Another Knight Dragon อัศวินมังกรผู้พิทักษ์ (จบแล้วจ้ะ)

ตอนที่ 14 : Part 13th เรื่องวุ่นวายที่เกิดเมื่อกลับบ้าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,278
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    21 เม.ย. 55

Part 13th เรื่องวุ่นวายที่เกิดเมื่อกลับบ้าน
            ชุเซ็นโดตกลงร่างสัญญาพันธมิตรกับโรงเรียนฮาลเอคัง สาเหตุนั้นมาจากราชาองค์นี้ถูกใจแนวคิดของแม่ทัพอาคิลไม่น้อย ตอนนี้ชุเซ็นโดนั่งอ่านหนังสือเก่าๆ สีหม่นที่ขาดแล้วมีเทปใสแปะเป็นบางหน้าอยู่ในห้องพยาบาล ข้างๆ เก้าอี้ที่เขานั่งอยู่คือเตียงหลังใหญ่สีขาวที่มีร่างบางของเอกะนอนอยู่ รอบร่างที่นอนหลับอยู่นั้นมีอักขระสีนิลของชุเซ็นโดกางเอาไว้อยู่ เนื่องจากชุเซ็นโดใช้อักขระแห่งกาลเวลาได้นิดหน่อยจึงใช้มันปรับเสถียรพลังในร่างกายของเอกะ ถึงการที่จะพาเธอออกจากโรงเรียนไปนอนในไข่ของเด็กสาวนั้นจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา แต่เรื่องนั้นถือเป็นความลับที่ให้ใครรู้ไม่ได้ เขาจึงทำได้แค่กางอักขระแห่งกาลเวลาให้ ผ่านมาสามวันแล้วเอกะก็ยังไม่ตื่น ร่างกายของชุเซ็นโดก็เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ เนื่องจากเขาต้องกางอักขระแห่งกาลเวลาที่ต้องใช้พลังงานสูงมาตลอดสามวัน หากเป็นคนปกติแค่อักขระตัวเดียวร่างก็เหี่ยวแห้งตายไปแล้ว
            "เอกะเป็นยังไงบ้าง" เรกิที่นอนอยู่อีกเตียงชะโงกหน้าถามขึ้น อาการชายหนุ่มดีขึ้นบ้างแล้วแต่ก็ไม่ถึงขนาดที่จะเดินเหินไปไหนมาไหนได้อย่างคนธรรมดา เรกิเลยยังทำได้แค่นอนอยู่บนเตียงในห้องพยาบาลตามคำสั่งของชุเซ็นโดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
            ดวงตาสีมรกตเงยหน้าขึ้นจากหนังสือในมือแล้วก้มมองเด็กสาวที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง "ยังไม่ตื่น"
            เรกิถอนหายใจออกมาอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้...หวังว่าเอกะคงจะไม่เป็นชาติเหมือนเมื่อห้าพันปีก่อนนะ
            ประตูบานเลื่อนเปิดออก สองราชาที่อยู่ในห้องหันไปมองที่ประตูก็เห็นโนเทียสเดินเข้ามาพร้อมเข็นรถอาการเข้ามา ดวงตาสีเงินมองร่างที่ยังคงหลับอยู่บนเตียงก็ถอนหายใจออกมา เอกะหลับไปแล้วสามวันหลังจากที่กลับมาจากธารนรกหิมะ
            เมื่อสามวันก่อนนั้นเขาได้ไปช่วยนักเรียนทุกคนที่อยู่ที่นั่นตามคำขอแกมบังคับของเอกะระหว่างทางที่ช่วยพวกนักเรียนเขาก็ฆ่าคนของโลกมืดไปด้วย พอช่วยได้ครบหมดทุกคนแล้วเขาก็ควรต้องกลับโรงเรียนตามคำพูดของเอกะ แต่โนเทียสกลับรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาเลยตามหาเอกะอยู่นานก็พบว่ารอบด้านมีแต่เศษเนื้อชุ่มเลือดที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่จนไม่อาจรู้ได้ว่าก่อนที่พวกมันจะกลายเป็นแบบนั้นพวกมันเป็นตัวอะไรมาก่อน ตอนนี้ที่กำลังต่อสู้อยู่ก็มีแค่เอกะกับชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งที่มีไอสีดำน่าขนลุกที่แผ่ออกมาจากร่างปกคลุมรอบตัวอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าฝ่ายนั้นรู้ว่ามีเขายืนอยู่ตรงนี้อีกคน มือข้างหนึ่งร่ายอักขระสีดำมืดแล้วแสงสีดำก็พุ่งตรงมายังเขา เอกะชะงักหอกในมือตัดแขนข้างหนึ่งของชายคนนั้นขาดแล้วเธอก็พุ่งมารับพลังนั้นแทนโนเทียส ชายคนนั้นหนีไปได้ เขาก็รีบพาเอกะกลับโรงเรียน พอกลับโรงเรียนเท่านั้นเอกะก็สลบไปทันที...จนตอนนี้ก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา
            "จากที่เจ้าเล่าให้ฟัง...ผู้ชายคนนั้นล่ะ เสนาธิการแห่งความมืด" ชุเซ็นโดสรุป เจ้านั่นยังคงรูปร่างสมัยเจ็ดพันปีก่อนได้อยู่เหมือนเดิมแสดงว่าคงได้อายุขับและความเยาว์ที่ผู้นำแห่งความมืดแบ่งมาให้
            "ก่อนที่ฉันจะแยกกับเอกะเธอบอกว่าเพื่อแก้แค้น เธอแก้แค้นเรื่องอะไรหรือ" โนเทียสสงสัยเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ฟัง แถมอีกฝ่ายยังเป็นถึงเสนาธิการแห่งความมืดอีกด้วย
            "ผู้ชายคนนั้นเป็นคนฆ่าแม่ของเอกะ...เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ยินเสียงของแม่เลยด้วยซ้ำ"
            "...แล้วพ่อของเธอล่ะ"
            "ท่านอาตายพร้อมกับท่านพ่อและท่านแม่ของผม...ตอนที่เอกะอายุได้ไม่ถึงเดือน" เรกิพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ตอนนั้นเขากับเรออสอายุได้สิบปีเศษ รู้เรื่องราวมากกว่าเอกะ มีโอกาศได้อยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวมากกว่าเอกะ
            โนเทียสเงียบ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเอกะเลยจริงๆ อย่างที่เรกิเคยพูด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอมีอดีตแบบนี้อยู่
            "...นายเคยบอกว่านายเป็นราชาแห่งความหายนะใช่ไหม เทโตะ"
            "ใช่ ส่วนท่านพี่เป็นเทพแห่งความหายนะ"
            "หะ!? นี่พวกนายเป็นพี่น้องกันหรือ!" โนเทียสตกใจ เขาไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน...พี่ย่อมต้องโหดมากกว่าน้องชายสินะ
            "งั้นนายก็คงรู้ใช่ไหมว่ามือของพวกเราเปื้อนเลือดมามากมายกว่ามือของคนอื่นแค่ไหน แต่นายรู้อะไรไหม? มือที่เปื้อนเลือดทั้งสองข้างของพวกเรารวมกันยังเปื้อนได้ไม่ถึงครึ่งของมือหนึ่งข้างของเอกะเลยด้วยซ้ำ"
            "!!!"
            "เอกะต้องทุกข์ทรมานมาตลอด เธอไม่ได้อยากจะฆ่าใครเลย เธอต้องการแค่อยู่อย่างสงบกับผู้คนที่เธอรักเท่านั้น...พวกนั้นบีบบังคับเธอ ฆ่าเหล่าคนสำคัญของเธอ ทำให้เธอคลั่ง นั่นทำให้เธออะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวขึ้นมาอีกที...มือของเธอก็มีแต่เลือด รอบข้างมีแต่เศษเนื้อเละๆ กับเลือดมากมายที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วจนแทบอยากอาเจียน"
            "..."
            "พวกมันทำแบบนี้อยู่หลายปี แล้วพวกมันก็บีบบังคับเธอสำเร็จ หลังจากที่เรียล ไนท์แมร์ตายไปเอกะก็ตั้งใจที่จะฆ่าพวกมันจริงจัง ต่อสู้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้คนที่ตัวเองรักต้องตายไปอีก ปมด้อยพวกนั้นกลายเป็นสิ่งที่เอกะกลัวที่สุด"
            "กลัว?"
            ชุเซ็นโดถอนหายใจก่อนจะตอบแทนเรกิ "เอกะกลัวที่จะสูญเสียคนสำคัญของตัวเองไป...รวมถึงเจ้าด้วย" ชุเซ็นโดชี้ไปที่ผมตรงขมับซ้ายของตัวเองซึ่งเป็นตรงเดียวกับที่โนเทียสติดศิลาเลือดของเอกะอยู่แล้วเลื่อนมาชี้ที่อกซ้ายตรงกับหัวใจซึ่งโนเทียสเก็บดอกคาเมเลียสีเงินไปตรงกระเป๋าเสื้อข้างนั้น เรกิมองอย่างไม่เข้าใจความหมายที่สอง ส่วนโนเทียสหน้าแดงจนชุเซ็นโดหลุดขำไปเรียบร้อยแล้ว "เราเคยเห็นเอกะหน้าแดงมาแล้ว อืม...น่ารักดี แต่พอมาเห็นเจ้า เราว่ามันดูน่าตลก"
            "เฮ้ย!? นายเคยเห็นเอกะหน้าแดงแล้วหรือไอ้โรคจิต! อะ! อ๊ากกกกก!!! หยุดนะ มันเจ็บบบ!!" เรกิร้องลั่นเมื่อโดนชุเซ็นโดหยิกท้องโดยไม่อาจป้องกันได้ โนเทียสมองชุเซ็นโดอย่างหวาดกลัวสายตาสุขสรรค์อย่างโรคจิตที่ชุเซ็นโดมองเมื่อได้เห็นได้ยินเรกิเจ็บปวด
            "อือ..." ร่างเล็กบนเตียงเริ่มขยับ ชุเซ็นโดรีบปล่อยเรกิทันทีแล้วหันกลับมาให้ความสนใจร่างเล็กที่เริ่มขยับ เสียงเล็กแหบแห้งบ่นหาน้ำทั้งที่ตายังไม่ลืม โนเทียสรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองให้เอกะดื่มมันเข้าไป
            เมื่อน้ำหมดแก้ว เอกะก็กระอักเลือดออกมา เลือดสีเงินที่มีสีดำของคำสาปเจือปน โนเทียสมองเลือดนั้นอย่างตกใจ ชุเซ็นโดและเรกิพร้อมใจกันกางอักขระเขตแดนพร้อมกันสิบชั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาได้ ไม่ให้เรื่องพวกนี้แพร่งพรายออกไป ไม่ให้ใครที่อยู่ด้านนอกแขตแดนได้ยินเรื่องที่พวกเขาจะพูดต่อไปนี้
            "เอาล่ะ...เรื่องพวกนี้และเรื่องที่เจ้าจะได้รู้ต่อไปนี้ เจ้าห้ามเอาไปบอกใครเด็ดขาด ไหนๆ เจ้าก็เห็นมันแล้ว เราก็จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟังก็แล้วกัน" ชุเซ็นโดจะพูดต่อ แต่มือบางจับแขนเขาเอาไว้แน่น ดวงตาที่หรี่ปรืออย่างอ่อนเพลียจ้องมองเขาแล้วส่ายหน้า
            "...ฉันจะพูดเอง" เอกะเอามือออกจากแขนชุเซ็นโด
            "เอกะ...ทำไม..." โนเทียสยังไม่ทันจะได้พูดจบ เอกะก็ต่อขึ้นมา
            "ฉันของฉันจึงเป็นสีเงินสินะ"
            "ใช่...เลือดของราชา"
            "เพราะฉันไม่ใช่คนของโลกนี้"
            "!!!"
            "นานมาแล้ว ตามข้อความที่บันทึกในบันทึกของเอรันเล่มที่สิบสอง เอรัน...ท่านทวดของฉันเป็นราชาของอีกโลกหนึ่งที่ไม่ใช่ที่นี่และกำลังจะแต่งงานกับพระคู่หมั้น ทว่าเขากลับถูกเพื่อนสนิทและคู่หมั้นคนนั้นทรยศ เขาจึงได้หนีมาที่โลกแห่งนี้พร้อมกับบริวารมากมายที่ภักดีต่อเขา ปล่อยให้เพื่อนสนิทคนนั้นได้เป็นราชาต่อจากเขา และให้คู่หมั้นของตนแต่งงานกันตามความปรารถนาของทั้งสอง เขาได้เดินทางข้ามกาลเวลามาที่โลกแห่งนี้ และได้พบกับท่านย่าทวดของฉันที่ใช้ชื่อฮิมอน"
            "..." โนเทียสเงียบ เขาไม่เข้าใจว่าอยู่ๆ ทำไมเอกะถึงได้เล่าเรื่องนี้
            "เอรันได้รู้จักคำว่ารักเป็นครั้งแรก เขาได้รู้ว่าเซนะ...ท่านย่าทวดของฉันก็เป็นมังกรแห่งกาลเวลาเหมือนกับเขา เป็นคนของห้วงแห่งกาลเวลาอันเป็นนิจนิรันดร์เหมือนกับเขาแต่ถูกใครบางคนใส่ร้ายจนต้องถูกเนรเทศออกมา เอรันตัดสินใจขอเซนะแต่งงาน พวกเขาอยู่ด้วยกันจนมีลูก เอรันเปลี่ยนชื่อของตัวเองเป็นฮิมอน รวมถึงลูกๆ ของพวกเขาด้วย และมังกรแห่งกาลเวลาไม่เคยมีในโลกนี้ คนที่ติดตามเขามาก็ล้วนแล้วแต่เป็นมังกรแห่งกาลเวลากันทั้งนั้น พวกเขาก็เลยเรียกตัวเองว่าเผ่าเอรันตามชื่อของกษัตริย์ที่พวกตนภักดียิ่งชีวิต หลายปีผ่านไปประวัติศาสตร์เหล่านั้นถูกรุ่นบุกเบิกเล่าต่อมาแบบผิดๆ เพื่อไม่ให้ลูกหลานได้รู้เรื่องพวกนี้ ให้พวกเขาเข้าใจว่าพวกตนเป็นคนของโลกนี้ รักโลกนี้ให้มากๆ สมกับที่โลกนี้ให้ที่อยู่กับพวกเขา ลูกๆ ของเอรันก็ไม่มีใครรู้ว่าตนเองมีสายเลือดของกษัตริย์ มังกรทุกตนก็จงรักภักดีกับพวกเขาตามสัญชาตญาณ ชื่อของพวกเขาที่แท้จริงก็ล้วนแล้วแต่เป็นฮิมอน จนมาถึงฉัน..."
            "..."
            "ฉันได้รู้ความจริงว่าตัวเองไม่ใช่ฮิมอน ตอนที่ฉันทำสัญญากับชุเซ็นโด" เอกะมองหน้าโนเทียสตรงๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง "ชื่อของฉันที่ปรากฏในสัญญาคือชื่อของเอรัน และเลือดของฉันก็ไม่ใช่สีแดงเหมือนฮิมอนคนอื่น แต่เป็นสีเงิน...ฉันมีเลือดของเอรัน เป็นผู้ทอดสายเลือดของเอรัน"
            โนเทียสนิ่งค้างกับความจริงที่ได้รับรู้ แล้วคำพูดที่เอกะเคยพูดเอาไว้ตอนที่อยู่หมู่บ้านเกเฟริลก็ดังขึ้นในหัว
            'ฮิมอนไม่ได้มีสายเลือดของราชา แต่เป็นผู้ให้กำเนิดสายเลือดแห่งราชาต่างหากล่ะ...และเพราะเป็นเช่นนั้น ฮิมอนจึงไม่เคยอยากได้ตำแหน่งของราชา...เพราะฮิมอนมีสายเลือดของราชาและบัลลังก์แห่งราชาของตัวเองอยู่แล้ว'
            นี่สินะ ความหมายที่แท้จริงของคำพูดพวกนี้
            "ฉันเป็นเอรันที่เกิดในฤดูหนาว ซึ่งเอรันที่เกิดในฤดูหนาวมีความพิเศษหลายอย่าง และที่พิเศษที่สุด ตรงที่เป็นผู้สืบทอดอำนาจทั้งหมดของเอรัน และเป็นคนเดียวที่สามารถกลับไปยังห้วงแห่งกาลเวลาอันเป็นนิจนิรันดร์ได้" เอกะก้มมองเลือดสีดำที่เจือปนออกมาสลายไปเมื่อเจอแสงแดดที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง "อักขระที่เจ้านั้นใช้ใส่นายมีคำสาปด้วยสินะ...แต่มันคงไม่รู้หรอกว่าพลังนั้นมันถอนคำสาปที่ผู้นำแห่งความมืดสาปใส่ฉันด้วย" เลือดสีดำและเลือดสีเงินที่เปรอะผ้าห่มโดนแสงแดดลบหายไปจนไม่มีเหลือ ท้องเอกะก็เริ่มร้องขึ้นมา สองราชาดีดนิ้วอักขระที่พวกตนกางเอาไว้ก็แตกทันที
            "เพราะเธอเป็นผู้สืบทอดทั้งหมดของเอรัน เธอถึงได้มีเลือดสีเงินสินะ"
            "ประมาณนั้น" ท้องของเอกะเริ่มร้องประท้วงเสียงเบา มือข้างหนึ่งเอื้อมหยิบขนมปังอันยาวจากถาดของเรกิมากินชิ้นหนึ่งโดยที่เจ้าของยังไม่รู้ เธอหันไม่ถามชุเซ็นโด "ตกลงฉันได้หยุดเรียนหนึ่งเดือนใช่ไหม"
            "ใช่"
            "ฉันกลับบ้านได้หรือเปล่า" เอกะหันมาถามโนเทียส
            "ได้ ฉันกะว่าเธอตื่นเมื่อไหร่จะชวนไปเที่ยวที่บ้านฉันน่ะ"
            ได้ยินอย่างนั้นเรกิก็หูผึ่งทันที "ผมไปด้วย!"
            ขนมปังอันยาวในมือของเอกะหมดลง "งั้นไปวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน" เอกะรู้สึกแปลกๆ ที่มีคนมาชวนไปเที่ยวบ้าน นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เกิดมาเลยด้วยซ้ำ
            เรกิหันไปมองถาดอาหารของตัวเอง ขนมปังอันยาวหายไปแล้ว! "เฮ้ย! ขนมปังของผมหา...ไม่สิ เอกะ เมื่อกี้เธอหยิบของผมไปใช่ไหม!"
            "ก็เห็นนายไม่กินสักที ฉันหิวเป็นนะ"
            "นั่นมันของผมนะ!"
            บ่นไปก็เท่านั้น เพราะเอกะไม่ฟัง และเด็กสาวก็ไม่คิดจะฟังด้วย เรกิที่ขยับร่างกายไม่ค่อยได้เลยทำได้แค่บ่นๆๆ ให้คนทั้งสามในห้องฟังเท่านั้น
 
            ในเวลากลางคืนที่ไร้แสงจันทร์และเงียบสงัด ภายในห้องพักส่วนตัวของโนเทียสได้เกิดเงามืดสีดำก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ร่างเงานั้นเดินเข้าไปใกล้เตียงของเจ้าของห้องที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่อง มือหนาแบบผู้ชายเอื้อมไปหมายจะบีบคออีกฝ่าย หากว่าเจ้าของห้องก็คว้ามือข้างนั้นเอาไว้ก่อน ดวงตาสีเงินที่บัดนี้ม่านตามีขีดสีดำคล้ายตาสัตว์จ้องมองผู้บุกลุกด้วยสายตาที่ถ้าคนธรรมดาเห็นคงหวาดผวา แต่ผู้มาเยือนคนนี้กลับยิ้มพึงพอใจ และเป็นเจ้าของห้องเองที่ตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ
            "ชุเซ็นโด!?"
            "ใช่ เราเอง" ชุเซ็นโดนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ข้างเตียง โนเทียสลุกขึ้นนั่งทันที "เรามีเรื่องของเอกะจะบอกเจ้า เป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าต้องรู้"
            โนเทียสไม้เข้าใจ ถ้าเป็นเรื่องของเอกะทำไมเธอถึงไม่บอกเขาเอง ต้องให้คนอื่นมาบอก ชุเซ็นโดยิ้มเมื่อเห็นใบหน้าสงสัยของโนเทียส
            "มันเป็นเรื่องที่เอกะจะไม่พูดถึง ไม่สิ พยายามหลีกเลี่ยงมากกว่า"
            "เรื่อง?"
            "เอกะคือเอรันที่เกิดในฤดูหนาว"
            "เรื่องนี้เมื่อตอนกลางวันเธอพูดแล้วนี่"
            "มันไม่ได้มีอยู่เพียงแค่นั้น...ไม่สงสัยบ้างหรือว่าทำไมเจ้าพวกนั้นถึงได้อยากได้ตัวของเอกะนักหนา เพราะเอกะสืบทอดอำนาจของเอรันทั้งหมดงั้นหรือ? อืม...อันนั้นก็มีส่วน แต่สิ่งที่ผู้นำแห่งความมืดต้องการจริงๆ ไม่ใช่อะไรแบบนั้น"
            "แล้วมันคือ?"
            "ความเป็นอมตะ"
            ได้ยินอย่างนั้นโนเทียสยิ่งไม่เข้าใจ "จะบอกว่าเอกะสามารถทำให้ผู้นำแห่งความมืดเป็นอมตะ...ไม่สิ เทโตะเคยบอกเอาไว้ว่าผู้นำแห่งความมืดฆ่าไม่ตาย ไม่ใช่ว่าเป็นอมตะหรอกหรือ"
            "ผู้นำแห่งความมืดฆ่าไม่ตายเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่ได้เป็นอมตะ เพราะเอรันสามารถฆ่าผู้นำแห่งความมืดได้ ถ้าจะถามว่าทำไมเอรันถึงไม่ฆ่าผู้นำแห่งความมืด...หนึ่ง ผู้นำแห่งความมืดมีตัวตนขึ้นมาหลังจากที่เอรันตายไปตั้งนานแล้ว สอง เพราะผู้นำแห่งความมืดสูบอายุขัยและความเยาว์จากผู้อื่นถึงได้มีอายุมาจนถึงทุกวันนี้และเพราะมีอายุขัยและความเยาว์มากมายนี่เองที่ทำให้ฆ่าไม่ตาย และสาม เอรันที่ปลดผนึกอักขระศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิบสองได้เท่านั้นถึงจะฆ่าผู้นำแห่งความมืดได้ ซึ่งนอกจากเอรันแล้วไม่เคยมีรุ่นไหนสามารถทำได้อีกเลย"
            "แล้วเอกะล่ะ"
            "เธอยังเหลืออีกสองจากอักขระทั้งหมดหนึ่งร้อยสี่สิบสี่ตัว"
            "ไหนบอกว่ามีสิบสอง"
            "เจ้าเคยได้ยินอักขระแห่งราชาไหม"
            "มันมีสิบสองตัว และราชาเท่านั้นที่จะมีครบ"
            "นั่นเป็นเพียงแค่อักขระศักดิ์สิทธิ์หนึ่งตัวเท่านั้น"
            "ต้องมากขนาดนั้นเลยหรือ!?"
            "นั่นเป็นเงื่อนไขของเอรันคนอื่น แต่สำหรับเอกะที่เป็นเอรันที่เกิดในฤดูหนาวแล้วเธอมีของอย่างหนึ่งติดตัวมาด้วย สิ่งที่จะสามารถฆ่าผู้นำแห่งความมืดได้"
            "มันคือ?"
            "กุญแจแห่งกาลเวลากับประตูแห่งกาลเวลา กุญแจคืออัฐิเศียรมังกร ประตูคือโลหิตปีกมังกร"
            "เอกะคือผู้ถือครองกุญแจสินะ"
            "เจ้ารู้?"
            "เพราะเอกะเป็นสีอัฐิ"
            ชุเซ็นโดพยักหน้ารับ "นับว่าเจ้าช่างคิด ใช่ เอกะมีกุญแจแห่งกาลเวลา เป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้นำแห่งความมืดเป็นอมตะ และมันก็สามารถทำให้ผู้นำแห่งความมืดตายได้เช่นกัน แต่นั่นต้องมีประตูแห่งกาลเวลาด้วย"
            "ใครคือประตูหรือ"
            "ไม่มีใครรู้ เอกะเองก็ไม่ได้บอกอะไร เธอบอกเพียงแค่ว่าไม่เคยมีใครเจอประตู และพวกนั้นก็จะไม่มีวันได้เจอเช่นกัน ประตูก็คงจะเป็นประตูบานหนึ่งที่เอกะเอาไปซ่อนล่ะมั้งเธอถึงได้มั่นใจนัก และนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกที่บันทึกกรรมของเอกะบันทึกเพียงแค่อดีต อนาคตคือสีขาวที่มีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย ส่วนอดีตก็มีแค่หนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ราวกับว่าเวลาที่ผ่านไปนั้นได้เข้ามาแทนที่บันทึกที่เคยมีอยู่ก่อน และบางครั้งก็ไม่อาจเห็นมันได้ ไม่มีบันทึกเกิดขึ้น อย่างตอนที่เธอไปอยู่ที่โลกคู่ขนาน บันทึกในช่วงนั้นไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่เอกะไม่ต้องการให้ใครรู้และเธอก็สามารถปิดมันได้ ส่วนของผู้นำแห่งความมืดนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากความมืดมิด ทั้งอดีตและอนาคต ไม่มีอะไรบันทึกอยู่ในนั้นเลย"
            "มันหมายความว่าอย่างไรหรือ"
            "เท่าที่รู้มา มันเป็นเรื่องที่หายากมากกับคนที่มีลักษณะแบบนี้เฉลี่ยแล้วสิ่งมีชีวิตในโลกสิบโลกจะมีแค่หนึ่ง แต่ของเอกะนั้นแปลกกว่าคนอื่น เพราะคนอื่นนั้นมีอดีตอยู่ครบและไม่มีส่วนไหนที่ไม่ถูกบันทึก ไม่ได้หายไปไหน ความหมายของอนาคตสีขาวคืออนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาได้ คนคนนั้นจะเป็นคนเดินตามเส้นทางของตนเอง นับว่าเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถเปลี่ยนอนาคตได้ ส่วนของผู้นำแห่งความมืดหมายถึงตัวตนที่มีแต่ความมืดมิด ทั้งอดีตและอนาคต คนแบบนี้นับว่าเป็นคนที่อันตรายเลยทีเดียว ซึ่งผู้นำแห่งความมืดเป็นคนเดียวที่มีแบบนี้"
            "แล้วอนาคตของฉันล่ะ" โนเทียสอยากรู้เรื่องของเขากับเอกะ
            เหมือนชุเซ็นโดจะรู้ว่าโนเทียสคิดอะไรอยู่ จตุราชันย์แห่งวิญญาณส่ายหน้าน้อยๆ "อนาคตของเจ้ามีหลายทาง ไม่เหมือนกัน มันเปลี่ยนไปทุกเวลา เพราะเจ้าคือคู่ชะตาของเอกะที่สามารถเปลี่ยนอนาคตได้ เมื่ออนาคตของเอกะถูกเปลี่ยน อนาคตของเจ้าก็จะถูกเปลี่ยนด้วยเช่นกัน...ในเมื่อเจ้ารู้อย่างนี้แล้วก็ปกป้องเธอให้ดีๆ ล่ะ เจ้าเป็นถึงคนที่เธอคนนั้นยอมรับเลยนะ"
            "แล้วจตุราชันย์เช่นท่านรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าเอกะคิดอย่างไรอยู่"
            ชุเซ็นโดยิ้ม เขาเพียงแค่ชี้ไปที่ดอกคาเมเลียสีเงินที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของโนเทียส "เจ้ารู้หรือเปล่าว่าดอกไม้ชนิดนี้มีความหมายอย่างไร"
            "ความหมายของดอกคาเมเลียทุกสีรวมกัน"
            "แต่สำหรับเอกะและบรรพบุรุษของเธอไม่ได้มีแค่นั้น...มันหมายถึงเอรันที่ขอคนรักของตนแต่งงาน"
            "หา!?" โนเทียสหน้าแดง นี่เอกะขอเขาแต่งงานหรือ!?
            "แต่สำหรับเอกะ เธอคงหมายถึงว่าเจ้าจะเป็นคนเดียวที่เธอยกชีวิตให้ อ้อ อีกอย่างที่เจ้าควรรู้"
            โนเทียสทำหน้าประมาณว่า 'ยังมีอีกเรอะ'
            "เทโตะ ฝาแฝดของเขา แล้วก็ท่านปู่อันเดรเป็นคนที่สำคัญมากของเอกะ เธอให้ความสำคัญกับสามคนนี้เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ...นั่นเป็นเพราะสามคนนั้นเป็นมังกรที่ยังเหลือรอดเหมือนเธอ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับสามคนนั้น รับรองว่าเอกะคลั่งขึ้นมาแน่"
            "ถ้าเอกะคลั่งแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น"
            "เธอจะไม่มีสติและทำลายทุกอย่างจนกว่าจะหยุดคลั่งไปเอง...หรือไม่ก็เรียกสติเธอ ซึ่งมันยากมาก เอาเป็นว่าทำยังไงก็ได้ให้เธอสลบไปเลย ก่อนคลั่งได้ยิ่งดี จำเอาไว้ เจ้าจงปกป้องเธอ ปกป้องตัวเอง และคนที่เอกะรัก ถ้ายังไม่อยากให้เอกะกลายเป็นปีศาจ เวลานี้เราต้องกลับแล้ว"
            พูดจบร่างของชุเซ็นโดก็กลายเป็นเงาหายออกไปจากห้องทันที เรื่องที่ได้ฟังนั้นทำให้โนเทียสเข้าใจว่าทำไมทุกคนที่อยู่รอบตัวเอกะถึงได้หวงเธอนัก...เพราะเอกะคือคนที่สามารถเปลี่ยนอนาคตได้นี่เอง
 
            "นี่มันอะไรกันครับเนี่ย พวกนายก็มาด้วยหรือหรือครับ" เรกิมองแฝดสามที่แพกกระเป๋าติดตัวใบเบ้อเริ่มมาด้วยทั้งสามอยู่ในชุดใส่เล่นธรรมดาที่เหมือนกันทั้งสามคน ส่วนเอกะนั้นอยู่ในชุดสามัญของหมู่บ้านเนเธียร์สะพายกระเป๋าเป้ที่ดูยังไงก็เหมือนใส่หนังสือไปแค่สี่เล่มมากกว่าใส่เสื้อผ้า เขาใส่ชุดนักเรียนกับกระเป๋าเป้เหมือนเอกะแต่ใส่เสื้อผ้าไว้สามชุดกับของใช้ส่วนตัวบางอย่าง ส่วนโนเทียสนั้นใส่แค่ชุดนักเรียน กระเป๋าไม่มี ชายหนุ่มกำลังทำหน้าที่เดินนำทางอยู่
            เอกะหาวออกมา "สามคนนี้ไปไหนไปกันอยู่แล้ว (อันที่จริงที่เป็นครั้งแรกที่แฝดสามไปบ้านโนเทียส) ว่าแต่นายเถอะ อาการดีขึ้นขนาดเดินทางไกลได้แล้วหรือ"
            "ไอ้โรคจิตนั่นมันบังคับให้ผมดื่มเลือดมัน! โรคจิตที่สุด!!" เรกิทำหน้าขยะแขยงเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
            คนถามเพียงแค่เอียงคอมองแล้วยิ้มให้เล็กน้อย "ชุเซ็นห่วงนายนะ"
            "ไอ้โรคจิตนั่นน่ะนะ!"
            "ชุเซ็นได้ขออะไรจากนายเป็นข้อแลกเปลี่ยนหรือเปล่า" เรกิส่ายหน้าปฏิเสธ "นั่นก็แสดงว่าเขาห่วงนายจริงๆ คนอย่างชุเซ็นไม่ให้อะไรใครง่ายๆ โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนที่เขาถูกใจหรอกนะ โดยเฉพาะเลือด ที่เขาไม่เรียกร้องอะไรแสดงว่าเขาห่วงนายจริงๆ อีกอย่าง นายไม่รู้หรือไงว่าจตุราชันย์แห่งมายากับจตุราชันย์แห่งไตรภพยังโดนข้อแลกเปลี่ยนเปลี่ยนเวลาที่ต้องการเข้าพบในแต่ละครั้งเลย"
            เรกิคิดในใจอยู่เรื่องหนึ่ง แล้วเขาก็ตัดสินใจถามออกไป "จตุราชันย์อีกสองก็โดน แล้วจตุราชันย์แห่งกาลเวลาล่ะ" โนเทียสกับแฝดสามก็สงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน
            "ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ชุเซ็นบอกว่าถูกใจที่สุด เลยไม่คิดข้อแลกเปลี่ยน"
            ได้ยินอย่างนั้นเรกิก็ถึงกับอึ้ง ทึ่ง ตกใจ และประหลาดใจเป็นที่สุด นี่จตุราชันย์ที่เขาเอาแต่เรียกว่า 'ไอ้โรคจิต' นั่นเป็นห่วงเขาจริงๆ งั้นหรือ? หรือหมอนั่นจะมีอะไรดีที่เขามองข้ามไปเพราะความโรคจิตของหมอนั่นใช่ไหม เอกะก็ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจอาการโรคจิตของหมอนั่นเลยแม้แต่นิด ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติที่จตุราชันย์แห่งวิญญาณจะเป็นพวกโรคจิตชื่นชอบความเจ็บปวดและความทรมานของผู้อื่น ส่วนแฝดสามกับโนเทียสปรบมือให้ที่เอกะเป็นคนที่ใส่ใจคนโรคจิต (ตามที่ได้ยินกันมา) ได้มากขนาดนี้
            "นี่เอกะ ที่เขาว่ากันว่าจตุราชันย์แห่งวิญญาณเป็นโรคจิตน่ะ จริงหรือเปล่า" ลาทิสอยากรู้เรื่องนี้ที่สุด
            "จริง" สองเสียงเพื่อนสมัยเด็กตอบพร้อมกัน เรกิยังจำได้ถึงความโรคจิตอันแสนน่ากลัวที่ชุเซ็นโดแสดงให้เขาได้รับชมเมื่อตอนที่เขาได้เจอหมอนั่นครั้งแรก
            "ชุเซ็นเป็น S (ซาดิสม์ หรือ sadism) เมื่ออยู่กับคนอื่น แต่พอมาอยู่กับฉันชุเซ็นกลับเป็น M (มาโซคิสม์ หรือ masochism) และหมอนั่นก็เป็นชนิดรุนแรง รักษาไม่หาย ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ"
            'รักษาไม่หายจริงๆ ด้วย...' ทั้งห้าคิดในใจ ถึงขนาดถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษนี่มันไม่มีทางรักษาแล้ว! คราวนี้พวกเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้สวรรค์วิญญาณสักเท่าไหร่ และทำไมถึงได้ลือกันว่าสวรรค์วิญญาณเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุด
            ก็ราชาดันเป็นโรคจิตขั้นรุนแรงแถมยังถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษอีกต่างหาก
            "แต่ก็ใช่ว่าชุเซ็นรัก ชอบ หรือห่วงคนอื่นไม่เป็น หมอนั่นมีสามัญสำนึกในเรื่องนี้มากกว่าที่เห็นอีกนะ" เอกะเสริมอย่างรู้ดี...ก็เป็นจตุราชันย์ที่เธอสนิทด้วยที่สุดนี่นา
            "แล้วเธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง"
            "ชุเซ็นแสดงความรู้สึกทุกอย่างออกมาทางดวงตา (ที่ดูยังไงมันก็โรคจิต) ถ้าไม่อยากรู้จักชุเซ็นอย่างจริงจังจริงๆ ก็ไม่เห็นหรอก"
            "จริงจังหรือ?" โนเทียสถามยิ้มๆ
            "จริงจังสิ ในเมื่อต้องร่างสัญญาพันธมิตรด้วยกัน เราก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนยังไง ต้องการแบบไหน อะไรที่เขาไม่ชอบบ้าง จะได้ไม่ต้องเป็นศัตรูกันในภายหลัง"
            ทั้งห้าอดมองเอกะอย่างอึ้งทึ่งอีกครั้งไม่ได้ ใครว่าเอกะฉลาดน้อยกัน ใช่...เจ้าข้อสอบคะแนนบัดซบที่สุดในประวัติศาสตร์นั่นยังไงล่ะที่บอก
            "เธอแกล้งตอบผิดใช่ไหม" เรียลถามอย่างไม่แน่ใจ เอกะชะงักหยุดเท้าเดิน ทั้งหันกลับมามองก็เห็นเอกะยิ้ม นิ้วชี้จุปากเอาไว้เป็นเชิงห้ามพูด ทั้งสี่หน้าซีด
            "เทโตะก็แกล้งเหมือนกันนี่" เอกะหันไปมองเรกิ ใช่ ถ้าเรกิไม่ทำแบบนั้น เขาก็ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับเอกะน่ะสิ!
            ถ้าเอกะกระโดดเขาก็จะกระโดด ถ้าเอกะวิ่งเขาก็จะพยายามวิ่งให้ทัน ถ้าเอกะหยุดเขาก็จะหยุด เรียกได้ว่าตามเกาะตามติดเลยทีเดียว
            "นายด้วยหรือ" ทั้งสี่ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเรกิเท่าไหร่เลย
            "แหงสิ! ก็ผมอยากอยู่ห้องเดียวกับเอกะนี่นา"
            "ยึดติดขนาดนั้นเชียว" เซนถามอย่างสงสัย ถ้าเอกะแต่งงานไปหมอนั่นไม่ตามไปด้วยหรือ
            "แน่สิ เอกะเป็นครอบครัวของผมนะ...ถึงพวกเราจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันก็เถอะ"
            เอกะยิ้มเมื่อได้ยินคำว่า 'ครอบครัว' คำที่ชั่วชีวิตนี้เธอไม่เคยได้สัมผัสกับพ่อแม่เลยสักครั้ง ไม่สิ เธอเคยได้อยู่กับท่านพ่อนี่นา
            "ถึงแล้ว" โนเทียสหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง แขกทั้งห้ามองตามแล้วแสดงสีหน้าออกมาต่างกัน
            แฝดสามอึ้งตาโตปากอ้าค้างกับสิ่งที่โนเทียสเรียกว่าบ้าน เอกะกับเรกิเบ้หน้ากับสิ่งที่โนเทียสเรียกว่าบ้าน
            นี่มันคฤหาสน์ชัดๆ!!!
            "นายเป็นลูกคุณหนูจริงๆ สินะ" เซนแตะบ่าโนเทียส
            "ใหญ่โตจังเลย" ลาทิสยังคงพูดอย่างละเมอ
            "มาก" เรียลต่อให้
            "คงได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา" เรกิพูดด้วยสีหน้าเศร้า
            "คงจะมีขนมแป้งให้กินทั้งวัน" เอกะเริ่มน้ำลายไหล อีกสี่คนที่อยู่ในอารมณ์ซึ้งกับสถานที่หันหน้าไปมองอย่างหมดอารมณ์ก่อนส่ายหน้าอย่างขำๆ พวกเขาดีใจนะที่เอกะเหมือนจะแสดงความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
            "เข้าไปกันเถอะ" โนเทียสเปิดประตูเข้าไป แล้วแขกทั้งห้าก็อึ้งกันอีกครั้งกับการต้อนรับอย่างดีจากเหล่าพ่อบ้านและเมด และยิ่งอึ้งมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นชานิชนั่งคุยด้วยมาดลูกคุณหนูกับผู้หญิงอีกหนึ่งคนที่เอกะจำได้ว่าโนเทียสเรียกว่าแม่
            "กลับมาแล้วครับท่านแม่...เอ่อ..." โนเทียสขมวดคิ้วเมื่อเห็นชานิช หญิงสาวเมื่อเห็นโนเทียสเดินเข้ามาก็วิ่งมาเกาะแขน เรกิถลึงตามอง...ถ้าไม่ทำอะไร ข้าจะฆ่าเจ้าเสียตรงนี้ซะราชาแห่งผืนฟ้า!
            ไม่ว่าโนเทียสจะได้ยินสิ่งที่เรกิคิดหรือไม่ โนเทียสแกะมือของชานิชออกอย่างสุภาพก่อนจะถอยหลังห่าง เรกิมองอย่างพอใจกับการกระทำนั้น ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้น เมื่อโนเทียสโอบรอบเอวของเอกะแล้วหันไปพูดกับแม่ของเขา "เธอคนนี้ชื่อเอกะครับท่านแม่ เธอเป็นคู่หมั้นของผม"
            เหล่าพ่อบ้านและเมดรวมถึงแฝดสามกับเรกิหน้าแดงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้น เมดบางคนถึงกับกรี๊ดออกมาทีเดียว เอกะรู้สึกว่าหัวใจที่เต้นเฉื่อยชาเริ่มเต้นแรงเหมือนตอนที่ดูบันทึกกรรมของโนเทียสอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้หน้าแดง ชานิชร้องว้าย ส่วนหญิงสาวที่สูงอายุที่สุดในห้องเอาพัดป้องปากเหมือนกำลังช็อก เหมือนแฝดสามกับเรกิจะตั้งสติได้ก่อนใคร พวกเขาทั้งสี่ยกนิ้วโป้งให้โนเทียสทันที
            "ดะ...ได้ยังไงกัน! ชานิชเป็นคู่หมั้นของโนเทียสนะ" ใบหน้าสวยหวานของชานิชเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
            "แต่เอกะเป็นคู่หมั้นของฉันก่อนเธอ"
            "แต่เรากำลังจะเข้าพิธี!"
            "แต่ฉันกับไวท์เข้าพิธีแล้ว" เอกะทะลุกลางกระแสอารมณ์กรุ่นโกรธที่เริ่มปะทุให้ชะงักลงชั่วครู่ ชานิชหันมาจ้องตาเขม็ง แน่นอนว่าทุกคนก็ตกใจไม่ต่างกัน ส่วนเรกิเพียงยิ้มเล็กน้อย มองดูภาพตรงหน้าเหมือนดูละครฉากหนึ่งในทีวีที่พี่น้องของเขาเปิดให้ดูเมื่อห้าพันปีก่อน
            "ไวท์ไหน!? ถ้าหมายถึงโนเทียสล่ะก็ เขาบอกว่ายังไม่ได้เข้าพิธีกับเธอ!"
            "งั้นหรือ" เอกะมองไปที่ศิลาเลือดของตนที่ติดอยู่บนผมของโนเทียส โนเทียสเริ่มรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนวูบเพราะเนื่องด้วยโดนเอกะมองหน้าใกล้ๆ "นี่ไงล่ะ หลักฐานที่ว่าฉันกับไวท์เข้าพิธีหมั้นท่ามกลางสักขีพยานแล้ว" เอกะแตะไปที่ศิลาเลือดที่อยู่บนผมของโนเทียสกับผมของตนเอง นายหญิงของบ้านเอิร์ลเนลเบิกตากว้าง เข้าใจว่าสิ่งที่ติดอยู่บนผมของลูกชายตนคืออะไร
            "ศิลาเลือด..."
            "ใช่ ศิลาเลือดของฉัน" เอกะยิ้ม ชานิชโกรธจนหน้าแดง หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้แล้วเงื้อฝ่ามือขึ้น แต่ก่อนที่จะได้กระทบกับใบหน้าของเอกะ เสียงห้ามปรามของนายหญิงของบ้านเอิร์ลเนลก็ดังก้องไปทั่วบ้าน
            "ชานิช หยุด!"
            ชานิชชะงักไปกับเสียงนั้น หญิงสาวลดมือลงอย่างกระแทกกระทั้นแล้วเดินไปยืนอยู่ข้างๆ นายหญิงของบ้านเอิร์ลเนล ทว่านายหญิงกลับเดินตรงมาที่เอกะ ดวงตาสีฟ้าจ้องมองดวงตาสีอัฐิที่จ้องกลับมาอย่าไม่เกรงกลัว ทว่ากลับมีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น นายหญิงแห่งบ้านเอิร์ลเนลชะงักก่อนที่จะจับมือเอกะแล้วลากออกไปเข้าห้องห้องหนึ่ง หญิงสาวสั่งไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนก่อนที่ประตูจะปิดลง นายหญิงแห่งบ้านเอิร์ลเนลหันกลับมาก็เห็นเอกะจดๆ จ้องๆ โถสูงที่มีลวดลายแปลกตา นายหญิงแห่งบ้านเอิร์ลเนลถามหยั่งเชิง
            "รู้หรือเปล่าว่ามันคืออะไร?"
            เอกะเงยหน้าขึ้นมาสบดวงตาสีฟ้าของหญิงสาวผู้สูงอายุกว่า "วัฒนธรรมโบราณของชนเผ่ามังกรวารีที่อาศัยอยู่ใต้สมุทร เป็นสิ่งที่หายสาบสูญไปแล้ว..." เอกะหันกลับไปมองที่โถอีกครั้งก่อนจะหันกลับมา "ลวดลายแบบนี้น่าจะเป็นของชนชั้นสูงในเผ่าพันธุ์มังกรวารี"
            นายหญิงแห่งบ้านเอิร์ลเนลลอบยิ้มอย่างถูกใจ ขนาดชานิชที่เธอภูมิใจนักหนายังไม่รู้ถึงความหมายเลยสักนิดกลับมองว่ามันเป็นโถเก่าแก่ที่มีลายรสนิยม ไร้คุณค่า ทว่าความกังขาที่มีต่อเด็กคนนี้ช่างเยอะเหลือคณานับ นายหญิงแห่งบ้านเอิร์ลเนลเผยมือให้เอกะนั่งลงบนโซฟาบุหนังอย่างดี ส่วนตนนั่งบนโซฟาที่ตั้งอยู่ตรงข้าม ตรงกลางมีโต๊ะใสแกะสลักกั้นเอาไว้
            "เอาล่ะ ฉันชื่อเทียร์ เอิร์ลเนล เป็นแม่ของโนเทียส แล้วเจ้าล่ะ?"
            "เอกะ ฮิมอน"
            เทียร์มีสีหน้าครุ่นคิด เธอรู้สึกคุ้นกับชื่อฮิมอนแปลกๆ แต่กลับจำไม่ได้ "พ่อแม่ของเจ้าเป็นใคร ทำงานอะไร มีฐานะอะไร"
            ถึงจะเป็นคำถามที่เสียมารยาทกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน ทว่าใบหน้าและดวงตาของเอกะยังคงนิ่ง ไม่มีรอยขุ่นเคืองแม้แต่น้อย เธอกลับยิ้มบางให้หญิงตรงหน้า "ถ้าจะให้ตอบตามจริง...ไม่รู้ เพราะฉันเสียท่านพ่อกับท่านแม่ไปตั้งแต่ยังเล็กมาก ทุกคนในเนเธียร์จึงเลี้ยงดูฉันเอาไว้" ไม่ใช่แค่เนเธียร์เท่านั้น ทุกคนในประภาคารก็ด้วย
            หญิงสาวรู้สึกไม่ดีเล็กน้อยที่ถามเรื่องนี้ออกไป "ศิลาเลือดนั่นเป็นของเจ้าจริงหรือ"
            "ท่านปู่บอกว่ามันเป็นของฉัน และมีแค่ฉันกับคู่ชะตาเท่านั้นที่สามารถจับมันได้ ส่วนคนอื่นที่จับมัน...มือข้างนั้นเป็นอันต้องหายไปด้วยสาเหตุอะไรสักอย่าง" ซึ่งเรื่องนี้เอกะก็ไม่รู้เหมือนกัน
            "ถ้าอย่างนั้น เจ้าเป็นมังกรเผ่าอะไร"
            "เอรัน"
            "เอรัน?" เทียร์ขมวดคิ้ว เธอไม่เคยได้ยินชื่อเผ่านี้มาก่อน
            "มังกรแห่งกาลเวลา"
            นายหญิงแห่งบ้านเอิร์ลเนลเลิกคิ้ว "ฉันเคยได้ยินมาว่ามังกรในโลกนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว"
            "ตอนนี้ในโลกนี้เหลือมังกรอยู่สี่ตน" เอกะแย้ง "มังกรแห่งกาลเวลา มังกรพยากรณ์ และมังกรแห่งความหายนะ"
            "เท่าที่ฟังก็มีแค่สาม"
            "ฉัน ท่านปู่อันเดร แล้วก็สองราชาแห่งโลกเรกิกับเรออส"
            ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างเมื่อได้รู้ว่าราชาของโลกนี้ที่ว่ากันว่างดงามเกินใครจะเทียบเทียมนั้นเป็นมังกรแห่งความหายนะ นี่คงเป็นความรู้ที่น้อยคนนักจะรู้
            "แล้วเจ้าล่ะ เป็นถึงคู่หมั้นของลูกชายฉัน มีคุณสมบัติอะไรบ้าง"
            "ฉันไม่มีความเป็นกุลสตรี ความเรียบร้อยหาไม่ได้ ไม่รักสวยรักงาม งานบ้านงานเรือนก็งั้นๆ อ่อนน้อมอ่อนหวานไม่เป็น ฐานะทางบ้านก็ไม่ได้รวยอะไร ไม่ได้เป็นลูกคุณหนู ทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่ออยู่รอดไปวันๆ เอื่อยเฉื่อยไปวันๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ"
            ประโยคที่พูดออกมาแต่ละอย่างนั้นทำให้หัวคิ้วเทียร์กระตุก รู้สึกว่าเด็กสาวตรงหน้านั้นไร้ซึ่งคุณสมบัติที่เธอต้องการโดยสิ้นเชิง
            "แต่ฉันก็รักครอบครัวของฉันที่สุด"
            คำพูดสุดท้ายทำให้เทียร์ชะงัก นายหญิงของบ้านจ้องมองแววตาจริงจังคู่นั้นที่ทอประกายแปลกประหลาดอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
            มันคืออะไรกัน?
 
            หลังจากที่เอกะกับนายหญิงของบ้านเดินออกมาจากห้อง ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ออกมาเลยสักคน เอกะก็ไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่หาวออกมาเฉยๆ เรกิเลิกเป็นห่วงทันที...หาวแบบนี้คงไม่เป็นอะไร เรกิมองไปที่แขนขวาของเอกะที่ยังคงพันผ้าพันแผลเอาไว้อยู่ เหงื่อเม็ดใหญ่เริ่มผุดพรายขึ้นบนใบหน้า...เขารู้ว่าเอกะต้องแบกรับหน้าที่ที่ใหญ่ขนาดไหน โดยเฉพาะเจ้าสิ่งที่อยู่บนแขนขวาของเธอ วันนั้นทั้งวันไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากชานิชที่ส่งสายตาจิกกัดมาให้เอกะเป็นพักๆ เธอยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะหมั้นกับโนเทียส และยิ่งเกลียดเอกะมากขึ้นเมื่อโนเทียสไม่สนใจเธอเลย เขาดูแลแต่เอกะเป็นอย่างดี...ไม่สิ ต้องเรียกว่าเกาะติดถึงจะถูก
            และวันหนึ่งวันที่แสนวุ่นวายสำหรับเอกะก็จบลง เอกะลืมตาขึ้นมาในตอนที่ฟ้ายังไม่สว่าง มือบางขยี้ตาอย่างงัวเงีย ตอนนี้เธอเริ่มชินกับการนอนเตียงแล้ว และร่างกายก็เริ่มปรับเสถียรกับโลกดังเช่นเมื่อครั้งก่อนแล้ว ปกติเอกะเป็นคนที่ตื่นเช้ามาก แล้วตอนนี้เธอก็คิดว่าคงยังไม่มีใครตื่น ยิ่งมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าเพิ่งตีสี่ครึ่งก็ยิ่งมั่นใจว่ายังไม่มีใครตื่น เด็กสาวเดินเข้าไปในห้องน้ำที่มีอยู่ในห้องชุดนี้แล้วเริ่มจัดการกันตนเอง เอกะมองร่างกายของตนที่ปราศจากคำสาปแล้วก็ยิ้มออกมา ตอนนี้ต่อให้แดดแรงแค่ไหนเธอก็สามารถยืนได้สบายๆ แล้ว ไม่ต้องคอยหลบแดดอีกต่อไป เมื่อจัดการกับตัวเองเสร็จแล้วเอกะก็เดินออกมาจากห้อง ประตูห้องตรงข้ามเปิดพอดี เมดสาวที่ใส่แว่นถักผมสีน้ำตาลอ่อนเป็นเปียสองข้างดูน่ารัก เอกะยิ้มให้เหมือนที่เจอกับทุกคนในประภาคาร
            "อรุณสวัสดิ์" มนุษย์ต้องทักกันแบบนี้สินะ...
            "เออะ...เอ่อ...อรุณสวัสดิ์ค่ะ!" เมดสาวถึงกับอึ้งไปเลยกับท่าทางที่ดูสนิทสนมเป็นกันเอง ต่างจากชานิชที่ทำท่าเหมือนไม่ใคร่จะสนใจเธอ ความต่างนี้ทำให้เมดสาวถึงกับทำตัวไม่ถูก
            เอกะยิ้ม "ฉันชื่อเอกะ ไม่ต้องสุภาพกับฉันก็ได้ ฉันก็แค่เด็กคนหนึ่ง แล้วเธอล่ะ?"
            "ดิฉันชื่อ ซาเนีย เจ้าค่ะ"
            คำที่แสนไพเพราะเหมือนกับเป็นของแสลงของเอกะ ได้ฟังทีไรมันก็ให้ความรู้สึกห่างเหิน เอกะถอนหายใจและพยายามเลิกใส่ใจ "ซาเนียกำลังจะทำอะไรหรือ?"
            "ไปจ่ายตลาด แล้วก็กลับมาทำอาหารต่อเจ้าค่ะ"
            "คนเดียว?"
            "เจ้าค่ะ"
            ได้ยินอย่างนั้นเอกะก็ยิ้ม "งั้นฉันไปด้วย แถวนี้นะฉันรู้จักร้านดีๆ เพียบเลย" ว่าแล้วก็ลากซาเนียออกไปโดยที่เมดสาวยังคงตามสถานการณ์ตรงหน้าไม่ทัน
            "เอะ! เอ๋!!"
 
            ราวกับหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง สถานที่แปลกตาที่ซาเนีย...ไม่สิ ที่ทุกคนในคฤหาสน์คิดว่ามันสกปรกกับสะอาดไม่ต่างจากในห้าง ของที่พวกเธอคิดว่าไม่สด ไม่มีความสุขอานามันกลับเป็นของปลอดสารพิษทั้งนั้น เอกะเดินไปร้านนั้นร้านนี้แล้วหยิบของใส่ตะกร้า ต่อราคา คุยหยอกล้อเป็นกันเองกับคนขาย นั่นทำให้ซาเนียรู้สึกแปลกกับภาพตรงหน้าไม่น้อย
            "อ้าว นั่นหนูเอกะแห่งเนเธียร์ไม่ใช่หรือ? ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะ" แม่ค้าร้านผักคนหนึ่งทัก เอกะก็หันกลับไปยิ้มตอบอย่างร่าเริง คุยไปคุยมาได้ผักมาฟรีๆ เลยด้วยซ้ำ ซาเนียมองตาค้าง
            "เอ่อ...คุณเอกะเจ้าคะ..."
            เอกะหรี่ตามอง "คุณ? คะ?"
            ซาเนียเลิ่กลั่ก ไปไม่ถูกต่อไม่เป็น แม่ค้าร้านผักยิ้มให้ซาเนีย "หนูเมดคนนี้คงเป็นเพื่อนใหม่ของหนูเอกะสินะ"
            "เอ่อ..." ซาเนียกำลังจะตอบว่าไม่ใช่ เธอเป็นเพียงแค่สาวใช้เท่านั้น ทว่าเอกะก็กลับตอบขึ้นมาก่อน
            "อื้ม เธอเป็นเพื่อนใหม่ของฉันเอง...ชื่อซาเนีย"
            "แหม ชื่อเพราะจัง นี่หนูซาเนีย หนูรู้อะไรไหมว่าหนูเอกะไม่ชอบคนพูดเพราะ" แม่ค้าหันมาพูดกับซาเนีย ส่วนเอกะยื่นจ้องเนื้อปลาอยู่อีกร้าน
            "ทำไมล่ะคะ" ซาเนียไม่เข้าใจ ใครๆ ก็ชอบให้คนอื่นพูดเพราะๆ ทั้งนั้น
            "พูดเพราะที่ป้าหมายถึงคือคะ ขา เจ้าค่ะ คุณ...หรืออะไรบางอยางที่มากกว่านี้ เพราะหนูเอกะจะรู้สึกว่ามันห่างเหิน เหมือนเอื้อมไปไม่ถึง"
            "..."
            "ลองพูดกับหนูเอกะโดยไม่มีคำพวกนั้นดูสิ"
            หลังจากนั้นซาเนียก็เริ่มลองใช้คำแนะนำตามที่ป้าคนนั้นบอก มันได้ผลเกินคาดอย่างไม่น่าเชื่อ ซาเนียรู้สึกสนิทใจกับเอกะเมื่อไม่พูดคำพูดที่ฟังดูห่างเหินพวกนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่ซาเนียได้รู้นั้นทำให้เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนายน้อยของพวกเธอถึงได้ชอบเอกะขนาดนั้น
            ตอนที่ทั้งสองกลับมานั้นยังไม่ถึงตีห้าดี เอกะช่วยซาเนียถือของตามเข้าไปในครัวอย่างคล่องแคล่วจนซาเนียอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะอะไรเอกะถึงได้ถือของหนักๆ พวกนั้นได้อย่างสบายๆ ทั้งที่มันหนักจนแทบต้องให้คนช่วยถือหลายคน เมื่อเข้ามาคนที่เป็นหัวหน้าเชฟรวมทั้งเชฟคนอื่นๆ อ้าปากค้างกับภาพที่เอกะสามารถถือของหนักๆ พวกนั้นได้อย่างสบายๆ
            "ว่าแต่ เช้านี้ทำอะไรกินกันหรือ" เอกะถามด้วยความอยากรู้
            หัวหน้าเชฟบอกชื่ออาหารชั้นสูงของโลกเก่าซึ่งพวกเขาคิดว่าเอกะคงไม่รู้จักเพราะเอกะเป็นคนของโลกนี้ เอกะพยักหน้ารับแล้วพูดในสิ่งที่ทำให้ทุกคนอึ้ง
            "ฉันทำได้ไหม?"
            แน่นอนล่ะว่าถึงจะปฏิเสธยังไงเอกะก็ทำอยู่ดี ทุกคนเริ่มลำบากใจที่คนที่นายน้อยเอ่ยปากพูดออกมาเองว่าเป็นคู่หมั้นมาทำอาหารเองแบบนี้ แล้วมันก็ทำให้ทุกคนอึ้งกันอีกครั้งเมื่อเอกะทำทุกอย่างราวกับมืออาชีพจนพวกเขาที่ต่างก็เป็นมืออาชีพมองตามแทบไม่ทัน อาหารที่ทำเสร็จออกมาดูสวยงามประณีตแถมยังส่งกลิ่นหอมฉุยน่ากิน แต่พวกเขาก็แปลกใจที่มีอยู่ชามหนึ่งเป็นผักล้วนๆ ไม่มีเนื้ออะไรทั้งสิ้น
            "เอ่อ...นั่น..." ซาเนียอึกอัก ชี้ไปที่ชามผักล้วนไร้เนื้อ
            "อ้อ ของฉันเอง พอดีฉันไม่กินนิยมเนื้อสักเท่าไหร่" ถึงเอกะจะเป็นมังสวิรัติ แต่ก็เป็นมังกร กินเนื้อได้ แต่ก็มีเหตุผลหนึ่งที่ไม่กิน
            เมื่อเวลาอาหารเช้ามาถึง ทุกคนนั่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ยกเว้นโยลเทียล์ที่ยังอยู่ที่โรงเรียนฮาลเอคัง ทุกคนต่างชมเปาะว่าอาหารวันนี้อร่อย เอกะเงียบ ทุกคนก็เงียบ ไม่มีใครพูดว่าเอกะเป็นคนทำ ส่วนเรกิกับแฝดสามที่เคยกินอาหารฝีมือเอกะมาแล้วรู้ได้ทันทีว่าเอกะนั่นแหละที่ทำ แล้วพวกเขาก็ไม่เข้าใจเอกะอีกครั้ง เธอบอกว่าเกลียดการทำอะไรแต่ก็ยังทำให้พวกเขากับคนในบ้านนี้กิน...ส่วนตัวเองกินแต่ผัก
            ยิ่งเวลาผ่านไปทุกคนในบ้านเอิร์ลเนลก็ยิ่งหลงเอกะ ยกเว้นชานิชที่คิดจะกำจัดเอกะให้ไปพ้นๆ ทางของเธอ และเทียร์ที่ไม่รู้เรื่องพวกนี้ก็ยังรู้สึกกังขากับเรื่องของเอกะจนเธอไม่อาจยอมรับได้
            "คุณแม่ขา เมื่อไหร่จะไล่ยัยเด็กห้องบ๊วยนั่นออกไปสักทีคะ" ชานิชถามเทียร์ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ชานิชได้เล่าเรื่องของเอกะให้เทียร์ได้รับฟังหมดแล้ว (ซึ่งเรื่องพวกนั้นหาใช่ความจริงไม่ มันเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจไปเองกันทั้งหมด) รวมถึงเรื่องคะแนนสอบแสนบัดซบที่เอกะตั้งใจทำด้วย
            "แม่กำลังคิดอยู่"
            ชานิชถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายที่ตนยังคิดแผนไม่ออก เมื่อชานิชเห็นกระดาษใบหนึ่งปลิวตามลมมาหญิงสาวก็รู้สึกสงสัยเดินเข้าไปหยิบขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าในนั้นเขียนอะไรเอาไว้เท่านั้น ชานิชก็ยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาทันที
            "ชานิชรู้แล้วค่าคุณแม่ขา ว่าจะทำยังไงกับยัยเด็กห้องบ๊วยนั่นดี"
 
            "มีอะไรหรือ" เอกะถามเทียร์ที่จู่ๆ ก็เรียกให้เธอมาพบที่นี่คนเดียว เอกะมองชานิชที่ยืนอยู่ด้วยด้วยความสงสัย
            ตามแผนที่ชานิชวางเอาไว้คือการล่อให้เอกะมาที่นี่คนเดียว นอกเหนือจากนี้นั้นเทียร์ไม่ได้รู้อะไรเลย
            ชานิชเผยรอยยิ้มให้เอกะรู้สึกแปลกๆ "เปล่าหรอก...ก็แค่..."
            หญิงสาวดีดนิ้วหนึ่งเปาะเป็นสัญญาณอะไรสะกอย่าง เอกะรู้สึกได้ถึงจิตมารมากมายที่ผุดเข้ามาอย่างรวดเร็วอักขระเขตแดนถูกกางขึ้น ร่างของเอกะถูกร่างในชุดคลุมสีดำสี่คนกระโดดลงมาทับและกดแขนขาของเธอพันธนาการเอาไว้กับพื้น ถ้าเป็นปกติเอกะคงดิ้นหลุดได้ง่ายๆ หากพวกมันไม่ตรึงอักขระเขตแดนที่ตรึงร่างของเธอเอาไว้ด้วย! ชานิชกับเทียร์ก็ถูกตรึงร่างเอาไว้เหมือนกัน เอกะมองทั้งสองคนอย่างไม่อยากจะเชื่อ ชานิชที่ไม่รู้ว่าตัวเองถูกพันธนาการอยู่ยิ้มให้เอกะอย่างผู้เหนือกว่า
            "ไง ฉันเพิ่งรู้นะว่ายัยเด็กห้องบ๊วยอย่างเธอเป็นคนที่มีค่าหัวสูงที่สุดในแบล็กลิสต์ของโลกมืด การถูกพวกมันจับเอาไว้แบบนี้มันคงจะแย่สำหรับเธอนะ หึๆ"
            "เธอ...!! รู้ไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่!!" เอกะแทบอยากจะจับหัวยัยคุณหนูตรงหน้าโชกกับพื้นให้คิดได้ นี่มันไม่ต่างอะไรกับฆ่าตัวตายชัดๆ!
            "ก็กำจัดแกไง!" ชานิชหันไปทางชายหนุ่มคนที่ เอกะหันมองตามก็จ้องมองชายคนนั้นด้วยความเคียดแค้น...เสนาธิการแห่งความมืดที่ตอนนี้ต่อแขนตัวเองเรียบร้อยแล้ว "เอาล่ะ รีบๆ กำจัดนังนี่แล้วเอาเงินค่าหัวมาให้ฉันสิ!"
            ราวกับเรื่องที่พูดนั้นเป็นน่าตลก เสนาธิการแห่งความมืดหัวเราะเยาะเย้ยใส่ชานิชที่โง่เขลาเหลือเกินในสายตาของเขา ความริษยาของมนุษย์ทำได้ทุกอย่าง เพื่อที่จะทำลายเอกะถึงกับเรียกเขาเพื่อส่งตัวเอกะให้ เทียร์มองเอกะอย่างเสียใจ เธอน่าจะถามชานิชก่อนว่าชานิชกำลังจะทำอะไร เทียร์ยิ่งเสียใจเมื่อเห็นสายตาผิดหวังที่เอกะส่งมาให้
            "นังโง่! แกมันโง่หรือโง่กันแน่! ใบประกาศจับของเอกะ ฮิมอนต้องจับเป็นเท่านั้น! นี่แกอ่านหนังสือไม่ออกหรือไง? พวกแกต่างหากล่ะที่จะต้องตายอยู่ที่นี่!!"
            "เอกะ!" เสียงร้องเรียกนั้นทำให้เอกะหันขวับไปมอง โนเทียส เรกิ แฝดสามแล้วก็ซาเนียกำลังวิ่งมาทางนี้ เอกะรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
            "อย่าเข้ามา!! หนีไปซะ!!!" เอกะตะโกนไปสุดเสียง แต่มันช้าไปแล้วเมื่อทั้งหมดวิ่งเข้ามาในอาณาเขตที่เสนาธิการแห่งความมืดกางเอาไว้ ร่างของทุกคนถูกตรึงเอาไว้ให้อยู่กับที่ เสนาธิการแห่งความมืดหัวเราะก้อง
            "เยี่ยม! เยี่ยมจริงๆ!! วันนี้นอกจากจะโชคดีได้กุญแจแห่งกาลเวลามาแล้ว ยังได้เหยื่อสังเวยชั้นเยี่ยมไปให้ท่านผู้นำแห่งความมืดอีก! ฮ่าๆๆๆ!!!"
            "แก...!!!" เอกะสบถอีกยาวเหยียดอย่างโกรธแค้น พยายามทำลายอักขระที่ตรึงร่างของเธอเอาไว้ เสนาธิการยิ้มอย่างถูกใจเมื่อเห็นภาพเอกะที่กำลังดิ้นรนแบบนี้ ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าเอกะ จับปอบผมยาวสีอัฐิขึ้นมาจุมพิตแผ่วเบา
            "เธอทำลายมันไม่ได้หรอกนะ องค์หญิงแห่งกาลเวลา นอกเสียจากว่าเธอจะปลดผนึกระดับสิบราชันย์ขึ้นไป...แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้เธอปลดได้แค่แปดนี่นะ อืม สวยจริงๆ...สีอัฐินี่แหละ สีของความมืดและความตายที่แท้จริง หากท่านพูดออกมาว่าจะเป็นนายของข้า ข้าอาจจะทรยศผู้นำแห่งความมืดเพื่อท่านก็ได้นะ"
            "ฉันจะฆ่าแก! ฉันไม่มีวันเป็นเจ้านายของแกแน่!!"
            เสนาธิการแห่งความมืดรู้สึกเสียดายเล็กน้อย นี่เขาทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากส่งเธอให้ผู้นำแห่งความมืดเชยชมจริงๆ หรือนี่ เขามองเอกะอย่างแสนเสียดายก่อนจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา "งั้นเรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันดีกว่า อย่างเช่น..." เสนาธิการแห่งความมืดสะบัดมือไปทางเรกิ ร่างของเรกิเกิดรอยแผลเหมือนโดนฟังทั่วร่าง ร่างของชายหนุ่มล้มลงกับพื้น เอกะมองภาพตรงหน้านัยน์ตาเบิกโพลง "ยังมีอีกนะ" เสนาธิการแห่งความมืดสะบัดมืดอีกครั้ง ร่างของเรกิก็กระตุก รอยแผลกรีดยาวมากมายปรากฏขึ้นมากกว่าเดิม เลือดสีเงินไหลนองพื้นส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่ว กลิ่นที่ทำให้เอกะแทบคลั่ง
            "อย่า...หยุดนะ!!" เอกะเริ่มกรีดร้อง ความกลัวที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุดเริ่มเกาะกุมจิตใจอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
            "ชายคนนั้นเป็นครอบครัวของเธอนี่นะ...อืม คงจะใช้การได้ดี" เสนาธิการยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาสะบัดมืออีกครั้ง ร่างของเรกิก็ยิ่งมีบาดแผลมากขึ้น เลือดไหลออกมามากขึ้น เรกิมองเอกะที่ตอนนี้แค่ขยับตัวยังทำไม่ได้ เด็กสาวกำลังมองมาทางเขา ใบหน้าที่เขาอยากให้ยิ้มตลอดกำลังเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตาเบิกโพลงเหมือนตอนนั้น...
            "เอกะ...อย่า...มอง..." เรกิพยายามออกเสียง เขากระอักเลือดออกมา เอกะยิ่งมองภาพตรงหน้าราวกับว่าสติกำลังหลุดลอยมากออกไปทุกที "เอ...กะ...มีสติ...หน่อย...อ๊ากกกกก!!!" เรกิร้องลั่นเมื่อเสนาธิการแห่งความมืดใช้เท้าเบียดขยี้ที่แผลของเขา เสนาธิการแห่งความมืดหันไปมองเอกะที่ตอนนี้เหมือนกับตอนนั้น...ตอนที่ผู้นำแห่งความมืดทำให้เธอคลุ้มคลั่งได้
            "ข้าจะทำยังไงกับผู้ชายคนนี้ดีนะ...ค่อยๆ หักปีกของเขา ค่อยๆ หักแล้วดึงกระดูกออกมาทีละชิ้นเหมือนที่ทำกับแม่ของเธอ หรือค่อยๆ ทรมานเขาให้ตายอย่างช้าๆ เหมือนที่ทำกับพ่อของเธอดีนะ...หึๆ"
            เทียร์นิ่งค้าง เธอยิ่งรู้สึกผิด ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าชายคนนี้เป็นคนฆ่าพ่อแม่ของเอกะก็ยิ่งรู้สึกผิด
            "เอาล่ะ ข้าค่อยๆ ทรมานเจ้านี่ดีกว่า" เสนาธิการเริ่มลงมือทรมานเรกิจนชายหนุ่มร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามไม่เปล่งเสียงออกมา ส่วนเอกะตอนนี้มีนัยน์ตาเหม่อลอยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
 
            เสียงหยดน้ำหยดลงมากระทบพื้นน้ำดังก้องไปทั่วในหัว เอกะลืมตาขึ้นมาในสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ที่มืดสนิท ตอนนี้เธอกำลังนั่งแหมะอยู่บนพื้นน้ำดำสนิทที่ไร้ก้นบึ้ง ภาพเบื้องหน้าคือประตูสามบานที่มีลักษณะต่างกัน และชายคนหนึ่ง...ที่มีสามหัวสามใบหน้า ใบหน้าที่อยู่ซ้ายสุดบึ้ง ใบหน้าตรงกลางนิ่งสนิท ใบหน้าทางขวามือยิ้ม หากเป็นคนทั่วไปเจอแบบนี้คงร้องลั่นอย่างเสียสติ เอกะมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ...นี่เธอมาที่นี่ได้อย่างไร
            "สวัสดี...ราชา" ใบหน้าทั้งสามประสานเสียงกันทักเอกะที่กำลังสงสัย
            "ที่นี่ที่ไหน"
            "แหมๆ ใจร้อนจังนะ...ที่นี่คือภายในจิตใจของท่านอย่างไรเล่า ราชา"
            "ฉันไม่ใช่ราชา" เอกะสวนทันควัน รู้สึกไม่ชอบที่เจ้าสามหัวนี่มันประสานเสียงพร้อมกัน
            "หากไม่ใช่ราชา เจ้าจะไม่อาจเข้ามายังที่แห่งนี้ได้ เอาล่ะ..." แขนข้างหนึ่งยื่นตะเกียงชูสูง เอกะมองมาอย่างสงสัย "ที่เหลือเจ้าก็เลือกแค่บานประตู"
            "ประตูบานนี้คือประตูมนุษย์ หากเจ้าถือตะเกียงเข้าประตูนี้ เจ้าก็จะได้เป็นมนุษย์ตามที่ใจของเจ้าหวัง...แต่ทุกคนที่เจ้าต้องการช่วยจะต้องตาย" ใบหน้าบึ้งพูด
            "ประตูบานนี้คือประตูราชันย์มังกร หากเจ้าถือตะเกียงเข้าประตูนี้ เจ้าจะได้เป็นราชามังกร สามารถปกป้องทุกคนที่เจ้าต้องการปกป้องได้ หากแต่ไม่สามารถฆ่าผู้นำแห่งความมืดได้" ใบหน้ายิ้มพูด
            "ประตูบานนี้คือประตูเทพเจ้า หากเจ้าถือตะเกียงเข้าประตูนี้ เจ้าจะได้เป็นพระเจ้า เจ้าสามารถฆ่าผู้นำแห่งความมืดได้ หากแต่จุดจบของเจ้า...เจ้าจะต้องอยู่อย่างเดียวดายตลอดกาล" ใบหน้านิ่งพูด
            "เอาล่ะ จงเลือกมาสิ เจ้ามีสิทธิเลือกได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น" คราวนี้ทั้งสามเสียงกลับมาพูดพร้อมกัน
            เอกะยื่นมือไปข้างหน้าพร้อมกับพูดขึ้นโดยไม่ต้องคิด "เอาตะเกียงมาสิ"
            "เจ้าจะไม่คิดเลยหรือ!?"
            "คำตอบของฉัน มันอยู่ในใจตั้งนานแล้ว" เอกะยิ้ม เธอเดินไปยังบานประตูที่สามหัวไม่คิดว่าเอกะจะเดินเข้าไป ทั้งสามเริ่มลุกลี้ลุกลน
            "นั่นเจ้าจะเข้าประตูบานนั้นอย่างนั้นหรือ!?"
            "ฉันต้องการเพียงแค่ปกป้องคนที่ฉันรัก...แค่นั้นจริงๆ" แล้วร่างของเอกะก็เดินผ่านประตูไป เหลือเอาไว้เพียงแค่ความว่างเปล่า
            ทั้งสามหัวถอนหายใจ "ท่านทายถูก เด็กคนนั้นเลือกประตูบานนั้นจริงๆ" มันพูดด้วยน้ำเสียงปลงตก
            ร่างสง่างามร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากความมืดให้สามหัวได้เห็น "เราบอกแล้ว เด็กคนนั้นต้องเลือกประตูบานนั้นแน่"
            "ท่านแน่ใจเกินไปแล้ว"
            เจ้าของร่างสง่างามเพียงแค่ยิ้ม "มั่นใจสิ...ก็นั่นน่ะ ปาฏิหาริย์เชียวนะ"
 
            เมื่อเห็นว่าเอกะนิ่งเงียบมานานเสนาธิการแห่งความมืดก็หยุดการทรมานเรกิแทบจะทันที เขามองใบหน้าที่ตอนนี้นิ่งสงบต่างจากที่เคยเป็นอย่างแปลกใจ เส้นผมสีอัฐิที่ตกลงมาปรกใบหน้าครึ่งบนเอาไว้ทำให้เขาหรือคนอื่นไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าตัวในตอนนี้มีดวงตาแบบใด ทันใดนี้เจ้าของร่างกลับแสยะยิ้มออกมาทำให้ทุกคนแปลกใจ เรกิเริ่มรู้สึกกลัวเอกะคนที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้...นั่นไม่ใช่เอกะ...
            "คิก...คิก..." ปากที่แสยะยิ้มเริ่มหัวเราะออกมาช้าๆ จนคนฟังรู้สึกขุนลุก บรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นถูกแรงมหาศาลกดดันทันที เสนาธิการแห่งความมืดมองเด็กสาวที่ถูกลูกน้องของตนพันธนาการเอาไว้กับพื้นด้วยความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่แน่ใจว่าเด็กตรงหน้าเขาตอนนี้คือลูกมังกรที่เขาไม่เคยคิดจะกลัว ใบหน้าที่แนบอยู่กับพื้นเริ่มเงยขึ้น...มบหน้าของเธอยังปกติดีทุกอย่าง ไม่ได้บิดเบี้ยวแต่อย่างใด ทว่าดวงตาสีอัฐิที่ดูเข้มขึ้นกับขีดสีดำเหมือนตาสัตว์นั่นทำให้คนมองรู้สึกขนลุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อเอกะเริ่มหัวเราะออกมาอีกครั้งลูกสมุนทั้งสี่ที่พันธนาการร่างของเธอเอาไว้ก็แตกกระจายกลายเป็นเศษเนื้อ เลือดสีแดงสดส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วกลบกลิ่นเลือดของเรกิจนหมด ทุกคนช็อกกับภาพตรงหน้า ชานิชตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ยิ่งร่างบางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นมาก็ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้แก่เสนาธิการแห่งความมืด เอกะยังไม่ได้ปลดผนึกราชันย์หรือผนึกอะไรเลยสักนิด แต่ในสภาพที่ดูเหมือนกับกำลังคลั่งนี้กลับสามารถขยับกายในอักขระเขตแดนของเขาได้ เมื่อร่างของเอกะที่ลุกขึ้นอย่างโงนเงนนั้นสามารถยืนขึ้นได้ อักขระทั้งหมดที่ถูกกางเอาไว้ก็แตกกระจายตามคลื่นเสียงหัวเราะที่ดังออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีใครกล้าขยับด้วยความกลัว อักขระมากมายหลายตัวโผล่ออกมาจากเงาของเอกะที่ตอนนี้ไม่มีใครสามารถเห็นจุดสิ้นสุดของมันได้ อักขระเหล่านั้นโอบล้อมร่างของเอกะแล้วลุกไหม้ร่างเอกะเหมือนไฟ ร่างของสมุนที่มาจากโลกมืดก็แตกกระจายเป็นเพียงแค่เศษเนื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ร่างที่ถูกอักขระมากมายลุกไหม้อยู่เวลานี้ ความกดดันยิ่งแผ่ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถขยับกายไปไหนได้ แค่ยืนก็ทำได้อย่างยากลำบาก อักขระพวกนั้นกระจายหายไปเหลือพียงแค่ร่างของหญิงสาวอายุยี่สิบสี่ในชุดอาภรณ์สีอัฐิที่ต้องไหวไปตามแรงลม เส้นไหมสีเงินยาวเกือบจรดพื้น อักขระสีฟ้าสามชั้นที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าบอกได้อย่างดีว่าบุคคลคนนี้คือคนที่มีอำนาจมหาศาลในเวลานี้ ใบหน้าที่ไร้หน้ากากปิดบังต่างจากทุกทีเผยให้เห็นใบหน้าที่นิ่งสนิทขัดกับปากที่กำลังแสยะยิ้ม ดวงตาทอประกายพราวระยับเมื่อจ้องมองเสนาธิการแห่งความมืดที่ตอนนี้ออกอาการหวาดกลัวตนเต็มที่
            "นะ...นี่หรือ...การปลดผนึกสิบเอ็ดราชันย์...บะ...บ้าน่า! เจ้าในตอนนี้ต้องปลดได้แค่แปดสิ!" เสนาธิการแห่งความมืดกลัวจนพูดแทบไม่เป็นภาษา เหล่าลูกสมุนที่ไม่กลัวตายก็ต่างพุ่งเข้ามาหาร่างที่ตอนนี้สง่างามดุจเทพเจ้า ทว่าร่างนั้นแค่วาดมือเพียงนิด ร่างก็พวกมันก็กลายเป็นผุยผงพร้อมกับวิญญาณที่ถูกดับสลาย
            เสนาธิการแห่งความมืดรีบร่ายอักขระที่มีผลเป็นคำสาปอย่างรวดเร็ว นิ้วเรียวบางกระดิกไปทางอักขระ อักขระก็แตกกระจายทันทีรวมถึงมือข้างที่กำลังร่างอักขระเมื่อครู่ก็ถูกดวงไฟสีเงินลุกไหม้ ไม่ว่าจะพยายามดับยังไงมันก็ไม่ดับ เสนาธิการแห่งความมืดจึงตัดสินใจตัดแขนข้างนั้นทิ้งก่อนที่มันจะลามไปทั่วตัว ร่างของลูกสมุนที่เขานำมาด้วยก็เริ่มตายอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
            "กะ...แกมันตัวอะไรกันแน่! นี่ผู้นำแห่งความมืดต้องการแกจริงหรือนี่!!" เสนาธิการแห่งความมืดเริ่มลนลานเมื่อร่างสง่างามเริ่มเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ ลูกสมุนของเขาตายหมดแล้ว ตอนนี้มีเพียงเขาอยู่แค่คนเดียว มือเรียวข้างหนึ่งจับใบหน้าของเสนาธิการแห่งความมืดเอาไว้ นิ้วเรียวอีกข้างไล้คางอีกฝ่ายอย่างน่ากลัว
            "คิก...กลัวเราหรือ?" ดวงตาสีอัฐิยิ่งทอประกายอย่างนึกสนุกเมื่อเห็นคนตรงหน้าเริ่มกลัว "เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ..." นิ้วที่ไล้คางอยู่แตะตรงซี่โครงแล้วกดมือลงไป เสนาธิการแห่งความมืดยิ่งร้องลั่น ยิ่งเสียงร้องของอีกฝ่ายดังมากขึ้นเท่าไหร่เอกะก็ยิ่งแสยะยิ้มและหัวเราะมากยิ่งขึ้น ทุกคนได้ยินเสียงกระดูกหักดังก้องอยู่ในหัว แล้วมือบางที่กดลงไปก็กระชากออกมาพร้อมกับกระดูกซี่โครงที่แหลกแทบละเอียด ชานิชล้มแผละอย่างหมดแรง ยิ่งเห็นภาพตรงหน้าเธอก็ยิ่งกรี๊ด
            "อย่างนี้สินะ...ที่เจ้าทำกับท่านแม่ของเรา..."
            มือเรียวผลักร่างของเสนาธิการแห่งความมืดล้มลงกับพื้น มือข้างที่เปื้อนเลือดสะบัดใส่ร่างของเสนาธิการแห่งความมืด ร่างนั่นบิดกระตุกอยู่ครู่ก่อนที่บาดแผลมากมายที่ปรากฏขึ้นทั่วร่าง เลือดสีแดงส่งกลิ่นคาวยิ่งทำให้เอกะคลั่งมากกว่าเดิม เธอสะบัดมือใส่ร่างของเสนาธิการแห่งความมืดที่ร้องไม่หยุดอย่างบ้าคลั่ง
            "อย่างนี้สินะ...ที่เจ้าทำกับท่านพ่อของเรา...แล้วก็ทำกับเรกิ!"
            "อะ...อ๊ากกกกกกก!!!"
            เอกะหยุดมือ โซ่ตรวนยักษ์สีอัฐิมากมายโผล่ขึ้นมาจากพื้นที่ตอนนี้เป็นหลุดดำที่มีประกายแสงสีขาวเป็นจุดๆ เหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว โซ่ตรวนยักษ์พวกนั้นพันธนาการร่างของเสนาธิการแห่งความมืดแน่นแล้วค่อยๆ ลากร่างของเสนาธิการแห่งความมืดลงไป เสนาธิการแห่งความมืดร้องอย่างหวาดกลัว
            "โซ่ตรวนแห่งกาลเวลา! เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่ แม่แต่เอรันก็ยังใช้ของพวกนี้ไม่ได้เลย!! อ๊าก! อย่า! อย่านำข้าลงไปยนั้นนะ!!!"
            "คิก...จงไปทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็นอยู่เป็นนิรันดร์ในนั้นเถอะ" แล้วเอกะก็หัวเราะออกมาอีกครั้งเมื่อร่างของเสนาธิการแห่งความมืดโดนลากเข้าสู้ความมืดแห่งกาลเวลาแล้ว ทว่าก็ไม่นานนักเพราะโดนสันมือของบุคคลคนหนึ่งที่เข้ามาใหม่จนหมดสติ ผู้มาใหม่รับร่างของเอกะเอาไว้ก่อนที่ร่างบางจะล้มลงสู่พื้น ร่างของหญิงสาวอายุยี่สิบสี่กลับกลายเป็นร่างของเด็กสาวอายุสิบแปด อักขระมากมายเหล่านั้นหายไป บรรยากาศกลัวมาเป็นผ่อนคลายอีกครั้ง ผู้มาใหม่กวาดตามองสภาพที่อยู่รอบตัวไปทั่วก่อนที่ดวงตาสีรัตติกาลจะไปหยุดที่ร่างร่างหนึ่งที่หมดสภาพอยู่บนพื้น
            "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน เทโตะ ตอบมาให้ดีๆ นะ" น้ำเสียงเย็นชาแทบแช่แข็งคนฟังทว่าเรกิกลับไม่รู้สึก
            "ท่านพี่...เอกะ...เอกะเป็นยังไงบ้าง"
            คนถูกเรียกว่าพี่ก้มลงมองร่างที่ไร้สติที่อยู่ในอ้อมแขน "เธอไม่เป็นไร แค่สลบไปเท่านั้น" เรออสอุ้มร่างของเอกะขึ้นแล้วเดินไปหาน้องชาย เขาแตะมือข้างหนึ่งที่หัวของเรกิ บากแผลฉกรรจ์มากมายทั่วตัวก็หายไปอย่างอัศจรรย์ เรกิพึมพำขอบคุณก่อนจะลุกขึ้นยืน เรออสอุ้มร่างของเอกะเดินเข้าบ้านอย่างถือวิสาสะ เรกิรีบวิ่งตามไป "เกิดอะไรขึ้น ทำไมเอกะถึงคลั่งจนขนาดปลดผนึกสิบเอ็ดราชันย์"
            "...สิบเอ็ดราชันย์! เอกะปลดได้แค่แปดนี่!?"
            "แต่นี่มันไม่ใช่แล้ว! มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาแล้วรู้ไหม เอกะไม่ได้เป็นแค่ราชาอีกแล้ว!" เรออสวางร่างของเอกะลงบนเตียงก่อนที่จะหันกลับมาจ้องใบหน้าของน้องชาย
            "หมายความว่ายังไง ที่ว่าเอกะไม่ได้เป็นแค่ราชาอีกแล้ว?" โนเทียสกับแฝดสามที่วิ่งตามมาถาม ส่วนแฝดสามที่ไม่รู้มาก่อนว่าเอกะเป็นราชาก็ตกใจ
            "เมื่อครู่มันไม่ใช่แค่ราชาแล้ว เจ้าไม่รู้สึกหรือ? นั่นน่ะมันใกล้เคียงกับเทพเจ้าแล้ว! ลองคิดดูสิหากเอกะต้องปลดผนึกสิบสองราชันย์ เธอจะเป็นยังไง"
            "ผมผิดเอง...ผมขอโทษครับท่านพี่ เพราะผมคนเดียว...เอกะถึงได้เป็นแบบนั้น" เรกิเริ่มสะอึก น้ำตาที่ไม่เคยให้ใครได้เห็นไหลออกมา เรออสลูบหัวน้องชายอย่างปลอบโยน
            "ความผิดของเจ้าคนที่อัญเชิญเจ้าเสนาธิการนั่นมาต่างหาก...ว่าแต่ ความคิดใครเนี่ย?"
            ไม่มีใครให้คำตอบแก่เรออสได้ เพราะไม่มีใครรู้เรื่องนี้กันเลยสักคน เรกิยิ่งโทษตัวเอง เขาอยู่ใกล้กับเอกะแค่นี้แต่กลับปล่อยให้เธอคลาดสายตาจนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแบบนี้ เรออสตบหัวน้องชายเบาๆ แล้วโยกไปมา โนเทียสกับแฝดสามมองเรออสที่พวกเขาคุยมาตั้งนานแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
            "นายเป็นพี่ของเทโตะหรือ" โนเทียสถาม
            "ใช่ ข้าชื่อโทวเฮ" ถ้าจำไม่ผิด เอกะเรียกเขาแบบนี้นะ...
            "พวกเราเป็นฝาแฝดกันครับ" เรกิพูดด้วยเสียงเหงาๆ เนื่องจากยังไม่หลุดออกจากอารมณ์โทษตัวเอง
            ร่างบางบนเตียงเริ่มขยับนั่นทำให้ชายหนุ่มทั้งหกคนหันกลับมาที่เอกะ เรออสนั่งลงบนเตียงแล้วอังมือกับหน้าผากคนที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ดวงตาสีอัฐิกลอกมองไปทั่วห้องก่อนจะหยุดที่ใบหน้าที่แสนเย็นชาคุ้นเคยของคนที่ใช้มืออังหน้าผากของตนอยู่
            "...โทวเฮ"
            "เป็นยังไงบ้าง ปวดหัวบ้างหรือเปล่า" เรออสถามด้วยความห่วงใย คนตัวเล็กส่ายหน้าน้อยๆ แล้วหลับตาแน่นเหมือนพยายามนึกอะไรสักอย่างแต่ก็นึกไม่ออก
            "ทำไมฉันถึงมานอนที่นี่ล่ะ" เอกะถามออกไปในที่สุด คนอื่นกำลังจะถามแต่เรออสยกมือห้ามเอาไว้ก่อน
            "เธอจำอะไรได้บ้างหรือเปล่า...ก่อนที่จะหมดสติไปน่ะ"
            คนนอนบนเตียงกรอกตาไปมาอีกครั้ง "จำได้แค่ว่าแม่ของไวท์เรียกให้ออกไปพบที่สวนหลังบ้านคนเดียว..." พอมาถึงตรงนี้เอกะก็เบิกตากว้าง "ใช่! แล้วเจ้านั่นล่ะ!?" เอกะทำท่าจะลุก เรออสรีบกดไหล่เอกะเอาไว้ก่อนส่ายหน้า เอกะเริ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "ทำไม?"
            "เธอฆ่ามันไปแล้วเอกะ...เธอฆ่ามันไปแล้ว รวมถึงพวกลูกสมุนของมันด้วย"
            "แต่...ทำไมฉันจำไม่ได้..." เอกะยิ่งสับสน เริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
            "เธอคลั่ง น่าจะเป็นหลังจากที่เจ้าเทโตะโดนทำร้ายต่อหน้านั่นแหละ"
            "แล้ว..."
            เรออสลูบหน้าผากคนตัวเล็กอย่างปลอบโยน "ไม่เป็นไร เธอยังไม่ได้ฆ่าใคร เธอฆ่าแค่พวกมันเท่านั้น" เรออสหันมาทางคนที่เหลือ "จริงไหม?"
            "จริง"
            "โทวเฮ"
            "หืม?"
            "พาฉันกลับบ้านที่เนเธียร์หน่อยสิ"
            "อืม ที่ฉันมาก็เพราะเรื่องนี้ล่ะ...ใกล้จะถึงวันนั้นแล้วนี่นะ" เรออสหันไปหาโนเทียสกับแฝดสาม "จะไปด้วยกันไหม? ถือซะว่าไปเที่ยวละกัน"
            "มีอะไรหรือ" ลาทิสอดถามไม่ได้
            "ช่วงนี้ที่เนเธียร์มีงานเทศกาลวีรบุรุษแห่งเนเธียร์น่ะ ยุ่งมากเลย" เรออสรู้ดี เข้าเพิ่งทิ้งงานทั้งหมดมาที่นี่เพราะรับรู้ได้ว่าเอกะกำลังคลั่ง
            เอกะลุกขึ้นจากเตียงตรงเข้าไปหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นพาดบ่าข้างหนึ่ง เมื่อทั้งสี่ตกลงจะไปเรออสก็ทำเพียงแค่ดีดนิ้วเปาะเดียวกระเป๋าของพวกเขาก็มากองอยู่ตรงหน้า ทั้งหมดเดินผ่านห้องนั่งเล่นที่ตอนนี้เทียร์ ซาเนีย และชานิชนั่งอยู่ เทียร์ลุกขึ้นหมายจะขอโทษกับเอกะต่อสิ่งที่ตนทำไป หากเอกะกลับก้มหัวขอโทษเสียก่อน
            "ฉันขอโทษนะที่การมาอยู่ที่นี่ของฉันทำให้คุณรู้สึกลำบากใจ ทั้งยังเรื่องของเสนาธิการแห่งความมืดอีก ฉันต้องขอโทษด้วยที่ทำให้วุ่นวาย"
            เทียร์กำลังจะพูดว่าไม่ใช่อย่างนั้น แต่เรออสก็ขัดขึ้นมาก่อน "ข้าต้องขอโทษด้วยที่น้องของข้าทั้งสองทำให้พวกเจ้าลำบาก" เรออสคล้องคอน้องทั้งสองที่ทำให้เทียร์ยิ่งรู้สึกไม่ดี พี่ชายเล่นมาเองแบบนี้... "แล้วก็...ขอบคุณมากที่ช่วยดูแลเด็กสองคนนี้ แต่พวกเราต้องขอกลับก่อน" เรออสลากน้องทั้งสองคนออกไป โนเทียสหยุดอยู่ตรงหน้าแม่ของตน
            "ท่านแม่...ผมจะไปงานเทศกาลวีรบุรุษแห่งเนเธียร์สักสัปดาห์กว่าๆ ดูแลตัวเองด้วยนะครับ"
            โนเทียสเดินออกไปตามด้วยแฝดสามที่ก้มหัวขอบคุณนายหญิงแห่งบ้านเอิร์ลเนลแล้วรีบเดินตามไป
            "แสดงว่าฉันมาถูกเวลาสินะ" เรออสพูดขึ้นมาลอยๆ
            "ประมาณนั้น แล้วสองคนนั้นล่ะ" เอกะถามถึงคนที่ยังอยู่ในบ้านที่เนเธียร์
            "สบายดี ให้ตายเถอะ เด็กอะไรก็ไม่รู้ ดื้อชะมัด" เรออสอดที่จะบ่นไม่ได้
            "แต่สองคนนั้นก็เชื่อฟังนายดีนี่" สองคนนั้นพูดแบบนี้นี่นะ...
            "ใครหรือ?" โนเทียสอดสงสัยไม่ได้
            เอกะ เรกิและเรออสยิ้ม "ไปถึงแล้วก็รู้เอง"
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

205 ความคิดเห็น

  1. #149 เปลวเทียน (@kitjanon) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 1 มีนาคม 2557 / 18:02
    หนุกๆ
    แต่ทำไมเราอ่านแล้วร้องไห้อ่า เศร้า T T
    #149
    0
  2. #22 แมวอว้น (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 / 10:42
    ยิ่งอ่านยิ่งสนุกอิอิ
    #22
    0