war prisoner

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 19,507 Views

  • 392 Comments

  • 1,254 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    879

    Overall
    19,507

ตอนที่ 68 : บทที่ 70

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1528
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 70 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

            ในวันที่ยี่สิบเก้าของเดือนสิบสองตามจันทรคติ พระราชวังเริ่มมีการจัดเตรียมงานเฉลิมฉลองปีใหม่ ในวันที่สามสิบมีหิมะตกตั้งแต่เช้า เมื่อหวางเอี๋ยนซูไปเยี่ยมเยียนสมเด็จพระชนนีเพื่อถวายความเคารพและพูดคุยสนทนา หวางเอี๋ยนซูถอนหายใจแล้วกล่าว “กษัตริย์แห่งราชวงศ์ฉีทั้งเสเพลและเป็นทรราชทำให้แผ่นดินทุกข์ยาก แม้ข้าจะลดภาษีและบรรเทาความทุกข์ของประชาชน แต่ก็ยังต้องใช้เวลาเพื่อเยียวยาให้ทุกคนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีภายใต้การปกครองของจินเหลียวเรา ช่วงนี้หิมะตกต้องตามเวลาถือว่าเป็นสัญญานที่ดีว่าในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวปีหน้า พวกประชาชนก็อาจจะสามารถฟื้นตัวได้เกือบสมบูรณ์”

            สมเด็จพระชนนีพยักหน้าแล้วกล่าว “ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” ก่อนจะหันไปทางพระสนมหยินและคนอื่น ๆ แล้วกล่าว “คืนนี้จะเป็นคืนก่อนวันขึ้นปีใหม่ เนื่องจากนี่จะเป็นปีใหม่แรกของพวกเราที่เมืองหลวงใหม่ ชาวจินเหลียวหลายคนยังคงคิดถึงแผ่นดินเดิม ดังนั้นข้าและองค์จักรพรรดิ์คิดจะเชิญพวกข้าราชบริพารระดับสูงและครอบครัวมาที่วังเพื่อฉลองปีใหม่ด้วยกัน จะได้คลายความคิดถึงบ้านเกิด พวกเจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อม จะได้ร่วมกันหาความสำราญในคืนนี้” พระสนมหยินและพระสนมคนอื่นรับคำด้วยความยินดีพร้อมกับพูดสรรเสริญเยินยอความคิดนั้น

            เมื่อเหล่าข้าราชบริพารมาถึงพระราชวังก็พบกับการประดับประดาที่งดงามอลังการ รวมถึงความบันเทิงหลากหลายที่จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน ส่วนซูยีนั้น โรงซักผ้าถูกกำหนดให้เสร็จสิ้นการทำงานก่อนวันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสอง เมื่อไม่มีงานในโรงซักผ้า ซูยีก็ถูกส่งตัวให้ไปทำงานอื่นแทนเป็นเวลาสองวัน แม้จะมีเจ้าพนักงานจำนวนมากที่ทำงานในพระราชวัง แต่ช่วงก่อนปีใหม่ก็มีงานให้ทำมากมาย กลายเป็นวุ่นวายมากขึ้น ช่วงสองวันของซูยีนั้นยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากทำงานเสร็จซูยีเดินกลับไปถึงห้องพักก็รู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้และไม่อยากอาหาร เมื่อหิวก็ได้แต่รับประทานข้าวต้ม ยาที่องค์ชายประหลาดให้เขามานั้นก็หมดไปนานแล้ว บางครั้งเมื่อเจ็บปวดขึ้นมาก็ได้แต่อดทนกัดฟันจนเหงื่อโซมหน้าผาก

            วันนี้เป็นวันที่สามสิบของเดือนสิบสองตามจันทรคติ ซูยีตื่นขึ้นมาแต่เช้าเห็นหิมะตกหนัก พื้นของพระราชวังปกคลุมไปด้วยหิมะขาว ทุกคนในพระราชวังต่างก็ยิ้มแย้มมีความสุข แต่ซูยีกลับรู้สึกสังหรณ์และหวาดหวั่นในใจ ได้แต่จ้องภาพหิมะเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน เมื่อลุกขึ้นจากเตียงเพื่อจะแต่งตัว ก็รู้สึกคลื่นไส้และเจ็บปวดอย่างรุนแรง ทันใดนั้นก็กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง หลังจากนั้นร่างกายก็รู้สึกดีขึ้น

            ซูยีไม่ได้ใส่ใจกับอาการป่วยของตนเองเพราะหลังจากวันที่เขาฝ่าพายุฝนเมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขาก็อาเจียนเป็นเลือดมาโดยตลอด แม้ว่าองค์ชายประหลาดเคยเตือนเขาเรื่องการเลือกรับประทานอาหาร แต่คนที่อยู่ในสถานะเช่นเขาก็ไม่สามารถเลือกที่ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นได้ ดังนั้นจึงได้แต่ทนรับความลำบากโดยไม่ปริปากบอกใคร เมื่อเขาอาเจียนเป็นเลือดออกมาก็ทำได้เพียงนอนพักสักครู่อาการปวดก็จะลดน้อยลง หรือถ้าไม่รับประทานอาหารอาการปวดก็จะน้อยลงด้วย นอกจากอาการที่อาเจียนเป็นเลือดแล้วก็ไม่มีอาการอื่นใดอีก

            แต่ทว่าวันนี้ซูยีรู้สึกว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองแตกต่างจากเดิม แม้ในตอนเย็นก็ไม่รู้สึกอยากอาหาร ท้องไส้ก็ยังปั่นป่วน ความเจ็บปวดเริ่มทวีขึ้นจนแทบทนไม่ไหว อาการคลื่นไส้นั้นรุนแรงขึ้นจนวิงเวียนศีรษะ สายตาหม่นมัวราวกับมีหมอกบัง ร่างกายก็อ่อนแรง ทุกก้าวย่างนั้นแทบไม่มีกำลัง เขามองหิมะหนาที่ปกคลุมทุกสิ่งสุดลูกหูลูกตา หัวใจก็ยิ่งรู้สึกเป็นกังวล ลางสังหรณ์ที่มีตั้งแต่เช้าก็ดูเหมือนจะยิ่งชัดเจนขึ้น

            ขณะที่กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงคิดคำนึง ก็มีเสียงหนึ่งแหลมสูงดังขึ้นมา “มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากจะฉลองปีใหม่วันนี้กับเขาด้วย คนที่อยู่อาคารด้านหน้ายุ่งวุ่นวายแต่เจ้ากลับมายืนอยู่ตรงนี้ไม่ยอมไปช่วยงาน” ซูยีเหลียวหน้าไปมองก็พบสตรีร่างใหญ่จากโรงซักผ้าชื่ออ้ายเอ๋อร์ ซึ่งก็เหมือนซูยีคือถูกส่งมาช่วยงานที่ห้องโถงด้านหน้าเพราะไม่มีงานที่โรงซักผ้า สตรีผู้นี้เหมือนกำลังยุ่งกับงานที่รุมเร้าจนเมื่อเดินผ่านมาพบกับซูยีจึงรีบเรียกให้ไปช่วยทำงาน

            ซูยีไม่มีทางเลือกได้แต่กัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดทางร่างกายแล้วเดินตามหญิงสาวไปที่ห้องโถงขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับแขกได้ถึงสองสามร้อยคน เป็นห้องโถงชั้นล่างของตำหนักมโนรมย์ เขาได้เห็นเงาร่างผู้คนมากมายและเสียงหัวเราะ นางกำนัลและขันทีเดินกันขวักไขว่คอยบริการอาหารว่างอันประณีตและน้ำชา แม้ว่าตอนนี้ซูยีรู้สึกปวดท้องมากจนเหงื่อผุดขึ้นมาราวกับฝน แต่ก็พยายามฝืนอดทนช่วยยกของและเติมน้ำมันในโคมไฟ ซูยีพยายามทำงานในส่วนที่เป็นมุมมืดเพื่อไม่ให้หวางเอี๋ยนซูและคนอื่น ๆ ได้พบเห็นเขา

            ซูยีพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดอันแสนสาหัสทำงานจนกระทั่งถึงตอนค่ำ อากาศเริ่มอบอุ่น ไม่มีลมพัดและหิมะก็หยุดตก ตอนนี้อาหารเย็นก็เริ่มนำมาบริการ ทั้งอาหารและสุราเลิศรสถูกลำเลียงเข้าสู่ห้องโถง ซูยีเห็นว่าไม่มีงานที่เขาต้องช่วยอีกแล้วจึงหาสถานที่เงียบ ๆ นั่งหลบมุมอยู่ เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วพบว่าไม่มีใครอยู่ในบริเวณนั้น ขาทั้งสองข้างก็เหมือนจะไม่มีกำลังที่จะรองรับตัวของเขาได้อีก ซูยีทรุดตัวลงนั่งพร้อมครางด้วยความเจ็บปวด วันนี้เขาทำงานวุ่นวายตลอดทั้งวันและไม่มีอะไรตกถึงท้องแม้แต่น้ำชาสักหยด ตอนนี้กระเพาะของเขาร่ำร้องด้วยความหิวโหย และความเจ็บปวดและอาการคลื่นไส้ก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ ในท้ายที่สุดเขาก็กระอักโลหิตออกมาสองคำใหญ่ ๆ แต่อาการก็ไม่รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา

            สายตาของซูยีจ้องมองกองเลือดตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลานานก่อนจะถอนหายใจและพูดกับตนเอง “หรือว่านี่จะเป็นคืนก่อนปีใหม่ครั้งสุดท้ายของข้า?” เมื่อคิดว่าจะไม่ได้เห็นใบหน้าของใครคนหนึ่งอีกต่อไป จะไม่ได้รู้สึกถึงความรักและความเกลียดชังที่มีต่อใครบางคนอีกต่อไป ซูยีก็รู้สึกเจ็บปวดในหัวใจราวกับถูกกรีดด้วยใบมีด เขาจ้องมองไปที่ห้องโถงที่สว่างสดใสตรงหน้า พยายามสอดส่ายสายตาไปทั่ว แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าใดก็ยังไม่สามารถมองเห็นคนที่เขาฝันถึงทุกวันและทุกคืน

            ซูยีพยายามก้าวเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวพร้อมคิดในใจ “ถ้าสวรรค์เวทนาซูยี ได้โปรดให้ข้าได้เห็นหน้าเขาสักครั้งก่อนที่ข้าจะจากโลกนี้ไป” เมื่อคิดว่าหวางเอี๋ยนซูและบุตรชายจะเป็นอย่างไรเมื่อเขาจากโลกนี้ไปแล้ว หัวใจก็เต็มไปด้วยความกังวลวุ่นวาย ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า “ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น อาจจะโศกเศร้าในตอนแรกแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักปีพวกเขาก็คงจะทำใจได้ในภายหลัง”

            ซูยีพยายามเพ่งมองเงาร่างในห้องโถงอย่างสุดความสามารถ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเร่งร้อนตะโกนว่า “คนที่ยืนอยู่ตรงนั้น ให้มาช่วยที่นี่ด้วย” เมื่อซูยีหันไปมองก็พบว่าเป็นชายสี่คนที่กำลังแบกถาดขนาดใหญ่ประมาณล้อเกวียน บนนั้นเป็นแกะย่างทั้งตัวและกำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องโถง หนึ่งในสี่คนนั้นมีสีหน้าเจ็บปวดแล้วกวักมือเรียกซูยี “มาแทนที่ข้าเร็ว ๆ ข้าปวดท้องแทบตายแล้ว ต้องไปหาที่ปลดทุกข์ก่อน” ซูยีลังเลชั่วครู่แต่คนผู้นั้นรีบผละจากถาดใหญ่ออกมาลากตัวซูยีเข้าไปยืนแทนที่ก่อนจะเดินหายไปอย่างรวดเร็ว ซูยีไม่มีทางเลือกได้แต่กล้ำกลืนฝืนอดทนกับความเจ็บปวดและแบกถาดแกะย่างไปยังห้องโถง แต่เขายังคงก้มศีรษะเพื่อไม่ให้คนจำได้ อาการคลื่นไส้เพิ่มขึ้นจากช่องท้องเคลื่อนเข้าสู่ลำคอ ซูยีพยายามอดกลั้นด้วยความยากลำบากด้วยกำลังภายในที่มีทั้งหมด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 70 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #323 Rium (@knightmam) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 22:39
    สงสารรร ฮือออออ
    #323
    0
  2. #303 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 18:27
    โอ๊ยยยยย สวรรค์ ชาติที่แล้วซูยีไปทำอะไรผิดไว้หรอ ลงโทษกันขนาดนี้
    #303
    0
  3. #35 Pa'yom (@family_fa) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 17:30
    เป็นนางเอกนายเอกต้องอดทนสินะ
    #35
    0