ในหลายประเทศได้มีการกําหนดกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นประชาชนจึงสามารถคือ ไมJมีการลิดรอนหรือข้อจํากัดแสดงออกทางความคิดในลักษณะต่างๆได้อย่างอิสระ การคุ้มครองในบางประเทศก็มีลักษณะแบบสมบูรณเสรีภาพไม่ว่ากรณีใด แต่ในบางประเทศ เช่น ประเทศไทยจะมีข้อยกเว้นว่าสามารถจํากัดเสรีภาพได้โดยใช้อํานาจของกฎหมาย
แต่ยังมีบางประเทศ เช่น ประเทศจีน ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในแง่ของการจํากัดเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดเห็นของประชาชน





กฎหมายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคล ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวดที่ 3 “สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย” ส่วนที่ 7 “สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน” มีดังนี้
มาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น





ความคิดเห็นที่กฎหมายไม่คุ้มครอง
1. คําลามกอนาจาร
2. คําใส่ร้ายป้ายสี
3. คํายั่วยุให้เกิดความกลัว
4. คํายั่วยุให้มีการก่ออาชญากรรม
5. คําดูถูกเหยียดหยาม
6. คําปลุกปั่นก่อให้เกิดความไม่สงบ




ประเด็นด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น





ประเด็นด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
การปกปิดชื่อจริง
การแสดงความคิดเห็นโดยไม่เปิดเผยนาม หรือ การปกปิดชื่อ คือการไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของบุคคลที่แสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพประการหนึ่งของบุคคลที่พึงมี การปกปิดตัวตนที่แท้จริงได้ ทําให้เกิดการใช้สิทธิและเสรีภาพในด้านนี้เกินขอบเขต ขาดจริยธรรม หรือขาดความรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องหมายในการกระทําผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย
ระบบส่งอีเมล์นิรนาม (Anonymous remailer)
เป็นโปรแกรมที่จะทําการปลดที่อยู่อีเมล์จริงของผู้ส่งออก แล้วแทนที่ด้วยที่อยู่นิรนาม, ที่อยู่ปลอม หรือไม่มีที่อยู่ผู้ส่งไปยังผู้รับ วิธีการนี้จะทําให้ไม่สามารถทราบอีเมลของผู้ส่งได้ และหากมีการเข้ารหัสเนื้อความในอีเมล์ จะทําให้การรับส่งเมล์มีความปลอดภัยมากขึ้นการใช้ระบบส่งอีเมลนิรนามในทางที่ผิด ก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้เช่น ใช้เพื่อโจมตีผู้รับโดยไม่ทราบว่าผู้ส่งคือใคร หรือใช่เพื่อโฆษณาเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการ เป็นต้น
การแสดงความหมิ่นประมาท
เป็นการใส่ความผู้อื่นเป็นเหตุให้เสื่อมเสีนชื่อเสียง และได้รับความเดือดร้อนโดยไมม่มีหลักฐานยืนยันในประเทศไทย ประมวลกฎหมายอาญา ได้ระบุความผิดจากการหมิ่นประมาทไว้ในภาค 2 “ความผิด” ลักษณะ 11 “ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียง” หมวด 3 “ความผิดฐานหมิ่นประมาท”
การแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็พึงระวังให้การแสดงความเห็นเป็นไปโดยชอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ .ศ. 2550 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งให้การรับรองและคุ้มครองไวLในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยคํานึงว่าความคิดเห็นที่แสดงออกไปนั้น โดยเฉพาะที่แสดงผ่านทางเว็บไซต์ ควรงดเว้นการใช้คําหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้ายสร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
กฎหมายได้กําหนดให้ การโพสต์ข้อความอันเข้าข่ายหมิ่นประมาทนั้น อาจเสี่ยงที่จะเป็นความผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาใน 3 มาตรา ดังนี้
1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่จะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือ ถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาท
ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
2) ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทําโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ภาพหรือตัวอักษรที่ทําให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงบันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทําโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทําการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น
ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท
3) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 423 “ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหาย แก่ ชื่อเสียง หรือ เกียรติคุณ ของบุคคลอื่น ก็ดี หรือ เป็นที่เสียหาย แก่ทางทํามาหาได้ หรือ ทางเจริญของเขา โดยประการอื่น ก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหาย อย่างใดๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใด ส่งข่าวสาร อันตนมิได้รู้ว่า เป็นความไม่จริง หากว่า ตนเอง หรือ ผู้รับข่าวสารนั้น มีทางได้เสีย โดยชอบ ในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่า เพียงที่ส่งข่าวสารเช่นนั้น หาทําให้ผู้นั้น ต้องรับผิด ใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่”
ดังนั้นการโพสต์ข้อความในอินเทอร์เน็ต ไม่ว่า คนโพสตจะเป็น "ผู้ใด" หากทําให้คนอื่นเสียหาย ก็เป็นความผิดตามกฎหมายได้ เนื่องจากการหมิ่นประมาทถ้าได้โพสต์หรือกล่าวพาดพิง ถึงใครให้คนอื่นฟัง
ก็ถือเป็นการ "ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม" ถ้าข้อความที่โพสต์ ทําให้ผู้อ่านรู้สึก ไม่ดีกับผู้ที่ถูกกล่าวพาดพิงย่อมเป็นการโพสต์หรือกล่าวที่อาจเข้าข่าย "โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้นเสีย ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง" ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายได้และเมื่อได้โพสต์ในอินเทอร์เน็ต ถือเป็นการ "หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา"ซึ่งโทษหนักกว่า
สรุปได้ว่าการโพสต์ข้อความละเมิดผู้อื่นบนเว็บไซต์สามารถเข้าข่ายมีความผิด ฐานหมิ่นประมาทได้ ผู้โพสต์จึงอาจเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องดําเนินคดีทางศาล และถูกตัดสินให้ต้องรับผิดตามการพิจารณาของศาลได้





จัดทำโดย
นางสาว เฉลิมศรี ไกรนรา
รหัส 5512317017
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
รหัส 5512317017
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
ความคิดเห็น