กลับบ้านมา(เหมือนเดิม) แต่ที่อัพไดอารีอีกครั้ง เนื่องจากว่ากลับบ้านคราวนี้...มีอะไรพิเศษ( อีกแล้ว)
พอดีว่าช่วงที่เรากลับบ้าน เป็นช่วงงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว...ซึ่งเป็นงานแสดงแสงสีเสียงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสะพานและเส้นทางสายมรณะตั้งแต่สมัยสงคราวโลกครั้งที่ 2 โน่น แล้วบ้านของเราก็ได้ไปออกร้านขายของโอทอปในงาน ก็เลยมีโอกาสเดินเล่น เก็บภาพบรรยากาศและนำมาเล่าให้ฟังได้
จริงๆแล้วมันมีอะไรมากกว่าการที่เราได้ไปงานนี้ เพราะเราเป็นคนเมืองกาญจน์ เที่ยวงานนี้ก็แสนจะธรรมดาไปเสียแล้ว แต่ที่เราอยากจะเล่า เพราะเรามีอดีตกับเรื่องนี้มาก่อน
ขอย้อนไปเมื่อตอนเราอยู่ป2 ตอนนั้นมีเหตุการณ์ให้เราต้องย้ายโรงเรียนตามแม่ที่เป็นแม่ครัวไปอยู่ร้านอาหารไทรโยค เราเรียนอยู่ที่โรงเรียนเทศบาล 1 หรือ 5 (ก็ไม่แน่ใจแฮะ เหอๆ มันนานแล้วอ่ะ) แม้เราจะอยู่ที่นั่นแค่ประมาณ1เดือน แต่พอดีในช่วงนั้นเป็นช่วงงานสัปดาห์ข้ามแม่น้ำแควพอดี เราเลยมีโอกาสได้ดูการแสดงแสง สี เสียงนี้เต็มอิ่ม ทุกวัน วันละสองรอบ ชัดๆ โดยไม่เสียเงินเลยสักบาทเดียว
ก็เราเป็นเด็กที่มีแม่เป็นแม่ครัวในร้านอาหารริมสะพานแบบนั้นนี่ เลยโชคดีแบบไม่รู้ตัว เหอๆ
ถ้าจำไม่ผิด สมัยนั้นเขาไม่มีการล้อมรั้ว จ่ายเงินค่าบัตร แบบสมัยนี้ แต่สำหรับคนที่เข้ามาทานอาหารที่ร้านอาหารริมแม่น้ำก็ต้องจ่ายตังค์ค่าอาหารไป
การแสดงก็เล่าถึงประวัติการสร้าง มีเสียงภาค เอฟเฟคร์ การระเบิดมากมาย การจุดพุสวยๆ การลอยโคมไฟไปบนท้องฟ้า ที่สมัยนั้นเราก็ว่าประทับใจมาก
แต่ไม่ค่อยได้เล่าให้ใครฟัง เพราะไม่คิดว่าจะได้เข้ามาอยู่งานนี้อีกครั้ง โดยที่มันเปลี่ยนไปแล้ว
(6 ภาพด้านบน ฝีมือการก๊อบมาจากเวบไซด์การท่องเที่ยว หุหุ ขอยกเครดิตให้ละกันจ้า เพราะถ่ายเองคงไม่สวยเท่านี้)
เราขอเกริ่นคร่าวๆเกี่ยวกับความเป็นมาของสะพานและเส้นทางสายมรณะเส้นนี้ รวมถึงงานแสดงแสงสีเสียงอลังการก่อนแล้วกัน เผื่อใครอ่านแล้วสนใจจะไปเที่ยว หรือกำลังมีโปรแกรมท่องเที่ยว จะได้มีข้อมูลไว้
การแสดงนี้จะจัดในเวลาค่ำคืน แบ่งการแสดงออกเป็นคืนละสองรอบ ตั้งแต่ประมาณ 1ทุ่ม และ 3ทุ่ม สถานที่นั่งมจะเป็นตามร้านอาหารแพริมน้ำละแวกนั้น เช่น ร้านอาหารไทรโยค ริเวอร์แคว และอีกสองสามร้านที่ข้าน้อยจำชื่อไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ตามร้านอาหารก็จะเป็นที่นั่งที่ส่วนของการท่องเที่ยวจัดไว้ให้ ค่าบัตรเข้าชม ประมาณ 100-300 บาท แล้วแต่ที่นั่ง
เนื้อหาจะเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสร้างสะพานเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา
ซึ่งกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกพันธมิตรจำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟสายนี้เพื่อผ่านไปยังพม่า ซึ่งมีส่วนหนึ่งที่จะต้องข้ามแม่น้ำแควใหญ่ และเลียบไปตามลำน้ำแควน้อย ผ่านโตรกผาบริเวณถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นทางโค้งเลียบนหน้าผา ด้านหนึ่งเป็นแม่น้ำที่เชี่ยวกราก บางช่วงก็ต้องระเบิดภูเขาให้เป็นช่องเพื่อสร้างให้รถไฟไปได้
( ข้าน้อยเคยเล่าเรื่องไปเที่ยวถ้ำกระแซมารอบหนึ่งแล้ว แต่รู้สึกภาพจะไม่แสดงเพราะเวบขัดข้องตามอ่านได้ตามลิ้งค์ที่ให้
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=953805)
ในช่วงนั้นไม่มีเทคโนโลยี ทำให้การสร้างเต็มไปด้วยความลำบาก ทั้งการทารุณ และโรคภัยไข้เจ็บต่างๆในสมัยนั้น ( คาดว่าน่าจะเป็นไข้ป่า มาลาเรีย ทำนองนั้น)
เชลยต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากนับหมื่นกว่าชีวิต มีคนบอกว่าหนึ่งไม้หมอนรองรางรถไฟ คือหนึ่งชีวิต เชลยสมัยนั้นก็มีทั้ง อังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย และฮอลันดา และกรรมกรรถไฟหลากเชื้อชาติ
สร้างเสร็จภายในเวลา 1 ปี แล้วก็โดนฝ่ายพันธมิตรทิ้งระเบิด โจมตีทางอากาศจนสะพานชำรุดประมาณ 10 กว่าครั้ง ( ตอนหลังไทยเราก็มาบูรณะสะพานใหม่ ให้ใช้ได้)
และตรงนี้เองที่เป็นไฮไลท์แสงสีเสียงของงาน นั่นก็คือ การระเบิดสะพานนั่นเอง ขอบอกว่าการระเบิดสะพานนั้น ระเบิดจริง สะพานพังจริง
หลายคนสงสัยว่า เฮ้ย...สะพานฟังแล้วทำไง ?
ก็ต้องไปดูเองว่ามันระเบิดยังไง พังยังไง เหอๆ
เล่าได้แค่ว่า แสงสีเสียงอลังการ ตระการตาเป็นอย่างมาก ตามภาพที่หามาให้ดูข้างบน หุหุ
แม้ครั้งนี้เราไม่ได้เสียบัตรเข้าดู ( เพราะเคยดูมาจนอิ่มอืดเมื่อหลายปีก่อนแล้ว) แต่เสียงการแสดงที่ได้ยิน ดอกไม้ไฟ พุ และโคมที่ลอยบนฟ้าให้เห็น ก็บอกแล้วว่าการแสดงนั้นไม่เปลี่ยนจากเดิมเท่าไหร่ ที่ดีขึ้น อาจเป็นลูกเล่น เอฟเฟคอันตระการตามากขึ้น ทำให้มันดูอลังการกว่าแต่ก่อน
และภาพฝีมือการถ่ายเองของเราตามด้านล่าง
กว่าคนจะโล่งและถ่ายภาพนี้ได้ใช้เวลานานมาก เพราะปกติจะมีนักท่องเที่ยวไทยและเทศเดินกันให้เต็มสะพานไปหมด
สาเหตุที่สะพานดูโล่ง เพราะนี่....รถไฟมา...คนที่เดินอยู่บนสะพานต้องหลบในมุมที่เขาให้หลบ
นอกจากนี้ในงานยังมีการประกวดนางงามสันติภาพ ขบวนแห่บุปผชาติ การจัดการแสดงทางวัฒนธรรม การออกร้านสุดยอดของดีเมืองกาญจน์ "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" การจำลองวิถีชีวิตกาญจนบุรีจากอดีตสู่ปัจจุบัน ตลาดนั้นขายของอีกเพียบ
พร้อมมิตรสตูดิโอ สถานทีถ่ายทำหนังใหญ่เรื่องพระนเรศวร ที่ตอนนี้ก็เปิดให้คนเข้าเที่ยวชม ค่าบัตร 150 บาท สถานที่จริงอยู่แถวลาดหญ้า วันนี้เขามาร่วมเปิดบูธ แนะนำ มีการสาธิตการยิงปื่นใหญ่ เทคนิคที่ใช้ในหนัง เพียบ
สะพานจำลอง การโดนทิ้งระเบิดจนพัง
เรียกว่าไปเที่ยวงานนี้คุ้มนะ ว่างๆก็ลองไปเที่ยวกันดู เราขอแนะนำโปรแกรมเที่ยวรวดเดียวจบดังนี้ ( คิดเอาเองน่ะ)ตอนเช้าๆ ขึ้นรถไฟสายเมืองกาญจน์ในช่วงสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว ประมาณช่วงปลายเดือน พย. ถึง ต้นเดือน ธค. ( เชคข้อมูลช่วงนั้นอีกทีละกัน ) ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำแคว วิ่งไปตามเส้นทางสายมรณะ ผ่านถ้ำกระแซแสนสวยที่มีธรรมชาติเต็มสองข้างทาง จุดสิ้นสุดอยู่ที่น้ำตกไทรโยค เที่ยวน้ำตกสักพัก กลับมาช่วงเย็นๆรอดูงานแสดงแสงสีเสียงต่อเลย เหอๆ คุ้ม
นอกจากนี้ ( ที่เราขี้เกียจอัพภาพลงให้ดู)ยังมีร้านค้าเยอะแยะ มีงานกาชาดด้วยล่ะ เดี๋ยวขยันเมือ่ไหร่ จะเอาภาพลงให้ดูนะ
หรือใครไปเที่ยวมาแล้ว จะเล่าให้ฟังอีกก็จะดีมากๆเลย^^
เที่ยวงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว...
เขียนโดย
similun_anda
แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม
1 ธ.ค. 51
2,221
4
ความคิดเห็น
PS. อาจเป็นเพียงสายลมแห่งจินตนาการ... ที่พัดผ่านเพียงแผ่วเบา...~
อ้าวๆ เฮียหนุ่มประกาศหาไกด์อย่างนี้ แสดงว่า เฮียเป็นคน บ่มีไก๊ อะดิ อิอิ
PS. When I miss you,I just close my eyes::ยามใดที่ฉันคิดถึงเธอ ฉันจะเจอเธอได้เพียงหลับตา SP
งานสะพานข้ามแม่น้ำแคว ดูข้อมูลได้ที่นี่ http://www.kanchanaburi.go.th/au/sapan2553/concept.php
น่าเสียดายที่งานนี้เมื่องกาญจนบุรีอ่อนประชาสัมพันธ์กันมากๆ งานดีๆแบบนี้จึงไม่มีใครรู้จัก ไม่เข้าใจว่าเอางบประมาณไปทำอะไรหมด เป็นแบบนี้แทบทุกปีซิน่า!!!
แนวคิดโดยรวมจะแสดงภายใต้ theme ของงาน 2553 ว่า The War Is Over
ภายใต้แนวคิดนี้ จะแสดงคุณลักษณะของชีวิตของผู้คนในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเป็น 3 ช่วง
1) ชีวิตก่อนสงคราม
2) ชีวิตในระหว่างสงคราม
3) ชีวิตหลังสงคราม
คาดว่าการแสดงแสงเสียงนี้จะเป็นมาตรฐานใหม่และมีคุณภาพสูงในประเทศไทย โดยยืมแนวคิดและรูปแบบการแสดงดอกไม้ไฟประจำปีที่มีชื่อเสียงของนาโกยา
พร้อมด้วยการแสดง Pyrotechniques ที่งดงาม และการแสดงสด symphony orchestra และในวันที่ 5 ธค. มีการแสดงไหลเรือไฟด้วย
ผู้ที่สนใจหากจะไปพักอย่างหรูๆดูดีระดับคุณนายๆก็ต้องพักที่เฟริคซ์ www.felixriverkwai.co.th
แต่ถ้าแบบถูกดีฟรีคุ้ม มีรายการคู่เลิฟตะลอนทัวร์ ช่อง 9 การันตี ก็ต้องที่นี่ บ้านชาวเกาะ www.baanchaokoh.com 450 บาทเท่านั้น ห้องพักok ดี ทั้งกินทั้งเที่ยวฟรีหละ ลุงกับป้าก็นิสัยดี
หากหาอาหารทานเองก็ชุกกระโดน กับแพคุณอี๊ดใกล้ๆบ้านชาวเกาะนั้นแหละ ส่วนที่อื่นๆ...แฮะๆไม่รู้อะ
หากมีเวลาเที่ยวเลยไปอีกวันก็ต้องไปที่วิมานดิน www.vimandin.com อาหารการกินผลไม้ฟรี บรรยากาศโรแมนติคดีล่องแก่งฟรี 800 บาท คุ้มมากๆ
หรือหากจะไปสังขละก็ดี ได้บรรยากาศชายแดนหละนะ ก็ต้องพักแบบติสๆชื่อชื่นใจเฮาส์ เว็บไม่มี แต่ดีจิงๆจร้า
ประชาสัมพันธ์งานสะพาน53+โฆษณาแฝง (มั้งจ๊ะ) ...ว่าแต่ว่า....จะไปรับตังที่ใครดีหละนี่???