เรื่องเล่า๐ใน๐เงาสะท้อน [The Story in The Mirror]

  • 95% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 1,000 Views

  • 13 Comments

  • 17 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    0

    Overall
    1,000

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7 ว่าด้วยเรื่องขุมทรัพย์และพินัยกรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ก.พ. 59

ตอนที่ 7 ว่าด้วยเรื่องขุมทรัพย์และพินัยกรรม

 


"ทำไม...ทำไมนายถึงมาถามฉันเรื่องนี้ล่ะ” เจนาสถามขึ้นมา ถึงแม้จะยังไม่เข้าใจมันก็ตาม เขาหันไปมองริก้าเพื่อจะให้เธออธิบายเรื่องราวที่ลิคพูดให้ฟัง


“เฮ้อ...นี่ เจนาส ฟังนะ” ริก้ากล่าวช้าๆ และว่า “พวกเราสามคนได้ยินพ่อของนาย ฉันหมายถึง พ่อในโลกแห่งความเป็นจริงของนายพูดว่า จะเปลี่ยนชุมชนมิเดลตันเป็นเหมือง นั่นเพราะคนทั้งชุมชนเป็นหนี้พ่อเธอคนเดียว และไม่มีเงินจ่าย...”


“...พวกเราก็เลยคิดที่จะหาทางปลดหนี้แทนพวกผู้ใหญ่เอง” ลิคพูดต่อ


เจนาสพยักหน้า “อืม ฉันพอจะเดาเค้าโครงเรื่องออกแล้วล่ะ ด้วยเหตุนี้ พวกนายเลยพยายามหาขุมทรัพย์ที่ว่าในนิทานนั่นใช่ไหม”


“ใช่”


“นี่นายเชื่อจริงๆ หรอว่า ขุมทรัพย์พวกนั้นมีอยู่จริง เพ้อเจ้อไปกันใหญ่”


“ถ้าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องเพ้อเจ้อล่ะก็ การที่พวกเราสาม...เอ่อ...สี่คนทะลุกระจกเข้ามายังโลกใบนี้ได้ คงเป็นเรื่องที่เพ้อเจ้อยิ่งกว่า ฉะนั้น เรื่องนี้จึงไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”


เจนาสไม่ว่าความอันใด เขาเห็นว่าสิ่งที่ลิคพูดนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ถึงกระนั้น เขาก็มิได้สนใจเรื่องของขุมทรัพย์ที่ว่าเท่าไหร่นัก ความคิดมากมายเวียนวนอยู่ในหัวของเด็กชาย จนกระทั้งเพื่อนจอมเพี้ยนของเขาเอ่ยขึ้นมา


“สรุปแล้ว นายตอบคำถามของฉันได้หรือเปล่า”


“ไม่ ฉันไม่รู้”


ลิคไม่สบอารมณ์กับคำตอบนี้เท่าไหร่นัก “นายต้องรู้สิ ในเมื่อพ่อนายยังรู้เลย”


“นายอย่ามาทำราวกับว่าฉันเป็นจำเลยนะ นายจะแน่ใจได้ยังไงว่าพ่อของฉันรู้เรื่องนี้ บางที อะไรๆ ก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่นายเข้าใจ” เจนาสโต้กลับไป และลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเพื่อนชาย


“ก็ฉันได้ยินมากับหู”


“แล้วนั่น หมายความว่า ฉันต้องรู้งั้นสิ...”


“โอ้ย! เลิกทะเลาะกันได้แล้ว” ริก้าร้องห้ามสงครามน้ำลายขึ้นมา “เราค่อยๆ มาช่วยกันคิดจะดีกว่า”


เจนาสทิ้งตัวลงบนเตียง และลิคก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงเช่นกัน เด็กชายทั้งสองไม่มองหน้ากันเสียยกใหญ่ เห็นได้ชัดว่าปัญหากำลังจะเกิดและเกินการรับมือของหลานสาวหัวหน้าชุมชน เธอหันหน้าไปหาเพื่อนชายอีกคนที่ยืนเงียบมานาน แอชเชอร์รับรู้ว่ากำลังถูกขอความช่วยเหลือ เขาส่ายหน้าปฏิเสธ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องพูดอะไรสักอย่างออกมา


“เอาอย่างนี้สิ สิ่ง...สิ่งที่น่าจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายพวกนั้นได้ ก็คือ บทกวีของกวีอับโชค ไม่ใช่หรือ” แอชเชอร์พูดเสียงเรียบและค่อนข้างเบา “นายก็คิดว่า มันจะนำสู่หนทางการอออกจากโลกแห่งนี้ ใช่ไหมล่ะ...เจนาส บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับขุมทรัพย์อะไรนั่น”


ถ้อยคำของแอชเชอร์สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้จริงๆ


“แล้วเราจะต้องทำยังไงล่ะ” ริก้าถาม


“เราต้องถอดความหมายบทประพันธ์” เจนาสเอ่ยขึ้นมา


“ไม่ก็ไปถามท่านหัวหน้า” ลิคเสริม


“แต่ก่อนอื่น ฉันเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก” สายตาทั้งหกคู่จับจ้องมาที่เจนาส เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้ง “เรื่องขุมทรัพย์นั่น ฉันอาจจะไม่รู้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะให้พวกนายดู คิดว่า มันน่าจะแก้ปัญหาของพวกนายได้ดีทีเดียว”

 

ไม่มีใครทราบว่าเจนาสกำลังหมายถึงอะไร แต่เด็กทั้งสามคนก็เดินตามเขาออกมาจากห้องนอน และเดินไปตามโถงทางเดินชั้นบนของคฤหาสน์ ไม่สามารถเดาได้เลยว่าเจนาสจะพาไปที่ไหน เพราะเขาไม่ได้เอ่ยปากอะไรออกมาตลอดการเดินทาง ถึงกระนั้น ลิคก็คิดว่า ที่ที่พวกเขากำลังไปคือสถานที่ที่ซ่อนขุมทรัพย์เอาไว้แน่ๆ


พวกเขาเดินไปได้ไม่นานักก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูไม้ขนาดใหญ่บานหนึ่ง ดูจากสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ประกอบอยู่บริเวณหน้าประตูนี้ เห็นได้ชัดว่า ที่นี่คือห้องทำงาน และคงจะเป็นของใครไม่ได้นอกจากเศรษฐีวัยกลางคนแห่งชุมชนมิเดลตัน


เจนาสเปิดประตูเข้าไปในห้อง ท่ามกลางความแปลกใจของเหล่าผองเพื่อนที่พบว่ามันไม่ได้ลงกลอนเอาไว้ ในขณะที่ไม่มีใครอยู่ในห้องด้วยซ้ำ “นายพาเรามาที่นี่ทำไม” ริก้าเอ่ยถาม เธอสำรวจมองไปรอบตัว ห้องทำงานนี้มีขนาดใหญ่โตมาก และเกรงว่าอาจจะมีกับดักอะไรซ่อนไว้อยู่


“ก็ทำความฝันของพวกเธอให้เป็นจริงไง”


“สมบัติอยู่ที่นี่หรือ” ลิคโพล่งเสียงดังด้วยความตื่นเต้น


“ไม่ใช่ มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้น ตามฉันมาเถอะ”


เจนาสเดินไปยังโต๊ะทำงานไม้มอคค่าขนาดใหญ่ท้ายห้อง ของบนโต๊ะทุกอย่างถูกวางอย่างเป็นระเบียบ ทุกอย่างอยู่ในที่ที่ของมันราวไม่เคยผ่านการใช้งาน เช่นเดียวกับชั้นหนังสือที่สิ่งที่อยู่ข้างในเหมือนจะไม่เคยถูกหยิบออกมาอ่าน เจนาสหยิบกรอบรูปตั้งโต๊ะขนาดพอประมาณลงมา สร้างความสงสัยแก่คนทั้งสาม


“นายเอารูปมาทำอะไรน่ะ” ลิคถาม เขามองไปยังรูปถ่ายในกรอบรูปนั้น มันเป็นรูปของเศรษฐีวอร์เรนกำลังยืนยิ้มอย่างมีความสุขบนหาดทรายสีขาว ข้างๆ กันมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนนึง และมีเด็กทารกอีกคนอยู่ในอ้อมแขนของเธอ “รูปครอบครัวนายงั้นหรือ นี่นะที่นายบอกว่ามีค่ามากกว่าขุมทรัพย์ของพวกฉัน”


“ของนาย...” แอชเชอร์แก้คำ


“จะของใครก็ช่างเถอะ นายจะให้เราดูรูปนี้ทำไมกันน่ะ เจนาส” ริก้าพูด


“ไม่ใช่ อย่าเพิ่งรีบร้อนกันไปสิ ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ สิ่งที่ฉันจะให้ดูอยู่นี่ต่างหาก” เด็กชายหมุนตัวล็อคด้านหลังกรอบรูป แล้วจึงพื้นกรอบไม้ด้านหลังจะถูกถอดออกมา กระดาษที่ถูกพับเรียบร้อยแผ่นหนึ่งร่วงลงมาจากข้างในนั้น สร้างความฉงนแก่เด็กสามคน


มันคืออะไร


เจนาสหยิบมันขึ้นมา “นี่ละขุมทรัพย์ที่แท้จริง”


กระดาษแผ่นนั้นถูกกางออกช้าๆ และเมื่อลิค ริก้า และแอชเชอร์เห็นแล้วว่ามีอะไรอยู่บนหน้ากระดาษ คิ้วของพวกเขาก็ขมวดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย พวกเขาเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันอีกแล้ว ตัวหนังสือยาวพรืดเหมือนเป็นเอกสารสำคัญนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญมากไปกว่าการที่...


ตัวหนังสือมันกลับด้านทุกตัวเลยน่ะสิ!


“เฮ้ ฉันว่าพวกนายไม่น่าจะตกใจอะไรขนาดนั้นนะ พวกนายก็น่าจะเห็นแล้วไม่ใช่หรือว่า ที่นี่น่ะทุกอย่างกลับด้านไปเสียหมด ตัวหนังสือก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”


ดูท่าริก้าจะเป็นคนตั้งสติได้คนแรก “เอาล่ะ แล้วกระดาษแผ่นนี้คืออะไร”


“มันคือพินัยกรรม”


พินัยกรรม” เด็กทั้งสามพูดพร้อมกัน ก่อนที่ลิคจะพูดต่อ “สำหรับอะไรล่ะ”


“สำหรับชุมชนมิเดลตัน...แต่ถ้านายยังไม่เข้าใจล่ะก็ ลองอ่านเองน่าจะง่ายกว่า”


อาจจะเป็นเพราะความบังเอิญก็ได้ ภายในห้องทำงานแห่งนี้มีกระจกเงาตั้งพื้นอยู่บานหนึ่งพอดี และวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะอ่านพินัยกรรม (ตามที่เจนาสว่า) ฉบับนี้ก็คือ ส่องมัน แล้วอ่านจากเงาสะท้อนนั้น เท่านี้พวกเขาก็จะสามารถอ่านมันได้สบาย


 

พินัยกรรม

วันที่ 21 สิงหาคม 1949

นี่คือพินัยกรรมว่าด้วยเรื่องสัญญาเงินกู้ระหว่างตระกูลเคอร์เรนซ์และชุมชนมิเดลตัน ด้วยชาวชุมชนมิเดลตันได้จำนองที่ดินไว้กับข้าพเจ้า เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือในยุคสงคราม ซึ่งทำให้เกิดภาวะการณ์ข้าวยากหมากแพงและภัยแล้งเมื่อหลายปีก่อน ทั้งนี้หนี้สินทั้งหมดของชาวชุมชนมิเดลตันมีมูลค่าที่มากมายมหาศาลนัก และข้าพเจ้าหวั่นกลัวว่า เมื่อข้าพเจ้าลาโลกไปเกินไปตามอายุสัญญา ทรัพย์สินทั้งหมดของแต่ละครัวเรือนคงจะมีไม่เพียงพอสำหรับหนี้สินที่เกิดขึ้น

ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะยกหนี้สินทั้งหมด และคืนที่ดินจากการผูกจำนองคืนแก่ชาวมิเดลตัน ในยามที่ข้าพเจ้าสิ้นลมหายใจไปแล้ว และขอให้ทายาทของตระกูเคอร์เรนซ์ทุกคนทำตามคำสั่งในพินัยกรรมฉบับนี้

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ข้อความที่ข้าพเจ้าเขียนทั้งหมดเป็นความจริง และเขียนในขณะที่ตัวข้าพเจ้าเองนั้น ยังมีสติดีครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งกายและใจทุกประการ

ขอให้พระเจ้าอวยพรแก่ชุมชน

มาแชล เคอร์เรนซ์

 

 

“ชื่อปู่ของฉันน่ะ”


“อะไรนะ...”


“นี่น่ะ...” เจนาสชี้ไปที่ชื่อในกระดาษ “นี่เป็นชื่อปู่ของฉัน มาแชล เคอร์เรนซ์”


“แปลว่านี่ก็คือพินัยกรรมของจริงน่ะสิ แต่ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลยเรื่องภัยแล้งไรนั่น” ลิคว่า เขานิ่วหน้าเล็กน้อย

ริก้าทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพูด “แต่ฉันรู้สึกเหมือนเคยได้ยินจากคุณย่าอยู่เหมือนกันนะ เรื่องภัยแล้งของชุมชนเรา เหมือนว่า มันเคยเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นฝนตกลงมาไม่เกินสิบครั้งต่อปีเลยด้วยซ้ำ เลยไม่สามารถทำการเกษตรอะไรได้เลย ซ้ำยังเป็นอย่างนั้นต่อเนื่องอยู่หลายปี”


“ชุมชนเราไม่กลายเป็นทะเลทรายเป็นแล้วหรือไง” ลิคเสริมขึ้นมา


“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ” เจนาสแย้ง “พวกนายยังไม่เข้าใจหรือว่า นี่มันหมายความว่ายังไง” เขาโบกพินัยกรรมไปมา ทุกคนส่ายหน้า จนอดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจ “มันหมายความว่า หนี้สินใดๆ ก็ตามที่ชุมชนต้องชดใช้ให้พ่อของฉัน เป็นอันโมฆะยังไงล่ะ”


แอชเชอร์มองไปที่เพื่อนจอมเพี้ยนของเขาที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ริก้าอธิบาย “งั้นพินัยกรรมนี่ก็คือ สมบัติที่อเล็กซ์ซ่อนไว้น่ะสิ” คำพูดนี้เรียกความสนใจของลิคได้เป็นอย่างดี


“สมบัติ...กระดาษแผ่นเดียวจะเป็นสมบัติไปได้ไง” ลิคเถียง


“เป็นไปได้สิ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ ถ้ามันสามารถปลดหนี้ให้ชุมชนของเราได้”


“มันก็จริง” ริก้าเห็นด้วย “แต่พินัยกรรมฉบับนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน ตัวหนังสือกลับด้านอย่างนี้”


เจนาสเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “เมื่อมีฉบับนี้ในโลกนี้ ย่อมมีพินัยกรรมที่เหมือนกันอีกฉบับอยู่แล้ว”


“เศรษฐีนั่น...เอ่อ...พ่อของนายในโลกฝั่งนู้นคงจะเก็บของสำคัญขนาดนี้ไว้ไกลตัวหรอก ประกันได้เลยว่า เขาต้องพกมันติดตัวตลอดเวลาแน่ และไม่ต้องห่วงเลย เพราะเราจะไม่มีวันได้มันมา ไม่แน่ว่ามันอาจจะถูกทำลายไปแล้วก็ได้” ลิคพูด


“เฮ้ ลิค นานๆ นายก็พูดมีเหตุผลกับเขาเหมือนกันนะ” แอชเชอร์หยอกกลับทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบพลางหัวเราะในลำคอ แต่สิ่งที่ลิคพูดก็เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนต่างรู้ดี


ลิคพูดต่อ “...นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราต้องไปตามหาขุมทรัพย์ของอเล็กซ์ต่อไปยังไงเล่า”


ทุกคนต่างถอนหายใจพร้อมกัน เจนาสเก็บพินัยกรรมกลับเข้าที่เดิม และจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบราวับไม่เคยมีใครแตะต้องมันก่อนหน้านี้ “แล้วทีนี้ พวกนายจะทำยังไงกันต่อ” เจนาสเอ่ยถาม เมื่อกลับมา


“ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว...เอาจริงๆ ฉันคิดว่าเรื่องนี้มันไร้สาระมาก”


“มากกก...” แอชเชอร์ลากเสียงยาวต่อท้าย


“แต่นายก็ต้องยอมรับนะว่า สิ่งที่นายเห็นว่าไร้สาระนั้นเกิดขึ้นจริง อย่างเรื่องโลกในเงาสะท้อนนี่” ริก้าว่า

“ความจริง เราอาจจะกำลังหลงทางกันอยู่ก็ได้”


“แล้วเรื่องเจนาสล่ะ”


“ก็...ยังไม่ตายไง”


“พอซะทีเถอะ เลิกทำเป็นเล่นได้แล้ว” ไม่น่าเชื่อคนที่จะหมดความอดทนจะเป็นลิคที่ชอบทะเลาะกับคนอื่นประจำ เขากล่าวต่อว่า “ฉันตั้งใจแล้ว ฉันจะตามหาขุมทรัพย์ต่อไป และเราก็ต้องเริ่มจากบทกวีพวกนั้น ต่อไปก็ต้องหาทางกลับบ้าน...ฉันหมายถึง โลกจริงๆ ที่เราจากมา”


ริก้ายิ้มบางๆ ให้กับปฏิกิริยาดังกล่าวของเพื่อน เธอว่า


“บางครั้ง นายก็ดูน่ากลัวเหมือนกันนะ ลิค เลซิก”

 


“ก่อนอื่น มีบางอย่างที่ฉันต้องบอกให้พวกนายรู้ก่อน เกี่ยวกับโลกเงาสะท้อนนี้” เจนาสพูดขึ้น เมื่อพวกเขากลับมารวมตัวกันอยู่ที่ห้องนอนของเด็กชายอีกครั้ง “ฉันคิดว่า มันเป็นสิ่งสำคัญ ก่อนหน้านี้ เธอบอกเองใช่ไหมว่า ได้อ่านจดหมายของฉันแล้ว”


ริก้าพยักหน้า


“ฟังให้ดีนะ นี่เป็นความลับของโลกเงาสะท้อนที่ฉันค้นพบ” เจนาสหยุดพูดไปครู่หนึ่ง เขาหยิบสมุดบันทึของตนขึ้นมา แล้วกางมันออก “เห็นอะไรไหม” เขาถาม


“ก็แค่...ตัวหนังสือกลับด้าน” ริก้าตอบ “ทุกอย่างกลับด้าน เรื่องนั้นเรารู้อยู่แล้ว”


“ไม่ๆๆๆ ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น อย่างอื่นต่างหาก สิ่งที่มันเชื่อมโยงกัน”


เด็กทั้งสามส่ายหน้า ดูเหมือนจะไม่มีใครคิดออกเลย


เจนาสถอนหายใจเบาๆ “โอเค ฉันจะเฉลยให้ฟังก็ได้ พวกนายสามคนน่าจะรู้แล้วว่า ทุกอย่างที่นี่ ถ้าว่ากันทางกายภาพแล้ว มันแทบจะเหมือนกันกับโลกแห่งความเป็นจริงทุกประการ และความลับข้อที่หนึ่ง ก็คือ สิ่งใดที่นายทำที่นี่หรือ...อีกที่ จะปรากฏในทั้งสองโลก มันเหมือนโลกคู่ขนานน่ะ ฉันเขียนจดหมายจากที่นี่ และใส่มันไว้ที่กล่องไปรษณีย์หน้าคฤหาสน์”


“นายจะบอกว่า เราสามารถสื่อสารไปยังอีกโลกหนึ่งได้อย่างนั้นใช่ไหม” แอชเชอร์ถาม


“ก็ใช่ แต่พ่อแม่นายไม่มีทางรู้หรอกว่า นายกำลังพยายามติดต่อกับพวกเขา เราทำได้อย่างมากก็แค่รอปาฏิหาริย์ เหมือนที่ฉันรอมาเกือบสองปี กว่าจะมีใครมาเจอจดหมายพวกนั้น”


“น่าแปลกนะ พ่อนายไม่เคยเช็คกล่องจดหมายดูเลยหรือไง” ลิคพูดบ้าง


“ไม่น่าแปลกหรอก เพราะไม่เคยมีใครส่งจดหมายมาที่นี่อยู่แล้ว”


 “แล้วเรื่องนั้น มันมีประโยชน์ยังไงล่ะ”


“ประโยชน์งั้นหรอ” ดูท่าเจนาสจะไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน “ก็...บางครั้ง นายอาจจะอยากลองสื่อสารกับพวกเขา หมายถึง คนฝั่งนู้น ถ้านายเขียนข้อความกลับด้าน” เขาหมุนนิ้วเป็นท่าประกอบ “แล้ววางไว้ที่หัวเตียง”


“แล้วทำไมนายไม่ทำอย่างนั้นเล่า จะได้ไม่ต้องรอเป็นปี”


“ฉันไม่อยากออกไปจากคฤหาสน์”


“ถ้าเช่นนั้น มันคงไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับขุมทรัพย์ของพวกเราหรอก” ลิคเอ่ยด้วยท่าทีเบื่อหน่าย “ฉันว่า เราเอาเวลามาค้นหาและถอดบทกวีนั่น แล้วรีบหาขุมทรัพย์จะดีกว่า”


“ฟังนะ นายยังไม่รู้อะไร ที่นี่ในตอนนี้” เจนาสย้ำเสียงหนัก “ไม่ได้มีลิค เลซิก, ริก้า อีสเซนท์ และแอชเชอร์ คอนวอร์ล แค่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่มีถึงสองคน ทั้งนิสัยของพวกนาย...เอ่อ...ในโลกนี้ก็ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คนทั้งชุมชนจะจับผิดสังเกตนายได้ทันที นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมนายจึงออกไปไม่ได้”


“แล้วนายล่ะ...ตัวนายในโลกนี้อยู่ที่ไหน” ริก้าถาม


“ฉัน...ฉันไม่รู้” เจนาสตอบเสียงเบา เหมือนมีอะไรบางอย่างปิดบังเป็นความลับเอาไว้ แน่นอนว่าเป็นที่น่าสงสัยสำหรับเด็กหญิง แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะแอชเชอร์ชิงพูดขึ้นมาก่อน


“ปัญหามีแค่เรื่องนั้นใช่ไหม”


เจนาสพยักหน้า


“ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็แค่ ทำตัวนิ่งๆ ไม่ต้องพูดอะไร...”


“...ก็จะไม่มีใครรู้” ลิคต่อประโยคจนจบ ความคิดของเพื่อนคู่ทะเลาะดูจะโดนใจเด็กชายอยู่พอสมควร “งั้นเราก็ไปกันเลยเถอะ”


“ไปไหน” เด็กอีกสามคมถามขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน


“หอสมุด...ที่นั่นมีหนังสือเยอะแยะไปหมด ฉันไปที่นั่นประจำ และคิดว่า ฉันเคยอ่านเจอเรื่องของขุมทรัพย์นักกวีที่นั่นด้วยนะ”


0 ความคิดเห็น