numa
ดู Blog ทั้งหมด

รับรองว่าสุดยอดแห่งความขลัง ขลังที่สุดในไตรโลก

เขียนโดย numa
รับรองว่าสุดยอดแห่งความขลัง ขลังที่สุดในไตรโลก

“ขลัง”*

มีเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นคำที่คนส่วนมากและทั่วๆ ไปนิยมพูดและใช้กัน ชวนสะกิดให้ตะลึงหรืองงมากๆ ทั้งในความหมายด้านพยัญชนะ ความเข้าใจ ความเร้นลับ ความเป็นไปได้จริงอย่างนั้นหรือไม่ จึงน่ามาร่วมกันคิดพิจารณาหรือถ้าจะเลียนแบบที่ออกหน้าจอทีวีตัวเล็ก ๆ ว่า “โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม” หรือ “เป็นความเชื่อเฉพาะส่วนบุคคล” หรือ “ความสามารถเฉพาะตัวห้ามลอกเลียนแบบ” เป็นต้น แล้วในฐานะที่เราเป็นพุทธศาสนิกชน ขลังมีในพุทธศาสนาหรือเปล่า แล้วทำอย่างไรละจึงจะมี หรือได้ “ขลัง” (ไม่ใช่ขัง) กับเขาบ้าง
ค่ำวา “ขลัง” ตามพจนานุกรม ได้ให้ความหมายไว้ว่า วิเศษ มีกำลังหรืออำนาจที่อาจบันดาลให้เป็นไปได้ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า อาจบันดาลให้สำเร็จได้ดังประสงค์ ถ้าเป็นคำนามก็หมายถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งก็ได้ ท่านละเคยขลังกันบ้างไหม ไม่ว่าวิวัฒนาการโลกของเราจะพุ่งทะลุทะลวงเกือบทุกอย่างแล้วก็ตามจนบางครั้งทะลุทะลวงทั้งความดีความชั่ว คือเจริญที่ชาวโลกยุคนี้นิยมเรียกว่า โลกยุคโลกาภิวัตน์ ยุคแห่งความเจริญทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวล้ำนำหน้า ยุคดิจิตอล ยุคโลกไร้พรมแดน ยุคจรวจ สุดท้ายยุคแดกด่วน เป็นต้น จนแทบจะไม่รู้จักความดีความชั่ว ไม่รู้จักพ่อแม่ พี่น้อง บุญคุณ กันแล้วก็ตาม ขลัง คำๆ เดียวนี่แหละยังคงยืนหยัดอยู่ของมันอยู่ได้ จะมากขึ้นหรือน้อยลงก็ไม่รู้เหมือนกันแล้วค่อยนำมาพิจารณาที่หลัง ซึ่งไม่ว่าในโลกของเราจะมีกี่ประเทศ ศาสนาความเชื่อจะมีอยู่เท่าไรก็ตาม ระเบิดนิวเคลียร์บอมบ์ใครบ้างในอนาคตหรือที่แล้วมาแล้วก็ดี ขลังมันอยู่มาคู่กับโลกนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ขลังแต่ละประเทศ ศาสนา แต่ละวัฒนธรรมจึงไม่เหมือนกัน วันนี้เราจึงมาเชิญร่วมทำความรู้จักความขลังร่วมกัน แล้วในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เราได้อะไรจาก “ขลัง” บ้าง หรือนำ “ขลัง” มาใช้อะไรได้บ้าง
ความหมายด้านพยัญชนะคำว่า “ขลัง” ขฺลัง *ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานจึงให้ความหมายไว้ว่า วิเศษณ์ (คุณศัพท์หรือกริยาวิเศษณ์) ก็หมายถึง มีกำลังหรืออำนาจที่อาจบันดาลให้เป็นไปได้, มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า อาจบันดาลให้สำเร็จได้ดังประสงค์ ถ้าเป็นคำนามก็หมายถึง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งขลังจะหมายถึงกำลังก็ว่าได้
ขลังเป็นคำควบกล้ำที่มาจากภาษาเขมร อยู่ในจำพวกคำที่นิยมใช้พยัญชนะต้นเป็นอักษรสองตัว ทั้งอักษรควบและอักษรนำไม่ใช่อักษรที่มีพื้นฐานมาจากภาษาไทยแท้ ๆ
ขลังยังเป็นคำแผลงไปได้ คำแผลงคือ การเปลี่ยนเสียงของคำให้แตกต่างไปจากเดิม โดยมีความหมายคงเดิม เพื่อประโยชน์ทำให้มีคำใช้มากขึ้น ได้เสียงของคำไพเราะ สละสลวย นำไปใช้ในการแต่งคำประพันธ์ เป็นจำพวกแผลงพยัญชนะ คือการเปลี่ยนแปลงพยัญชนะให้กลายเป็นรูปพยัญชนะอื่นซึ่งผิดไปจากพยัญชนะเดิม แต่ยังคงมีความหมายเหมือนเดิมแผลง ข ให้เป็น กำ = กระขจร เป็น กำจร, ขจาย เป็น กำจาย, กระจาย, ขลัง เป็น กำลัง
ความหมายตามมุมมองของชาวบ้านอาจให้ความหมายคำว่า “ขลัง” เอาไว้พอประมวลได้ว่า
มุมมองของชาวบ้าน
ชาวบ้านจะมีมุมมอง ทัศนคติ ต่อคำว่า “ขลัง” ในแง่ว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องเร้นลับ เป็นของอัศจรรย์แปลกใหม่ เป็นเรื่องที่ตนทำไม่ได้ มองไม่เห็นด้วยตา เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ มีพลัง มีอำนาจ น่ากลัว ลักษณะที่ไม่เหมือนใครหรือสิ่งไร ตลอดจนสามารถดลบันดาลสรรพสิ่งที่ตนปรารถนาได้ดังใจหมาย
เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือชาวบ้านทั่วๆ ไปจะมองว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่ากราบไหว้ เคารพ บูชาของเขา จะดีไม่ดีถูกไม่ถูก ควรไม่ควร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เป็นเรื่องเร้นลับ คือมันแฝงเร้นคลุมเครือ เหลื่อรู้ เหลือที่จะเห็น เหลือที่จะเข้าใจพิสูจน์ได้อยาก ซ่อนเรื่องเข้าใจ รู้ได้เอาไว้
เป็นสิ่งอัศจรรย์แปลกใหม่ คือมันแปลกจากที่เคยมีอยู่หรือมีอยู่แล้ว มันไม่เหมือนคนอื่นหรือสิ่งอื่น ประหลาด หรือเป็นปรากฏการณ์ที่บังเกิดเกิดขึ้นมา แล้วมีผลเกิดขึ้นบางสิ่งบางอย่าง
*พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นเรื่องที่ตนทำไม่ได้ คือ เป็นเรื่องเหลือวิสัย พ้นขอบเขต พ้นจากความสามารถของตนที่ตนจะทำได้
มองไม่เห็นด้วยตา สิ่งอะไรก็ตามที่ไม่เห็น ไม่รู้ บางอย่างขลังเอาไว้ก่อนอย่างเช่น เรื่องที่คนคิดว่าขลัง เหรียญพระที่มีความขลังหรือคิดว่าขลัง ยกตัวอย่างให้ฟังหนึ่งเรื่อง คือมีคนคนหนึ่งได้เหรียญจากหลวงพ่อคูณไปแล้ว อยู่ต่อมาวันหนึ่งรถคว่ำเกือบตาย ได้ไปต่อว่าหลวงพ่อคูณเจ้าของเหรียญว่า ทำไมหลวงพ่อไม่ช่วยผมเลย ผมรถคว่ำเกือบตาย หลวงพ่อถามว่า “เอ้าแล้วมึงขับเร็วเท่าไรละ” “ร้อยสามสิบ-ร้อยสี่สิบครับ” หลวงพ่อคูณกล่าวทันทีว่า “โอ๊ย แค่ร่อยเดียว กูก็กระโดดรถหนีแล้ว” อย่างนี้เป็นตัวอย่าง แต่ก็มีบางคนก็คิดว่าได้รับผลจากเหรียญที่พกติดตัว ได้ไม่ได้เอาไว้ก่อน จริงไม่จริง เป็นอย่างไรไม่รู้
อิทธิปาฏิหาริย์ คือการแสดงฤทธิ์ เช่น สามารถเหาะเหินเดินอากาศ หายตัว แปลงร่างได้จากร่างเดียวแปลงเป็นหลายร่างได้ ดักใจทายใจคนอื่นได้
มีพลัง มีอำนาจ น่ากลัว เช่น พลังอำนาจจิต ที่แฝงอยู่ภายในลึก ๆ ที่เรามิได้นำมาใช้ ซึ่งเป็นพลังส่วนใหญ่ เมื่อมีใครสามารถนำมาใช้ได้ก็พูดได้ว่าผู้นั้นมีความขลัง
ลักษณะที่ไม่เหมือนใครหรือสิ่งไร คือลักษณะท่าที รูปร่าง ของคนบางคน บางสิ่งเห็นหรือแสดงออกมาก็ให้เกิดความขลังได้
การกระทำหรือสิ่งที่ทำหรือมีแล้วนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ของชีวิต(ตามประสาชาวบ้านๆ) เช่น เมื่อวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ได้มีการทำกิจจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่โดยได้มีไอเดียนับถอยหลัง “เคานท์ดาวน์ในวัด”“ปฏิบัติธรรมข้ามปี” เพื่อเป็นความขลัง (สิริมงคลแห่งชีวิต) วัดสำคัญขึ้นมาเป็นไฮไลต์คือ...วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร, วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร, วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว, วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร, วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร, วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้ง และรวมถึงสถานที่ขลัง ๆ เป็นที่สักการะเคารพ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์อีก ๒ แห่งคือ...ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯและศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งโดยทั่วไปมีการนับถอยหลังหรือ “เคานท์ดาวน์” กันหลายที่หลายแห่งก็ตามแต่ที่อยากไปตามความขลัง (ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ววัดตามบ้านนอกละ อดตายหรือไม่ต้องทำหรืออย่างไรกัน) หรือบางวัดอาจจะมีกิจจกรรมโดยมีการเจริญพระพุทธมนต์กันตลอดราตรีในคืนวันนั้นก็ตามทีเถอะ
นี่ก็เป็นภาพประมวลให้เห็นว่า ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเขามีมุมมองว่า ขลังเป็นอย่างไร ส่วนมากจริงน่าจะมีมากกว่านี้ แต่ที่ประมวลมาเล่าก็พอ “ขลัง” อยู่บ้าง เดียวจะขลังมากไป

มุมมองเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
“ขลัง” ในพระพุทธศาสนามีหรือไม่ ถ้าคำว่า “ขลัง” ตรงคงไม่มี แต่เราก็คงจะหลีกไม่ได้ เรามองที่ความหมายหรือการแปรรูป ปรับเปลี่ยนพระพุทธศาสนามีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่งตั้งแต่สมัยพุทธกาลคือ เป็นศาสนาที่ปรับเปลี่ยน แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเราให้ไปหาเขา แต่ปรับเปลี่ยนเขาให้เข้ากับเรา อย่างเช่นการเผยแผ่พุทธธรรมของพระพุทธองค์พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมไปตามอัธยาศัย นิสัยใจคอ ความนิยมในใจของบุคคลนั้น ๆ ครั้งแรกทรงแสดงธรรมแก่พระปัญจวัคคีย์เรื่อง ธรรมจักกัปปวตนสูตร เพราะปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ มีความเชื่ออยู่ดั่งเดิม ต่อมาแสดงธรรมแก่ชฎิล ๓ คนพี่น้องเรื่อง อาทิตตปริยายสูตร เพราะเป็นเจ้าลัทธิบูชาไฟ จึงนำเรื่องไฟมาแสดง
เมื่อ “ขลัง” แสดงถึง อำนาจอิทธิฤทธิ์ อิทธิปาฏิหาริย์ พลังกำลัง สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถมาบันดาลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ตามความประสงค์แล้วคงจะหลีกหนีไม่พ้น “ขลัง” ไปได้ ในพระพุทธศาสนาจึงมีเรื่องขลัง ๆ อยู่ด้วย แล้วถามว่า มีตรงไหน ตั้งแต่เมื่อไร ผลคือได้อะไรจากขลังบ้าง
มีตรงที่เรา เราสร้างมันขึ้นมาให้มันมีได้ ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เรามีความขลังติดตัวมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เรารู้สึกตัวได้ว่าเราเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา แล้วมันขลังตรงไหน ตรงที่เรา ทำให้เรามีเอกลักษณ์ความเป็นชาวพุทธตั้งแต่เกิดที่ได้สั่งสมมา ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ พ่อแม่รับถ่ายทอดมาจากปู่ย่าตายาย ปู่ย่าตายายได้รับถ่ายทอดมาจากทวด ทวดรับมาจากทวดของทวด ฯลฯ เป็นเช่นนี้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชส่ง ธรรมทูตมาเก้าสาย สายหนึ่งมายังสุวรรณภูมิที่เชื่อกันว่า บริเวณนครปฐม โดยมีหลักฐานบันทึกพยาน องค์พระปฐมเจดีย์สุเสียดฟ้า พระโสณะ พระอุตตระ สององค์ผู้เป็นต้นปฐมการเผยแผ่ นับถึงปัจจุบัน ๒๐๐๐ กว่าปีเข้าไปแล้ว
ในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องขลัง ๆ จนเป็นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบท เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยพุทธกาล เกิดข้าวยากหมากแพงไปทั่วเมือง ส่งผลกระทบมาถึงพระภิกษุสงฆ์เป็นเหตุให้อยู่ลำบาก มีอาหารบิณฑบาตไม่พอเพียง เนื่องจากชาวบ้านยากจน ไม่ค่อยมีอะไรกินอยู่แล้ว จึงไม่มีอาหารถวายให้พระสงฆ์ มีภิกษุกลุ่มหนึ่ง ปรึกษาหารือหาวิธีการที่จะไม่อดตาย พระภิกษุรูปหนึ่งจึงเสนอญัตติในที่ประชุมนั้นว่า "พวกเราน่าจะยกย่องคุณธรรมของกันและกันให้ชาวบ้านได้ยิน เมื่อพวกชาวบ้านเข้าใจว่าพวกเราเป็นผู้วิเศษ ก็จะเลื่อมใส ด้วยการอวดอ้างความขลังอย่างนี้พวกเราก็จะสบายปากสบายท้องกันตลอดพรรษาและแล้ว ต่างก็ช่วยกันดำเนินตามข้อตกลง จึงได้เข้าไปหมู่บ้าน ก็พูดคุยกับโยมว่า "คุณโยมรู้ไหม ว่าพระภิกษุรูปนั้น บรรลุโสดาบัน ฝ่ายพระภิกษุอีกรูป ก็พรรณนาสรรพคุณของภิกษุอีกรูป ให้โยมฟังเช่นกัน ผลัดกันชมไปมา ปรากฏว่าได้ผล ญาติโยมทั้งหมู่บ้านได้ยินก็เลื่อมใสเป็นการใหญ่ คิด ว่าพระภิกษุเหล่านี้เป็นพระอริยะบรรลุมรรคผลนิพพาน "มีความขลัง ถ้าพวกเราทำบุญกับพระเหล่านี้คงได้บุญมหาศาล ตกลงว่าในระหว่างพรรษานั้น พระเหล่านั้นไม่ลำบากด้วยอาหารการฉัน เพราะได้มีโยมอุปัฏฐากเลี้ยงดูอย่างดี ในขณะที่พระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในตำบล หรือที่วัดอื่นๆ ต้องอดตามๆ กัน เพราะยอมอดดีกว่ายอมขลังโดยไม่มีจริง คนอื่นไม่รู้แต่พวกตนนั้นรู้ เมื่อท่านเหล่านี้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ ได้นำความไปกราบทูลวิธีปฏิบัติของพวกตนให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสตำหนิท่ามกลางสงฆ์ว่าเป็นการ "อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน" มีความผิดร้ายแรงถึงขั้นขาดจากความเป็นพระภิกษุ จึงเป็นเหตุต้องบัญญัติห้ามพระสาวกทำอย่างนี้อีกต่อไป ใครขืนทำ ขาดจากความเป็นพระทันที
นีก็เป็นเรื่องที่ว่า “ขลัง” อีกเรื่องที่ ชาวบ้านหรือเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่รู้แต่ตนรู้ แล้วใช้ความขลังที่ไม่มีในตน หรือตนไม่ได้สร้างให้มันมีกลับอุปโลกน์ให้มันมี ไม่รู้จักทั้ง ๆ ที่ตนก็มีความขลังอยู่แล้ว ดันไปเอาอะไรก็ไม่รู้มา “ขลัง” เลยเป็นเหตุ นี่แหละคือความขลังโดยภาพรวม ๆ แต่ขลังยังมีอีกมากนัก
สรุปแล้ว ความขลังของเราอยู่ที่พระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์นี่ และพระอริยสงฆ์ จึงบอกได้ว่า “ขลัง” จริง ๆ นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลถึงปัจจุบัน ถ้าไม่ขลัง ก็ไม่บรรลุธรรม ไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ ไม่มีพระอรหันต์ เมื่อขลังจึงมีและมีถึงปัจจุบัน ปัจจุบันจึงยังพอมีความขลังอยู่ ถ้าไม่มีขลังเวลาไปบิณฑบาต ก็คงไม่ได้ข้าวกลับมาฉัน ไม่มีกิจนิมนต์ไปรับ........ ที่ไหนกันหลอก เดินไปไหนมาไหนก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครไหว้ แถมสุดท้ายก็ไม่มีโอกาสมาเรียนแบบพุทธ ๆ กันอย่างที่เป็นกันอยู่ ขลังจึงอยู่ที่ตัวเรา ใช้ที่มีอยู่แล้วสร้างสมให้มันมีจริงมีจัง อย่าไปเอาที่ไม่มีมาทำให้มันมี แล้วมันจะไม่มี นี่ล้วนเกิดจากความขลังทั้งสิ้น

สรุปประมวลความว่า ขอให้เราใช้ความขลังที่เคยมีอยู่และกำลังได้และกำลังจะเป็นไปอนาคตให้ “ขลัง” อย่างน้อยที่สุด ได้ใกล้เคียงกับสมัยพุทธกาลที่สุดและตลอดไปก็แล้วกัน
วันนี้ขอจบเรื่อง “ขลัง ๆ” เอาไว้เท่านี้ก่อนมีโอกาสจะมาพูดเรื่อง “ขลัง ๆ” ในโอกาสต่อไปเพราะเรื่องนี้น่าจะมีเรื่องให้พูดเยอะมากมายหลายสิบร้อยหน้าเลยทีเดียว ตอนนี้ต้องรีบส่งบทความ “ขลัง” เพราะถ้าไม่ส่ง จะไม่ได้ความขลัง

ที่มา : แว่วมา กับเสียงธรรม(พระมหาสถาพร

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น