วันนี้ร้องไห้อีกแล้วล่ะ
สงสัยเพราะมันคงรู้ตัวละมั่งว่า
ต่อจากนี้ชีวิตจะไม่เหมือนเดิม
จะทำไงได้เมื่อปัญหาการรักลูกไม่เท่ากัน
กำลังย่างกายเข้ามาในชีวิตของฉันอีกแล้ว...
....................................................................................................
(พิมพ์ไปร้องไห้ไป อยู่คนเดียว)
ก็ตอนเช้าแม่เรียกให้มาช่วยดูผลสอบของน้อง
แน่ละ ตอนนี้มันไปสอบ สสวท.รอบชิงเหรียญ(เราเรียกมันว่างั้นนะ)
ตอนนี้มาดูผลสอบจุฬาภรณ์
มันได้ที่1(โควตาซะด้วย)
เออ แล้วไง (แค่นี้ร้องเรอะ)
เปล่า แต่แม่น่ะสิ
พูดออกมา ไม่เกรงใจลูกคนโตเลยว่า
"ต่อจากนี้นะ ถ้าเจ้านิกส์มันอยากได้อะไรจะซื้อให้มันหมดเลย"
"ดีใจๆ 55 ไม่รู้จะส่งมันไปไหนดี"
"ไม่แน่นะ น้องอาจจะได้เหรียญทองก็ได้นะนก"
แล้วก็วนมันอยู่3-4รอบ
ข้าน้อยไม่ดีใจสักนิด
อาการอย่างนี้มันเรียกว่าอาการน้อยใจปนอิจฉาละมั้ง
ก็แน่ละ มือวางอันดับ5ของจังหวัด จะไปสู้ มือวางอันดับ1ได้ละจริงไหม
ตอนนี้ใครๆ เวลามาทักก็จะพูดแต่เรื่องของน้องๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
งั้นก็ไปหามันเองเลยสิ มาหาฉันทำไม
ก็ใช่น่ะสิ เรามันแค่พวกผ่านรอบแรก ไม่ได้ไประดับประเทศเหมือนน้องสิ
ได้แค่ที่4-5ของจังหวัด แล้วไง จะไม่เห็นหัวกันแล้วใช่ไหม
......................................................................................................................................
แล้วไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวหรอกที่ทำให้ข้าน้อยระเบิดอารมณ์(ร้องไห้)ออกมาได้ขนาดนี้หรอกนะ
ย้อนไปก่อนปิดเทอม
ครูเอาใบสมัคร สอวน.มาแจกให้
ตอนแรกก็รับมานะ
แต่ไม่ทันจะเก็บใส่กระเป๋า
ครูก็ดันพูดขึ้นมาว่า(กับพวกข้าน้อยนะ)
"พวกเธอ เอาไปก็เท่านั้นแหละ เขาคัดแค่จังหวัดละ2คน ครูหวังกับพวกอันดับ1กับ2 ส่วนพวกเธอน่ะ เอาไปเป็นตัวประกอบก็พอ
ให้โรงเรียนชายดูว่า โรงเรียนเราก็มีเด็กสนใจสมัครเหมือนกัน"
เท่านั้นแหละ
ความคิดที่จะสมัคร(ให้ความร่วมมือ)ตอนแรกก็หายไป
ตอนแรกไม่คิดไร แค่สมัครๆไป ลองทดสอบดู ก็รู้อยู่แล้วว่าโอกาสที่จะได้มันน้อยนิด แต่ก็เผื่อได้ละน่า
แต่ทำไมครูต้องพูดอย่างนี้ด้วย
ในเมื่อไม่เห็นหัวของพวกเรา มีที่1กับ2แล้ว 3 ,4 ,5 ,6 ถึง 50
ไม่มีประโยชน์เลยใช่ไหม ไม่เห็นหัวกันเลยใช่ไหม
ก็ได้ ในเมื่อไม่เชื่อในฝีมือ เราก็จะไม่สนอง ในเมื่อครูรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็ไม่ได้ จะไปให้มันเมื่อยตุ้มทำไม
ก็เลยพากันคืนใบสมัคร รู้อยู่น่าว่าเป็นการตัดอนาคตของตัวเอง แต่ในเมื่อรู้อยู่ว่ามันแทบจะไม่ได้(แต่ก็ยังพอมีหวัง)
แต่การไม่เชื่อใจ อยากให้ไปแค่เป็นตัวประกอบล่ะก็ อย่างนี้ไม่สมัครดีกว่า
ดังนั้น เลยมีคนสมัครแค่2คน (ไอ้ที่1กับที่2นั้นแหละ)
แล้ววันสอบวันสุดท้าย ครูยังอุตส่าห์แวะมาเทศน์ (ด่านั้นแหละ)ว่า
"ทำไมเนี่ย มีห้องคิงตั้ง50คน มีคนให้ความร่วมมือแค่2คน อะไรของพวกแก รู้ไหมโรงเรียนชายจะมองเรามาว่าไง เฮอะ
รู้ไหมฝั่งนั้นน่ะ มีนักเรียนสมัครตั้ง 30 กว่าคน อะไรเนี่ย เรามีแค่2คน ไม่ได้เรื่อง !@#%#T$&%&9"
อยากด่า อยากว่า ก็ว่าไป ไม่สนแล้ว
ก็ไม่อยากสนเราก่อนเองนี้
(ไม่ใช่เล่นตัวหรอก แต่มันเหมือนน้อยใจนิดๆ เหมือนตัวเองไม่มีค่าไงไม่รู้)
แล้วรู้ไหมทำไมโรงเรียนชายถึงมีคนสมัครเยอะ
ก็เพราะเขาไม่พูดจาหว่านล้อมแบบครูนี่ เขาบอกกันว่า
"ไม่ติดไม่เป็นไร ไปลองดูก่อน เผื่อฟลุกติดไงนักเรียน ยิ่งมีคนเยอะ โอกาสก็เยอะกว่าจริงไหมนักเรียน"
นักเรียนเลยสอบกันเยอะไง เป็นใคร ใครก็อยากสอบ แถมอาจจะทำได้ดีกว่าทุกครั้งด้วย เพราะมีกำลังใจเยอะแยะนี่เอง
จริงไหม?
เคยมีคนบอกข้าน้อยไว้ว่า
จะไปเป็น1ในสายที่รัก ที่ถนัด
หรือจะเป็นรองในสายตลาดล่ะ
มันน่าคิดนะว่าไหม
ความคิดเห็น
ไม่อ่าน ไม่ปลอบ ไม่ว่า
แต่อย่าซ้ำเติมเป็นพอ
PS. เพื่อนคือ เพื่อน?
วันแรกที่ครูส่งใบสมัครให้เค้าก็สนใจอยู่นะ
เค้ารับมาแล้ว กรอกแล้วแม่เซ็นแล้ว รูปพร้อม
จะส่งแล้วววว พอมาวันที่สองที่ครูเข้าห้อง
เค้าล่ะไม่อยากจะให้ความร่วมมือเลย
เพราะโอกาสมันก็มีน้อยไม่ได้เก่งเหมือนที่ 1 - 2
อ.ต. ๓๐ คนเลยหรอ เหอะ ครูเค้าคงพูดดีกว่านี้แหละ
เรื่องน้องก็อย่าไปร้องไห้อีกน๊ะนกน้อย
ยินดีรับความรู้สึกเพื่อนเสมอนะเว่ยย
ป้านกไว้มาวนเวียนใหม่บายขอร๊าบ ..
ฟิวส์สุดสวยสวยที่สุด -*-
ช่างแม่งมันซฺ
พูดอย่างนี้พูดออกมาได้ไงฟะ
นกอย่าไปคิดมาก
โถ่เว้ย
ครูมันก็เป็นงี้เกือบหมดนั่นแหละ(ขอเว้นเอาไว้สำหรับอาจารย์ที่รักและเคารพยิ่งหกคนของบรี)
อะไรๆมันก็เด็กเก่ง
อะไรๆก็เอาแต่เด็กห้องคิง(คือเจ๊อยู่ห้องเจ็ดอ่านะ แล้วห้องคิงควีมัน 8 9 10น่ะ)
แต่กรณีของแกนก ในห้องคิงยังเป็นขนาดนี้
หันมามองเจ๊เลย
เจ๊ถึงจะไม่ใช่ห้องคิง แต่ถ้าเทียบแล้วอาจจะหนักกว่า
แต่ดูซิ เจ๊ยังยิ้มแสล๋นหน้าอยู่จนทุกวันนี้ได้เลย อย่าร้องไห้ให้เปลืองน้ำตา
สู้เรามาตั้งใจเรียนดีกว่านก
อ้อ...
อีกอย่างนะ เรื่องเปรียมเทียบมันก็มีถมไป
อย่างวิชาสังคมไง เจ๊ได้เกรดสองน้องสาวเจ๊มันได้เกรดสี่
แล้วไง แคร์หรอ
คนเราน่ะเก่งไม่เท่ากัน
เก่งอะไรหรือถนัดอะไรๆก็ต่างกัน
มันอยู่ที่พรแสวงมิใช่พรสวรรค์
เพราะพรสวรรค์ที่แท้จริงมันเป็นเรื่องของฝีมือเท่านั้น
มิใช่ความรู้
แต่เราต้องควานหาความรู้ไงล่ะจ้ะหลานจ๋า
อ่านคอมเม้นของป้าแล้วจะร้องไห้อีกรอบ
(มันซึ้งและเห็นภาพมากมาย)
ขอบคุณฮะป้า
เอาล่ะ ไม่ต้องไปสนใจมัน ทำงานและหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเต็มความสามารถเป็นพอ555
............................................................
กลับมาอ่าน
เอ่อ...ตูจะร้องไปหาพระแสงอะไรนี่
แล้วก็เพิ่งคิดได้ว่า
มาเขียนลงไดอารี่ คนก็รู้ห้องเราหมดนี่หว่า(มันเริ่มเครียดเรื่องแอนตี้อีกแล้ว)
แต่ผ่านไป10วินาที
แต่ถ้าไม่คุยกันเรื่องแค่นี้ก็เลิกคุย เหอะๆ
เอาน่า นังนกมันก็ยังคงบ้าๆบอๆ อยู่เหมือนเดิม
เอาเวลาไปอ่านเพิ่มเติมไทยกับคณิตศาสตร์เสริมดีกว่าเนอะ(ไอ่นกมันอ่อน2วิชานี้มากๆๆ)
จากนี้จะไม่ร้องไห้อีกแล้วครับบบบบ(เฉพาะเรื่องนี้อ่ะนะ)
จะตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจเรียนครับป้า สัญญาอ่ะ
ถึงตกเลขอาจารย์สมบัติทุกรอบ
แต่หนูก็จะกลับมาฝึกทำโจทย์เลขเพิ่มทุกครั้ง เอาให้มันผ่านให้ได้
มันก็ต้องมีสักรอบแหละน่าที่ผ่าน555 สู้โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
มาดูเรื่องอันดับ
ไม่ได้อยากขึ้นไปบนยอดหรอกฮะ จนครูมาพูดแค่นั้นแหละ
ปลลล.
ใครว่าห้อง1ไม่เป็นมิตรกับห้องอื่น...
ข้าน้อยว่าไม่นะ
ออกจะบ้าๆบอๆ แถมยังมีเพื่อนต่างห้องที่ไม่ได้อยู่ห้องต้นๆกันด้วย(ไม่ได้กระทบอะไรนะ)
แต่ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าใกล้เพราะว่าวันๆเห็นแต่พวกเราปั่นงานและอ่านหนังสือกันใช่ไหมล่ะ
(ก็ครูสั่งไม่ดูเด็กเลยนี่หว่า สั่งวันนี้เอาพรุ่งนี้)
คิดไปแล้วมันน่าน้อยใจนะ...
ทำดีไม่ได้รับคำชม(ครูมองว่ามันเป็นหน้าที่) ถ้าพลาดขึ้นมาล่ะก็ ด่าเละเลย(โดนประจำแหละ)
.................................................................................................
ครั้งหนึ่ง (เล่าความหลังเหมือนคนแก่อีกแล้ว)
ปิดเทอมปีที่แล้ว...
ข้าน้อยไปเรียนช่างพวกประดิษฐ์ ทำอาหาร ไม่ค่อยเครียด (ว่างๆ ไม่อยากเรียนวิชาการตามเพื่อน)
แล้วมันก็เป็นการหาเพื่อนอีกวิธีหนึ่ง และเป็นประสบการณ์นอกจากห้องเรียนกับห้องสมุดและบ้าน
ข้าน้อยก็ไปเจอรุ่นน้องประถมคนหนึ่ง เรียนครอสเดียวกับข้าน้อยเองแหละ
ตอนแรกก็คุยกันดีนะ เล่นกันไป เรียนไป สนุกดี มีความสุข เรียกว่าข้าน้อยรักและเอ็นดูน้องคนนี้มาก...
จนวันหนึ่ง หลังเลิกเรียน ก็นั่งคุย