บทความผีเข้าของ B 13 s.t

ตอนที่ 17 : คำสาป(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11005
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    27 ธ.ค. 56

คุยกับผู้เขียน

เรื่องนี้เป็นแนวผจญภัย แอบโรแมนติก(ถ้ามีนะ 555+)
นางเอกสายเอสกลับมาอีกครั้ง 
ตัวเนื้อเรื่องจะเป็นโลกที่สร้างใหม่ ออกแนวยุค 18 ปลายๆ 19 ต้นๆ ไม่เก่าขนาดยุคโจรสลัด แต่ใหม่ขึ้นมาหน่อย เป็นเหมือนช่วงยุคคาวบอย มีปืนลูกโม่แล้ว มีมหาวิทยาลัย มีโรงเรียนแล้ว ประมาณนั้นครับ 



**************************************************

ตอนที่ 1 จดหมายขอความช่วยเหลือ


 

          นานมาแล้ว ณ อาณาจักรแห่งทองคำอันไกลโพ้น อาณาจักรที่มั้งคั้งด้วยสินแร่ที่ล้ำค่าที่สุด และอุดมสมบรูณ์ด้วยทรัพยากรจากท้องทะเล ซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นดินติดพื้นน้ำสีฟ้าราวอัญมณี ยังมีพระราชาและราชินีที่ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยตวามเมตตาและเที่ยงธรรม ทั่วอาณาจักรต่างมีแต่เสียงหัวเราะ บทเพลง กวี ดนตรีและงานรื่นเริงแทบไม่เว้นวัน

 

บนใบหน้าของป่วงชนไม่เคยขาดซึ่งรอยยิ้ม และความสุข ทุกสิ่งราวสรวงสวรรค์ที่ไร้ความทุกข์ใดกล้ำกลายบนแผ่นดินสีทอง   


ทว่าด้วยความสุขที่มากล้นจนราวกับอาณาจักรแห่งนี้ฉกฉวยมาจากทุกสรรพสิ่ง จึงทำให้นางแม่มดแห่งเนินร้างที่อาศัยอยู่นอกกำแพงเมือง ลึกเข้าไปในป่า สู่เนินดินแห้งกร้าน ไร้สีเขียวใดแตะต้องริษยาและโกรธแค้น


“เสียงดนตรีของมันทำให้หูข้าอื้ออึ้ง แสงสีทองของมันทำให้ตาข้าพร่ามัว ความสุขของมันทำให้ความทุกข์ของข้าเพิ่มพูน” นางบอก


นางสาบานว่าจะทำลายอาณาจักรแห่งทองคำที่มีแต่ความสุขให้จมสู่โคลมตมของความทุกข์ไปชั่วกาล


ดับเสียงหัวเราะให้กลายเป็นเสียงร่ำไห้ เปลี่ยนจังหวะดนตรีให้กลายเป็นจังหวะสั่นกลัวของหัวใจ และทำให้สีทองกลายเป็นสีดำเน่าเหม็นเหมือนดินจากหลุมศพ


แต่ด้วยแสงสว่างแห่งทองคำนั้นเจิดจ้าเกินไป นางแม่มดแห่งเนินร้างจึงไม่อาจร่ายคำสาปได้ มีเพียงทางเดียวที่จะทำให้คำสาปแช่งสัมฤทธิ์ผล คือนางต้องทำให้แสงสว่างนั่นมัวหมองลง


และทุกคนต่างเข้าใจเสมอมาว่าผู้ที่ให้กำเนิดแสงนั่นคือราชาและราชินีที่ปกครองอาณาจักรแห่งทองคำ ทว่านางแม่มดรู้ดียิ่งกว่าว่าผู้ที่ทำให้แสงเจิดจ้ามากที่สุดหาใช่ราชาและราชินีที่แก่ชราและกำลังร่วงโรยตามกาลเวลาไม่ หากแต่เป็นเจ้าชายรัชทายาทที่กำลังขึ้นนั่งบัลลังก์ทองคำในอีกไม่ช้านาน


เจ้าชายที่ยังคงเยาว์วัย เปี่ยมด้วยพลัง และเริ่มเรียนรู้ความหมายของวัยแรกรุ่นในช่วงเวลาหนุ่มสาว


ความรัก...


 นางแม่มดจึงร่ายอาคมเสกให้ตนกลายเป็นหญิงงาม ที่งามที่สุดในอาณาจักร เพื่อล่อลวงหัวใจเจ้าชาย


และเพียงนางปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าชายหนุ่มด้วยเลห์ทุบายพร้อมอาคมมืดแห่งสิเนหา เจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรทองคำก็ตกหลุมรักนางแม่มดในร่างของสาวงามหมดหัวใจ


ความรักงอกเงยดั่งที่นางแม่มดปรารถนา และเมื่อมันเริ่มสุกงอม จนนางกลายเป็นลมหายใจของเจ้าชายหนุ่ม นางแม่มดก็ทำลายมันลง กระทั้งแสงสีทองเจิดจ้ามอดดับตามหัวใจที่บอบช้ำของผู้ให้กำเนิดมัน


และเมื่อเวลาที่เฝ้าคอยมาถึง นางแม่มดแห่งเนินร้างจึงปลงพระชนน์ราชาและราชินี ก่อนสาปแช่งอาณาจักรแห่งทองคำอย่างที่มาดหมาย


            นางร่ายคำสาปหนึ่งเพื่อให้เจ้าชายทรงทุกข์ทรมาน พร้อมจองจำพระองค์ไว้ในปราสาทของตน ขณะผ่าแยกพื้นดินของปราสาทออกจากอาณาจักร ให้มันร่องลอยในท้องทะเลไปจนกว่าโลกจะดับสูญ และจะไม่มีผู้ใดได้เจอปราสาทแห่งนี้ไปตราบอสงไขเวลา


ทว่าก็ยังมีแสงสว่างแรงกล้าที่แทรกผ่านรัตติกาลในคืนจันทร์เต็มดวง ที่จะทำให้คำสาปของนางอ่อนลง จนปรากฏปราสาททองคำบนแผ่นดินลอยน้ำอีกครั้ง  


จึงมีเรื่องเล่าขานเก่าก่อนจากนักเดินเรือว่าได้พบเห็นแผ่นดินที่มีปราสาททองคำลอยอยู่กลางทะเลในม่านหมอก ก่อนหายไปราวภาพฝันเมื่อเมฆดำเคลือนตัวบดบังจันทรา


      และว่ากันว่าเมื่อคำสาปของอาณาจักรทองคำเริ่มต้นด้วยความรัก มันจึงต้องจบด้วยความรัก


            เจ้าชายหนุ่มที่ต้องสาปต้องตามหาผู้ที่จะถอนคำสาปให้ตน ผู้ที่จะมอบรักแท้ให้พระองค์ได้


ทว่าช่างไร้หนทาง เมื่อมีเพียงคืนจันทร์เต็มดวง ที่ปราสาทของพระองค์จะปรากฏขึ้น และมีเพียงท้องทะเลที่ไร้จุดหมายให้พระองค์ตามหาหญิงสาวที่จะถอนคำสาปแห่งความทุกข์ทรมานนิรันดร์นี้


      กระนั้นตลอดหลายร้อยปี ก็ยังมีหญิงสาวมากหน้าหลายตามาเยือนถึงปราสาทของพระองค์


อาจด้วยความบังเอิญ ด้วยเรืออัปปาง หรือด้วยความตั้งใจก็ตามแต่ สุดท้ายพวกนางก็ก้าวข้ามพื้นน้ำสีฟ้าเข้ามายังแผ่นดินแห่งคำสาปนี้ได้


มันคงเป็นโอกาสที่เหลือที่พระเจ้าทรงเมตตามอบให้เจ้าชายผู้โง่เขลาและแหลกสลาย... ทว่ารักแท้กลับไม่เคยมาถึง  


ไม่มีหญิงสาวคนใดรับในสิ่งที่แม่มดสาปแช่งพระองค์ได้ ทุกคนปราถนาเพียงทองคำในปราสาท และพยายามใช้เล่ห์กลมารยาหลอกล่อพระองค์เพื่อเข้าไปถึงห้องแห่งสมบัติ


พวกนางแทบไม่ต่างจากแม่มดแห่งเนินร้าง มีเพียงเปลือกที่สวยงาม ทว่าภายในกลับมืดดำและชั่วร้าย จนจากความหวังกลายเป็นความสิ้นหวัง จากแสงสว่างกลายเป็นความมืดมิด  


วันเวลาผ่านไป เจ้าชายที่เฝ้ารอรักแท้ กลายเป็นอสูรกายที่เข่นฆ่าหญิงสาวทุกคนที่เหยียบย่างขึ้นมาบนแผ่นดินลอยน้ำแทน


ว่ากันว่าพระองค์จะทดสอบพวกนางในเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน แล้วเมื่อสิ้นเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนในอีกวัน หญิงสาวที่ไม่ผ่านบททดสอบ ก็จะถูกพระองค์สังหาร


และแน่นอนว่าไม่เคยมีหญิงสาวคนใดผ่านการทดสอบ จนตะวันและจันทราหมุนเปลี่ยนบนฝืนฟ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ปล่อยเวลาล่วงเลยมาเนินนานถึงสามร้อยปี...


มันคือนิทานที่ แคทเธอรีน ได้ฟังมาตั้งแต่เด็กจนเป็นสาวสะพรั้งวัยสิบแปดปีเต็ม... เจ้าชายต้องสาปและปราสาทล่องหลกลางท้องทะเล


และเวลานี้เธอคิดถึงนิทานเรื่องนี้ได้อย่างเด่นชัด เมื่อหลังหนีสิ่งเลวร้ายกลางมหาสมุทรที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตนได้ ร่างบอบบางที่เปียกปอนจากการตกทะเลมากลับต้องนั่งสั่นเทราอยู่บนพื้นดิน หรืออาจเรียกได้แค่แผ่นดินเสี้ยวหนึ่ง เงยมองสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า ซึ่งยืนค้ำเหนือศีรษะตน 


ผู้ที่ทำให้ใบหน้างดงามที่เคยเป็นสีชมพูเรื่อของแคทเธอลีนซีดเผือด และนัย์ตาสีเขียวสดเปิดกว้าง คือร่างใหญ่โตร่วมสองเมตรในผ้าคลุมสีดำสนิทน่าหวาดหวั่นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ซ่อนใบหน้าใต้หน้ากากทองคำรูปหน้าเสือที่สลักลวดลายสวยงามเล่อค่า ขณะจับจ้องเธอผ่านช่องดวงตาของหน้ากากด้วยนัยน์ตาสีทองที่เหมือนสัตว์ร้าย


ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าช่างเหมือนฝันร้ายที่เธออยากสะดุ้งตื่นขึ้นเดี๋ยวนี้


หากนี่คือแผ่นดินล่องหลอย่างที่เธอเคยได้ฟังมาจากนิทานในวัยเยาว์ ผู้ที่อยู่ตรงหน้าก็คงไม่พ้นเจ้าชายต้องสาปที่ถูกขุมขังไว้บนแผ่นดินนี้ และกำลังเฝ้าคอยหญิงสาวที่จะมาถอนคำสาปให้ตน... ทว่าหากไม่มีคุณสมบัติ ก็ต้องถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือพระองค์เอง...


            ทั้งที่หนีคนชั่วร้าย คนนั้น มาได้แล้ว ทำไมเธอต้องมาเจอเรื่องที่เลวร้ายยิ่งกว่าอีก... ใครก็ได้ ช่วยเธออกไปจากฝันร้ายนี่ที่





                                                          *********************************



           

            “เวรเอ๊ย”


            คำสบถแสนคุ้นเคยทำเอาร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนเกรียมแดด เห็นมัดกล้ามผ่านแขนเสื้อขาดวิ้นสีเก่าๆ เลิกคิ้วหนารกๆ สีดำ แล้วหันไปยังต้นเสียง หลังแบกถังไม้โอ๊กบรรจุน้ำเปล่าขึ้นเรือเดินสมุทรลำใหญ่มา


            และเจ้าของคำสบถที่ยืนอยู่ข้างกราบเรือที่ว่า กำลังคีบจดหมายในมือด้วยสองนิ้วและเบ้หน้า คิ้วชนกันเหมือนมันเป็นผ้าอ้อมเด็กที่ใช้แล้ว ซึ่งเท่าที่เขารู้จัก เธอมา เธอเกลียดผ้าอ้อมเด็กและเกลียดเด็กยิ่งกว่า ดังนั้นเจ้าจดหมายในมือนั่นคงเป็นปัญหาสำหรับคนได้รับอย่างไม่ต้องสงสัย


            “จดหมายอะไรน่ะ” บาร์ตัน ต้องตะโกนเสียงห้าวไปถาม เด็กสาว ที่กำลัง แสร้ง ทำจดหมายในมือล่วงลงน้ำทะเลเบื้องล่าง


     ซึ่งคนถูกเรียกยืนชะงักไปครู่ เหมือนเด็กที่ถูกจับได้ระหว่างโดดเรียน ก่อนหมุนนัยน์ตาสองสีกลับมามองชายร่างใหญ่อย่างเบื่อหน่ายโดยไม่ปิดบัง


และถ้าให้บาร์ตันวิจารณ์เด็กสาวที่อายุไม่น่าเกินยี่สิบคนนี้ ก็คงบอกได้ว่า เธอจัดว่าเป็นคนหน้าตาดีใช้ได้ถ้าไม่ปั้นหน้าเบื่อโลกตลอดเวลา แล้วนัยน์ที่ออกเฉี่ยวมากกว่ากลมโต ซึ่งเป็นสีน้ำตาลและฟ้าอย่างละข้างจะไม่ดูมีอะไรซ่อนอยู่จนไม่น่าไว้ใจ และลึกจนอ่านไม่ออกแบบนี้


สายตาก็ไม่เหมือนเด็กสาวแรกรุ่น ผิวที่คงเคยขาวยามนี้ก็ออกคร้ำเกรียมแดด บ่งบอกการเป็นลูกทะเลที่ผ่านการเดินเรือมาหลายปี พร้อมมีมัดกล้ามนิดๆ อย่างคนใช้กำลัง


ความจริงมันก็เป็นกล้ามที่ดูดีสำหรับผู้หญิง แต่ก็คงดูไม่น่ารักสำหรับเด็กสาว โครงหน้าก็ค่อนข้างเรียว และจมูกที่โด่งดม ไม่ได้งอนขึ้น จนบางครั้งทำให้เธอเหมือนเด็กหนุ่มนิดๆ ยังดีที่เจ้าหล่อนไว้ผมสีแดงสนิมยุ่งๆ ของตนให้ยาวจนเลยสะโพก เพื่อใช้ผมยาวๆ นั่นจับทิศทางลม ให้สมกับที่ทำหน้าที่ต้นหนเรือ เลยทำให้เธอยังดูเป็นเด็กสาวบ้าง


และใช่... เธอเป็นต้นหน เด็กสาวที่อายุไม่น่าเกินยี่สิบคนนี้เป็นต้นหนให้เรือโจรสลัด เจฟฟรี่ย์สคัล โจรสลัดที่เคยโดงดังทั่วหกคาบสมุทร


เอนโธนี่ ฮอว์ก... คือชื่อเธอ ที่ทุกคนบนเรือรู้จักดี


ใช่... มันไม่ใช่ชื่อจริงๆ ของเธอหรอก เขาไม่รู้ว่าชื่อจริงๆ เจ้าหล่อนคืออะไร เลยตัดสินใจเรียกเธอว่า แอน แทนเพื่อไม่ให้เธอห่างไกลคำว่าเด็กสาวไปมากกว่าที่เป็นอยู่


และเด็กสาวนัยน์ตาสองสีแปลกตา คือผู้หญิงคนเดียวบนเรือเจฟฟรี่ย์สคัล ที่เขาเจอครั้งแรกยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าหล่อนโผล่มาได้ยังไง แต่เมื่อได้รู้จัก เขาถึงรู้ว่าตนเจอตัวปัญหาใหญ่ที่สุดในชีวิตเข้าให้แล้ว


ซึ่งเมื่อเอนโธนี่หันกลับมามองเขา เธอก็ชูจดหมายในมือขึ้น พร้อมคำสบถคำเดิม


            “เวรเอ๊ย”


            “อะไรล่ะ” เขาขมวดคิ้วทันที ก่อนวางถังน้ำลง เดินเข้ามา


            เพราะคำว่า เวรเอ๊ย ของเจ้าหล่อนมันรวบทุกความหมาย ไม่ว่าจะดีสุด แย่สุด เลวร้ายสุด ยอดเยี่ยมสุด หรือแม้แต่อะไรที่ยุ่งยากจนเธออธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ คำคำนี้จะเป็นตัวแทนทุกความเป็นที่สุดของเอนโธนี่ ฮอว์กทันที


            “นี่มันหายนะ” เธอเน้นย้ำอย่างหัวเสีย “จดหมายขอความช่วยเหลือ... มีคนขอให้ฉันไปช่วย”


      คนฟังเลิกคิ้วรกๆ ขึ้นสูง นิ่งงันไปวูบ จับจ้องจดหมายในมือเอนโธนี่ พร้อมหรี่นัยน์ตาสีฟ้าสว่างโดดเด่น แต่ดูเอื่อยเฉือยขี้เล่นผิดกับหน้าตาโหดๆ ที่มีหมวดเคราสีดำรอบปากอย่างเสนาะสนใจ และอดจะกล่าวอย่างเห็นใจไม่ได้ว่า


“ใครไร้เดียงสาขนาดกล้าส่งจดหมายมาขอความช่วยเหลือจากเธอกัน”


เขาไม่ได้แดกดันนะ แต่คิดประโยคที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับคนตรงหน้าได้แค่นี้จริงๆ เพราะสำหรับเขา เอนโทนี่ ฮอว์กจะไม่มีทางมาติดอยู่ในรายชื่อคนที่เขาจะขอความเหลือแน่ๆ


            “เมลิลิน โอเวอเรีย” เด็กสาวตอบรวดเร็ว


       “ใคร”


      “แม่เลี้ยงฉัน”


“แม่เลี้ยง?” เปิดตาสีฟ้ากว้างทันที


นี่ยังมีญาติเหลืออยู่อีกเหรอ?


เขารู้จักเธอมาก็หลายปี เพิ่งรู้ว่าเจ้าหล่อนยังมีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกญาติอยู่ จนอดย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจไม่ได้ “เธอมีแม่เลี้ยงเหรอ”


เอนโธนี่ไหวไหล่ขึ้นข้าง เบ้หน้าแบบไม่หยี่ระนัก “ใช่”


“ยังไง”


 “ก็หลังจากที่แม่แท้ๆ ฉันบอกกับพ่อว่า จะไปงานศพยายที่เอเนซ่า แล้วหนึ่งอาทิตย์ต่อมา เธอก็ส่งจดหมายมาบอกพ่อฉันว่าจะหนีไปอยู่กับคนรักใหม่ แล้วอีกสองวันเพื่อนของพ่อที่คบกันมาสามสิบปีก็ส่งจดหมายมาบอกพ่อว่าจะหนีไปอยู่กับแม่ฉัน หลังจากนั้นหลายปีหน่อยพ่อฉันก็แต่งงานใหม่... ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ศัพท์ทางเทคนิคเขาเรียกว่าแม่เลี้ยงน่ะ”   


เป็นคำตอบแสบสัน ที่เหมือนเรื่องตลกร้ายในวงเหล้า ซ้ำกวนอารมณ์คนฟังไม่น้อย แต่เธอก็พูดมันออกมาได้เหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ซึ่งเขาก็แทบไม่เคยเห็นเด็กสาวตรงหน้าเดือดร้อนกับเรื่องอะไรนักจริงๆ นั่นแหละ


“แล้วจดหมายว่ายังไง” บาร์ตันกลับมาสนใจเรื่องจดหมายแทน


“เธอเขียนมาขอความช่วยเหลือ... เรื่องลูกชายเธอ”  เอนโธนี่ยังตอบอย่างเบื่อหน่าย


“ลูกชาย?” เป็นอีกครั้งที่ต้องสะกิดใจ


“ในนี้ว่าลูกชายเธอหายไปในทะเลเมื่ออาทิตย์ก่อน  เรื่ออัปปาง แต่มีพยานยืนยันว่าเขายังมีชีวิต เลยอยากให้ฉันไปช่วยหา...”


“เดี๋ยวๆ ลูกชายเนี่ย... น้องชายเธอเหรอ” คนตัวใหญ่ต้องร้องดักคอกับเรื่องที่สะกิดใจตอนแรก เมื่ออยู่ๆ เจ้าหล่อนพูดถึงอะไรที่เขาไม่คาดคิดว่าจะมีได้ยิ่งกว่าแม่เลี้ยง


“ไม่ คนละพ่อคนละแม่เลย” เจ้าตัวปฏิเสธทันที และทำให้คนฟังยิ่งหัวคิ้วชนกันมากขึ้น


 “เอ่อ... เดี๋ยวนะ พ่อเธอแต่งงานใหม่ และแม่เลี้ยงเธอก็มีลูกชาย แต่เขาไม่ใช่น้องชายเธอ... ลำดับญาติบ้านเธอนี่มันยังไงกันแน่” บาร์ตันเริ่มมึนกับคำตอบของคู่สนทนา จนต้องหรี่นัยน์ตาสีฟ้าสว่างมองเด็กสาว


ซึ่งเจ้าหล่อนก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายเต็มที่


“แม่เลี้ยงฉันก็ทิ้งพ่อฉัน แล้วไปแต่งงานใหม่อีกคน แล้วก็มีลูกชายไง ง่ายจะตาย”


กลายเป็นคนฟังต้องเลิกคิ้วสูง อึ้งไปครู่แทนกับชีวิตครอบครัวของเจ้าหล่อน ซึ่งอาการนิ่งเงียบไปครู่นั่นก็ทำให้เอนโธนี่ต้องเอ่ยขึ้นใหม่ดักความคิดเขาอย่างรู้ทัน


“ฉันรู้ ชีวิตเส็งเคร็ง... แต่พวกหล่อนทิ้งพ่อฉันไปน่ะฉลาดแล้ว อยู่กับพ่อฉันทั้งชีวิตก็เหมือนจมปรักโคลนที่ไม่มีก้นหลุมนั่นแหละ”


“ให้ตายสิ” บาร์ตันคราง ยอมรับว่าเขาเปรียบเทียบชีวิตครอบครัวเจ้าหล่อนได้แค่คำนี้จริงๆ... ให้ตายสิ


“ชีวิตคู่ก็แบบนี้ ฉันถึงได้อยู่ที่นี่แทนบ้านในปาเรนัวร์” เด็กสาวหัวเราะฮึในลำคอ ฟังทั้งสมเพชและเยาะหยัน ขณะเดียวกันก็คล้ายไม่แยแสอะไรเลย พลางว่า “แต่เมลิลีนก็นิสียดีใช้ได้ พยายามเป็นแม่ที่ดีตลอด ขณะต้องทนอยู่กับพ่อฉันตั้งสิบปีก่อนฟางเส้นสุดท้ายจะขาด... โชคดีที่ยังสาวยังสวยเลยมีท่านดยุคคนหนึ่งมาตกหลุมรักหลังเลิกกับพ่อฉันไม่นาน”


“แล้วพ่อเธอว่ายังไง”


“จะว่าอะไรได้ ชั่วชีวิตหมอนั่น มีแค่เศษกระดาษ กับความเพ้อฝันในอากาศที่ไม่มีวันคว้าได้จนวันที่ดินกลบหน้า... ไม่มีอะไรมีความหมายกับเขานอกจากนิยายประโลมโลกอายุสามร้อยปีหรอก” เธอว่าอย่างดูถูกแบบไม่ปิดบัง นัยน์ตาสองสีเยาะหยันคนที่พูดถึง ก่อนเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ “เอาเถอะ ช่างมัน เราจะออกเรือเลย”


บาร์ตันต้องชะงักไปนิดกับคำสั่งปุบปับนั่น และว่า “ยังเหลือน้ำอีกหลายถังที่ต้องขน ไหนจะพวกลูกเรือที่ยังไม่กลับมาอีก”


“งั้นช่างถังน้ำ เอาแค่เหล้าขึ้นอีกสองรัง แล้วออกเรือเลย” เอนโธนี่ตัดสินใจรวดเร็ว ไม่คิดซ้ำ ก่อนกระชับเข็มขัดหนังข้างเอวที่ห้อยกระบอกใส่แผนที่และซองดาบคนละข้าง พร้อมเช็คกระบอกปืนสั้นสองกระบอกในซองหนังใส่ปืนบนตัว


ท่าทางเช่นนั้นของเด็กสาว บาร์ตันเรียนรู้มาตลอดว่าเธอพร้อมออกเรือแน่นอนแล้วจริงๆ


“จะรีบไปไหนเนี่ย”


“ไปจากที่นี่ไง” เด็กสาวตอบ และควงปืนสั้นจากซอกหนังด้านขวามือขึ้นมา ก่อนตรวจเช็คกระสุนในปากกระบอกเช่นทุกครั้ง


ซึ่งถ้าใครมาเห็นปืนกระบอกนี้ของเธอ คงมีหัวเราะเยาะกันบ้าง เพราะถึงมันจะเป็นปืนที่มีลายตอกเหล็กสวยงามทั่วกระบอก แต่มันก็เป็นแค่ปืนโบราณรุ่นเก่ากึ๋กที่ยิงได้แค่นัดเดียว เลิกใช้มาเกือบร้อยปีแล้ว มีข้อดีอยู่อย่างเดียวคือลูกเหล็กที่เป็นกระสุนนั้นใช้ซ้ำได้   


แต่เท่าที่เขารู้ เอนโธนี่ไม่เคยให้ปืนนี้ห่างตัวและมีกระสุนหนึ่งนัดบรรจุอยู่เสมอ... แม้ไม่เคยใช้มันเลยก็เถอะ


หลังเช็คปืนในมือ และเก็บเข้าซองหนัง เด็กสาวก็เดินไปอีกฝั่ง ด้านที่เรือเทียบท่า ชัดเจนว่าเธอคงเตรียมไปสั่งให้ลูกเรือที่เหลือด้านล่างขึ้นเรือทันที


“ทำไมต้องรีบ” บาร์ตันเดินตามาถามต่อ


“บาฟ นายรู้ใช่ไหมพวกเราทำอาชีพอะไร” เอนโธนี่หมุนตัวมาเลิกคิ้วถาม ก่อนย้ำด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังสอนหนังสือเด็กห้าขวบ “เราเป็นโจรสลัด”


คนฟังยังขมวดคิ้วนิด และไหวไหล่อย่างต้องการคำอธิบายต่อ


“เรา-มี-ค่า-หัว” เธอเน้นที่ละคำ “และต้องค่อยระวังตัวเสมอ กฏเหล็กคืออย่าทำให้ใครตามตัวเจอ แต่ไอ้จดหมายนี่มันดันส่งมาถึงฉัน ถึงทีท่าเรือนี่ได้... รู้ไหมมันหมายความว่ายังไง”


บาร์ตันต้องหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจ และตอบเนิบช้าอย่างตะลึงนิดๆ “มีคนรู้ว่าเธออยู่ที่นี่”


“ถ้าแม่เลี้ยงฉันส่งจดหมายนี้มาถึงตัวฉันได้ มันก็หมายถึงมีคนกำลังตามดูฉันอยู่ แถมข้อมูลในจดหมายนี้ก็แหม่งๆ รายละเอียดหาย เนื้อหาไม่ครบ เขียนรวบๆ ไม่มีที่มาที่ไป ถ้าจดหมายนี่ไม่ได้ตอแหล มันก็ไม่ได้บอกอะไรเราเลย แล้วไม่แน่ว่าอีกสักพักร้องเท้าบูทขัดมันของใครบางคนอาจมาถึงที่นี่... เราคงไม่อยากอยู่ถึงตอนนั้น” เธอร่ายยาว ก่อนสรุปชัดเจนใส่หน้าเขาว่า “ฉะนั้นรีบเรียกลูกเรือที่เหลือกลับขึ้นเรือ ใครมาไม่ทันก็ทิ้ง ขนเหล้าขึ้นมา แล้วออกเรือได้เลย”


“ทิ้งเหรอ เจฟฟรี่ย์สคัลไม่ทิ้งลูกเรือคนไหนเด็ดขาด เธอก็รู้” บาร์ตันคงคล้อยตามเหตุผลการออกเรือนั่นทันที ถ้าจะไม่มีคำว่าทิ้งใครไว้จากปากเธอ


แต่เด็กสาวก็ตอบชัดว่า “ตอนนี้เปลี่ยนนโยบายแล้ว”  


เธอดูไม่ได้รับรู้เลยว่าสิ่งที่คู่สนทนาจะสื่อก็คือ ช่วยมีความรู้สึกหน่อย ได้ไหม เล่นเอาอีกฝ่ายอ้าปากค้างไปครู่ เถียงไม่ออกไปหลายวินาทีกับคำตอบเฉยเมยที่ได้รับ


โอเค  เขารู้จักเธอดี หลายปีด้วย แต่มันก็มีหลายอย่างที่เขายังทำใจให้ชินไม่ได้ในความเป็น เอนโธนี่ ฮอร์ก แบบนี้


“ไม่เอาน่า นี่คือเจฟฟรี่ย์สคัล โจรสลัดที่เก่งกาจที่สุดในหกคาบสมุทร เราจัดการกับทหารของทางการได้ตลอด” คนร่างใหญ่หาทางหว่านล้อมต้นหนเรือตรงหน้าอีกครั้ง


หากเด็กสาวกลับหันมาโต้ และมองเขาเหมือนเด็กเล็กๆ ที่ไม่เคยก้าวเท้าออกจากรั้วบ้าน


“มองความจริงหน่อยบาฟ เราเคยรุ่งเรืองเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เรือนี่ก็แค่บ้านพักคนชรา ลูกเรือที่อายุน้อยที่สุดคือสามสิบห้า แล้วนั่นก็คือนาย” เธอผายมือไปที่บาร์ตัน ก่อนหันหน้าไปอีกทาง พร้อมตะโกนถาม “ใช่ไหมเฮท!


บาร์ตันต้องมองตามสายตาเอนโธนี่ไปยังคนที่เธอขอความเห็น ซึ่ง เฮท เป็นชายแก่ที่อายุอนามเฉียดแปดสิบ ไม่ก็เกินไปแล้วสองสามปี ซึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ งุ่นง่านอยู่กับแปรงขัดพื้น เมื่อเขากำลังขัดดาดฟ้าเรืออยู่ ซึ่งถ้าบาร์ตันจำไม่ผิดพื้นนั่นถูกถูมาหย่อมเดียวได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว



ซึ้งเฮทก็เงยใบหน้าเหี่ยวย่น และมองเด็กสาวผ่านหนังตาห้อยๆ ที่ย้อยมาปิดดวงตาเกือบมิด เขาดูโงนเงนไม่น้อยตอนลุกขึ้น ขณะเอียงหูข้างหนึ่งมาทางคนถาม พร้อมเอ่ยเสียงสั่นๆ ยานคางกลับมาช้าๆ ว่า


“อะไรนะ”


“ฉันบอกว่านายขัดพื้นดาดฟ้าเรือได้เจ๋งมากๆ” เอนโธนี่ตะโกนเสียงดังว่าไปอีกเรื่องหน้าตาเฉย พร้อมฉีกยิ้มกว้าง แม้ชายแก่จะอยู่ห่างไปไม่ถึงสองเมตร


ซึ่งเธอก็ได้คำตอบจากเสียงไม่มั่นคง ยานคางของเฮททันทีว่า


“โอ้... ไม่เป็นไรแอน ฉันอิ่มแล้ว”


“ขอบใจเฮท” เอนโธนี่ฉีกยิ้มกว้างรับคำอย่างไม่สะดุด แม้คำตอบที่ได้จะไปคนละเรื่องเลยก็ตาม ก่อนหันมาเลิกคิ้วดูเจ้าเล่ห์และกวนโมโหให้บาร์ตันอีกครั้ง


“โอเค ก็ได้ เธอถูก” บาร์ตันได้แต่ระบายลมหายใจเหนื่อยหน่ายกับวิธีอธิบายสถานการณ์จริงของเรือเจฟฟรี่ย์สคัลของเจ้าหล่อน และต้องยอมรับความจริงที่น่าหงุดหงิดนี้อย่างเสียไม่ได้


เพราะมันเป็นอย่างที่เธอยกตัวอย่างมาจริงๆ เรือเจฟฟรี่ย์สคัลที่เคยคลองน่านน้ำ และยิ่งใหญ่กว่ากลุ่มโจรสลัดในหกคาบสมุทร... มันก็เป็นแค่อดีต และเป็นอดีตที่เก่าเกือบยี่สิบปีแล้วด้วยซ้ำ


หลังโบกธงโจรสลัดบนหกคาบสมุทรมาห้าสิบปีเต็มๆ  ตอนนี้ลูกเรือเจฟฟรี่ย์สคัลที่เก่งกาจห้าวหาญต่างก็ยอมแพ้ให้กับเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้า เกือบทุกคนอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบ  และสิ่งที่มาพร้อมความชรานั่นคือโรคเป็นกระบุงโกย


แน่นอนกลุ่มโจรสลัดแก่ๆ อมโรค ไม่ใช่สิ่งที่ข่มขวัญน่านน้ำกว้างใหญ่ได้อีกต่อไป


แต่กระนั้นเขาก็ยังคงถามใหม่เหมือนขอความหวัง “แล้วพวกลูกเรือที่เหลือ”


เธอไหวไหล่ว่าหน้าตาย “คงถึงเวลากลับไปเลี้ยงหลานแล้ว... ถ้ามีหลานให้เลี้ยงน่ะนะ”


เอนโธนี่ ฮอว์ก!” ต้องกดเสียงต่ำ สบถชื่ออีกฝ่ายอย่างเหลืออดกับความเฉยชาทุกสิ่งในโลกของคนตรงหน้า ซึ่งนั่นหมายถึงนิสัยเกินรับและไม่ปกติในหลายๆ ครั้งของเธอ ที่ทำให้หมีใหญ่ใจดีอย่างบาร์ตันเกือบระเบิดบ่อยๆ


“ฉันไม่ทิ้งลูกเรือฉันหรอกนะแอนนี่”


การโต้เถียงยุติแค่นั้น ทั้งเอนโธนี่ และบาร์ตันต่างหันกลับไปยังเจ้าของถ้อยประโยคเมื่อครู่ ขณะได้ยินเสียงเคาะเป็นจังหวะจากร้องเท้าบูทหนังที่ก้าวอย่างใจเย็นเข้ามาใกล้พวกเขา


ร่างสูงใหญ่ในเสื้อคลุมหนังยาวสีน้ำตาลกำลังก้าวลงมาจากชั้นพังงาเรือ ใบหน้าเหี่ยวย่นกร้านแดดและลมฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ส่งผ่านหนวดเคราครึ้มสีขาวแซมน้ำตาลเข้มที่ทักเปียเล็กๆ ไว้ประปรายมา ขณะเส้นผมที่เคยเป็นสีน้ำตาลเข้มทว่าวันนี้กลับแซมสีขาวโพลนถูกไว้ยาวถึงกลางหลัง พร้อมบนศีรษะสวมทับด้วยหมวกโจรสลัดทรงสามเหลี่ยม


เจฟฟรี่ย์ รูเกอร์... กัปตันเรือเจฟฟรี่ย์สคัล ชายผู้เคยเป็นตำนาน และผู้นำลูกเรือกว่าสามสิบชีวิต


แน่นอนจ้าวชีวิตพวกเขาด้วย


“ผมสั่งคุณเรื่องเหล้าแล้วใช่ไหมเจฟ” บาร์ตันเตือนกัปตันเรือของตนนำไปก่อนทันที เหมือนกำลังดุเด็กดื้อๆ เมื่อเห็นว่าชายแก่คนสำคัญของเรือเดินกอดขวดเหล้ารัมลงมาด้วย


“เอาน่า ฉันแปดสิบแล้ว ขอมีความสุขกับเวลาที่เหลือหน่อยสิคุณหมอ” เจฟว่าเสียงห้าวใหญ่กลั้วหัวเราะล้อเลียน พร้อมกางแขนออกกว้าง ราวพร้อมต้อนรับทุกสิ่งทุกอย่างด้วยอารมณ์ขันนั่น ก่อนยกขวดเหล้าในมือขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ให้คนที่เป็นหมอประจำเรืออย่างบาร์ตันต้องส่งสายตาหรี่ดุเตือนซ้ำ


ดูเหมือนเจฟฟรี่ย์จะเป็นหนึ่งในคนที่เวลาทำร้ายได้น้อยที่สุด เพราะถึงเขาจะชราแล้ว แต่เขาก็ยังดูแข็งแรง ว่องไว ยังแกว่งดาบได้มั่นคง ยังยิ่งปืนได้แม่นยำ และร่างกายใหญ่โตยังน่าเกรงขาม พร้อมมีอารมณ์ขันเหลือเฟือ... แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงเขาไม่ถูกทำร้ายด้วยเวลาเลย


“เสียแต่ว่าเวลาคุณมันจะเหลือน้อยกว่าที่ตัวเองคิดน่ะสิ” เอนโธนี่ว่า และมันคงมีไม่กี่ครั้งที่เธอจะมีความคิดไปในทางเดียวกับบาร์ตัน พร้อมคำเตือนประชด “ฉันขี้เกียจโยนศพคุณทิ้งตอนสัมภาระเราเกินนะ”


เจฟฟรี่ย์เพียงเงยหน้าหัวเราะยกใหญ่กับคำแดกดันของต้นหนเรืออย่างชอบใจ


และนั่นทำให้เอนโธนี่ต้องระบายลมหายใจเบื่อหน่ายเล็กน้อย


สำหรับเอนโธนี่ ฮอว์ก เธอแทบไม่เคยสนใจใครในชีวิต มีเพียงไม่กี่คนที่เธอจะยอมฟังคำพูด และหนึ่งในนั้นคือกัปตันของเธอเอง ซึ่งเมื่อเจฟ พูดว่า ลูกเรือทุกคนต้องกลับขึ้นเรือ เธอก็ต้องให้ลูกเรือทุกคนขึ้นเรือ


“บาฟ นายไปแบกพวกที่เหลือมา ฉันจะขนรังเหล้าเอง” เด็กสาวเปลี่ยนคำสั่งใหม่ง่ายๆ กระนั้นก่อนร่างใหญ่โตเหมือนหมีของบาร์ตันจะลงเรือไป เธอก็ไม่วายย้ำชัดอีกครั้งว่า “แต่แค่หนึ่งนาที... ถ้าหนึ่งนาทีแล้วยังไม่กลับมา ก็ยืนโบกมือส่งเจฟฟี่ย์สคัลที่ท่าเรือเอเทน่านี่ได้เลย”


เขาพยักหน้ารับคำ ก่อนเดินลงไป ปล่อยให้เอนโธนี่เท้าแขนมองตามแผ่นหลังกว้างของตน ข้างกราบเรือ


เจฟเดินมาเท้าแขนกับกราบเรือข้างเด็กสาวบ้าง ก่อนกระดกเหล้าอีกอึก มองตามหมอประจำเรือด้วยนัยน์ตาสีดำสนิด และกล่าว


“เขาเป็นคนจริงจังนะ”


“เป็นคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับโจรสลัด แต่ก็สมควรมีไว้ โดยเฉพาะกับคุณ... หมอดีๆ มันหายากนะรู้ไหม” เอนโธนี่ต่อคำ


 คนฟังเข้าใจความหมายในคำพูดของเด็กสาวอย่างง่ายดาย จนต้องหัวเราะต่ำในลำคอ ดูน่ากลัวไม่น้อยสำหรับคนที่ไม่รู้จัก เมื่อร่างใหญ่โตนั่นสั่นด้วยแรงหัวเราะ


“ฮึ... เจฟฟรี่ย์ปืนคู่ จ้าวตำนานจอมสลัดหกคาบสมุทร สุดท้ายก็เป็นแค่ตาแก่ที่กำลังจะตายด้วยโรคตับแข็ง... น่าสมเพชสิ้นดี”


“จะโทษอะไรได้ นอกจากเหล้าในมือตัวเองล่ะจริงไหม” คนอ่อนวัยกว่าหันมาปรายตาสองสีที่ขวดสีขาวขุ่นในมือใหญ่


คนฟังเพียงยิ้มมุมปาก พยักหน้าเบาๆ เห็นด้วย ไม่โต้เถียง และยกขวดเหล้าในมือดื่มเข้าไปอีกหน้าตาเฉย ปล่อยเวลาระหว่างตนและเด็กสาวให้ตกอยู่ในเสียงคลื่นจากทะเล และผู้คนมากมายบนท่าเรือเอเทน่าครู่ใหญ่ ก่อนเขาจะวางขวดเหล้าเปล่าบนกราบเรือ ระบายลมหายใจยาว และไม่มีรอยขี้เล่นอีกยามเอ่ยขึ้นใหม่เสียงจริงจัง


“เธอน่าจะรับตำแหน่งกัปตันเรือสักทีนะ”


“ไอ้เรือโกโรโกโสเนี่ยนะ” คนฟังหยันทันที พร้อมปฏิเสธเสียงกลั้วหัวเราะ “ไม่ล่ะ ขี้เกียจซ้อมของมือสอง”


เป็นคำตอบแห้งแล้ง ร้ายกาจ แต่เจฟก็ไม่คิดถือสาเมื่อรู้นิสัยเธอดี และรู้ดีว่าคำปฏิเสธนั่นแปลว่าอะไร


“แล้วจะทำยังไง ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมายงั้นเหรอ” เขาหันมาถาม และรวบกระชับไหล่เธอให้หันกลับไปดูทั่วดาดฟ้าเรือ กวาดมือไปรอบตัว “ดูรอบๆ ให้ดีสิแอนนี่ ไม่ใช่แค่ฉันที่กำลังจะหมดเวลา ลูกเรือของเจฟฟรี่ย์สคัลแต่ละคนก็กำลังทรุดโทรมตามเรือโกโรโกโสที่เธอว่า” 


เจฟก้มมามองหน้าของเด็กสาว พร้อมใช้มือใหญ่บีบหัวไหล่เธออย่างเชื่อมั่น  ศรัทธา แม้อีกฝ่ายจะยังกรอกตาขึ้นอย่างเบื่อหน่าย ไม่ได้ดูคล้อยตามเขาก็ตาม


ก็แน่นอนล่ะ เจฟย้ำเตือนเธอแบบนี้มาเป็นพันครั้งได้แล้วมั่ง ช่วงสิบปีหลังมาเนี่ย


“แต่เธอยังมีโอกาส เธอกับบาฟ โอกาสที่จะก้าวไปข้างหน้า ให้เจฟฟรี่ย์สคัมกลับมาแล่นนำเรือใบทุกลำในน่านน้ำอีกครั้ง แค่เธอจะรับโอกาสนั่นไหมเท่านั้นเอง”


“เขาว่าคนที่แก่แล้วจะขุดอดีตที่เคยรุ่งโรจน์ของตัวเองขึ้นมาพูดนี่มันเป็นแบบนี้เองสินะ” เอนโธนี่ว่าไปอีกเรื่องแบบปัดรำคาญ และเหลือบตาสองสีขึ้นมองหน้ากร้านสีเข้มของคนสูงวัย บ่งบอกว่าเธอเซ็งเต็มทีกับสุทรพจน์เดิมๆ ของเขา


แต่กัปตันเรือตรงหน้ากลับยังก้มมามองเธอด้วยประกายตาคาดหวัง และถ้อยคำหนักแน่นไม่เปลี่ยน


“ฉันอยากเห็นแววตามุ่งมั่นเหมือนวันแรกที่เธอขึ้นเรือมา... แบรดก็คงอยากเห็นสายตาแบบนั้นจากลูกสาวเขา...”


“เจฟ เจฟ เจฟ เจฟ” เอนโธนี่ต้องแทรกคำของกัปตันตนด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ย้ำเตือนชื่อเขาเหมือนพยายามเรียกสติ และเงยไปกล่าว “เลิกอ้างชื่อคนตายเถอะ ก็น่าจะรู้ดีว่าโอกาสของฉันที่ว่ามันหมดไปแล้ว ไอ้ที่อยู่ทุกวันนี้เรียกว่าชีวิตได้รึเปล่า ฉันยังไม่รู้เลย... ฉันหมดเวลาผจญภัยแสนตื่นเต้นมานานแล้ว”


สิ้นคำนั้น เธอก็ชี้นิ้วที่ขอบตาซ้าย ข้างนัยน์ตาสีน้ำตาลของตน และเคาะนิ้วเบาๆ สองสามทีที่ขอบตาเพื่อตอกย้ำอีกฝ่าย


และนั่นเป็นสิ่งที่หยุดคำพูดเจ้าของร่างสูงใหญ่ได้ทันที เขาจ้องนัยน์ตาสีน้ำตาลของเธอครู่หนึ่ง และคล้ายจะยอมรับ ความจริง ที่เธอชี้ให้ดู แต่ก็ไม่วายทิ้งท้ายว่า


“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก”


 “ใครคือเอนโธนี่ ฮอว์ก!


เอนโธนี่และเจฟต้องหันกลับไปด้านหลังทันใด เมื่อมีเสียงตะโกนไม่คุ้นหูดังมาจากท่าเรือเบื้องล่าง และเด็กสาวต้องถอนหายใจอย่างหงุดหงิดปนเบื่อหน่ายแทบจะทันที เมื่อชะโงกหน้าลงไปจากกราบเรือ แล้วเห็นทหารเรือในเครื่องแบบสีแดงสด พร้อมร้องเท้าบูทสีดำขัดมันนับสิบชีวิตยืนดักอยู่เต็มท่าเรือ ซึ่งบาร์ตันที่เพิ่งออกไปไม่นานก็ถูกคุมตัวกลับมาด้วย


เหล่าลูกเรือเจฟฟรี่ย์สคัลสูงวัยที่กำลังช่วยกันค้นของ หยุดมือและถอยเท้าออกมาโดยทันที่กับกลุ่มทหารตรงหน้า


ขณะที่เอนโธนี่สะดุดเข้ากับหนึ่งในนายทหารคนหนึ่ง ที่ยืนโดดเด่นนำขบวนอยู่หน้าทางขึ้นเรือของเธอ แม้เขาจะอยู่ในเครื่องแบบทหารเหมือนคนอื่น แต่รูปร่างสูงสง่า และใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เห็นสันกรามชัดเจนแบบที่สาวๆ บนท่าเรือเอเทน่าต้องมองตามตาหยดย้อยกลับมีรัศมีมากกว่าทุกคน


นัยน์ตาคมสีฟ้าเข้มตัดกับเส้นผมตัดสั้นละต้นคอสีบลูเน็ต อายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหก ไม่เกินนี้  ท่าทางเคร่งขรึม มั่นใจ แต่ไม่ได้อวดเป่ง เหมือนรัศมีผู้นำจะมีเองโดยธรรมชาติโดยไม่มีการปั้นแต่ง


แต่ถ้าให้เธอเดา เขาไม่ใช่ผู้การ หรือนายพลที่ไหนทั้งนั้น...


“ไม่มีคนชื่อนี้ที่นี่หรอกคุณทหาร” เจ้าของชื่อตะโกนมาปฏิเสธหน้าตายอย่างเป็นธรรมชาติ


หากยันไม่ทันสิ้นคำดี เสียงหนึ่งจากกลุ่มทหารเบื้องล่างกลับดังขึ้นมาว่า


“เฮ้ เอนโธนี่ พ่อหนุ่มนี้ใจดีมากเลย เขาอาสาช่วยฉันยกของมาถึงที่เรือด้วยนะ”


คนที่กำลังหมุนตัวตัดบทสนทนาอย่างเรียบเนียนชะงักกึก แล้วก้มลงไปมองที่ท่าเรืออีกครั้งทันใด ก่อนเพิ่งเห็นว่านอกจากมีนายทหารกลุ่มย่อมๆ และร่างสูงใหญ่ของบาร์ตันแล้ว ข้างๆ ชายหนุ่มใบหน้าคมคายในเครื่องแบบทหารที่เตะตาเธอที่สุด ยังมีตาแก่อ้วนป้อมอายุเจ็ดสิบห้า ท่าทางไม่เต็มนัก และเป็นหนึ่งในลูกเรือเจฟฟรี่ย์สคัม ที่เธอจำได้ว่าใช้ให้ไปซื้อพวกของแห้งมา กำลังโบกไม่โบกมือมาให้ ซ้ำชี้ให้เธอดูเจ้าของร่างสูงสง่าข้างๆ ตัวเขาอย่างชื่นชม แถมตบหลังตบไหล่ชายหนุ่มเหมือนเป็นลูกหลานอย่างดี


และดูเหมือนจะไม่ทันฟังสิ่งที่เธอเพิ่งโกหกนายทหารสิบชีวิตนั่นไป ถึงได้ตะโกนชื่อเธอซะเต็มปากเต็มคำอย่างร่าเริงขนาดนั้น


แล้วตาแก่นี้ก็ดันเป็นคนเดียวที่มักเรียกชื่อเต็มเธอเสมอพอดีซะด้วย


“ดีจังนะจิม” เธอทำได้แค่ฉีกยิ้มกว้างตอบรับลูกเรือสูงวัยของตนอย่างผืดเคือง และก้มหน้าลอบสบถเสียงเหี้ยม “เวรเอ๊ย”


ใช่... คงทำอะไรไม่ได้นอกจากสบถแล้ว เมื่อลูกเรือที่ทำพิษตรงหน้าคงไม่รู้เรื่องอะไรนัก


“เธอคือเอนโธนี่ ฮอว์ก?” เสียงทุ้มนุ่มจากชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารย่นหัวคิ้วเรียวเข้มถามทันทีอย่างแปลกใจ


“ไม่ใช่” แม้จะถูกเรียกเอนโธนี่ แล้วโดนหักหน้าด้วยลูกเรือของตน แต่เจ้าของชื่อก็ยังคงปฏิเสธลื่นไหล


“เขาเพิ่งเรียกเธอว่าเอนโธนี” ร่างสูงสง่าหรี่นัยน์ตาสีฟ้าเข้มเพ่งเล็งเด็กสาวมากขึ้น


“นายคงหูฝาด...”


“ใช่ ใช่ เธอคือเอนโธนี ฮอว์ก ตัวจริง เสียงจริงเลยล่ะ”


เสียงจากจิมส่งแทรกทะลุปล่องมาอีก แล้วชี้นิ้วมาที่เธออย่างกระตือรือร้นให้นายทหารข้างตัวด้วยความเป็นมิตร ฉีกยิ้มกว้างนำเสนอเต็มที่อย่างผิดสถานการณ์ถึงที่สุด จนทุกสายตาหันกลับไปจับจ้องเด็กสาวเรือนผมสีแดงสนิมเป็นตาเดียว ราวกับจะถามเธอว่า... จะเอายังไงต่อ


เอนโธนี่ถึงกับเม้มปากแน่นกับการถูกหักหน้าจังๆ ครั้งที่สอง แล้วต้องยกมือถูใบหน้าตนเอง พูดไม่ออกไปพักใหญ่ ก่อนสุดท้ายจะผอนลมหายใจยาวเหมือนระบายความคับใจหลายๆ อย่าง แล้วหันไปที่คุณหมอประจำเรือแทน พร้อมสั่งชัดเจน


“บาฟ เช็คยาประจำของจิมด้วยว่ามีตัวไหนหมดอายุบ้างรึยัง”


“เด็กผู้หญิง?”


คำถามกึ่งอุทานอย่างไม่ค่อยเชื่อจากทหารหนุ่มใบหน้าคม ทำให้เอนโธนี่หันกลับมาที่เขา และท่าทางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึงนั่นก็ทำให้เด็กสาวอดจะล้อเลียนไม่ได้ว่า


“โอะ โทษที ฉันไม่รู้นี่ว่านายจะชอบเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง”


อย่ามาปากดีนะนังเด็กเมือวานซืน!


ยังไม่ทันสิ้นคำดี เสียงตวาดก้อง พร้อมคมดาบที่ถูกชักออกจากฝักก็ชี้ตรงมายังเธอ หากเจ้าของเสียงคำรามอย่างเอาเรื่องนั่น กลับไม่ใช่ทหารหนุ่มใบหน้าคมคายคนเดิม หากแต่เป็นทหารหนุ่มอีกคนข้างตัวเขา ที่ดูแล้วอายุไม่น่าต่างกันนัก หากคนที่ชักดาบส่งนัยน์ตาสีน้ำตาลกราดเกรี้ยวมายังเธอเหมือนจะเก็บอารมณ์ไม่เก่งเท่าเพื่อนทหารของตนนัก


ซึ่งดูจากรูปร่างหน้าตาแล้วก็พอใช้ ขาแขนดูแข็งแรงเหมือนคนฝึกต่อสู้มาอย่างดี ผมสีทรายที่ไว้ยาวละต้นคอแต่มัดลวกๆ เป็นหางม้าสั้นๆ ทำให้พอดูออกว่าไม่ใช่คนใส่ใจตัวเองนัก นิสัยเหมือนพวกเถรตรง ซื่อสัตย์ มีพลังของวัยหนุ่มเต็มเปี่ยม กระโดดมาปกป้องเจ้านายตัวเองทันทีเพราะแค่เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ฟ้องชัดว่าซื่อ... บื้อขนาดไหน


เหมือนลูกสุนัขเลย


“ใจเย็นๆ น่าไอ้หนู เดี๋ยวดาบมันก็แกว่งไปฟันตีนตัวเองเข้าให้หรอก ที่นี่มีแค่คนแก่กับเด็กผู้หญิง ไม่ต้องดุเดือดเลือดพล่านให้มากนักก็ได้” เอนโธนี่ยกมือสองข้างขึ้น แสดงการยอมแพ้แบบเสแสร้ง แล้วว่าด้วยรอยขัน


คนถูกเตือนหน้าตึงเขม็ง พร้อมกำด้ามดาบแน่นแบบปรอทอารมณ์แทบระเบิด ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยมีใครแดกดันเขาได้เจ็บแสบขนาดนี้มาก่อน แล้วคำเรียกเขาว่า ไอ้หนู น่ะมันอะไร เจ้าหล่อนอายุน้อยกว่าเขาชัดๆ ยังกล้าเรียกคนอื่นว่าไอ้หนูอีกงั้นเหรอ


ความเดือดดาลทำให้เขาตวัดสายตาพานไปยังบาร์ตันที่ไม่ใช้ทั้งคนแก่และเด็กผู้หญิงคนเดียวในที่นี่ทันที เตรียมพุ่งเป้าไปเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เสียหน้าของตน แต่ยังไม่ทันขยับ เสียงหนึ่งก็ว่า


“นั่นมันหมอประจำเรือ” เอนโธนี่ดักทางคนเลือดร้อนอีกครั้ง และส่งคำยั่วเย้าอย่างสนุกสนานมาอีก “แต่ถ้านายกลัวเข็มฉีดยา ฉันจะได้บอกเขาไปไกลๆ ก็ได้”


ยัยเด็กนี่!


คนโดนตอกหน้าซ้ำสองขบกรามแน่น ตวัดตัวไปหาเด็กสาวใหม่พร้อมดาบในมือทันที แต่ยังไม่ทันก้าว เสียงทุ้มนุ่มด้านหลังก็ปรามมาก่อน


“อย่า เบรนดอน”


ฮือ เบรนดอน เบรนดี้... บันดี้... บัดดี้... ชื่อยังคล้ายลูกหมาเลยแฮะ


คนที่ดูเหตุการณ์จากบนเรือคิด แล้วมองตามเบรนดอนที่จำใจต้องถอยหลัง หลีกทางให้ชายหนุ่มที่เขาออกหน้ามาปกป้อง แต่ยังมองเธออย่างหมายหัว และไม่ยอมเก็บดาบเข้าฝัก เหมือนรอสบโอกาสใช้มันกับเธอสักครั้งหนึ่ง


ชายหนุ่มเรือนผมสีบลูเน็ตกลับมายืนนำทหารคนอื่นอีกครั้ง ขณะเงยหน้าขึ้นเจรจาอย่างใจเย็น


“เรามาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาจับเธอ หรือใคร แต่มาเพื่อ...”


“จดหมายนี่ใช่ไหม” เอนโธนี่ชูจดหมายสีครีมในมือขึ้นดักคอ ก่อนกระซิบกับร่างใหญ่โตข้างตัว “คุณน่าจะช่วยฉันพูดบ้างนะเจฟ”


หากคนเป็นกัปตันแค่กระชับหมวกของตน และบอกปัด “ไม่ล่ะ ฉันชอบเป็นคนดูมากกว่า”


“... ใช่” ชายหนุ่มเบื้องล่างเพ็งพินิจให้แน่ใจอยู่ครู่ก่อนตอบ “เลดี้เมลิลีนต้องการความช่วยเหลือจากเธอ เพื่อตามหาลูกชายที่หายไป”


เอนโธนี่หันกลับมาสนใจทหารเรือหนุ่มอีกครั้ง เธอแม่มปากนิดคล้ายครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นใหม่


“รู้ไหม ตอนแรกฉันก็แอบมีใจเอนนิดๆ ว่าอยากจะช่วยน่ะนะ แต่พอเห็นนายแล้วฉันหมดอารมณ์เลย”


“หมายความว่ายังไง” คู่สนทนาขมวดคิ้วเล็กน้อยแปลกใจ


“ก็อีแค่คนคนหนึ่งเรืออัปปางกลางทะเล มันจำเป็นต้องถึงขนาดทำให้ เจ้าชายกิลเลี่ยน ผู้สูงศักดิ์ต้องออกมาจากวัง เพื่อมาขอร้องโจรสลัดที่ท่าเรือเน่าๆ นี่เลยงั้นเหรอ”


คนที่ถูกเรียกว่าเจ้าชายกิลเลี่ยนนิ่งอึ้งไปทันใด ใบหน้าหล่อเหลาที่มักนิ่งใจเย็นเบิกนัยน์ตาสีฟ้าเข้มขึ้นในวินาทีนั้น


“เธอรู้!


“ผิวขาวอมชมพูเหมือนแทบไม่เคยเจอแดด หล่อเนียบทุกกระเบียดนิ้ว มีหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์คอยขู่ข่มคนอื่นแทนตัวเองตลอด” ปรายตาสองสีไปยังเบรนดอน แล้วเห็นเขากัดกรามส่งสายตาเหี้ยมตอบกลับมาทันที ก่อนจะว่าต่อ


“ใส่ชุดทหารไม่มียศ แต่ทหารทุกคนก้มหัวเคารพเกรงใจ ดูก็รู้ว่าแค่แต่งมาปิดบังฐานะเฉยๆ  พกดาบหรู แถมหนุ่มเกินจะเป็นพวกทหารยศสูงที่แอบกินค่าส่วยจนพุงกาง มารยาทดีเกินกว่าจะเป็นพวกลูกขุนนางอวดดี รูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับอายุของเจ้าชายรัชทายาทที่เขาลือกันมา... มีให้สัญนิษฐานแค่ข้อเดียวเท่านั้นแหละ”


กิลเลี่ยนจ้องค้างไปยังใบหน้าคมนิดๆ ที่ยิ้มหยันของเด็กสาวบนเรืออย่างไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เขาพอจะเคยได้ฟังเรื่องของเธอมาบ้างจากเลดี้เมลิลีนที่เคยเป็นแม่เลี้ยงเอนโธนี่มาก่อน ซึ่งเวลานั้นเขาคิดว่าตนเองน่าจะพอรับมือได้ คิดว่าเธอก็เป็นแค่เด็กสาวห้าวๆ ซุกซน แล้วก็ดื้อดึง เหมือนเจ้าหญิงมาร์เซลล่า น้องสาววัยสิบสองปีของเขา  


แต่ความจริงแล้วเธอแทบไม่มีบรยากาศของเด็กสาวด้วยซ้ำไป เธอไม่ได้เป็นสาวห้าว ซุกซน หรือดื้อดึ้ง... เธอแค่ไม่แยแสอะไรเลยสักอย่างต่างหาก ซ้ำไม่เห็นหัวใครเลยด้วย


นัยน์ตาสองสีแปลกตานั่นก็ดูลึก อ่านยาก ฉลาด เจ้าเล่ห์แสนกล ทว่าก็คล้ายยังมีอะไรที่มากกว่าสิ่งที่แสดงออกมาซ่อนอยู่ มันเหมือนเขาเป็นเด็กเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอมากกว่า... อาจเพราะเธออยู่แต่กับเจฟฟรี่ย์สคัล ที่มีแต่คนสูงอายุ หรือเพราะอะไรเขาก็ไม่แน่ใจนัก แต่มันเป็นคนละเรื่องกับที่จินตนาการไว้เลย


“ดังนั้นถ้าเรื่องมันเลยเถิดไปถึงในวังได้ มันก็ยุ่งยากเกินมือฉันแล้ว” เอนโธนี่กล่าวสรุปตบท้ายมาอีก


กิลเลี่ยนปรับสีหน้าตนให้กลับมานิ่งสงบเช่นเดิม และพยายามต่อรอง


“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับในวัง หรือใคร เกี่ยวแค่กับฉันคนเดียว”


“เด็กหนีออกจากบ้าน ยิ่งแล้วใหญ่เลย”


เจ้าชายหนุ่มต้องหายใจลึกนับหนึ่งในใจ เขาเป็นคนใจเย็นมาเสมอ และถูกสอนมาให้อดทนก่อนจะรู้เรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารซะอีก ซึ่งเขาคิดว่าตนทำได้ดีจนเป็นพรสวรรค์เล็กๆ ด้วยซ้ำ แต่กับเด็กสาวตรงหน้าเขากลับรู้สึกว่าต้องใช้ความสามารถพิเศษของตนมากกว่าคนอื่นๆ มากจริงๆ


เขาไม่เคยเจอเด็กผู้หญิงแบบนี้มาก่อน... เอาง่ายๆ ว่าไม่เคยเจอคนแบบเธอมาก่อนน่าจะตรงกว่า


“ฉันจะจ่ายเธอด้วยทองคำสองกำปั่น” กิลเลี่ยงยืนข้อเสนอให้ตรงกว่าเดิม เมื่อเห็นแล้วว่าคู่สนทนาดูจะไม่ชอบการอ้อมค้อม


“เด็จพ่อกับหม่อมแม่รู้ไหมว่านายเอาภาษีประชาชนมาใช้แบบนี้น่ะไอ้หนู”


อย่าเรียกพระองค์แบบนั้น! เสียงเข้มข่มขูจากเบรนดอนมาพร้อมร่างสูงที่เตรียมพุ่งเข้าไปหาคนบนเรืออีก ทว่ามือเรียวแข็งแรงของผู้เป็นนายก็ยกห้ามไว้ แม้คนห้ามจะดูเหมือนต้องเก็บอาการตนอยู่ไม่น้อยเหมือนกันก็ตาม


“ฉันเรียกคนที่โง่กว่าฉันว่าไอ้หนูทุกคนนั่นแหละน่า” เจ้าหล่อนสวนเบรนดอนกลับรวดเร็ว


งั้นเรียกเขาว่าไอ้หนูก่อนหน้านั้นก็ด่าว่าเขาโง่กว่าไปแล้วน่ะสิ เบรนดอนยิ่งขมวดคิ้วเกร็งแน่นอย่างสุดทน หน้าเริ่มแดงก่ำจากความโกรธ อยากลากโจรสลัดตรงหน้ามาแขวนคอข้อหาหมิ่นเกียรติราชวงศ์ให้จบเรื่องเดี๋ยวนี้เลย


แต่โจรสลัดที่ว่ากลับไม่สนใจท่าทางของเขา หรือเจ้าชายรัชทายาทแม้แต่น้อย แต่หมุนตัวไปสั่งลูกเรือของตนแทนว่า


“เตรียมออกเรือได้เลย!


“คิดว่าจะออกไปจากท่าเรือนี้ได้โดยมีทหารล้อมอยู่แบบนี้รึไง” เสียงทุ้มนุ่มที่ครั้งนี้เข้มขึ้นร้องถาม และมีแววข่มขู่อยู่ลึกๆ ในน้ำเสียงนั่น เมื่อเวลานี้บนท่าเรือทางเต็มไปด้วยทหารติดอาวุธนับสิบชีวิต ซ้ำลูกเรือเธอที่อยู่ด้านล่างทั้งหมดก็ถูกคุมตัวไว้แล้ว


ข้างๆ ตัวเขาก็ยังมีชายแก่ร่างอ้วนยืนเหมือนไม่ค่อยรับรู้เหตุการณ์อะไรนัก คิดจะออกเรือโดยทิ้งลูกเรือแก่ๆ หลายชีวิตไว้ที่นี่รึไง ที่สำคัญคิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้ออกเรือไปหน้าตาเฉยทั้งที่เกือบเหยียบขึ้นเรือเจ้าหล่อนอยู่ร่อมรอเนี่ยนะ ครั้งนี้เขาคงปล่อยให้ถูกหยามหน้าขนาดนั้นไม่ได้แล้ว


หากเด็กสาวเรือนผมสีแดงสนิมกลับหมุนตัวกลับมา ก้มมองไล่หน้าทหารและลูกเรือบนท่าน้ำทีละคน ก่อนฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันทุกซี่ตอบกลับมาง่ายดาย


“ได้สิ” เธอไหวไหล่เหมือนไม่เห็นอะไรยุ่งยากอย่างที่อีกฝ่ายคิด พร้อมว่า “แบบไม่ต้องชักดาบแล้วร้องย๊ากด้วย”


“?!


กิลเลี่ยนต้องสะดุ้งกาย ก่อนก้มลงไปมองที่เอวตน แล้วเขาต้องชักหัวคิ้วสีเข้มชนกันทันที เมื่อชายแก่ข้างตัวที่เคยป้ำๆ เป๋อๆ ดูไม่มีพิษมีภัยกลับกำลังจ่อปืนชิดอยู่ข้างเอวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ซ้ำใบหน้าย่นๆ อ้วนกลม ที่เคยยิ้มร่าเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราวรอบตัวกลับเพียงส่งยิ้มมุมปากบางๆ พร้อมนัยน์ตาสีเขียวขุ่นที่ไม่ดูใส่ซื่อเป็นตาแก่เชื่องๆ อย่างในตอนแรกมาให้


ฝาบาท! เบรนดอนร้องขึ้นอย่างตื่นตัว พร้อมทหารเรือทุกคนก็ชักดาบข้างเอว หันมาล้อมสองร่างของกิลเลี่ยนและจิมทันที


ซึ่งนั่นทำให้ลูกเรือที่เหลือเป็นอิสระทันใด เปิดโอกาสให้ชายแก่แตะละคนได้ชักทั้งดาบและปืนขึ้นจ่อเหล่าทหารทั้งหมดอย่างรวดเร็วแทน พวกเขาลงมือลื่นไหลเป็นธรรมชาติเองโดยไม่ต้องมีคำสั่ง


เหตุการณ์พลิกโดยฉับพลัน เมื่อฝ่ายถูกล้อมกลายเป็นเหล่าทหารเรือซะเอง


ความชุลมุนและแตกตื่นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหยุดนิ่งลง เมื่อคนที่เอาปืนจ่อข้างเอวเจ้าชายรัชทายาทกลับเอ่ยขึ้นกับทหารรอบตัวของตนอย่างใจเย็นว่า


“ไม่เอาน่าเด็กๆ ฉันยังไม่อยากยิงคนที่ช่วยฉันยกของมาหรอกนะ ช่วงนี้ฉันปวดหลังไม่อยากเสียแรงมากหรอก” เขาว่าพร้อมกดปากกระบอกปืนลูกโม่หนักขึ้นบนเอวชายหนุ่มเป็นการเตือน และบอกเป็นทางอ้อมว่าให้ทหารรอบตัวถอยออกไป


“มีคนเคยบอกไหมว่าอย่าไว้ใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะพวกเฒ่าสารพัดพิษน่ะ” เสียงหยันจากเด็กสาวคนเดิมส่งซ้ำเติม พร้อมพยักหน้าให้จิมนิดเหมือนเป็นการชมในผลงานเขา ขณะคนเป็นกัปตันเรือหัวเราะเคลืออยู่ข้างตัวเธอ


ซึ่งนี่คงเป็นครั้งแรกที่ไม่มีทหารหนุ่มด้านล่างคนไหนโต้แย้งออก


คนแก่ไม่เหมือนคนหนุ่ม พวกเขาอาจไม่ได้แข็งแรงหรือรวดเร็ว ทว่าเมื่อลงมือ พวกเขาจะเฉียบคม และหมดจด ไม่ต้องมีลีลาให้มากความ ไม่ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เยอะแยะแบบพวกคนหนุ่มไฟแรง แต่ทำอะไรที่ตรงจุดและเหนือคาดคิดโดยไม่มีการผิดพลาด นั่นแหละคือข้อแตกต่างระหว่างประสบการณ์ชีวิตและความหนุ่มสาว


แก่แต่เก๋า นั่นคือคำนิยายที่พวกเขาคิดได้ในฉับพลันกับเจฟฟรี่ย์สคัล... ถึงแม้จะไม่หนุ่มแน่น และแข็งแกร่งแบบสมัยก่อน แต่การร่องอยู่ในน่านน้ำมาห้าสิบปีเต็มโดยไม่เคยถูกทางการจับ หรือถูกโจรสลัดที่ไหนจมเรือมาก่อน มันก็ยืนยันได้ดีมากแล้วว่าพวกเขาไม่ธรรมดา 


“เธอ!” เบรนดอนสบถออกมาได้แค่นั่น เมื่อคิดไม่ออกว่าจะหาอะไรมาเถียง ซ้ำตัวเขาเองก็ถูกดาบใบกว้างจ่ออยู่ที่ลำคอ จนต้องปล่อยให้ชายแก่ร่างอ้วนดันหลังกิลเลี่ยนขึ้นไปบนเรือช้าๆ


“เอาล่ะ ฉันจะเอาเจ้าชายสุดหล่อของพวกนายขึ้นเรือไปด้วย และพอเรือเราแล่นออกไปไกล จนมั่นใจว่าจะไม่มีใครตามมาแน่นอน เราก็จะส่งเจ้าชายคืนให้ตรง... ตรง... เอ่อ... “ เอนโธนี่อึกอัก แล้วย่นหัวคิ้วครุ่นคิดหนักอยู่พักหนึ่งเมื่อไม่ได้เตรียมสถานที่ไว้ในหัว ก่อนจะตัดสินใจแบบส่งๆ ไปว่า “ตรงไหนสักจุด กลางมหาสมุทร... ก็แล้วกัน”


เบรนดอนถึงอ้าปากค้างนิดๆ กับคำตัดสินส่งๆ นั่น แทบไม่เชื่อหูตนเองว่าเจ้าชายคนสำคัญอาจต้องไปเคว้งคว้างกลางมหาสมุทธตรงไหนก็ไม่รู้ เพราะเจ้าโจรสลัดที่จับตัวเขาไปก็ไม่รู้เหมือนกัน


ซึ่งก่อนเขาจะได้จินตาการชะตากรรมเลวร้ายของกิลเลี่ยนมากกว่านี้ และพยายามหาทางชิงตัวเจ้าชายหนุ่มกลับมาสักทางหนึ่งในหัว เด็กสาวคนเดิมก็สำทับมาด้วยรอยยิ้มหยันที่แฝงรอยเหี้ยมว่า


“แต่ถ้ายังมี คนสิ้นคิด ตามมา เราก็ยังจะส่งคืนให้... แบบทีละชิ้น” เอนโธนี่จ้องลงมายังนัยน์ตาสีน้ำตาลของเบรนดอนอยางระบุตัวชัดเจนว่าคนสิ้นคิดหมายถึงใคร จนคนถูกมองรู้สึกเสี้ยววูบแบบแปลกๆ ก่อนเธอจะตะโกนลั่น


“ขึ้นเรือได้!


สิ้นคำสั่งนั่นเหล่าลูกเรือเจฟฟรี่ย์สคัลก็ทยอยขึ้นเรือ โดยไม่ลืมแบกข้าวของที่เหลือบนท่าน้ำติดตัวไปด้วยอย่างไม่เร่งร้อน ปล่อยให้เบรนดอนและเหล่าทหารเรือมองตามอย่างแค้นเคือง ห่วงกังวล... และเรียนรู้ว่าโจรสลัดเป็นอย่างไรครั้งแรก


 กิลเลี่ยนถูกคุมตัวขึ้นมาบนเรือ และเมื่อย่างเท้าขึ้นมา เขาก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวของทะเลที่มีมากกว่าดมจากน้ำทะเลโดยตรงบนเรือเดินสมุทธลำนี้ พร้อมบรรยากาศแปลกตา


ทั้งที่เขาก็เคยล่องเรือของราชนาวี เคยอยู่บนเรือเดิยสมุทธลำใหญ่ แต่บนเจฟฟรี่ย์สคัลมันกลับไม่เหมือนกัน มันมีอะไรที่น่าขนลุก แต่ก็มีมนต์ขลังแปลกๆ ไม้กระดานทุกแผ่นราวกับเคลื่อนไหวได้เอง หรืออาจจะเป็นเพราะความเก่าของมันรึเปล่าเขาก็ไม่แน่ใจ


เจ้าชายหนุ่มถูกนำตัวมามัดติดกับเสากระโดงกลางเรืออย่างแน่นหนา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกจับตัวมาแบบนี้ ต้องยอมรับว่าเขากลัวนิดๆ และรู้สึกเสียหน้าหน่อยๆ เมื่อไม่ใช่ว่าตนไม่มีฝีมือต่อสู้ติดตัวเลย แต่เหมือนความเชี่ยวชาญของเหล่าลูกเรือเจฟฟรี่ย์สคัลจะไม่เปิดช่องว่างให้เขาได้สู้แม่แต่น้อย


กระนั้นเจ้าชายหนุ่มก็ยังตะโกนต่อรองกับต้นหนเรือที่กำลังสั่งเหล่ากลาสีสูงวัยให้กางใบเรือว่า


“ถ้าเป็นยกเลิกค่าหัวของลูกเรือเจฟฟรี่ย์สคัลทุกคนล่ะ”


“ใช่ ตอนนี้พวกนายดูใกล้จะไล่จับพวกเราได้มากเลย” เอนโธนี่หันมาประชดแบบแทบไม่ใส่ใจ พลางสำทับ “อีกอย่าง ตอนนี้ลูกเรือเจฟฟรี่ย์สคัลไม่มีใครสนเรื่องเป็นหรือตายแล้ว”


กิลเลี่ยนต้องกวาดตามองเหล่าชายแก่มากมายรอบตัวที่กำลังวุ่นวายกับการขึงเชือกออกเรือ แล้วต้องยอมรับคำพูดนั่นอย่างเสียไม่ได้... พวกเขาอายุมากเกินกว่าจะสนเรื่องเป็นเรื่องตายแล้วจริงๆ นั่นแหละ


แต่หากก่อนที่เด็กสาวจะเลิกสนใจเขาและก้าวไปอีกทาง กิลเลี่ยนก็เสนอขึ้นอีกครั้งด้วยความมั่นใจยิ่งขึ้น


“แล้วถ้าแพทย์หลวงล่ะ”


และครั้งนี้คนเป็นต้นหนกลับหยุดฝีเท้า หันกลับมาที่ชายหนุ่ม พร้อมหรี่นัยน์ตาสองสีอ่านยากของตนเพ็งพินิจเขาครู่ใหญ่ รับรู้ได้ว่าคนตรงหน้ารู้ถึงความคิดเธอบ้างอย่างถึงได้เสนอสิ่งนี้ขึ้น


              เอนโธนี่ใครครวญหลายวินาที ก่อนพยักหน้าขึ้น



“ว่าไป”


“ฉันสามารถหาคณะแพทย์ที่ดีที่สุดในอาณาจักรให้ได้” เจ้าชายหนุ่มยืนยัน และว่าต่อ “พร้อมทองสองกำปั่น และยกเลิกค่าหัวลูกเรือลำนี้ทั้งลำ”


“โว้... อะไรจะยอมลงทุนขนาดนั้น” เอนโธนี่เลิกคิ้วขึ้นสูงกับค่าตอบแทนมหาศาล กระนั้นก็ยังมีความเคลือบแคลงนัยน์ดวงตา


“ถ้าเธอตกลง เธอจะได้มันทั้งหมด” กิลเลี่ยนสำทับหนักแน่น และเน้นย้ำเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจว่า “ฉันจะรักษาสัญญา ขอสาบานด้วยเกียรติของราชวงศ์...”


“เก็บคำสาบานนายไว้เถอะ ขนาดคำพูดตัวเอง ฉันยังไม่เชื่อเลย” เอนโธนี่ร้องดักคอไว้ทันที แสดงชัดว่าขี้เกียจจะฟังเขาร่าย พลางเอี่ยงศีรษะลงนิด จ้องนิ่งที่นัยน์ตาสีฟ้าเข้มคู่คม ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทำไมต้องเป็นฉัน”


กิลเลี่ยนผ่อนลมหายใจแผ่ว เหมือนลำบากใจเล็กน้อย ก่อนตอบ


“เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเจ้าชายต้องสาปและปราสาททองคำลอยน้ำ... นิทานที่พ่อเธอทุมแรงและกำลังทั้งชีวิตเพื่อค้นหามันจนกระทั้งวันที่ตายน่ะสิ”













ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

1,985 ความคิดเห็น

  1. #1759 cozyBear (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 16:05
    ชอบค่ะ ไอเดียแจ่มมาก

    อ่านไปขำไป
    #1759
    0
  2. #1705 Pat (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มีนาคม 2558 / 20:02
    นี่มันเลนยะเวอร์ชั่นใหม่ชัดๆเลยอ่านแล้วให้ความรู้สึกคิดถึงเลนยะเลยถึงท่าทางคำพูดอะไรต่างๆมันใช่เลยอะ5555มาแต่งต่อไวๆนะคะ
    #1705
    0
  3. #1569 ♣ Minto ♣ (@kazegawaminto) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 / 22:43
           รู้สึกนางเอกเรื่องนี้ มีบรรยากาศคล้ายกับนาคในเวอร์ชั่นแดนกลายๆ หรือเรารู้สึกไปเอง(ฮา)
    คือ จากมันสมอง วิธีการคิด การเอาตัวรอด จังหวะการพูด(หรืออาจจะรวมถึงน้ำเสียงที่อยู่ดีๆก็คิดได้ในหัว) ความสบายๆ พูดอะไรง่ายๆ ไม่ค่อยคิดอะไรให้ยุ่งยาก มันแอบคล้ายนาคนิดๆ
    แต่ความหมายของประโยคที่พูด หรือสิ่งที่พ่นออกมาจากปาก รวมถึงความไม่ค่อยจะแยแสอะไรในโลก และความเจ้าเล่ห์ ..นี่มันแดนชัดๆ
    ..เหมือนเอานาคกับแดนมาผสมกันเลยจริงๆ //หรือเพียงเพราะเราเพ้อคิวบิกมากไป เลยคิดอย่างงั้นก็ไม่อาจทราบ555

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 พฤษภาคม 2557 / 22:48
    #1569
    0
  4. #1408 JCatS::FelionA (@plengjin-7) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 เมษายน 2557 / 13:58
    ชอบเรื่องนี้ !!!!! แต่งต่อนะค้า เปิดเรื่องใหม่เลย เยิฟๆ
    #1408
    0
  5. #1405 om-let (@le-tom) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 เมษายน 2557 / 04:01
    เรื่องนี้สนุกดี นางเอกฉลาดและปากร้ายจริงๆ (ชอบ)


    #1405
    0
  6. #1390 Giftfiiz Oh Ho (@giftfiiz19) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 เมษายน 2557 / 02:06
    ชอบมากมายคร่าาา เชียร์ให้เขียนเรื่องนี้ต่อ
    #1390
    0
  7. #650 Naruko (@Naruko) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 / 18:04
    ว้าว...
    #650
    0
  8. #591 นักอ่าน (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2557 / 21:00
    คำผิด เยอะ เช่น บางอย่าง ล่องเรือ ต้นหน บางทีมันทำให้เสียอรรถรสค่ะ
    #591
    0
  9. #581 แฟนคลับเรื่องนี้ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มกราคม 2557 / 12:18
    แต่งเรื่องนี้นะคะไรเตอร์

    #581
    0
  10. #571 SenZa aMore (@auraprang) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 มกราคม 2557 / 18:22
    ว้ากกกก สนุกจังงงงง ทำเราค้างงง อยากอ่านต่อออ
    #571
    0
  11. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  12. #556 คิดถึงเว้ย (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มกราคม 2557 / 12:35
    อร๊ายยย นางเอกสุดยอดมากๆ ^_^
    #556
    0
  13. #543 Masji (@masji) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 มกราคม 2557 / 21:36
    ชอบเรื่องนี้ ><"
    กัดหมอน แง่งงงง (ไม่ใช่.. = =")
    ติดตาม..
    #543
    0
  14. #532 หมาสีดำ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2557 / 19:12
    สนุก และ น่าติดตามมากค่ะ

    หวังว่าพี่จะมาต่อนะ ไม่งั้นค้างมากกกก T^T
    #532
    0
  15. #529 ฝันดี_นะ (@muanfunsrisuwan) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2557 / 12:00
    น่าติดตามมากกกกกกกกกกกกกกก
    มอัพต่อนะคะ
    #529
    0
  16. #526 merinasz (@merinasz) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 มกราคม 2557 / 21:03
    สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S สาว S #แฮ่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #526
    0
  17. #525 ที-lอ-lอ็u (@TanNyZa) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 มกราคม 2557 / 20:53
    อยากอ่านต่อ ชอบมากกกก
    ติดตามอยู่นะ
    #525
    0
  18. #524 SisterPla (@sisterpla) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 20:50
    อยากให้มีต่อ
    #524
    0
  19. #523 mintja (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 18:49
    เจ๋งว่ะ
    #523
    0
  20. #522 เวลา (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 16:26
    สวดยอดลวกพี่ ชอบ
    #522
    0
  21. #521 Bhen (@bhen) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 มกราคม 2557 / 10:22
    เยี่ยมค่ะ ยังคงเป็นอะไรที่ยอกเยี่ยมเหมือนเดิมนะค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องใหม่ดีๆ สนุกๆ แล้วจะรอตอนต่อไปนะค่ะ เป็นกำลังใจให้และสวัสดีปีใหม่ 2557 ขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในทุกโลกได้โปรดดลบันดาลให้คุณและครอบครัวประสบแต่ความสุข สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทุกด้าน คิดสิ่งใดให้ได้สมดังความปรารถนาทุกประการ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยอันตรายทั้งปวง แต่งนิยายดีๆ สนุกๆ ให้พวกเราได้อ่านกันตลอดไปค่ะ
    #521
    0
  22. #519 amnesiac (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2556 / 10:35
    ถูกจริตมากค่ะแนวนี้ ชอบตั้งแต่ช่วงเกริ่นนำเรื่องเลย



    ให้มีความรู้สึกว่าแอนอายุมากกว่าที่คิดนะเนี่ย



    อยากให้เปิดเรื่องนี้ขึ้นใหม่ด้วยจัง
    #519
    0
  23. #518 •Zol2iäc• (@yuletied) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2556 / 00:17
    อยากอ่านต่ออ่ะ=w=;;
    #518
    0
  24. #517 ponpon (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2556 / 23:50
    คุณคิดแต่ละเรื่องได้เจ๋งมากเราติดตามตั้งแต่คิวบิก,มังกรผู้เฝ้าหอคอยแล้วก็เรื่องนี้

    ขอบอกว่าสุดยอดแม้คำผิดจะมีบ้างแต่ก็ให้อภัย
    #517
    0
  25. #456 มารี ฌานน์ (Marie Jeanne) (@tayataya) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 / 13:36
    เราว่าเปิดเรื่องใหม่เถอะ เขียนดีมากเลย
    #456
    0