numa
ดู Blog ทั้งหมด

อุบายธรรมจากการนั่งรถไฟฟ้า...

เขียนโดย numa
อุบายธรรมจากการนั่งรถไฟฟ้า...


ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่เกิดมาบนโลกในนี้เพื่อเจอกับความทุกข์ และเรียนรู้ที่จะอบรมจิตใจให้เห็นความทุกข์ตามหลักความจริงของชีวิต..
...ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ จะต้องพบเจอกับความรักทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรักพ่อ รักแม่ รักเพื่อน รักพี่ป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย หรือแม้แต่กระทั่งความรักที่ชวนให้หลงใหลแบบหนุ่มสาว เช่นที่ฉันก็เคยพบมาแล้วเหมือนกัน และฉันคิดว่ามีคนไม่น้อยที่เป็นเหมือนฉัน คือต้องเจอกับความพลัดพราก จากคนที่เรารัก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในห้วงเวลานั้น ฉันเสียใจ ทุกข์ใจ รู้สึกท้อแท้ และขาดกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป เหมือนกับอยู่ไปวันๆเพียงเพื่อทำหน้าที่และภารกิจอื่นๆที่จำเป็นแค่นั้นพอ แม้ว่าจะมีเพื่อนฝูงมากมายคอยปลอบ คอยให้กำลังใจ หรือหาอย่างอื่นทำเพื่อหลีกเลี่ยงความคิดกับเรื่องนั้นๆแล้ว มันก็ยังห้ามไม่ได้ แก้ไม่ได้เสียที ใจมันลอยอยากแต่จะไปพะวงถึงเรื่องเศร้าเดิมๆ เหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นยังยังไม่จบ ฉันยังเปิดเทปบันทึกภาพความทุกข์นั้นให้ตัวเองฟังซ้ำๆ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ นานวันเข้าก็เหมือนยิ่งกรีดบาดแผลลงไปให้ลึกกว่าเดิม..

เมื่อสมัยที่ฉันยังเรียนอยู่ ฉันต้องเดินทางกลับบ้านด้วยตนเอง จากมหาวิทยาลัยกลับบ้าน ฉันต้องนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินแล้วจึงไปต่อรถเมล์กว่าจะถึงบ้าน ฉันเดินเท้าเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีสามย่านซึ่งเป็นสถานีที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อไปลงที่สถานีลาดพร้าว

และแล้วเมื่อรถไฟฟ้าสายปรารถนาแล่นมาจอด ประตูเปิด ฉันก้าวเข้าไปนั่งพลันมองผู้คนที่ขวักไขว่อยู่บนรถไฟขบวนนั้น ขณะที่นั่งอยู่นั้น ฉันมองเห็นผู้คนเดินเข้ามาในรถไฟฟ้าขบวนเดียวกับฉันหลายคน ฉันมองพวกเขาเหล่านั้นอย่างเพลินตา บ้างก็มาเป็นคู่ บ้างก็มากันเป็นกลุ่ม บ้างก็มาคนเดียวโดดเดี่ยวเดียวดาย ฉันมองผู้คนบนรถไฟฟ้าคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ในใจก็นึกคิด "แหม! คนนี้พูดมากจัง" "คนโน้นพูดเพราะ" "คนนั้นหล่อ คนนี้สวย" คิดเรื่องของคนอื่นอยู่ในใจ แต่แล้ว...เสียงประกาศก็ดังขึ้น “สถานีต่อไปสีลม Next station Silom” เอ๊ะๆ ตัวละครในใจที่ฉันกำลังดูอยู่เริ่มขยับตัว พระเอกของฉันกำลังเตรียมจะลงรถไฟสถานีต่อไป ทำยังไงดี แล้วฉันจะมองใครหล่ะทีนี้ รถไฟขบวนนี้เหลือแต่พระรองและโจร ไม่มีใครหล่อเลย สิ่งที่ฉันทำได้ก็เพียงแต่มองเขาลงสถานีไปจนลับสายตา

ฉันเฝ้ามองผู้คนต่อไป จนกระทั่งได้ยินเสียงประกาศดังขึ้นอีกทีว่า “สถานีพระรามเก้า โปรดใช้ความระมัดระวังในการก้าวออกจากรถ” เมื่อประตูเปิด ตัวละครนางร้ายก้าวออกไปจากรถกับกลุ่มเพื่อน ฉันมองตามพวกเธอไป จากนั้นก็มีผู้คนอีกหลายคนเข้ามาแทนที่นางร้ายของฉัน ฉันเริ่มคิดวิจารณ์ตัวละครใหม่ของฉันอีกรอบ และแล้ว ฉันก็สามารถเฟ้นหาพระเอกคนใหม่ได้ ท่าทางหน้าตาดีไม่แพ้คนเก่าที่รีบลงรถไปเลย ฉันยิ้มกับตัวเองในใจ และเฝ้ามองดูต่อไป “สถานีต่อไป ลาดพร้าว Next station Ladphrao” ฉันฟังเสียงประกาศและรู้ตัวว่าจะต้องลงสถานีนี้ จึงสำรวจความเรียบร้อยก่อนลงจะได้ไม่หลงลืมอะไรทิ้งเอาไว้ ในใจฉันก็ยังเสียดายที่ไม่ได้มองผู้คนที่เป็นตัวละครบนรถไฟฟ้าของฉันต่อ แต่ถึงอย่างไรฉันก็จะต้องลงสถานีนี้ เพราะฉันต้องไปต่อรถกลับบ้าน เมื่อถึงสถานีลาดพร้าว ฉันก้าวลงจากรถเพื่อที่จะไปต่อรถโดยสารประจำทาง

ความคิดฉันขณะนั้น ยังสงสัยว่า ผู้คนที่ร่วมเดินทางมากับฉันในรถไฟฟ้าขบวนนั้น จะไปลงที่สถานีไหนกันบ้าง อาจจะเป็นพหลโยธินหรือจตุจักรก็ได้ แต่พอฉันนึกไปถึงสถานีสุดท้าย คงไม่เหลือผู้คนหรือตัวละครใดๆนั่งอยู่บนรถแล้ว ทุกคนต้องลงจากรถไฟฟ้าเพื่อไปสู่ที่ที่เป็นจุดหมายของแต่ละคน ซึ่งไม่เหมือนกัน

จากเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันได้ลองน้อมเข้ากับชีวิตของเรา และถามตัวเองว่า มีใครบ้างที่ร่วมขึ้นรถไฟกับเรามาขบวนเดียวกับเรา และมีใครบ้างที่เขาจากเราไปก่อน หรือว่ายังอยู่บนรถไฟคันเดียวกับเรา..

น้อยคนนักที่จะคิดถึงสิ่งที่จะต้องจากเราไปทุกๆสิ่งในไม่ช้านี้ ทุกคนยังประมาทกับชีวิตอยู่มาก เราอยากจะให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นไปตามที่ใจเราปรารถนา โดยไม่เข้าใจว่าธรรมชาติของทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่จะอยู่คงที่ คงสภาพเช่นเดิมได้ในโลกใบนี้ เรามีความอยาก มีความไม่อยากเป็นอาจิณจนแทบไม่ได้ทันคิดเลยว่า สิ่งที่เราอยากหรือไม่อยากนั้น มันเที่ยงแท้หรือไม่ ลองใช้ปัญญาคิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน ว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราควรค่าแก่การยึดถือปฏิบัติ และมีสิ่งบ้างที่เราไม่สามารถไปยึดถือยึดติดกับมันว่าต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้เสมอไป

ตัวอย่างของการนั่งรถไฟ เป็นอุบายธรรมสอนใจของฉันได้ดีโดยไม่มีข้อสงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว การนั่งรถไฟ เปรียบเสมือนการอาศัยชีวิตหรือร่างกายนี้ของเราเพื่อไปให้ถึงจุดมุ่งหมายที่เราต้องการ หากเราไม่รู้จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเรา เราก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าเราควรจะลงที่สถานีใด แต่ถ้าหากเราทราบเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การนั่งรถไฟจะเปรียบเสมือนการมาเรียนรู้ มาเที่ยว มาศึกษาและทำให้ใจของเราได้เห็นตามหลักความเป็นจริงของธรรมชาติ ไม่ว่าเราจะลงที่สถานีใด เราก็จะพบแต่ความสุขได้เสมอ ผู้คนที่เราพบเจอในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง สามี ภรรยา หรือลูกหลานของเรา ก็เปรียบเสมือนเพียงผู้โดยสารร่วมทางไปกับเราเท่านั้น ควรหรือไม่ที่เราจะไปฉุดดึงรั้งพวกเขาไว้ให้อยู่กับเราตลอด...
คนทุกคนมีที่ของตนที่ต้องไปต่อทั้งสิ้น ดังนั้น เราก็ไม่ควรปล่อยให้การมาใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้ เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ จงเรียนรู้ที่จะเห็นตามความเป็นจริง เหมือนที่เราเห็นอยู่ทุกๆวันบนรถโดยสาร หรือบนยานพาหนะใดๆก็ตามที่เราพบเจอในแต่ละวัน เพียงเท่านี้ เราก็เรียกได้ว่า ได้ใช้ปัญญาเพื่อมาอบรมจิตใจให้เห็นตามหลักสัจธรรม ไม่ขาดทุนที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาในชาตินี้แล้วใช่ไหมคะ


หากบทความนี้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านผู้ใด ฉันก็ขออนุโมทนาไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน ได้ลองใช้ปัญญาพิจารณาทุกสิ่งรอบตัวและน้อมมาสอนใจตนเองให้ยอมรับในความจริงได้ในที่สุดค่ะ

ที่มา : ประสบการณ์ส่วนตัว

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น