ปักษามนตรา (จบแล้ว)

ตอนที่ 4 : ฆ่าได้หยามไม่ได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,716
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 136 ครั้ง
    26 ก.ค. 58






รุ่งเช้าวันถัดมา อันตราแจ้งแก่รตีว่าพญาครุฑต้องการพบนางที่ห้องหนังสือ รตีแอบลุ้นในใจว่าเขาจะหลงกลพานางลงไปเบื้องล่างหรือไม่ นางปกปิดความตื้นเต้นมิดชิด แสร้งตีหน้าเฉยไปพบเขา ครั้นเมื่อได้พบหน้า ก็นิ่งฟังดูว่าเขาจะพูดอะไร

วินตรัยยิ้มนิดๆ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย

ข้าจะพาเจ้าไปแช่น้ำยังเบื้องล่าง

ประกายตาของนางดีใจอย่างปิดไม่มิด หากยังแกล้งทำเฉยต่อ

ท่านไม่คิดว่าข้าจะโกหกหรือนางถาม

ไม่หรอก ข้าเชื่อใจเจ้า แหละหวังว่าเจ้าจะตรงไปตรงมากับข้าเช่นกันวินตรัยตอบเน้นประโยคหลังเป็นพิเศษ ทำให้รตีอดรู้สึกร้อนๆหนาวๆไม่ได้

เรารีบออกเดินทางกันเถิด ประเดี๋ยวแดดจะแรง

เดี๋ยวก่อนรตีร้องห้าม

อะไรอีกล่ะวินตรัยถามอย่างสงสัย ดูว่านางจะมาไม้ไหนอีก

ข้าว่าไปตอนเย็นดีกว่า ตอนเช้าท่านจะต้องว่าราชการ ข้ารู้สึกเกรงใจรตีหาข้ออ้างที่จะไปตอนเย็น ด้วยว่าตอนเช้าในเมืองบาดาล ผู้คนต่างก็ยังจัดการกิจธุระของตนไม่เสร็จ คงไม่ค่อยมีคนขึ้นมาบนผิวน้ำ หากไปตอนเย็นโอกาสที่นางจะได้พบพี่น้องนาคราชมีสูงกว่า

เจ้าอย่าได้เอาเรื่องของข้าเป็นธุระเลย ข้อราชการข้ามีคนดูแลแทนอยู่แล้ว ข้านึกว่านี่ล่วงเข้าวันที่แปดแล้ว ร่างกายเจ้าจะอ่อนแอจนทนไม่ได้แล้วเสียอีก เลยจะรีบพาเจ้าไปไวๆชายหนุ่มย้อนถาม แววตาเป็นประกายคอยจับผิด

ได้ฟังเช่นนั้นก็ค่อยสบายใจหน่อย ข้าเกรงจะรบกวนเวลาท่านนางนาคแสร้งพูด ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้เท่าทันกัน

………………………………………

วินตรัยพานางนาคร่อนลงสู่สระโบกขรณีใสสะอาดในป่าหิมพานต์ห่างไกล รตีมีสีหน้าผิดหวัง ถามเขาออกไปอย่างข้องใจ

“เหตุใดท่านไม่พาข้าไปยังบึงนาคารักษ์ที่ท่านจับข้ามา แหล่งน้ำแห่งนั้นใกล้กว่าตั้งเยอะ ใยต้องเสียเวลาบินมาถึงที่นี่”

“ที่นี่สงบเงียบดีนัก ข้าอยากให้เจ้าได้แช่น้ำอย่างสบายใจไงล่ะ” ชายหนุ่มตอบ รตีได้แต่ซ่อนความผิดหวังไว้ ที่นี่ห่างไกลจากถิ่นของนาง จะมีคนรู้จักมาพบแล้วช่วยนางได้อย่างไร วินตรัยซ่อนยิ้มเมื่อได้เห็นสีหน้าของนาง

“ทำไมล่ะ เจ้าไม่ชอบที่นี่หรือ” เขาแกล้งถาม

“ที่นี่ก็สวยงามดี” รตีตอบพลางมองไปรอบตัว

 

                แม้การแช่น้ำจะไม่ได้จำเป็นต่อรตีดังเช่นนาคตนอื่นๆ แต่เมื่อได้มาเห็นสายน้ำใสสะอาดเย็นฉ่ำ ร่างกายที่แห้งสนิทมาตลอดเจ็ดวันก็แสดงปฏิกิริยาตอบสนองทันที กายของนางสั่นสะท้านเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อทุกส่วนต้องการสัมผัสกับความชุ่มชื่นที่อยู่ตรงหน้า วินตรัยเห็นเช่นนั้นก็เริ่มเชื่อว่าข้ออ้างของนางน่าจะเป็นจริง เขาปล่อยนางลงจากอ้อมแขน รตีทำท่าจะโจนจ้วงลงในสายน้ำอย่างลิงโลดหากแต่เขาคว้าข้อมือไว้มั่น

เดี๋ยวก่อน

รตีหันกลับมามอง สีหน้าข้องใจ นางกำลังเตรียมพร้อมจะหนีไม่ว่าวินาทีใดวินาทีหนึ่งที่เขาเผลอ

วินตรัยคว้าเชือกเส้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ร่างกายของรตีมีปฏิริยาตอบสนองทันที

เชือกนั่นมันอะไรน่ะตัวนางสั่นอย่างควบคุมไม่ได้

หากข้าไม่มัดเจ้าไว้ เกิดเจ้าหนีไปจะทำอย่างไรล่ะวินตรัยเอ่ย จริงมั้ย

รตีเหลือบมองเชือกเส้นบาง ดูไม่น่าแข็งแรง คิดในใจว่าหากเขามัดนางไว้ เพียงนางกลายร่างเป็นนาค เชือกก็จะคลายออก นางก็จะหนีไปได้อย่างสบาย จึงตอบตกลง

ท่านมัดที่ข้อเท้าข้าก็แล้วกันนางตอบอย่างย่ามใจ เพราะข้อเท้าคือบริเวณปลายหางที่จะสะบัดออกได้ง่ายสุด

วินตรัยก้มลงมัดเชือกกับข้อเท้า ทันทีที่ปลายเชือกสัมผัสผิว นางก็รู้สึกชาวูบไปทั้งร่าง

เชือกนี้มีความยาวพอสมควร วินตรัยสามารถนั่งถือปลายเชือกรออยู่บนฝั่งขณะที่นางนาคแช่กายอยู่ในน้ำได้ เขาเกลียดการลงน้ำเป็นที่สุด

เอ้า ไปได้แล้วพูดจบเขาก็ทรุดตัวลงนั่งริมสระ กำปลายเชือกอีกฝั่งไว้แน่นหนา

รตีครั้นได้ลงยืนแช่ข้อเท้าในน้ำก็พยายามตั้งจิตคืนร่างเป็นนาค แต่พยายามเท่าใดก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากเบื้องหลัง

อย่าพยายามเลย ไม่สำเร็จดอก นี่คือบ่วงกำกับนาค เพียงโดนบ่วงนี้รัด เจ้าก็สิ้นฤทธิ์ มิอาจใช้อาคมของนาคได้ จงแช่น้ำให้นานตามต้องการนะ ข้าจะรออยู่บนฝั่งนี้แหละ

 

รตีตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ นางอุตส่าห์มาได้ไกลถึงเพียงนี้แล้ว กว่าจะหาอุบายให้เขาพามายังเบื้องล่างได้ อีกเพียงนิดเดียวนางก็จะได้กลับบ้าน แต่บุรุษใจร้ายผู้นี้กลับตัดหนทางของนางเสียสิ้น น้ำตาแห่งความโกรธเกือบจะไหลออกมาหากไม่ได้ยินเขาพูดประโยคถัดมา

ถอดเสื้อผ้าออกเสียด้วย ถ้ามิต้องการขนเปียกยามแบกเจ้ากลับ

เพียงเท่านี้ความอดทนก็ขาดผึง นาคสาวหันกลับไปบริภาษเขาอย่างแค้นเคือง

เจ้า…” ดวงหน้างามแดงก่ำ ตาเป็นประกาย อย่ามาหยามกันให้มากเกินไปนะ เจ้านี่มันไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษแม้แต่เพียงนิด

ทำไมล่ะ ข้าเคยบอกเจ้าว่าข้ามีรึเขาถามเยาะหยัน

ข้าไม่ทำตามที่เจ้าสั่งรตีตะโกนใส่เขาเสียงแข็ง

เจ้าจะขัดขืนข้างั้นหรือวินตรัยหรี่ตามอง เห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ลองวิชา เขาขยับตัวนั่งหลังตรง ยามนี้เขามีความสุขที่สุด ขอบคุณเวทกำกับนาคที่บรรพบุรุษของเขาบันทึกไว้ วินตรัยหลับตาบริกรรมคาถา เวทกำกับนาคบทนี้แม้สั่งให้นาคกระโดดเข้ากองเพลิงก็ยังต้องทำตาม แต่ผู้ร่ายเวทก็ต้องเป็นผู้มีพลังเวทย์สูงเช่นกันจึงจะควบคุมจิตของนาคที่ถูกครอบงำได้ รตีรู้สึกสมองมึนงง ความรู้สึกตัวเริ่มพร่าเลือน เพียงได้ยินเสียงแผ่วเบาของวินตรัยก็รู้สึกว่าต้องทำตาม

ดีมาก จงเชื่อฟังข้า ถอดเสื้อผ้าของเจ้าไว้ที่ริมฝั่งแล้วไปแช่น้ำเสียให้เพียงพอ

มือขาวผ่องของรตีลงมือปลดเปลื้องเครื่องแต่งกายออกอย่างแช่มช้า แม้วินตรัยจะรู้ว่าภาพเบื้องหน้านั้นน่ามองเพียงใด แต่เขากลับหันหลังให้เพื่อเป็นการให้เกียรตินาง แม้นจิตของนางนาคจะถูกกำกับไว้ด้วยมนต์ แต่นางก็ยังพอรู้ตัวอยู่เลือนลาง น้ำตาของนางไหลพราก ศักดิ์ศรีของนางถูกทำลาย หากวินตรัยได้หันกลับมามอง เขาก็จะได้เห็นภาพที่งดงามที่สุดแต่ก็เศร้าที่สุดด้วยเช่นกัน

 

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้านางย่ำลงไปในน้ำ วินตรัยหันหลังกลับ ดวงตาจับจ้องไปที่แผ่นหลังของนาคสาว

รอยแผลยังปรากฏชัดเจนอยู่ที่กลางหลัง ไภสัชมิได้โกหก รตียังไม่หายดี เขาจะอดทนรอนางต่อไปอีกหน่อยแม้มันจะเป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับเขาเสียเหลือเกิน

แม้จะอยู่สภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น รตีก็รู้สึกร่างกายสดชื่นขึ้นมาก สายน้ำที่ไหลเวียนรอบกายถ่ายทอดพลังจากธรรมชาติซึมซับเข้าสู่ผิวกาย รตีหลับตาปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสายน้ำ แม้สมองจะปลอดโปร่งแต่มนต์ที่กำกับจิตไว้ทำให้มึนงงคิดอะไรไม่ออก เวลาผ่านไปยาวนานรตีก็ยังแช่น้ำอยู่เช่นนั้น วินตรัยเองก็นอนแผ่กายลงกับผืนหญ้ามองท้องฟ้าอย่างเพลิดเพลินจนเผลอหลับไป

ผ่านไปครู่ใหญ่ แสงตะวันเริ่มแรงกล้า เขาฉุกใจคิด นางเงียบเกินไป เขาจึงนึกได้ว่านางอยู่ใต้มนต์สะกด หากเขาไม่สั่งให้นางเปลี่ยนอิริยาบถ นางก็จะทำตามคำสั่งล่าสุดอยู่เช่นนั้น ครั้นเห็นสมควรแก่เวลา วินตรัยจึงสั่งให้รตีขึ้นจากน้ำและแต่งตัว

ผิวกายของรตีแดงปลั่งราวผลไม้สุกด้วยโดนแดดยามสายเผาอยู่เป็นเวลานาน ครั้นนางขึ้นมายืนบนฝั่งแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว วินตรัยก็ก้มลงแก้บ่วงกำกับนาคที่ข้อเท้าให้แก่นาง รตียังคงยืนซึมแม้ยามที่เขาจับแขนนางขึ้นเกี่ยวคอ

คราวหน้าเขาคงต้องหลีกเลี่ยงการใช้มนต์กำกับนาคกับรตี วินตรัยคิดขณะแบกนางบินกลับวิมาน ด้วยพลังเวทย์ของเขาแรงเกินไป รตียังคงมีอาการมึนงงแม้เขาจะถอนมนต์สะกดแล้ว

หลังการได้แช่น้ำรตีดูสดใสขึ้น เมื่อกลับถึงวิมาน วินตรัยอุ้มรตีมาส่งถึงห้องบรรทมโดยมีอันตราคอยช่วยจัดที่นอนให้ วันนี้ทั้งคู่หายไปเกือบทั้งเช้าแถมกลับมารตียังมีท่าทางมึนงง เนื้อตัวแดง ราวกับเป็นไข้แดด อันตรัยรู้สึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางแต่ก็ไม่กล้าถามนายตน

                รตีหลับไปตลอดช่วงบ่ายและตื่นเมื่อตะวันลับขอบฟ้า หญิงสาวพยายามทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางจำได้ว่าวินตรัยใช้เวทย์กำกับนาคกับนาง หลังจากนั้นความจำก็พร่าเลือน รตีแค้นนัก บิดาเคยเล่าให้ฟังถึงพิษสงของเวทย์บทนี้ เหล่านาคต้องตายไปไม่รู้เท่าไหร่โดยไม่มีโอกาสขัดขืนเมื่อตกอยู่ใต้มนตร์สะกด นางเคยคิดว่าเวทย์บทนี้สูญหายไปแล้ว เพราะไม่มีผู้ใดใช้อีกเลยในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา การมีอยู่นับเป็นอันตรายต่อเผ่าพันธุ์นาคอย่างยิ่ง สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ เมื่อเช้านางเองก็จำไม่ได้ว่าเขาสั่งให้นางทำอะไรไปบ้าง นางไม่อาจเสี่ยงให้เขาใช้เวทย์นี้กับนางได้อีกในอนาคต รตีตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง แม้จะเป็นการกระทำโง่ๆก็ยังดีกว่างอมืองอเท้าอยู่เฉยๆโดยเป็นฝ่ายถูกกระทำฝ่ายเดียว

                รตีรอจนกระทั่งยามดึกสงัดจึงย่องออกจากห้องอย่างเงียบกริบ นางจรดฝีเท้าไปยังห้องบรรทมใหญ่ มือบางผลักประตูแผ่วเบา เสียงเอียดอาดของประตูที่ลั่นขึ้นในความเงียบทำให้รตีกลั้นลมหายใจ ครั้นทุกอย่างยังคงสงบ นางจึงเยี่ยมกรายเข้าไปในห้อง ร่างบนเตียงยังคงนิทรา เสียงลมหายใจสม่ำเสมอ

                เมื่อมายืนอยู่ข้างแท่นบรรทม รตีเพ่งพินิจใบหน้างามคมคายของผู้เป็นศัตรู ดวงตาวิบวับอยู่เป็นนิจคู่นั้นยามนี้ปิดสนิท จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักลึก ใบหน้ายามหลับของเขาดูผ่อนคลายไร้พิษสง แต่น่าเสียดายนางคงไม่อาจปล่อยเขาไว้ได้ เขาอันตรายต่อนางเกินไป มือบางกระชับมีดสั้นซึ่งแอบค้นเจอจากห้องหนังสือ รตีจับมีดด้วยสองมือ แม้จะฝึกใช้อาวุธมาตั้งแต่เล็ก แต่นางไม่เคยสังหารผู้ใดมาก่อน มือบางสั่นเล็กน้อย เงื้อมีดขึ้นเหนือลำคอของร่างที่ยังคงหลับใหล ขออโหสิกรรมด้วยเถิดนะ หญิงสาวคิดขณะหลับตาลง มือทั้งสองกดมีดลงอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงประกายในความมืด

                แคร้งงงงงงง

                ยังไม่ทันที่คมมีดจะสัมผัสลำคอ มือของรตีก็ถูกปัดอย่างแรงจนมีดหลุดจากมือตกลงไปที่พื้น  แขนแกร่งรั้งเอวบางจนล้มไปทาบทับร่างบนเตียง น้ำเสียงเย็นเยียบของวินตรัยดังขึ้นในความมืด รังสีสังหารที่นางแผ่ออกมาเป็นของจริง

                “เหตุใดจึงคิดสังหารข้า”

                แม้จะตกใจที่ถูกจับได้ รตีพยายามระงับความตะหนก แต่ร่างงามไม่อาจปกปิดอาการสั่นสะท้านได้ ขัดกับแววตาทะนงที่เป็นประกายวาววับด้วยเพลิงโทสะ ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น นางเป็นฝ่ายพลาด เขาอยากจะฆ่าจะแกงก็เชิญ ในเมื่อนางกล้าทำก็กล้าที่จะยอมรับผล

                “เจ้าไม่รู้หรือ ถึงเจ้าสังหารข้าได้ก็ไม่มีทางหนีรอดไปได้” อ้อมแขนรั้งร่างงามเข้ามาจนชิด ใบหน้าห่างกันแค่คืบ มองเห็นประกายดื้อดึงในแววตาคู่งามแม้ในความมืด

                “เพียงสังหารท่านได้ข้าก็ยอมตาย”  รตีพยายามรั้งร่างหนี

                วินตรัยพลิกตัวคร่อมร่างงามไว้ สายตาจ้องมองในตาอย่างค้นคว้า

                “อยู่ดีๆ เกิดนึกแค้นเคืองอะไรข้าขึ้นมา ถึงกับต้องคิดจะฆ่ากันเลยหรือ”

                หญิงสาวจ้องกลับอย่างเคียดแค้น

                “วันนี้ท่านใช้เวทย์สกปรกบทนั้นกับข้า ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก อย่าคิดว่าบังคับจิตข้าได้จะทำให้ข้ายอมเป็นทาสของท่าน”

                มือหนาประคองใบหน้างาม สายตาที่ทอดมองอ่อนลง

“ข้าสัญญาจะไม่ใช้เวทย์นี้กำกับจิตเจ้าอีก” วินตรัยเอ่ยเสียงทุ้ม “มีอะไรอีกไหมที่ขัดเคืองใจเจ้า”

“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” รตีร้องอย่างขัดใจพลางใช้มือยันอกเขาไว้

วินตรัยแสร้งกอดร่างงามทำเฉย แอบกดจมูกโด่งลงกับแก้มนวลหอมกรุ่น ทำเอาใบหน้านวลแดงเรื่อขึ้น

“ตอนแรกข้านึกว่าเจ้าจะลอบเข้าหาข้ายามดึกด้วยความพิศวาทเสียอีก ที่ไหนได้เจ้ากลับจะมาเอาชีวิตข้า น่าเสียใจยิ่งนัก” คนตัวโตแสร้งทำเสียงเศร้า ลมหายใจร้อนที่เป่ารดใบหน้าเริ่มขาดห้วง รตีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางถึงคราวเข้าตาจนเสียแล้ว โทสะที่มีเมื่อครู่เริ่มจางหายเหลือแต่เพียงความหวาดหวั่น

“ในเมื่อท่านสัญญาจะไม่ใช้เวทย์นั้นกับข้าอีก ข้าก็พอใจแล้ว” รตีรีบบอกเมื่อดูท่าร่างที่ทาบทับอยู่จะไม่ยอมปล่อยง่ายๆ ตอนนี้ความโกรธหายไปแล้วเหลือแต่ความกลัว ถ้าเขาเกิดทำอะไรบ้าๆขึ้นมาล่ะ

“เจ้าพอใจแล้ว แต่ข้ายังไม่พอใจ” วินตรัยตอบ ริมฝีปากซุกซนเลื่อนไปจรดลงที่หน้าผากมน ชายหนุ่มซ่อนยิ้มในสีหน้าเมื่อเห็นนางนาคที่เมื่อครู่ยังทำเก่ง ตอนนี้หน้าเหลือสองนิ้ว ดูซินางจะทำอย่างไรให้รอดพ้นเงื้อมมือเขาไปได้

“โอ้ย ปล่อยนะ ข้าเจ็บแผล” นางนาคจอมมารยารีบร้องบอก หวังใช้เสียงดังเข้าข่ม

วินตรัยพลิกตัวให้รตีเป็นฝ่ายขึ้นมานอนทาบทับอยู่บนตัวเขา แขนแข็งแรงยังกอดเอวบางไว้แน่นไม่ปล่อย เส้นผมนุ่มสลวยหอมกรุ่นทิ้งตัวลงคลอเคลียบนแขนและอกหนา

“อย่างนี้ก็ไม่เจ็บแล้วสินะ” เสียงทุ้มกล่าวเจือหัวเราะ

“ข้าเองก็เริ่มง่วงแล้ว ขอตัวก่อน ท่านเองก็รีบพักผ่อนเถิด” รตีเอ่ยน้ำเสียงว้าวุ่น พยายามยันร่างลุกขึ้นนั่งแต่ไม่สำเร็จ ติดที่อ้อมแขนเหนียวหนึบราวกับปลิง

“หากเจ้าง่วงก็หลับบนอกข้าเถิด ไม่ต้องกลับไปที่ห้องหรอก มืดๆเช่นนี้จะหกล้มเอาได้” ชายเจ้าเล่ห์ทำตีขลุม

“ไม่ต้องลำบากท่านหรอก สายตาข้ายังดีอยู่ แม้จะมืดก็ยังมองเห็น ปล่อยข้าเถิดวินตรัย ข้าง่วงนอนจริงๆแล้ว” ปลายเสียงเริ่มสั่นราวกับจะร้องไห้

วินตรัยยิ้ม มองสาวงามที่ก้มหน้างุดหลบสายตาเขา เมื่อครู่ยังทำเก่งอยู่เลย เขาพยายามบังคับตัวเองอย่างยากลำบากให้คลายอ้อมแขนจากคนตัวเล็กที่ตัวเริ่มสั่นเป็นลูกนก แม้จะไม่ต้องสนใจคำขอของนางก็ได้แต่เขาก็ไม่ปรารถนาจะฝืนใจใคร ทันทีที่วงแขนแข็งแรงคลายออก ร่างน้อยก็รีบถลาลงจากเตียงทันทีเหมือนกลัวเขาจะเปลี่ยนใจ หากแต่มือบางก็ถูกคว้าไว้ แล้วดึงเข้าไปสัมผัสริมฝีปาก

“ราตรีสวัสดิ์รตี” ชายหนุ่มจุมพิตร้อนผ่าวลงหลังมือ ก่อนจะปล่อยออกอย่างอ้อยอิ่ง

ร่างบางหมุนตัวไปที่ประตู ไม่ลืมที่จะงับปิดให้อย่างมีมารยาท เสียงฝีเท้าที่วิ่งกลับไปยังห้องถี่ราวกับวิ่งหนีใคร วินตรัยนอนยิ้มกับตัวเอง ในจมูกยังกรุ่นกลิ่นเนื้อนาง คืนนี้เขาคงหลับฝันดี

 

 

วันรุ่งขึ้นรตีตื่นขึ้นมายังรู้สึกหนักๆที่ศรีษะ รู้สึกราวกับจะเป็นไข้ เมื่อคืนนางเกือบจะไม่รอดเสียแล้ว ครั้นอันตราเดินเข้ามาเห็นหญิงสาวตื่นแล้วก็ทักทายอย่างยินดี

“ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ เป็นอย่างไรบ้าง ท่านดูจะมีไข้อ่อนๆ ข้าเช็ดตัวให้แล้ว อาการคงจะดีขึ้น”

“อืม ก็ดีขึ้นแล้วล่ะ” รตีปดด้วยเกรงว่าอันตราจะเป็นห่วง

“ดีเลยเจ้าค่ะ วันนี้เจ้าชายรับสั่งอนุญาตให้ข้าพาท่านเดินชมรอบๆวิมานได้ ท่านจะได้ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้อง” อันตราเอ่ย

“จริงรึ” รตีตาใสขึ้นทันที หากได้รู้แผนผังของตำหนักนี้ โอกาสหนีอาจจะมีมากขึ้นก็ได้

ที่นางไม่รู้คือ คำสั่งนี้เป็นเพราะคนตัวสูงรู้สึกผิด เขาแวะมาหานางแต่เช้า แต่อันตรารายงานว่านางมีไข้ ซึ่งเขารู้ดีว่าตนเองเป็นต้นเหตุ วินตรัยคิดว่าการอนุญาตให้รตีมีอิสระไปไหนมาไหนบ้างในเขตพระราชฐานน่าจะพอเป็นการชดเชยต่อการที่เขาทำผิดต่อนางเมื่อวาน

“เดี๋ยวทานอาหารเช้าเสร็จแล้วข้าจะพาท่านออกไปเดินเจ้าค่ะ” อันตราบอกยิ้มๆ เมื่อเห็นหญิงสาวยิ้มตาหยีอย่างยินดี

...................................

 

 

แม้เมื่อวานรตีจะออกมายืนทอดสะพานที่นอกจวนแค่เพียงไม่นาน แต่เรื่องราวของนางกลับอื้ออึงไปทั้งอาณาจักรครุฑ เหล่าครุฑหนุ่มพากันพร่ำเพ้อถึงความงามของนางแม้จะยังไม่รู้ว่านางเป็นใคร สตรีซึ่งงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ผู้ที่ได้เห็นก็อยากจะมายลเยือนอีก ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยเห็นก็ปรารถนาจะได้เห็นยิ่งนัก ครั้นอันตรานำนางเดินชมวิมานกลางอากาศ เข้าตำหนักโน้นออกตำหนักนี้ จึงมีสายตาครุฑหนุ่มที่บินโฉบไปโฉบมามองมามิได้ขาด หากแต่มิมีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ด้วยรู้ดีถึงพิษลมหึงของท่านพญาครุฑ

 

ขณะอันตรานำรตีออกเดินสำรวจรอบตำหนัก หญิงสาวพยายามมองหาทางลง แม้จะรู้ว่าไม่น่าจะมี แต่รตีก็ลองถาม “แล้วที่นี่ไม่มีบันไดลงหรือ”

อันตราหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องขบขัน “จะมีไปเพื่ออะไรล่ะเจ้าคะ ในเมื่อบินลงไปเร็วกว่า”

“นั่นสินะ” รตีแสร้งพยักหน้าคล้อยตาม “แล้ววิมานนี้ลอยอยู่ในอากาศได้อย่างไรล่ะ ไม่เห็นมีเสาค้ำไว้สักต้น”

“วิมานนี้อุบัติขึ้นด้วยพญาครุฑเป็นผู้ใช้มนตร์นิรมิตรเจ้าค่ะ บางส่วนสร้างขึ้นอยู่แต่ก่อนแล้ว และบางส่วนเจ้าชายได้สร้างเพิ่มในภายหลัง ดังเช่นบริเวณจวนที่เราพักอาศัยกันอยู่”

รตีแอบเลิกคิ้วกับตัวเอง...ก็รสนิยมไม่เลวนะ ดูหน้าตาเคร่งเครียดปานนั้นไม่น่าเชื่อว่าจะมีหัวทางศิลป์กับเขาด้วย

“แล้วประชากรครุฑอาศัยอยู่ที่ไหนกันหมดเล่า เหตุใดข้าไม่เคยเห็นเลย” รตีถาม

“อยู่เทือกเขาไกรลาสเบื้องล่างเพคะ” อันตราตอบพลางชี้ไปยังหุบเขาไกลลิบเบื้องล่างที่ถูกเมฆบดบังไว้บางส่วน “บนหุบเขานั้นเต็มไปด้วยดงต้นงิ้ว ซึ่งเป็นทั้งที่อาศัยและแหล่งอาหารของครุฑ หากท่านต้องการไปดู ลองบอกเจ้าชายหรือพระมารดาดูสิเจ้าคะ”

รตีพยักหน้าช้าๆ ในใจคิดว่าถ้ามีเวลาก็น่าไปเที่ยวชมอยู่เหมือนกัน

 

หลังเดินชมวิมานจนทั่ว รตีก็ได้ข้อสรุปว่า ทางลงจากวิมานแห่งนี้มีเพียงต้องติดปีกบินลงไปเท่านั้น กระนั้นก็ตามนางก็เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นเป็นเลิศ ในสถานการณ์ที่ดูไม่มีทางรอดเช่นนี้ เป็นผู้อื่นคงเลิกล้มไปแล้ว แต่นางไม่เคยยอมแพ้แม้โอกาสชนะจะเป็นศูนย์ ครั้นกลับจากเดินชมตำหนัก รตีก็หมกตัวอยู่ให้องหนังสือของวินตรัย ในจำนวนหนังสือกองโตที่นางหยิบมาอ่าน หนึ่งในนั้นคือกายวิภาคครุฑ หญิงสาวต้องการศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับครุฑเผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์กับนางในวันหนึ่ง อย่างน้อยการได้รู้จุดอ่อนจุดแข็งอาจจะพลิกสถานการณ์ให้นางเป็นผู้ชนะได้สักวัน

ใบหน้างามจ้องตำราเขม็ง จากที่อ่านมาหลายร้อยหน้า หาจุดอ่อนครุฑนั้นไม่มีเลยโดยเฉพาะในร่างครุฑซึ่งจัดเป็นสัตว์จำแลงที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุด มีเพียงในร่างมนุษย์เท่านั้นที่ครุฑจะมีจุดอ่อนเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป

“เจ้านี่ช่างขยันจริงๆเลยนะ” เสียงกวนประสาทลอยตามลมมา ใบหน้าที่เครียดของรตีดูเครียดยิ่งขึ้น

“ดูท่าเจ้าคงเตรียมตัวเป็นสะใภ้ครุฑกระมัง จึงศึกษาเรื่องครุฑจริงจังถึงเพียงนี้” แม้รตีจะทำเป็นไม่สนใจแต่เสียงยั่วเย้านั้นก็ยังไม่หยุด

“ถ้าเจ้าอยากรู้เรื่องครุฑจริงๆล่ะก็ มาถามข้าสิ ข้าให้ข้อมูลเจ้าได้ละเอียดกว่าหนังสือที่เจ้าอ่านอยู่อีกนะ แถมยังมีตัวอย่างของจริงให้ดูด้วย” กล่าวจบเขาก็หัวเราะ เขาเห็นนางอ่านกายวิภาคครุฑอยู่ คงจะพยายามหาจุดอ่อนของเขาอยู่ละสิ

 

ปับบบ...หญิงสาวปิดหนังสืออย่างแรงด้วยทนต่อน้ำเสียงยียวนไม่ไหว จำต้องต่อปากต่อคำ

“นี่ท่านไม่มีการมีงานทำหรือไง ข้าเพิ่งรู้ว่าเป็นพญาครุฑสบายเช่นนี้เอง”

“ข้าแต่นางผู้ประเทืองปัญญา วันนี้ข้าน้อยสะสางการงานเสร็จสิ้นแล้ว”

“แล้วท่านจะมามัวกวนสมาธิข้าทำไม จะทำอะไรก็ไปทำสิ” รตีแหวออกมา

“อ้าว ก็นี่มันห้องหนังสือข้า ปกติข้าก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ห้องนี้เป็นประจำยามว่าง แล้วเจ้าจะให้ข้าไปไหนเสียล่ะ” เขาแย้งหน้าตาย

จริงของเขา...รตีคิด “งั้นข้าขออภัยที่รบกวน ข้าขอยืมเล่มนี้กลับไปอ่านที่ห้องแล้วกัน”

“รตี” เขาเรียกนางไว้ก่อนนางจะก้าวออกมา น้ำเสียงฟังดูราวกับมีเรื่องสำคัญ นางหันไปเลิกคิ้วถาม

“อันที่จริงเจ้าศึกษาเรื่องครุฑไว้เยอะๆก็ดีนะ เผื่อข้าไม่สบายจะได้ให้เจ้ารักษา” เขาแสร้งทำน้ำเสียงจริงจัง

รตีทำหน้าเมื่อยพร้อมถอนหายใจ มือหนึ่งถือหนังสืออีกมือยกขึ้นท้าวเอว “โน่น เชิญไปหาหมอหลวงไภสัชเถิด หากให้ข้ารักษา ท่านคงจะไม่ได้มีชีวิตต่อ” พูดจบนางก็เดินจากไป ทิ้งให้ครุฑหนุ่มนั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 136 ครั้ง

1,450 ความคิดเห็น

  1. #1417 Silver Key (@makoya) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 05:16
    เอ็นดูท่านพี่วินตรัย เกิดมามีแต่หญิงเข้าหา พอเจอหญิงที่ต้องตา เลยไปไม่เปนต้องหาเรื่องกวนโมโหเขาทุกครั้งไป55555
    #1417
    0
  2. #1306 katekate (@fairykate27) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 15:43
    โอยยยย วินตรัยยยย จาจีบเค้าแบบเด็กอนุบาลแบบนี้หรอ วู้ กวนงี้ สาวจะชอบไหมเนี่ยยยย
    #1306
    0
  3. #920 Miin_Miin (@maewnoiover) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 18:57
    เขียนน่ารักมากๆเลยค่ะ
    #920
    0
  4. #661 t_g_k (@rasberry-kwa) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 / 19:23
    เรื่องน่ารักดีค่ะ เพิ่งเคยอ่านแนวแบบนี้ :)
    #661
    0
  5. #325 jib-john (@jib-john) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 14:25
    น่ารักอ่าคู่นี้
    #325
    1
  6. #110 Rinovel (@rinrai) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 / 14:40
    ทำไมหงุดหงิดอีตาพระเอกจัง รุ่มร่ามเจ้าชู้ นางเอกก็ต่อกรไม่ค่อยได้เลย คือไม่ชอบคาแรกเตอร์แบบนี้ ชอบเขาแต่ดันเอาแต่ยียวนขู่บังคับ เขาคงจะชอบแกตอบหรอกเนอะ (นางอาจชอบ แต่เราไม่ชอบ -3-) นี่ภาษาสวยนะถึงทนอ่านต่อเนี่ย 5555
    #110
    0
  7. #96 lovemelikeyoudo (@mooknilaumpond) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 / 00:16
    สู้ๆๆ เราชอบมาก ไม่ซีเรื่องสะกดคำ เขียนคำผิด ครุฑกับนาค ช่างเป็นอะไรที่คู่กัน 555
    #96
    1
    • #96-1 กรินดา (@pitchyong) (จากตอนที่ 4)
      27 กรกฎาคม 2558 / 16:48
      ขอบพระคุณเจ้าค่ะ พิมพ์เยอะๆบางครั้งก็มึนๆเจ้าค่ะ
      #96-1
  8. วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 09:26
    ปกติเขาใช้คำว่า เวท กันครับ เพราะ เวทย์แปลว่าความรู้ทางด้านมืด... ใช้เวทน่าจะเหมาะสมกว่า

    อีกอย่าง พิศวาสนะครับ! ไม่ใช่พิสวาส
    #2
    0