หากให้เดินไปเช่าที่ร้านให้เช่าวีดีโอ ก็คงไม่เช่าเรื่องนี้มา เพราะคิดว่าคงไม่น่าสนใจ ไม่ใช่หนังได้รับรางวัลอะไรใหญ่โต ไม่มีใครเคยแนะนำมาก่อน แถมเช่ามาแล้วอาจจะเกิดความรู้สึกว่า "ไม่น่าเลยตู" เหมือนดังที่เคยเป็นมาแล้วกับบางเรื่องก็ได้
แต่ เผอิญมีคนรู้จักให้ยืมแผ่นมา ซึ่งคนรู้จักคนนี้ก็ได้มาจากเพื่อนอีกทีหนึ่ง ยืมมาตั้งนานแล้วด้วย จนเมื่อวานรู้สึกเบื่อๆ จึงเปิดดูเรื่องนี้ เพราะไหนๆ ก็ได้ดูฟรีแล้ว ดูซะหน่อยแล้วกัน
เมื่อได้ดู บอกได้เลยว่า ขอจัดให้เป็นหนึ่งในหนังที่ชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา ชอบเนื้อเรื่อง การแสดงของนักแสดง ทั้งเศร้า ประทับใจ ร้องไห้จนปวดตา แล้วก็ยังได้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับชีวิตมากมาย
ประเด็นหนึ่งของเรื่องที่น่าสนใจและอยากจะนำมาถ่ายทอด คือ ความเป็นแม่ ในเรื่องนี้แม่ (รับบทโดยคาเมรอน ดิแอซ) อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นและดำเนินต่อไป ในที่นี้ บทบาทสำคัญของแม่ คือ การคอยดูแลลูกสาวที่ป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย เธอยอมลาออกจากงานเพื่อจะได้มีเวลาคอยดูแลลูกได้อย่างใกล้ชิด ในตอนที่ทราบว่าลูกป่วยเป็นอะไร ซึ่งขณะนั้นยังเด็กมาก ประมาณสี่ถึงห้าขวบ และมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ได้อีกนาน ด้วยความรักของแม่ที่ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ลูกตาย ได้ทำให้เธอยอมทำทุกวิถีทางที่จะช่วยรักษาชีวิตลูกคนนี้ไว้ จากนั้นแม่ก็คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ลูกเสมอ ชอบฉากที่เธอยอมถึงขนาดโกนศีรษะตัวเองเมื่อได้ยินลูกร้องไห้คร่ำครวญกับการที่ต้องผมร่วงจนหัวล้านจากการทำเคมีบำบัด แม่ยังได้พยายามต่อสู้ทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพื่อจะช่วยให้เธอให้ได้ผ่าตัด หรือแม้กระทั่ง การกระทำที่ถือได้ว่าเป็นกรณีที่เสี่ยงต่อประเด็นทางจริยธรรม คือ การยอมมีลูกอีกคนเพื่อจะให้เป็นผู้ช่วยชีวิตลูกอีกคนที่ป่วย ถึงแม้มันจะสร้างความเจ็บปวดอย่างมากให้กับคนที่เป็นพ่อแม่ที่ต้องมาเห็นลูกของตนถูกฉีดยา ผ่าตัดครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่เธอไม่ได้ป่วย แต่เมื่อเทียบกับการที่ต้องช่วยลูกอีกคนไว้ให้ได้ แม่คนนี้ ยอม
ส่วนพ่อนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีบทบาทสำคัญเลย เพียงแต่ในเรื่องเราจะเห็นความทุ่มเท และบทบาทในการตัดสินใจที่่สำคัญมักมาจากแม่มากกว่า จะเห็นได้ว่า หากเพื่อลูก ไม่ว่าอะไรจะยากเย็น แม้จะมีความหวังที่น้อยนิดเพียงใด ผู้หญิงคนหนึ่งที่เรียกว่าแม่ สามารถที่จะเข้มแข็งและทำได้ทุกอย่างเพื่อลูกจริงๆ
สำหรับหนังเรื่องนี้แล้ว ประเด็นสำคัญไม่ได้เน้นมาที่แม่เพียงอย่างเดียว แต่เราจะได้เห็นบทบาทของคนในครอบครัวทุกคนที่ใช้ชีวิตโดยมีสมาชิกที่ป่วยเป็นโรคที่มีหนทางรักษาได้ยากอย่างไร ดูแล้วคุณอาจจะชอบและหลงรักเรื่องเรื่องนี้เหมือนอย่างที่ฉันเป็นก็ได้
หลังจากดู My Sister's Keeper จบแบบปวดตาเพราะร้องไห้เยอะมาก ก็ลองย้อนคิดไปถึงเรื่องที่เคยดูมาว่ามีหนังเรื่องไหนที่ดูแล้วร้องไห้มากมายเท่าเรื่องนี้หรือไม่ คิดอยู่ซักระยะหนึ่ง ก็ได้คำตอบว่า มี เป็นซีรีย์ญี่ปุ่นที่ชื่อเรื่องสื่อว่าต้องเศร้าแน่ๆ คือ "1 Litre of Tear บันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร" ซึ่งได้เคยออกอากาศทางช่องไทยพีบีเอส (ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นเปลี่ยนชื่อหรือยัง) ปี 2008 เรื่องนี้เรียกได้ว่าร้องไห้แทบทุกตอนจริงๆ และเมื่อได้ตรองดูไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามีส่วนที่คล้ายกับเรื่อง My Sister's Keeper อยู่ไม่น้อยทีเดียว
ส่วนที่คล้ายและน่าสนใจสำหรับสองเรื่องนี้ คือ มีตัวละครที่เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ สำหรับ 1 Litre of Tear นั้นคือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว โดยผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการจากการเคลื่อนไหวไม่สะดวกเล็กๆน้อยๆ เช่น เดินช้า หกล้มบ่อย ไปจนถึงเดินไม่ได้ มีปัญหาในการพูด ออกเสียงไม่ชัด กลืนอาหารได้ยาก และต่อมาก็จะเกิดปัญหาทางระบบอาหารและระบบการหายใจ จนอวัยวะต่างๆ ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป (อันนี้ดูมาจากหนังเท่านั้น มิได้เรียนแพทย์หรือมีความรู้โดยตรงแต่อย่างใด หากเข้าใจผิดอันใดเกี่ยวกับอาการของโรคนี้ ซึ่งผู้เขียนก็ลืมชื่อไปแล้ว เพราะมันยาวมาก ก็ขออภัยด้วยนะคะ เพิ่มเติมอีกหน่อยว่า โรคนี้ไม่ใช่จะเกิดได้ง่ายๆ มีโอกาสความน่าจะเป็นที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก เพราะเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกายเอง)
นอกจากนี้ตัวละครสำคัญของเรื่องยังเป็นเด็กผู้หญิงที่เรื่องทั้งสองเน้นในช่วงของวัยรุ่นระดับมัธยม เป็นลูกสาวในครอบครัวที่มีพี่่น้องและพ่อแม่ที่อบอุ่น เรายังจะได้เห็นบทบาทของพี่น้องที่ทั้งสองเรื่องจะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ลูกคนอื่นๆ ได้รับและบทบาทของเขาเมื่อมีสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวป่วยหนักเช่นนี้ แล้วก็ประเด็นที่อยากจะเน้น คือ บทบาทของผู้เป็นแม่ ที่ใน 1 Litre of Tear ก็มีไม่น้อย ถึงแม้ในเรื่องนี้จะเน้นไปที่ตัวละครที่ป่วยกับความพยายามต่อสู้ที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป
ความรู้สึกของแม่เมื่อรู้ว่าลูกป่วยเช่นนี้ก็คงไม่ต่างจากเรื่องแรกมากนัก คือ ยังคงมีความหวังว่าอาจจะมีวิธีที่สามารถรักษาลูกให้หายได้ แต่เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก อาจทำให้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่มากพอ ทั้งยังไม่มีวิธีที่สามารถช่วยยับยั้งหรือทุเลาอาการให้ดีขึ้นได้ เว้นเสียจากการทำกายภาพ บำบัดเป็นประจำเพื่อฝึกให้กล้ามเนื้อยังพอทำงานได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหวังที่ว่าอาจจะรักษาให้หายได้ก็เริ่มกลายเป็นความกลัวว่าอาการของผู้ป่วยจะแย่ลงเมื่อไหร่ และเหลือเวลาอีกนานแค่ไหน ในเรื่องนี้ เราจะได้เห็นแม่ที่ทั้งทำงานและคอยดูแลลูกที่ป่วยไปด้วย ทั้งยังต้องพยายามประคับประคองความรู้สึกของคนในครอบครัวซึ่งในเรื่องแรกก็เช่นเดียวกัน แม่ที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันกับลูกสาวที่เข้าใจและพยายามให้กำลังใจเธออย่างมาก และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คิดว่าอาจทำให้ลูกมีอาการทรุดลง ก็มักจะใช้อารมณ์มาก่อน และต่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเกรี้ยวกราด ในกรณีนี้จะเห็นได้ตอนที่พระเอกของเรื่องพานางเอกที่ป่วยอยู่ไปเที่ยวด้วยกัน แล้วต้องตากฝนกลับมาเพราะไม่ได้เอาร่มไป พอแม่เห็นว่าลูกสาวกลับมาตัวเปียก ก็ต่อว่าเป็นการใหญ่ เพราะคนที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอมาก ดังนั้นหากตัวเปียกก็จะทำให้เป็นหวัดได้ง่ายและอาจเกิดอาการแทรกซ้อนตามมา เทียบกับ My Sister's Keeper ที่มีฉากของแม่ที่ทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรงจนถึงกับขู่ว่าจะหย่ากัน เพราะพ่อจะพาลูกที่ป่วยไปทะเลเนื่องจากเธออยากไปและแพทย์ก็ยินยอมให้ไปได้ (เป็นการยอมรับทางหนึ่งว่าเวลาของเธอใกล้หมดแล้ว) แต่แม่นั้นกลัวว่าลูกจะมีอาการทรุดลง และยังคงหวังว่าลูกจะต้องมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน
ฉากที่สะเทือนใจและชอบมากๆ ฉากหนึ่งใน 1 Litre of Tear คือ ตอนที่ลูกสาวที่ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลคนเดียว แล้วนอนไม่หลับ คิดถึงคนที่บ้านขึ้นมา เธอได้นั่งรถเข็นแล้วเข็นตัวเองไปยังตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อจะโทรถึงคนที่บ้าน แต่เมื่อสอดบัตรแล้วจะกดหมายเลขเพื่อโทรออก ปรากฎว่าเธอไม่สามารถเคลื่อนไหวนิ้วมือเพื่อจะกดหมายเลขให้ทันกับเวลาที่เครื่องกำหนด เธอพยายามอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ไม่สามารถโทรไปที่บ้านได้ จนร้องไห้อยู่คนเดียวในความมืด ณ ตรงนั้น ฉากตัดไปที่บ้าน แม่ของเธอจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกเป็นห่วงลูกขึ้นมา จึงตัดสินขับรถมาหาลูกที่โรงพยาบาลกลางดึก เมื่อไม่เห็นลูกที่เตียงก็รีบเดินหาไปทั่วอย่างกังวล จนมาพบเธอนั่งร้องไห้อยู่หน้าตู้โทรศัพท์ ประโยคที่ลูกพูดกับแม่แล้วสะเมือนใจมาก คือ เธอบอกว่า "แม้แต่กดโทรศัพท์โทรไปที่บ้าน หนูก็ยังทำไม่ได้" เล่นเอาคนดูเสียน้ำตาไปมากเลยทีเดียว
--- เขียนมาซะยาวเหยียด ไม่รู้จะมีใครอดทนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้บ้างน้า แต่ก็ขอบคุณทุกคนที่อ่าน ไม่ว่าจะจบหรือไม่ก็ตาม แต่บทความชิ้นนี้ยังไม่จบ อ่านต่ออีกนิดนะ ---
1 Litre of Tear ก็เช่นเดียวกับ My Sister's Keeper ที่ยังได้นำเสนอบทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ พี่น้อง ญาติๆ หมอ หรือแม้แต่คนรักที่เข้ามาทำให้ชีวิต ณ ช่วงหนึ่งของผู้ป่วยได้มีความสุขอย่างที่คนปกติทั่วไปมีบ้าง แต่ถึงแม้ตอนจบของเรื่องประเภทนี้ ซึ่งก็อย่างที่คาดเดาได้ คือ ตอนที่เวลาแห่งชีวิตของผู้ป่วยจบลง มักทำให้คนดูเศร้า แต่ก็ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของชีวิตมากขึ้น ความพยายามในการต่อสู้เพื่อคนที่เรารัก โดยเฉพาะการเสียสละของแม่และคนในครอบครัว และที่สำคัญ ทำให้เรามองและใช้ชีวิตโดยมีความหวัง และอาจจะรู้ความหมายของมันมากขึ้นต่อไป
ปล.
- ภาพยนตร์เรื่อง My Sister' s Keeper สร้างมาจากหนังสือขายดีในชื่อเดียวกัน แต่งโดย Jodi Picoult
- ซีรีย์ 1 Litre of Tear สร้างมาจากเรื่องจริงของอายะ คิโต ผู้ที่ป่วยเป็นโรคในเรื่อง ซึ่งเธอได้เขียนบันทึกประจำวันหลังจากที่ป่วยเรื่อยมา จนกระทั่งไม่สามารถจับปากกาเขียนได้ต่อไป ไดอารีของเธอได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ซึ่งได้มีการแปลเป็นภาษาไทยแล้วในชื่อ "บันทึกน้ำตา 1 ลิตร"
Thank You for Your Reading
อย่าลืมดูแลคนที่เรารักและรักเรากันน้า
ความคิดเห็น