similun_anda
ดู Blog ทั้งหมด

อัพเดทชีวิต...แต่งงาน(เพื่อน) แล้วก็เที่ยวเมืองนอก(ฮ่าๆๆ)

เขียนโดย similun_anda

              ห่างหายจากการอัพไดอารีมาก็หลายเดือนแล้วสินะ ล่าสุดก็เมื่อวันเกิดที่ไปเที่ยวที่ผาตาดกับครอบครัว ทั้งๆที่ช่วงที่หายไปมีเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิตมากมาย ทั้งเรื่องสนุกสนาน (ก็คงไม่พ้นเรื่องเที่ยวๆ) และเรื่องการงาน(ที่ร่ำๆอยากจะขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาแล้ว)

               

                เรื่องแรกก่อนเลย…
                กลับบ้านเมื่อเดือนกรกฏาคม พ่อกับแม่พาไปเที่ยววัดถ้ำเสือ ขอบอกว่าสวยมาก ดูจากรูปแล้วก็จะรู้

                                
                  วัดนี้อยู่ในอ.ท่าม่วง เมืองกาญจน์ อยู่ใกล้ๆเขื่อนท่าม่วง ซึ่งขอบอกว่าแถวนี้มีวัดสวยๆเยอะมาก และส่วนใหญ่ก็จะตั้งอยู่บนเขา จุดเด่นของวัดนี้คือมีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่มาก สามารถมองเห็นได้จากที่ไกลๆ มีอุโบสถและเจดีสวยงามตระการตา สามารถขึ้นไปชมได้ ข้างบนยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ให้สักการะบูชาด้วย(เราขึ้นไปกราบสักการะแล้ว ขอบอกว่าสูงมาก มองลงมานี้...อย่าให้พูด)
 


                 
                 และเนื่องจากวัดนี้อยู่ที่สูง บนเขา ดังนั้นจะสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์เบื้องล่างได้ดี จะมองเห็นเขื่อนท่าม่วงและทุ่งนา ภูเขาละแวกนั้นเยอะแยะ ทางขึ้นลงมีทั้งทางบันไดที่สูงชัน แต่สวยงาม และทางรถลาก(อย่างที่เห็นในภาพ)





               ถัดมาเราก็มาวัดถ้ำแฝด เป็นวัดที่อยู่บนภูเขาเหมือนกัน สามารถมองเห็นและถ่ายรูปสลับไปมาระหว่างยอดเขาของทั้งวัดถ้ำแฝดและวัดถ้ำเสือ อย่างที่เห็นในภาพนี้ เราถ่ายซูมจากวัดถ้ำเสือมาวัดถ้ำแฝด ก็สวยงามไปอีกแบบ สำหรับวัดนี้มีเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มากให้กราบนมัสการ






เรื่องถัดมา
               เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ในชื่อว่า เอเชียน มาร์เชียล อาร์ต เกมส์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาประเภทศิลปะการป้องกันตัวทุกประเภท เช่น มวยไทย เทควันโด คาราเต้ คาราเต้โด ยูโด ปันจักสีลัต ฯ ซึ่งเราได้ไปร่วมเป็นคณะหน่วยแพทย์สนามเคลื่อนที่ ให้การรักษา ปฐมพยาบาล นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขัน  ซึ่ง เราไปวันที่ 3 ส.ค ในสนามแข่งเทควันโดที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก  ขอบอกว่าดูนักกีฬาเขาแข่งกัน มันส์มาก งานนี้นักกีฬาไทยได้ 1 เหรียญทอง(เป็นเอก การเกตุ) และ1เหรียญทองแดง(ประภาภรณ์ แสงนรินทร์) แล้วอย่างนี้เราจะพลาดท่าไม่ถ่ายรูปคู่กับแชมส์ได้อย่างไรกัน

          หลังจบการแข่งขัน เรานำนักกีฬาจากเกาหลีใต้ จาง ฮึน ซุก ซึ่งได้เหรียญทองจากการแข่งขันในครั้งนี้ไปตรวจรักษาที่รพ.นพรัตนราชธานี เพราะเธอมีปัญหาการบาดเจ็บระหว่างการแข่งขันที่หัวเข่า งานนี้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับมิตรภาพ เพราะหลังจากเสร็จสิ้นการตรวจรักษา(ที่ต้องใส่เผือกเอาไว้ก่อน) จาง ฮึน ซุก ประทับใจเรามาก (แม้จะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะชีพูดอังกฤษไม่ได้ แล้วเราก็เกาหลีไม่เป็น เหอๆ แต่ภาษามือ โอเค…) เธอและผู้จัดการของเธอก็ได้ให้ที่ระลึกเอาไว้ เป็นพัดกับผ้าเช็ดหน้าจากเกาหลี^^ เล่นทำเอาเราปลื้มซะ
                 แต่ที่ปลื้มที่สุดคงจะหนีไม่พ้นภาพข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ลงข่าวเป็นเอกคว้าเหรียญทอง...วันที่เขาถ่ายรูปกดชัตเตอร์กันเป็นร้อยเป็นพันภาพ ไม่เอามาลงหนังสือพิมพ์ แต่ดั๊น....เอาภาพนี้มาลง




อะไรนะหรอ?............ก็เราติดหน้าหนังสือพิมพ์อะจิ....กรี๊ดขนาดไปซื้อมาตัดเก็บไว้เลยนะ ฮ่าๆๆ โทรบอกญาติพี่น้องอีกตะหากว่า..."หนูลงหนังสือพิมพ์กะเขาด้วย"...เออ เอาเข้าไป(เห็นนิดเห็นหน่อยก็ยังดีวะ)





มาถึงวันวันที่ 30 สค (วันที่เราอยากให้เป็นวันของเราจริงๆเล้ยยยยย)

                 เป็นวันที่เรารู้สึกอยากกระโดดลงจากคานมากๆ เพราะได้ข่าวว่าเพื่อนในรุ่นจะแต่งงาน อะไรก็ไม่เท่ารู้ว่า...เจ้าบ่าวเป็นถึงเสฯ!!!!!อ๊าก....ระดับพันตรีเชียวนะนั่น กรี๊ด ๆ งานนี้เพื่อนเราไม่เป็นว่าที่คุณหญิงในอนาคตหรอกหรอ ? อิจฉาเว้ย!!!!

                งานนี้เราก็ขอแต่งสวยเป็นการเคารพสถานที่ (ก็สโมสรทหารบกอ่ะนะ จะให้เสื้อยืดการเกงยีนส์ ไปนั่งโต๊ะจีด กินเม็ดแตงโมก็ไม่ใช่…งานนี้เป็นแบบคอคเทลค่ะ คนที่กะจะไปกินอย่างเดียว ก็ผิดหวัง อย่างแรง เหอๆๆ)

                เจ้าสาววันนี้ดูสวยมาก กว่าปกติ (แน่นอนว่าเพื่อนๆไม่กล้าสวยเกินหน้า ไม่กล้าแย่งซีน เพราะงานนี้คงต้องยกให้เจ้าสาวสวยที่สุดตามระเบียบ ถึงแม้ว่าเพื่อนจะสวยกว่าก็เหอะ เอิ๊กๆ) เพื่อนๆที่มาเจอกันในวันนี้ต่างดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง หลังเรียนจบเมื่อสองปีที่แล้ว เห็นใคร ก็เข้าไปกอดด้วยความคิดถึงโคตรๆ จนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า งานนี้เป็นงานแต่งหรืองานรวมรุ่นกันแน่ อิอิ

                สิ่งที่ไม่คาดฝันของเราในงานนี้คือ เขาลากเราไปเป็นพิธีกรฝ่ายหญิง ให้ตายเถอะ ชั้นไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อการนี้นะยะ!!!! แต่ในที่สุด เราก็ต้องไปจ้ออยู่บนเวที โดยมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 15 นาที ( เหอะๆ ทำไปได้)

                งานนี้หวานมาก ประทับใจสุดๆ เจ้าบ่าวเจ้าสาวร้องเพลงคู่ หากันจนเจอ ส่งสายตาปิ้งๆ เล่นเอาแขกเหรื่อตาลุกเป็นไฟเพราะความอิจฉา ไม่เว้นแม้กระทั่งพิธีกรอย่างเราที่อยากจะกระโดดลงคานทันทีที่ได้เห็นงาน


                                                             (ภาพนี้ให้เครดิสจาก Hi5 ของเจ้าสาวเขา)

                มีการรอดซุ้มกระบี่ที่สาวๆหลายคนเคยฝันไว้ ( แต่ก็ได้แต่ฝัน ฮือๆ) ตัดเค้ก หรูหรา โอ้ว
….ดูภาพเอาละกัน บรรยายต่อไม่ไหวแล้ว อิจฉาวุ้ย!!!

             

           อ้อ แต่สุดท้าย เราก็ยังมีดีให้เพื่อนๆอีกหลายคนอิจฉาได้เหมือนกันนะ นั่นก็คือ….เราได้ดอกไม้เจ้าสาว วะฮ่าๆๆ งานหน้า เราได้ลงจากคานชัวร์!!!! ( หลายคนแอบบ่น มือยาว สาวได้สาวเอา เหอๆๆ)





สุดท้าย....เราไปเที่ยวเมืองนอกมา ฮ่าๆๆๆ

                ประเทศที่เราไปคือ สหภาพพม่า (ฮ่าๆ) ไม่ได้นั่งเครื่องบิน แต่นั่งเครื่องยนต์ ไม่ได้ลงกลางเมืองหลวง แต่ข้ามทางเขตชายแดน ไม่มีพาสปอร์ต แต่ลักลอบเข้าเมือง (ก๊ากกก)....ไม่รู้ว่าถ้าตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาอ่านตรงนี้แล้วจะมาลากเราเข้าตะรางมั้ยนะ 
                 เรื่องของเรื่องคืออยากไปเที่ยวด่านเจดีย์สามองค์กับครอบครัว ก็ออกเดินทางกันแต่เช้ามุ่งสู่ อ.สังขระบุรี จากบ้านเรา(ด่านมะขามเตี้ย)ไปสังขระฯ ใช้เวลาเดินรถประมาณ 4 ชั่วโมง (ขับเรื่อยๆ เหยียบ80) ถนนราดยางตลอดสาย แต่ทางขึ้น-ลงเขาเกือบตลอด บางช่วงทางชัน แต่มีป้ายบอกและเตือนตลอดเส้นทาง ก็ต้องชำนาญการขับรถนิดหนึ่งล่ะถึงจะเดินทางไปได้โดยไม่หวาดเสียว
                    ระหว่างทางวิวทิวทัศน์สวยมาก ภูเขาและเขื่อน อ่างเก็บน้ำที่โอบล้อมด้วยขุนเขามากมาย แวะถ่ายรูปได้ไม่เบื่อ(แต่ทางมันไม่อำนวยในการจอด เพราะเดี๋ยวรถไหล ฮ่าๆ) แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดถ่ายรูปซะเลย ดูอย่างในรูปเป็นจุดพักชมวิวที่แม่น้ำรันตี


          จากนั้นก็เดินทางต่อสู่ด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งมีประวัติศาสตร์สำคัญของชนชาวไทย เป็นเส้นทางเดินทัพที่สำคัญของทั้งไทยและพม่าในอดีต คนไทยมักกราบสักการะเป็นสิระมงคลเมื่อเวลาจะเดินทางออกจากเขตประเทศไทย(อดีตเรียกบริเวณนี้ว่า หินสามกอง)




                                           ภาพนี้ให้เครดิตจาก
www.thai-tour.com


        ในช่วงที่เราไป เป็นช่วงที่ด่านปิดมานานแล้ว ทำให้ไม่ค่อยมีคนมาเที่ยวคึกคักนัก ร้านค้าก็พลอยเงียบเหงา แต่ขอบอกว่าพวกนิล พลอยอะไรพวกนี้นี่...ราคาถูกดีเหมือนกัน
                 แต่ใช่ว่าเราจะมาเสียเที่ยว เมื่อเรามีกรรมวิธีในการเที่ยวเมืองชายแดนพม่าได้(แต่ไม่ขอเล่ารายละเอียด แบบว่าเสียวสันหลังอ่ะ) หุหุ ไกด์ของเราขี่มอไซด์พาชมสามแห่ง นั่นก็คือเจดีย์ทอง วัดเสาร้อยต้น และตลาดพม่า(ตลาดพญาตองซู) ซึ่งทั้งสามที่นี่เป็นเขตแนวชายแดนทั้งหมดจ้า(ตลาดพญาตองซูเราถ่ายรูปมาไม่ได้ เพราะทัวร์เถื่อนของเราบอกว่าเดี๋ยวตม.จะจับเอา...ก็ลักลอบเข้าเมืองเขานี่ เลยต้องระวังตัวไว้ ฮ่าๆ)





        จากภาพถ่ายมุมสูงที่เจดีย์ทอง จะเห็นได้ว่ามีแต่เทือกเขาสลับซับซ้อนยาวเหยียด วิวจริงสวยมาก แต่ภาพที่เราเอามาต่อเป็นพาโนรามานั้นไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เมื่อขึ้นไปด้านบนเจดีย์ทองแห่งนี้(ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็กๆ 1 ลูก)จะเห็นเมืองของเขานิยมสร้างแต่เจดีย์ทั้งนั้น ถ้ามองมาฝั่งไทยจะเห็นแต่โบสถ์


                วัดเสาร้อยต้น เป็นวัดมอญ(สาขาของวัดของหลวงพ่ออุตตะมะ) เสาทำจากไม้สักมีประมาณ100กว่าต้น จำไม่ได้แล้วว่าร้อยเท่าไหร่กันแน่

เดินเที่ยวทั้งสองฝั่งไทย-พม่า เสร็จ ก็กลับ แต่ขากลับเราแวะวัดหลวงพ่ออุตตะมะและสะพานมอญก่อน



            วัดหลวงพ่ออุตตมะในปัจจุบัน(วัดวังก์วิเวการาม) เป็นวัดที่สร้างขึ้นแทนวัดเดิมที่จมอยู่ใต้น้ำเมื่อครั้งที่เขาสร้างเขื่อนเขาแหลม เราเข้าไปกราบไหว้สักการะสังขารของหลวงพ่ออุตตมะที่คนทั้งไทยมอญต่างเคารพ สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย เป็นเกจิชื่อดังอีกรูปหนึ่งของไทย นอกจากนี้ที่วัดใหม่นี้ยังมีเจดีย์พุทธคยาจำลองให้เที่ยวสักการะด้วย น่าเสียดายที่เราไม่ได้ไปดูวังบาดาล (ซากวัดเก่าที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งใน UnSeen in Thailand) เพราะเราต้องข้ามเรือไป หน้าน้ำแบบนี้ถ้าไปก็คงเห็นแต่ยอดเจดีย์เหนือน้ำ  แต่ถ้าหน้าแล้ง น้ำลด ก็จะมองเห็นทั้งหมด สามารถเดินเข้าไปดูได้


                                ภาพเครดิตจาก www.moohin.com


                         เครดิตภาพจาก http://barramuuu.multiply.com/photos/album/8/8#photo=1



                  ภาพเครดิตจาก
 http://www.moohin.com/picpost/021/0804101207802555.jpg.shtml


                       จากนั้นเราก็แวะสะพานอุตตมานุสรณ์(สะพานมอญ) อยู่ไม่ไกลจากวัดหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่สร้างข้ามแม่น้ำซองกาเรีย ให้ชาวบ้านไทยมอญ สัญจรข้ามไปมา สะพานมอญแห่งนี้เป็นสถานที่ที่นักเดินทางชอบมาหามุมถ่ายรูปสวยๆ แต่เราก็ถ่ายได้เท่านี้ล่ะ เหอๆ



                  จากนั้นก็ได้เวลาเดินทางกลับ แวะเขื่อนวชิราลงกรณ์(เขื่อนเขาแหลม)วิวสวยมาก ที่นี่มีเรื่องฮา คือตอนที่รถเราจอดปุ๊บ พวกเราก็กำลังจะเดินออกมาจากรถ ลิงฝูงใหญ่ปีนลงมาจากเขาและวิ่งมาฉกกล้วยหอมที่แม่เราซื้อจากด่านเจดีย์สามองค์แล้วไว้หลังรถไปหน้าตาเฉย แต่ใช่ว่าเราจะยอมให้มันขโมยไปง่ายๆ มีรายงานยื้อยุดฉุดแย่งกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มันจะแยกเขี้ยวขู่แล้ววิ่งหนีไป ช่วงชุลมุนวุ่นวายนี้ นักท่องเที่ยวคนอื่นๆชักภาพฮาๆระหว่างเรากับลิงได้หลายภาพเลยล่ะ เหอๆ



ขากลับแวะเที่ยวน้ำตาเกริงกระเวีย น้ำตกขนาดเล็กที่อยู่ข้างถนน ก็สวยพอใช้อยู่นะ






กลับถึงบ้านก็ทุ่มหนึ่ง เล่นเอาหมดแรง หลับอุตุเลย แต่ก็สนุกดี ไว้วันหลัง ถ้ามีเวลาเยอะกว่านี้จะไปแบบค้างคืน คงได้กินบรรยากาศอิ่มกว่านี้ล่ะ รอบนี้ถือว่าไปดูสถานที่ก่อน 

ความคิดเห็น

ท้องฟ้าสีม่วง
อิจฉา เมื่อไหร่พี่จะได้มีโอกาศไปหลั่นล้าบ้านอันบ้าง
พี่รอมาเป็นชาติแล้วนะน้อง บอกว่าถ้ากลับบ้านบอกด้วยจะได้ติดสอยห้อยตามไป
ถ้าสามารถไปได้ อิอิอิ คิดถึงแม่แล้วนะ หุหุหุหุ ว่าแต่รูปงานแต่งงานนี่ พิธีกร เค้าให้ลงไปแย่งดอกไม่อยู่หรอ ปกติ พี่ไปพี่ก็เห็นพิธีกร หมดสิทธิ์นะจ๊ะ จะลงจากคานเมื่อไหร่อย่าลืมพี่สาวคนนี้ละกัน
รออยู่ รอกั้นประตูทอง ห้า ห้า จะให้เจ้าบ่าวหมดตัวเลย อยากลอดมั่งอ่ะซุ้มกระบี่อ่ะ เอ้อ....ไม่รูว่าจะได้รอดหรือเปล่า
NUM M.U. / Garcia / รปิลันทร์

ไปเมืองนอก....   แล้ววันเกิดปีนี้ไปเมืองไหน?