยกันอย่างสนุกสนานจนลืมใครอีกคนไป ปลายเทียน ประจักรพงษ์ รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นส่วนเกินไปเสียแล้ว ในขณะนี้เธอดูไร้ตัวตน เธอมีร่างกายครบสามสิบสองแต่ไม่มีใครเห็น หญิงสาวรู้สึกอึดอัดจนแทบอยากจะเดินหนีไปเสียจากตรงนี้ ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่ให้เธอมาร่วมวงสนทนาด้วยแต่ไม่มีใครหันมามองเธอเลยสักคนเดียว พอการสนทนาของพวกเขาหยุดลงนั่นแหละเธอถึงได้รู้ว่าเธอยังเป็นคนมีตัวตนอยู่ใช่เป็นเพียงอากาศธาตุ

            ปลายเทียน นั่งเงียบเชียวไม่มีเรื่องอะไรคุยหน่อยหรือ

            รสสุคนธ์ร้องถาม ทำให้อีกสามคนหันไปมองเธอด้วย หญิงสาวเงยหน้ามองท่านเจ้าของบ้านและรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในสายตาคู่นั้นมันเปลี่ยนไป จากที่เคยมองด้วยความเอ็นดูแต่บัดนี้มันแข็งกระด้างไม่อ่อนโยนเหมือนเก่า หญิงสาวจำต้องก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นก่อนจะตอบออกไปเบาๆ ว่า

            ไม่มีค่ะ อีกอย่างไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรดี ปลายเป็นคนคุยไม่เก่งค่ะ

            “ถ้าไม่มีเรื่องคุย งั้นเปลี่ยนก็ได้ เอาเป็นว่า... ฉัน... ถามเธอเองแล้วกัน

            น้ำเสียงฟังดูปกติแต่คนที่กำลังจะถูกตั้งคำถามรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่ ทั้งสี่คนหันไปมองรสสุคนธ์เป็นตาเดียว โดยเฉพาะปลายเทียนหัวใจเธอเต้นรัวราวกับกองชุด เมื่อรู้ว่าตนจะถูกซักเรื่องที่หายตัวไปพร้อมกับปรมินทร์ เขาเองก็เหมือนกันไม่คิดว่ารสสุคนธ์จะมาแบบนี้

            ไปเที่ยวต่างจังหวัดมาสนุกไหม

            ปลายเทียนถึงกับคอแข็งกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ปรมินทร์หันมาสบตาคนนั่งข้าง เขาเองก็ไม่ต่างจากเธอแต่จะทำยังไงได้ในเมื่อรสสุคนธ์เล่นปล่อยหมัดตรงอย่างนี้ จะหลีกหรือหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว

            สนุกดี นานๆจะได้ไปเปิดหูเปิดตาซะที

            คนที่ตอบกลับเป็นคนที่ไม่ได้ถูกถาม ปรมินทร์หันไปสบตากับเพื่อนสาว คล้ายกับจะถามกลับไปว่า ทำไมไม่ถามเขาเองล่ะ ปรเมศวร์ซึ่งนั่งขั้นระหว่างน้องชายกับคู่หมั้นเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีนัก รสสุคนธ์หน้าเสียเมื่อปรมินทร์ออกรับแทน สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่ราวกับหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

            เราไปเที่ยวกระบี่กันมา ท้องทะเลสวย สายลมแสงแดด บรรยากาศดีๆ เรามีความสุขกันมาก ถ้ามีโอกาศก็อยากจะไปอีก

            รสสุคนธ์ถึงกับอึ้ง ปรเมสวร์และคุณมนตรีเองก็เช่นกัน ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้ยินประโยคนี้จากปากของปรมินทร์ ทั้งคู่ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน รับรู้ถึงอนาคตอันใกล้นี้ว่าจะต้องเจอปัญหาใหญ่ตามมาแน่ๆ

            โรสถามปลายเทียนไม่ได้ถามเจมส์

            “ไม่เห็นจำเป็น เจมส์รู้สึกยังไงปลายเทียนก็รู้สึกแบบเดียวกันเพราะเราอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

            “เจมส์

            รสสุคนธ์อุทานออกมาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยว่าปรมินทร์จะกล้าตอบแบบนี้ เขาลืมปราริฉัตรไปแล้วอย่างนั้นหรือ หึ เดี๋ยวจะได้เห็นดีกัน โรสไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนี้แน่ หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจแทนเพื่อนที่อยู่อีกซีกโลก เขาหักหลังปราริฉัตรได้อย่างเลือดเย็นจริงๆ ผู้หญิงคนนี้มีอะไรดี เพียงแค่ไม่กี่เดือนที่เข้ามาอยู่ที่นี่สามารถทำให้ปรมินทร์ลืมได้แม้กระทั่งแฟนของตัวเองเชียวหรือ

            อ้อ... มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นไปเที่ยวมาสนุกสนานกันทั้งคู่ ถ้างั้น... โรส... ขอเชิญปลายเทียนไปร่วมงานเปิดร้านใหม่ด้วยเลยแล้วกัน พาไปให้ได้นะเจมส์ ถ้าโรสไม่เห็นปลายเทียนภายในวันงานล่ะก็ โรสจะโกรธเจมส์และจะไม่ให้อภัยจริงๆ ด้วย

            น้ำเสียงนั้นฟังดูปกติหากแต่สายตากลับไม่เป็นมิตร ปลายเทียนถูกจ้องมองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มันเวรกรรมอะไรนักหนานะถึงได้เจอแต่เรื่องไม่หยุดหย่อนอย่างนี้นะ หญิงสาวถามตัวเองในใจ ประมุขของบ้านเองก็พอจะมองเห็นถึงปัญหาที่จะตามมาแต่นั่นมันไม่สำคัญอะไรเลยสำหรับเขา ขอเพียงให้ปลายเทียนยอมเซ็นเอกสารทุกอย่างก็จบ ส่วนปรมินทร์ถึงกับกุมขมับหันไปมองหน้าเพื่อนรักสลับกับพี่ชาย ปรเมศวร์ยิ้มแหยๆ ให้น้องชายก่อนจะเอ่ยชวนคู่หมั้นออกไปเดินเล่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

            ปลายเทียน

            คุณมนตรีเอ่ยขึ้นเมื่อคล้อยหลังปรเมศวร์กับรสสุคนธ์

            ลุงคิดว่าหนูคงต้องรีบหาชุดไปงานตามคำเชิญแล้วล่ะ

          

           ขอบคุณที่ติดตามกันมาโดยตลอดนะคะ ติชมกันได้นะคะไร้เตอร์จะได้มีกำลังใจในการเขียนบทต่อไป

           

           

           

           

           

           

 

           

            


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

1,019 ความคิดเห็น

  1. #854 ice (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2556 / 17:17
    เห็นแก่ตัวกันเกินไปแล้ว ยิ่งหัวงอกแบบนี้แล้วยังคิดไม่ได้ หัวดำๆสองหัวมันก็คงไม่ต่างกันหรอก ซวยจริงชีวิตผู้หญิงคนนี้ เจอแต่เปรตในร่างคน
    #854
    0
  2. #562 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 เมษายน 2556 / 22:02
    สงสารปลายเทียนจังเจอแต่คนเห็นแก่ตัว
    #562
    0
  3. #561 porb (@porb) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 เมษายน 2556 / 05:52
    เจอ แต่ คน เห็นแก่ตัวทั้งนั้นเลย
    #561
    0
  4. #560 นิยายสนุกจังค่ะ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 เมษายน 2556 / 01:19
    ทำไมรอบกายหนูปลายมีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แ ร ด ทั้งนั้นเลย น่าสงสารจริงๆหัวเดียวกระเทียมลีบจริงๆด้วย
    #560
    0
  5. #559 นิยายสนุกจังค่ะ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 22 เมษายน 2556 / 01:16
    ทำไมรอบกายหนูปลายมีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แ ร ด ทั้งนั้นเลย น่าสงสารจริงๆหัวเดียวกระเทียมลีบจริงๆด้วย
    #559
    0
  6. #557 nan.4n (@nan-4n) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 เมษายน 2556 / 16:02
    กร๊๊ด ๆ ๆ ไรเตอร์มาแล้ว
    #557
    0
  7. #556 นานา (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 เมษายน 2556 / 11:54
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด คิดถึงไรเตอร์จุงเบย เค้าคิดถึ๊ง คิดถึงตัวเองที่สุดเลยอ่ะ นึกว่าไปไม่ได้อ่านต่อซะแล้ว ปล่อยให้เค้าจิ้นถึงน้องเจนแล้วหลายรอบเลย อยากทำอย่างนี้อีกนะคะ เค้าใจจะวายเอา
    #556
    0
  8. #555 porb (@porb) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 เมษายน 2556 / 21:19
    รอ ต่อๆๆๆๆ
    #555
    0
  9. #554 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 เมษายน 2556 / 20:26
    นายเจมส์ผีเข้าผีออกสงสารหนูปลายจัง
    #554
    0
  10. #553 รักษ์ยิ้ม (@suebamea) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 เมษายน 2556 / 07:53
    หายไปนานเลยค่ะ....ดีใจจังที่กลับมาแล้ว...
    #553
    0
  11. #552 นิยายสนุกจังค่ะ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 เมษายน 2556 / 03:28
    นายเจมส์อารมณ์ขึ้นๆลงๆวัยทองถามหาเปล่าเนี่ย 555 หึงเขาอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่รู้ตัวอีกต่างหาก อิอิ
    #552
    0