(GOT7)ลวง รัก เล่ห์ ร้าย Markbam,Bnior,Jackjae,Khunyug

ตอนที่ 5 : Chapter 4 Part เล่ห์ [Bnior]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3623
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 134 ครั้ง
    24 ก.ย. 61





            จิณณพัตและพสุได้เข้าบ้านจินยองครั้งแรก เพราะตอนมารับไปดินเนอร์คราวก่อนจินยองให้รอแค่นอกรั้วเท่านั้นเอง

            “บ้านน่ารักดีนะครับ” จิณณพัตเอ่ยชม จินยองปรายตามอง

            “ถึงจะชมไปตามมารยาทแต่ก็ขอบคุณครับ”

            “นี่ผมพูดจริงนะ คุณแต่งบ้านเองเหรอ”

            “อื้อ ไม่จัดบ้านเองใครจะมาจัดให้ล่ะคุณ”  จินยองตอบก่อนจะสะดุ้งเมื่อน้องชายที่ตามมาด้านหลังวิ่งเฉียดไหล่ ขึ้นบันไดไปเสียงตึงตัง จินยองเท้าเอว

            “ถ้าแกตกบันไดนะฉันจะตีซ้ำให้ขาหักเลย!

            “จ้าแม่!

            “ไอ้เด็กนี่หนิ!

            จินยองถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ปกติก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้หรอก แต่พอมีแขกที่ไม่ได้อยากเชิญมาก็เลยรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยจะดี

            “ฉันจะทำขนมห้าชนิด คงต้องใช้เวลานาน คุณจะกลับไปบ้านก่อนไหม”

            “กลับไปทำไม”

            “ไม่กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไง”

            “อ่อ พอช่วยทำขนมเสร็จคุณจะให้ผมค้างที่นี่ใช่ไหม”

            “อะไรทำให้คุณคิดไปได้ถึงขนาดนั้นเนี่ยห๊ะ” จินยองยกมือเท้าเอวข้างหนึ่ง หันมามองคนพูดอย่างเอือมระอา คุณรองหัวเราะน้อยๆ

            “ล้อเล่น ผมจะช่วยก่อนค่อยกลับบ้าน”

            “แล้วพสุล่ะ” จินยองหันไปถามคนติดตามของคุณรอง พสุที่รู้ใจนาย ไม่ต้องถามนายก่อนก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันที

            “ผมไม่ถนัดเข้าครัวครับ คุณรองยังเคยเข้าครัวบ้างแต่ผมนี่จับแค่กาน้ำต้มบะหมี่ ขอกลับบ้านดีกว่า”

            “อ่าว อย่างนั้นเจ้านายคุณจะกลับยังไง”

            “เดี๋ยวผมโทรให้มารับเอง”

            จินยองพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะชี้ให้จิณณพัตนั่งที่เบาะรองนั่ง

            “ฉันขอไปหาสูตรขนมของยายก่อน จะอาบน้ำด้วย คุณนั่งรอไปก่อนนะ”

            “ครับ” เจบีไม่เรื่องมาก นั่งลงขัดสมาธิกับเบาะรองนั่ง จินยองจะเดินขึ้นบันไดแล้วแต่เปลี่ยนใจเดินเข้าครัว ขณะนั้นพสุก็ลานายแล้วกลับไปก่อน

            “คุณ!” จินยองตะโกนเรียกจิณณพัตจากในครัว คนที่นั่งเล่นโทรศัพท์ขานรับ

            “ครับ?”

            “คุณจะกินน้ำหรือเปล่า”

            “คุณขึ้นไปอาบน้ำเถอะ ผมหาดื่มเองได้” ร่างสูงลุกขึ้นแล้วเดินไปทางห้องครัว

            ห้องครัวของบ้านนี้ไม่กว้างมากแต่สะอาดมาก ผนังทาสีเขียวมิ้นท์ ครัวเป็นแบบรูปตัวแอลที่มีเตาแก๊สสแตนเลสแบบตั้งพื้นสี่หัวพร้อมเตาอบ และมีเคาน์เตอร์อีกสองตัวเป็นแบบบิวท์อินติดผนัง มีตู้บนอีกสองตู้ ถัดจากเคาน์เตอร์เป็นตู้เย็นสองประตู ตรงข้ามกับเคาน์เตอร์เป็นโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ทำขนมวางอยู่ฝั่งหนึ่ง และเหลือพื้นที่ไว้อีกส่วน นอกจากนี้ผนังอีกฝั่งยังทำเป็นชั้นลอยหลายชั้นวางข้าวของสำหรับทำขนมไว้มากมายอย่างเป็นระเบียบ ทั้งวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำ

ถัดจากตู้เย็นมีประตูที่เปิดออกไปนอกตัวบ้านได้ด้วย

            แม้หน้าบ้านจะรกไปสักหน่อย แต่พอจิณณพัตลองเปิดประตูนั้นออกดูกลับพบว่าพื้นที่ข้างตัวบ้านกลับมีดอกไม้ปลูกอยู่ เดินออกไปดูชัดๆ ก็เห็นแนวพุ่มดอกไม้ยาวไปจนถึงหลังบ้าน ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว

            ทั้งที่ตัวบ้านทั้งด้านข้างและด้านหลังก็สะอาดสวยงาม ทำไมหน้าบ้านถึงปล่อยรกล่ะ?

            “คุณออกไปดูอะไร” คนที่มองชั้นวางของเพื่อดูวัตถุดิบประกอบการตัดสินใจว่าจะทำขนมตามที่คิดได้ไหมส่งเสียงถามจิณณพัต

            “แค่สงสัยเฉยๆ ขอโทษทีที่ถือวิสาสะดูบ้านคุณ”

            จินยองเลิกคิ้ว แปลกใจ เรื่องแค่นี้จะขอโทษทำไม

            “คุณปลูกอะไรไว้เยอะแยะเลย” คุณรองปิดประตูเข้ามาในบ้าน เอ่ยถามอย่างสนใจและสงสัย

            “อัญชัน มะลิ กระดังงา กับชมนาด”

            “ปลูกไว้ทำไม?”

            “เอาไว้ทำขนมไงครับ จะซื้อที่ตลาดก็ได้แต่บางทีของหมดก็ลำบาก เลยปลูกสำรองไว้ที่บ้านน่ะ คุณจะลองกินน้ำตะไคร้ใบเตยหน่อยไหม”

            จินยองถามขณะยืนอยู่หน้าตู้เย็น คุณรองมุ่นคิ้ว

            “ผมว่ามันไม่น่าจะอร่อย”

            จินยองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายแล้วหัวเราะ

            “ไม่หรอกครับ อร่อยดีแถมมีประโยชน์ด้วยนะ ลองสักแก้วไหม”

            “ผมไม่ค่อยถูกกับน้ำสมุนไพร ถ้าแอลกอฮอล์นี่ถนัด”

            “ไม่คิดดูแลตัวเองเผื่อไปถึงวัยชราบ้างหรือไงล่ะคุณ” จินยองเอ่ยพลางเปิดตู้เย็นแล้วหยิบเหยือกน้ำตะไคร้ใบเตยที่ตนทำไว้ออกมาพร้อมมะนาวอีกหนึ่งลูก และนำน้ำแข็งก้อนที่แช่ช่องฟรีซออกมาวางที่โต๊ะไม้

            เจบียันมือกับโต๊ะ มองน้ำสีเขียวจางๆ ที่มีกลิ่นหอมและดูจินยองรินน้ำสีเขียวนั่นลงแก้วแล้วหันมามองตน

            “คุณกินเปรี้ยวมากไหม”

            “ก็นิดหน่อย”

            จินยองหยิบมีดในช่องเก็บมีดมาผ่ามะนาวเป็นซีกแล้วบีบใส่แก้วในปริมาณที่ตนเองชอบกิน ก่อนจะเอาน้ำแข็งในถาดใส่ลงในแก้ว

            “อ้ะลอง” จินยองยื่นให้ร่างสูง เขารับมามองอย่างไม่แน่ใจ

            “มันอร่อยแน่นะ”

            “ดื่มแล้วไม่ชอบก็วางไว้ น้ำเปล่าในตู้เย็นก็มี แต่น้ำอัดลมของฮันบินมันนะ” จินยองเช็ดมีดแล้วเก็บเข้าที่ หันไปเปิดตู้เย็นเก็บเหยือกน้ำตะไคร้ใบเตย  จากนั้นหันไปหุงข้าวทิ้งไว้

            คุณรองของบ้านเตชโรจนวัชร์มองแก้วน้ำสมุนไพรจนจินยองออกจากห้องครัวไปแล้วก็ยังมอง

            ลองสักหน่อยก็ได้

            จิณณพัตลองดื่มแบบจิบๆ เผื่อมันไม่อร่อย

            “ก็ดีนี่นา” ร่างสูงยกแก้วขึ้นมาดู ประหลาดใจ

            “พี่จ๋า ไปทำงานแล้วน้า!” ร่างสูงมองไปยังส่วนที่เป็นห้องนั่งเล่นซึ่งเชื่อมกับห้องครัว เห็นเด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นตะโกนพลางหยิบหมวกกันน็อคและกุญแจรถ

            “ระวังตัวด้วย!” จิณณพัตได้ยินเสียงหวานตะโกนตอบมาจากชั้นบน

            “จ้า!” ฮันบินตะโกนรับคำพี่ชาย หันมาเห็นร่างสูงก็ยิ้มให้แล้วออกจากบ้านไป

            พี่น้องคู่นี้น่ารักดีแฮะ

           

 

 

            จินยองอาบน้ำไม่นานก็ลงมาที่ครัว หันหาจิณณพัตก็พบว่าอีกฝ่ายนั่งดูทีวีแก้เบื่อ เสื้อสูทถูกถอดออกวางข้างตัว เชิ้ตแขนยาวถูกพับขึ้นจนถึงข้อศอก

            จิณณพัตได้ยินเสียงในครัวก็ลุกจากหน้าทีวีไปหา จินยองสวมเสื้อยืดเก่าๆ ที่จิณณพัตตาไวเห็นรูขาดเล็กๆ ที่ไหล่ด้วย กางเกงผ้าขาสั้นเลยเข่าขึ้นมานั้นก็เก่าพอกัน แต่จิณณพัตก็คิดว่าดูดีอยู่เพราะทำให้เขาได้เห็นขาขาวๆ ของอีกฝ่ายด้วย

            “นี่ชุดอยู่บ้านคุณเหรอ?”

            “ชุดนอนฉันต่างหาก”

            “คุณจะใส่ชุดนอนทำขนมเหรอ”   

            “แล้วผิดตรงไหน แต่ละอย่างกว่าจะเสร็จก็คงไม่มีเวลาอาบน้ำก่อนนอนอีกรอบหรอก”

            “คุณจะทำอะไรบ้างเหรอ”

            “หม้อตาล ช่อม่วง บุหลันดั้นเมฆ ช่อผกากรอง และก็อาลัวกุหลาบ”




            คำถามแปะเต็มหน้าจิณณพัตเลยทีเดียวเมื่อได้ยินชื่อขนมแต่ละอย่าง จินยองอมยิ้ม

            “ไม่เคยได้ยินเหรอ”

            “อย่าว่าแต่ได้ยิน ไม่เคยกินด้วยซ้ำ แต่อาลัวนี่คุ้น ใช่ที่มันอันจิ๋วๆ ทรงก้นหอยหรือเปล่า”

            “อื้อ อาลัวนั่นแหละ แต่จะทำให้ใหญ่ขึ้นเป็นรูปดอกกุหลาบน่ะ คุณบอกว่าจะเอาไปให้คุณป้าตอนสายๆ ฉันเลยจะทำขนมที่ไม่ต้องกินทันทีก็ยังอร่อยอยู่”

            “อ้อ..

            “แต่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะอร่อยเท่าฝีมือยายหรือเปล่าแม้จะสูตรเดียวกันก็เถอะ มีอะไรต้องทำเยอะเลยล่ะ ฉันจะทำข้าวให้คุณกินก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมาทำขนมกัน”

            ร่างบางเอ่ยขณะหันไปเปิดตู้เย็นหยิบของที่จะใช้ทำกับข้าวออกมา

            “คุณจะทำอะไร ให้ผมช่วยไหม รอกินอย่างเดียวเกรงใจจัง” จิณณพัตไม่ได้ตอบเอาใจแต่อยากช่วย

            “อ่า..งั้นคุณโขลกเครื่องแกงแล้วกัน”

            “โขลกเครื่องแกง?”

            “ใช่ ทำง่ายนะ เจ้าฮันบินมันบ่นอยากกินปีกไก่ทอดฉันเลยหมักไก่ทิ้งไว้ตั้งแต่เช้า ว่าจะทอดไก่อย่างเดียวเป็นมื้อเย็น แต่มีคุณเพิ่มมาด้วยคงต้องทำกับข้าวเพิ่มอีกสักอย่าง”

            “ไม่ต้องทำเพิ่มก็ได้นะ คุณจะได้มีเวลาทำขนม”

            “เอางั้นเหรอ มีแค่อย่างเดียวเองนะ” จินยองลังเล ไม่แน่ใจ จิณณพัตยิ้มให้

            “ไม่เป็นไร ผมไม่ใช่คนกินยากอะไรหรอก”

            “ตามใจคุณ เอาไว้จะทำอย่างอื่นให้กินทีหลังแล้วกัน”

            “คุณจะให้ผมมาบ้านอีกเหรอ” พอจิณณพัตทักจินยองถึงได้รู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไป

            “เปล่า! จะทำให้แล้วให้คุณไปเอาที่ร้าน”

            “มากินที่นี่สะดวกกว่านะ” ร่างสูงเอ่ยยิ้มๆ

            “เรื่องของวันอื่นก็ส่วนวันอื่น เอาของวันนี้ก่อนดีกว่า” จินยองตัดบทแล้วหันไปตั้งน้ำมันในกระทะบนไฟร้อนปานกลาง จิณณพัตดึงเก้าอี้ใต้โต๊ะไม้เตรียมอาหารออกมานั่งดู

            “คุณมีแฟนหรือยัง”

            “ถามทำไม” ร่างบางหยิบปีกไก่ที่หมักไว้ลงไปทอดในกระทะอย่างระวังไม่ให้น้ำมันกระเด็น

“เวลาผมจะจีบคุณ แฟนจะได้ไม่มาเอาเรื่องผม”

“มีแล้ว” จินยองบอกเสียงเรียบ ทอดไก่ไปเรื่อยๆ โดยไม่เร่งไฟแรง

“จริงน่ะ หล่อไหม ทำงานที่ไหน อายุเท่าไร” จิณณพัตรู้อยู่แล้วว่าจินยองไม่มีใคร ก็แค่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบเขายังไง และเป็นอย่างที่คิด คำตอบนี่ปิดกั้นกันน่าดู

“คุณจะอยากรู้ไปทำไม สงสัยอะไรนัก”

“เพราะผมคิดว่าคุณหลอกผม วันๆ ขายของไม่ได้ไปไหนจะไปหาแฟนจากไหนล่ะ”

รู้ดี!

            จินยองถอนหายใจใส่กระทะอย่างเหนื่อยหน่าย

            “ฉันจะมีหรือไม่มีแฟนก็ไม่ยอมให้คุณจีบหรอกนะ”

            “ทำไมล่ะผมไม่ดีตรงไหน”

            “คุณดีไปทุกอย่างต่างหากล่ะ นั่นล่ะถึงไม่ดีสำหรับฉัน”

            “คุณพูดอะไร ผมไม่เข้าใจ” ถ้าจินยองมองว่าเขาดีทำไมถึงมีท่าทีแบบนี้ล่ะ

            “ทำไมเข้าใจยากจัง คุณมีพร้อมไปทุกอย่าง คนที่เหมาะสมกันยังมีอีกเยอะ และนั่นต้องไม่ใช่พ่อค้าขนมอย่างฉันแน่”

            “คุณคิดไปเอง ผมไม่สนหรอกว่าคนที่จะต้องอยู่ข้างผมเป็นยังไง ไม่ต้องฐานะเหมาะสมกันหรอกเพราะผมรวยอยู่แล้ว”

            คำพูดของจิณณพัตทำให้จินยองถึงกับหันมามองหน้า

            ดูจริงจังคงไม่ได้พูดเล่น แต่แอบหมั่นไส้ตงิดๆ แฮะ ผมรวยอยู่แล้ว เฮอะ

            “แล้วไง ฉันมีสิทธ์จะคิดยังไงก็ได้ มันความคิดฉัน”

“งั้นผมก็มีสิทธิ์จะจีบคุณได้ มันเรื่องของผม”

จินยองมองค้อนแล้วเงื้อตะหลิวจะฟาด จิณณพัตหัวเราะคนที่ดูหงุดหงิดน่าดู

เมื่อทอดไก่จนสุก เหลือง กรอบดีแล้ว จินยองก็ปิดไฟ ตักไก่ขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันพักไว้แล้วเปิดตู้บนหยิบจานออกมา จัดปีกไก่ทอดใส่จานสองจาน จานหนึ่งสำหรับน้องชาย อีกจานสำหรับตนและแขก  เทน้ำจิ้มไก่และซอสพริกใส่ถ้วยเล็กๆ สองถ้วย  หั่นแตงกวาและมะเขือเทศใส่อีกจาน

“คุณยกของไปไว้ที่โต๊ะก่อน ฉันจะตักข้าวไปให้”

“ทำไมเราไม่นั่งกินตรงนี้เลยล่ะ”

“เพราะฉันจะเก็บของตรงนี้ก่อนน่ะสิ ไปกินหน้าทีวีนู่น” จินยองชี้นิ้วไล่ จิณณพัตจะทำอย่างไรได้นอกจากยกกับข้าวไปที่โต๊ะหน้าทีวี

รออีกสักพักจินยองก็ตามมาพร้อมข้าวสวยร้อนๆ

“คุณทำอะไรนานจัง”

“ล้างของน่ะสิ ทำกับข้าวเสร็จฉันก็จะล้างของเก็บเลย เพราะฉันไม่มีเวลามาทำตอนเช้า” จินยองนั่งลงทางขวามือคนที่นั่งตรงข้ามทีวีพอดี

“ทำไมล่ะ” 

“ฉันต้องตื่นมาทำขนมไปขายตั้งแต่ตีสองตีสามน่ะสิ ขนมตั้งหลายอย่างคุณคิดว่ามันทำแป๊บเดียวหรือไง”

“แล้วฮันบินล่ะ”

“ให้มันเรียนอย่างเดียว วันไหนมีออเดอร์นอกเข้ามาก็จะให้มันช่วยด้วยแต่ก็ไม่มีบ่อยหรอก”

“งานบ้านล่ะ”

“เมื่อก่อนก็ช่วยกันทำช่วงเย็น แต่พอฮันบินไปทำงานพิเศษฉันก็ต้องทำงานทั้งหมดคนเดียว กว่าฮันบินจะกลับมาก็ดึกแล้ว ฉันไม่อยากใช้น้อง ปล่อยให้มันทำการบ้านอ่านหนังสือไปนั่นล่ะ”

“ขายของทั้งวัน งานบ้านก็ต้องทำ ต้องตื่นมาทำขนมแต่เช้า นี่คุณพักผ่อนพอเหรอ” จิณณพัตล่ะเป็นห่วง

“พอสิ พอจนคิดว่าจะหางานทำเพิ่มด้วย”

“ทำไม มีเรื่องต้องใช้เงินเหรอ” จิณณพัตแค่ฟังก็เหมือนจะหมดเวลาแล้วนะ จินยองจะเหลือเวลาไหนไปหางานทำเพิ่ม

“ใช่น่ะสิ เยอะด้วย” จินยองจบการสนทนาแค่นั้นแล้วหันไปตั้งใจกินข้าวจะได้ไปทำขนม

แม้อาหารธรรมดาที่จินยองทำมันจะอร่อย แต่จิณณพัตกินอย่างไม่ค่อยรู้รส

เขาให้คนสืบเรื่องจินยองมาบ้าง แต่พอได้มาคุยกับเจ้าตัวจริงๆ แล้วต่างจากที่คิดไว้เยอะเลย จะว่าอย่างไรดี เก่ง หรือ เข้มแข็ง หรืออะไร

 

 

 

“คุณจะทำอะไรก่อนน่ะ” พอกินมื้อเย็นเสร็จก็ได้เวลาทำขนม โดยจิณณพัตอาสาล้างจานให้ จินยองไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าร่างสูงทำได้แต่ก็ปล่อยให้ทำ

“จะทำขนมหม้อตาลก่อน เพราะมีอบควันเทียนด้วย ตอนแรกฉันลังเลนะว่าจะทำดีไหมเพราะควรจะอบควันเทียนทิ้งไว้สักหนึ่งคืน แต่ครอบสักชั่วโมงสองชั่วโมงตัวแป้งก็มีกลิ่นหอมแล้วเลยว่าจะทำดูน่ะ”

ขณะที่จิณณพัตล้างจาน จินยองก็เตรียมแป้งที่ใช้ทำเป็นตัวหม้อ โดยผสมแป้งกับไข่แดง น้ำมันพืช และน้ำ 3-4 ช้อนโต๊ะ นวดไปเรื่อยๆ จนเข้ากันดี พอตัวเนื้อแป้งแห้งเกินไปก็เติมน้ำเพิ่มนิดหน่อย

“ผมไม่น่านัดคุณป้าเป็นพรุ่งนี้เช้าเลย คุณเลยต้องมาลำบากทำขนมแทนที่จะเอาเวลาไปนอน”

“ไม่เป็นไรหรอก ถือว่าเป็นออเดอร์พิเศษที่เข้ามาแล้วกัน” เมื่อนวดเข้าที่แล้ว จินยองก็เอาผ้าขาวบางเปียกน้ำหมาดๆ มาคลุมแป้งไว้เพื่อเตรียมนำไปปั้น

            “พรุ่งนี้คุณก็จะไปขายของเหรอ”

            “ต้องดูเวลาก่อนว่าขนมป้าคุณจะเสร็จเมื่อไร”

จินยองนำแป้งที่นวดมากดใส่แบบเพื่อทำเป็นตัวหม้อ โดยปั้นแป้งเป็นก้อนกลมๆ และนำไปกดใส่ในแบบไว้ห้าอัน ใช้ไม้กดรูตรงกลางเพื่อให้เป็นช่องสำหรับไว้หยอดน้ำตาลทีหลัง เสร็จแล้วก็แกะแบบ ค่อยๆ แคะแป้งที่เป็นรูปทรงหม้อออกจากแบบ ทำทีละอันเสร็จแล้ววางทิ้งไว้เพื่อรอนำไปอบ

“แสดงว่าถ้าทำขนมของคุณป้าเสร็จเร็วคุณจะทำขนมของคุณไปขายพรุ่งนี้ด้วยเหรอ” จิณณพัตที่กำลังเช็ดจานหันมาถามอย่างแปลกใจ จินยองพยักหน้ารับ

“จะหยุดทำไมล่ะ เงินทั้งนั้นนะคุณ” มือเรียวปั้นแป้งทำหูหม้อเพิ่มเพื่อตัวหม้อจะได้สวยงามขึ้น

“นี่เหรอหม้อ ผมว่ามันเหมือนตะกร้ามากกว่า” จิณณพัตที่เก็บจานเข้าที่เสร็จแล้วมองแป้งในถาดที่จินยองถืออยู่ พอเห็นรูปร่างก็อดทักไม่ได้

“เขาตั้งชื่อมาอย่างนี้ก็คงต้องคิดว่าเป็นหม้อแหละ”

จินยองเบี่ยงหลบร่างสูงเอาแป้งที่กดเป็นรูปทรงหม้อเข้าเตาอบ ตั้งอุณหภูมิที่ 350 องศาฟาเรนไฮต์และตั้งเวลาไว้ที่ 20 นาที จากนั้นก็ไปทำน้ำเชื่อมสำหรับทำขนมบุหลันดั้นเมฆระหว่างรอหม้อตาลสุก     

“ทำไมคุณทำน้อยจัง แค่ห้าอันเอง” จิณณพัตยืนนิ่ง ไม่รู้จะทำอะไร จินยองนี่สมกับที่ถนัดทำขนม ไม่ว่าจะหยิบจับทำอะไรก็ดูคล่องแคล่วไปหมด

“คุณบอกเองว่าแค่ให้ลองชิม และฉันก็ทำตั้งห้าอย่าง คุณป้ากับแม่สามีคุณป้าคุณชิมไปอย่างละชิ้นก็อิ่มแล้ว หรือไม่ ถ้าเกิดไม่ถูกปากท่านก็ชิมไม่หมดอัน จะทำเยอะให้เปลืองวัตถุดิบทำไม”

“ผมล่ะ! ผมก็อยากกินนะ” ร่างสูงโวยที่ไม่มีขนมส่วนของตัวเอง

“คุณก็ไปขอคุณป้าคุณทานสิ” คนที่กำลังเคี่ยวน้ำเชื่อมตอบโดยไม่หันมามอง จิณณพัตหน้างอ

“ผมอยากลองกินก่อนคุณป้า”

“เพื่อ?”

“แค่อยากลองก่อน”

“คุณนี่งอแงจริง” พอโดนว่ามาแบบนั้นคุณรองก็ถอนหายใจ

“มีอะไรให้ทำไหม”

“คุณมาคนน้ำเชื่อม ฉันจะทำน้ำตาลสำหรับหยอดหม้อตาล” จินยองพยักหน้าให้คุณรองมาช่วย ร่างสูงเดินไปยืนหน้าเตา

“ผมต้องคนนานไหม”

“คนไปเรื่อยๆ ฉันบอกให้หยุดเมื่อไรคุณค่อยหยุด”

จินยองนำน้ำตาลผสมกับน้ำ 1-2 ช้อนโต๊ะและสีผสมอาหารสีเขียวอ่อนไปเคี่ยวด้วยไฟอ่อนบนเตา ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าหม้อร้อนๆ

“คุณไม่อยากรู้เรื่องของผมบ้างเหรอ”

“ฉันจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ”

“แต่ผมอยากเล่าให้ฟัง”

“ไม่อยากฟัง”

“ฟังหน่อยน่า”

“คุณเป็นพวกที่อยู่เงียบๆ ไม่ได้ใช่ไหม”

“เหมือนคุณกำลังด่าผมทางอ้อมเลยเนอะ”

“เปล่า จะเล่าก็เล่า จะฟังให้ก็ได้”

จิณณพัตยิ้มกว้างเมื่อได้ยินอย่างนั้น อยากนำเสนอตัวเองจะแย่

“ผมยังโสดนะ”

“แล้วคนชื่อสิล่ะ”

“นั่นน้องที่สนิท”

“เหรอ” จิณณพัตมองคนข้างกาย แต่ปฏิกิริยานิ่งมาก จินยองไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลยเหรอ

“สเป็คคุณเป็นแบบไหน” ในเมื่อเรื่องของเขามันไม่น่าสนใจเขาถามเรื่องของจินยองก็ได้

“ถ้าเป็นผู้หญิงขอแค่ยิ้มน่ารักๆ ก็พอ ชอบคนที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเอง”

“ถ้าเป็นผู้ชายล่ะ”

“ขอแค่ตรงข้ามกับคุณทุกอย่างก็พอ” นี่ก็ตอบแบบไม่คิดเลย

“นี่คุณชอบผู้ชายขี้เหร่อ้วนเตี้ยเหรอ”

“ถ้าเป็นคนดีฉันก็โอเคนะ”

คนเขาประชดหรอกนะจินยอง ไม่ต้องตอบอย่างจริงจังก็ได้

“แป้งสุกแล้ว คุณยกน้ำเชื่อมมาพักให้เย็นแล้วมาเคี่ยวน้ำตาลต่อจากฉันที”

“ยกน้ำเชื่อมพัก? ให้มันพักตรงไหนล่ะ ทำยังไง?”

คำถามซื่อๆ ของคนที่ทำไม่เป็นพร้อมหน้าตาเหรอหราทำให้จินยองหัวเราะคิกอย่างอดไม่อยู่

“ให้มันพักบนโต๊ะนี่แหละ ปิดไฟเตาน้ำเชื่อมแล้วมาเคี่ยวน้ำตาลเร็ว”

“อ่อๆ” จิณณพัตดูขัดๆ เขินๆ เมื่อเผลอพูดจาอะไรน่าอายออกไปเพราะความไม่รู้

เขาเป็นเจ้าพ่อสถานบันเทิงนะ ไม่แปลกสักหน่อยที่จะไม่รู้ว่าขนมไทยเขาทำกันยังไง!

“น้ำตาลละลายเป็นยางมะตูมหรือยังคุณ” จินยองถามขณะกำลังเอาตัวหม้อที่สุกดีแล้วเรียงใส่โหลเพื่ออบควันเทียน

กว่าจะทำขนมอีกสี่อย่างเสร็จตัวหม้อตาลก็คงหอมกรุ่นแล้ว

“ยังไงคือยางมะตูม” แค่ขนมอย่างแรกจิณณพัตก็แทบร้องไห้แล้ว ยางมะตูมของน้ำตาลนี่ยังไงเหมือนไข่ยางมะตูมไหม?

จินยองยิ้มอย่างระอา เดินไปดูน้ำตาลที่เคี่ยว

“อีกนิด แต่พักไว้ก่อนก็ได้ค่อยเคี่ยวต่อ รอแป้งอบควันเทียนเสร็จก่อน เดี๋ยวน้ำตาลเย็นแล้วหยอดไม่ได้”

“อะ...อือ” จิณณพัตปิดเตาแก๊สหม้อน้ำตาลไว้ก่อน

“คุณไปเก็บดอกอัญชันมาให้ฉันสักตะกร้าสิ ไม่ต้องเยอะจนล้นนะ” จินยองสั่งจิณณพัตแล้วยื่นตะกร้าสีขาวให้ จากนั้นเปิดตู้เย็นหยิบกะทิออกมา

“ไม่เยอะนี่แค่ไหน ขอจำนวนที่แน่นอนได้ไหม?” จิณณพัตยังทำหน้างง

“สักสามสิบดอก” ร่างบางหยิบแป้งข้าวเจ้ามาจากบนชั้นลอยและตวงแป้ง

 “โอเค” จิณณพัตเปิดประตูออกไปเก็บดอกไม้ตามสั่ง จินยองถอนหายใจ

คุณจิณณพัตนี่ทำครัวไม่เป็นเลยจริงๆ ด้วยนะ

 ขณะรอดอกไม้จินยองผสมกะทิกับแป้งข้าวเจ้า 10 กรัมเข้าด้วยกันแล้วนำไปเคี่ยวในกระทะให้พอข้นๆ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยแล้วพักไว้

“ลองคั้นน้ำดอกอัญชันไหม?” จินยองหันมามองคนที่เก็บดอกไม้มาวางบนโต๊ะแล้วก็ไม่พูดอะไร

“คั้นยังไง?”

“คั้นกับน้ำร้อนไง จะบีบ ขยี้ ขยำ จะทำยังไงก็ตามใจคุณ ได้น้ำแล้วใส่ถ้วยไว้”

จินยองกดน้ำร้อนจากเครื่องทำน้ำร้อนที่ถอดปลั๊กไปแล้วแต่น้ำก็ยังร้อนอยู่ใส่ชามมาวางตรงหน้าจิณณพัต และมีถ้วยกระเบื้องสีขาวสำหรับใส่น้ำอัญชันให้อีกใบ แยกดอกอัญชันมาเก็บไว้สำหรับทำช่อม่วงสิบดอก

“คั้นแค่นี้นะ ส่วนนี้สำหรับทำช่อม่วง” จินยองเลื่อนตะกร้าที่ใส่ดอกไม้ให้

“อื้อ”

ระหว่างที่คุณชายบ้านเตชโรจนวัชร์กำลังตั้งใจคั้นน้ำดอกอัญชัน จินยองก็ตอกไข่ไก่สิบฟองใส่ชาม ช้อนเอาแต่ไข่แดง แล้วตีไข่แดงกับน้ำตาลไอซิ่งให้เข้ากัน เติมกลิ่นวานิลลาลงไปเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว คนผสมจนเข้ากัน จากนั้นก็นำไปกรองให้เนื้อเนียน

จินยองมองคนที่คั้นน้ำดอกไม้อย่างระวังไม่ให้หกแล้วอดยิ้มไม่ได้ ผู้ชายตัวโตๆ มายืนคั้นน้ำดอกไม้อย่างตั้งอกตั้งใจนี่ดูน่ารักดี

“เสร็จแล้ว จะให้ผมทำอะไรต่อ” จิณณพัตส่งถ้วยกระเบื้องบรรจุน้ำอัญชันให้ ดูภูมิใจเชียวกับงานเล็กๆ

“คุณเอาถ้วยตะไลไปนึ่งไป”

ร่างบางเทแป้งข้าวเจ้า 100 กรัมและแป้งเท้ายายม่อมที่กะปริมาณตามสูตรของยายลงในชามแล้วผสมให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมน้ำเปล่าที่เตรียมไว้ 200 กรัมลงไปผสม โดยใส่น้ำเปล่านิดเดียวก่อนยังไม่ใส่น้ำทั้งหมด กะปริมาณตามความรู้สึกล้วนๆ

“ถ้วยตะไล?” จิณณพัตมองซ้ายมองขวา ไม่รู้จักว่าคืออะไร

“ถ้วยใบเล็กๆ บนชั้นนั่นไงล่ะ ชุดนึ่งไฟฟ้าอยู่นั่น เอาถ้วยวางเรียงกันเป็นวงกลมในชุดนึ่ง ทำได้ไหม” จินยองชี้ไปยังชุดนึ่งไฟฟ้าบนโต๊ะและเช็ตถ้วยตะไลบนชั้น จิณณพัตพยักหน้าแล้วทำตามที่จินยองบอก

ร่างบางมองร่างสูงที่ตั้งใจวางเรียงถ้วยเป็นวงกลมตามชุดนึ่งขณะนวดแป้งไปด้วย

“เอาแค่วงนั้นพอคุณ ไม่ทำเยอะ”

จิณณพัตเรียงถ้วยตะไลตามวงชุดนึ่งได้ 11 ถ้วยพอดี กำลังจะเอาถ้วยที่ 12 วงตรงกลางแล้วเชียว ดีที่จินยองบอกก่อน

เมื่อนวดแป้งไปอีกประมาณ 5 นาทีจนผิวแป้งเป็นเงาๆ จินยองก็เทน้ำเปล่าที่เหลือลงไปจนหมดตามด้วยน้ำเชื่อมที่เย็นแล้ว และเทน้ำดอกอัญชันลงไปผสม จากนั้นคนผสมให้เข้ากันแล้วนำไปกรอง พักไว้รอถ้วยร้อน

“หยอดสิ แต่ไม่ต้องหยอดเต็มนะ ให้เหลือจากขอบถ้วยลงไปประมาณเซ็นฯนึง แบบนี้”  จินยองลองทำให้ดูก่อนหนึ่งถ้วยแล้วให้จิณณพัตลองทำ

แม้เก้กังไปบ้างแต่จิณณพัตก็หยอดส่วนผสมแป้งลงไปจนครบสิบถ้วยได้อย่างปลอดภัยไม่ทำหก  

“เราจะปิดฝานึ่งในน้ำเดือดแค่ประมาณ 2 นาทีนะ” จินยองมองนาฬิกาข้อมือเพื่อจับเวลา

“ทำไมต้อง 2นาทีล่ะ”

“ถ้าเกินกว่านั้นแป้งมันจะสุกเกินน่ะสิคุณ ถ้ามันสุกผิวแป้งก็จะเรียบเสมอกันและหยอดไข่ลงไปไม่ได้”

“แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าสองนาทีคือเวลาที่ดีที่สุด”

“เพราะฉันลองทำมาแล้วน่ะสิ เกินไปแค่สามสิบวินาทีแป้งก็สุกแล้ว หรือเราจะสังเกตจากแป้งขนมก็ได้ พอขอบขนมเริ่มมีสีเข้มขึ้นและตรงกลางยังมีสีอ่อนๆ ก็ใช้ได้”

“เพราะ?” 

จินยองไม่ตอบเพียงยิ้มให้ ร่างสูงงุนงง พอถึงเวลาสองนาทีร่างบางก็รีบเปิดฝาออก

“รีบเอาถ้วยออกมาคว่ำลงชามเร็ว” จินยองรีบหยิบถ้วยขนมออกมาคว่ำทำให้จิณณพัตที่ยังงงๆ พลอยรีบไปด้วย รู้สึกตื่นเต้นทั้งที่ไม่รู้ว่าจินยองจะรีบทำไม

“เห็นไหม แป้งตรงกลางที่ยังไม่สุกมันจะไหลออกมา ทำให้ขนมเป็นหลุมตรงกลาง”

จินยองชี้ให้จิณณพัตดูขนมที่เนื้อแป้งสีม่วงบุ๋มเป็นวงกลมจริงๆ

“เราจะหยอดกะทิลงไปในหลุมแล้วนึ่งต่ออีก 1 นาที” จินยองนำกะทิที่เคี่ยวไว้ทำขนมขายของตัวเองมาหยอดลงไปในขนม ให้จิณณพัตช่วยหยอดด้วย จากนั้นก็นำไปนึ่ง

พอครบหนึ่งนาที จินยองก็หยอดส่วนผสมไข่แดงลงในหลุมต่อซึ่งจิณณพัตไม่ได้ช่วยแล้วเพราะขั้นตอนนี้ต้องระวัง ต้องปาดก้นช้อนทุกครั้งไม่ให้มีไข่แดงติด เพราะมันจะหยดลงขอบขนมทำให้เลอะเทอะไม่สวยงาม

“นึ่งต่ออีกประมาณ 5 นาทีก็เป็นอันเสร็จ” จินยองจับเวลาที่นาฬิกาอีกครั้ง เอ่ยกับจิณณพัต

“ทำไม่นานแต่ทำยากจังเลยนะครับ” จิณณพัตมองขนมที่กำลังนึ่ง

“ขนมไทยก็แบบนี้ล่ะครับ”

พอครบห้านาทีขนมสุก จินยองและจิณณพัตก็ช่วยกันแคะขนมออกจากถ้วย

“บุหลันดั้นเมฆ อ่อ ไอ้สีส้มๆ ตรงกลางนี่คือพระจันทร์สินะ” ร่างสูงมองขนมสีม่วงที่มีสีส้มกลมๆ ตรงกลางดูน่ากิน

“จะลองชิมสักอันไหมครับ” จินยองถามก่อนจะเอาขนมจัดใส่กล่อง จิณณพัตพยักหน้าแล้วหยิบขนมมาหนึ่งชิ้นแล้วกัด

“อร่อย!

“ถ้าคุณว่าอร่อยก็ค่อยยังชั่ว ไม่ได้ทำบ่อยนักหรอกครับ ไม่คุ้นมือ”

“ขนาดไม่ค่อยได้ทำยังอร่อยเลยนะครับ”

“ถึงจะชมก็ไม่ให้ชิมเพิ่มหรอกนะครับ”

“โธ่”

แม้จิณณพัตเอื้อมมือมาจะหยิบอีกชิ้นจินยองก็ตีมือไม่ให้กิน

“อย่ามัวแต่กิน เหลืออีกสามอย่างนะครับ”

“ยากไหม..” ร่างสูงถามเสียงอ่อน ดูท้อใจอย่างไรชอบกล จินยองหัวเราะ

“ไม่ค่อยยากหรอก อย่างน้อยก็ไม่ยุ่งยากนะคิดว่า”

“คิดว่าเหรอ?!

“เสียงดัง!” จินยองลืมตัวฟาดมือกับต้นแขนอีกฝ่าย จิณณพัตสะดุ้ง ก้าวหลบ

นอกจากคนในครอบครัวก็มีจินยองคนเดียวล่ะมั้งที่กล้าตีเขาเนี่ย

“ฉันจะทำไส้ก่อน คุณไปคั้นน้ำดอกอัญชันเลย”

“ต้องคั้นอีกแล้วเหรอ”

“คราวนี้บีบมะนาวลงไปด้วยนะ” จินยองไม่ฟังเสียงโอด สั่งต่อ

“บีบมะนาวเยอะไหม” แล้วทำไมจิณณพัตต้องเชื่อฟังจินยองด้วย!

เออ บอกเขาเองว่าจะช่วยทำนี่นะ

จินยองหยิบหมูสามชั้นในตู้เย็นมาหั่น จากนั้นก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไป เอาหมูสามชั้นลงไปผัดโดยใช้ไฟปานกลาง รอจนน้ำมันหมูออกมาและหมูเริ่มสุกสีเหลืองก็ลดไฟอ่อนลงแล้วใส่ฟักเชื่อมลงไปผัดต่อ  ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลทราย จากนั้นใส่งาขาวและถั่วลิสงตามลงไป ผัดให้เข้ากันดีจนแห้งแล้วตักใส่ชาม

 “บ้านคุณนี่ไม่มีอะไรบ้างไหม ผมไม่เห็นคุณแวะซื้อของก่อนเข้าบ้านเลย เปิดตู้เย็นก็มีของที่ต้องการตลอด”

คนที่คั้นน้ำดอกไม้เสร็จแล้วอดสงสัยไม่ได้ ไม่รู้จินยองผัดหมูทำไมแต่กลิ่นหอมน่ากินมากเลย

“เพราะฉันรู้ไงว่าของในบ้านมีอะไรเหลือพอใช้ได้บ้าง และรู้ว่าขนมแต่ละอย่างต้องใช้อะไรบ้างถึงได้คิดว่าจะทำขนมห้าชนิดนี่ ถ้าไม่ใช่คนขายขนมไทยอยู่แล้ว คิดจะทำขนมพวกนี้คงต้องไปหาซื้อของกันให้วุ่นวายเลย”

“นั่นสิ  แล้วนี่คุณจะทำอะไรต่อ”

“ช่อม่วงน่ะ”

จินยองหยิบแป้งมันสำปะหลังจากชั้นมาเพิ่ม ร่อนแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งท้าวยายม่อมเข้าด้วยกัน ร่อน 2-3 รอบจนเนียนแป้งละเอียดแล้วจึงใส่น้ำมันพืชลงไป

“อ๊ะ เกือบลืม” จินยองวางมือจากแป้งเปิดตู้เย็นอีกครั้งแล้วหยิบชามก้นลึกที่มีฝาปิดเรียบร้อยออกมา

“ทำไมมันหอมดอกมะลิจังเลยล่ะคุณ” พอจินยองเปิดฝาชาม คนที่นั่งดูก็ทำจมูกฟุดฟิด มันหอมมาก หอมกรุ่นตลบอบอวลมากมาย

“น้ำลอยดอกมะลิก็ต้องหอมดอกมะลิสิคุณ” จินยองค่อยๆ เติมน้ำเปล่าและน้ำดอกมะลิลงไปจนหมด

“คุณไปเอามาจากไหน ซื้อที่ไหนเหรอ”

“ทำเองสิ” ร่างบางใช้มือขยำนวดส่วนผสมแป้งให้ละเอียดเข้ากัน และแบ่งส่วนผสมแป้งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน

“ทำยังไงน่ะ” จิณณพัตถามอย่างอยากรู้ มองจินยองเทน้ำอัญชันที่เขาทำใส่ลงในแป้งและคลุกเคล้าให้เข้ากัน

“เอาน้ำดื่มธรรมดาที่เราดื่มนี่ล่ะใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แล้วเก็บดอกมะลิตูมใกล้แย้มตั้งแต่เช้าห่อใบตองไว้ พอตอนเย็นก็เด็ดกลีบเลี้ยงใต้ดอกออก ล้างเบาๆ แล้วลอยในน้ำที่เราเตรียมไว้ จากนั้นก็ปิดฝาภาชนะทิ้งไว้ข้ามคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นมะลิตูมแรกแย้มที่เราลอยน้ำไว้เมื่อวานเย็นก็จะบานเต็มภาชนะเลย จากนั้นเราก็ช้อนเอาดอกมะลิที่บานขึ้นแยกไว้ครับ และก่อนนำน้ำมาใช้ก็ต้องกรองก่อนสักครั้งนะ แต่ถ้าไม่ได้ปลูกเองก็ไม่ควรทำนะครับ เพราะมะลิที่เขาขายกันยาฆ่าแมลงเยอะ ใช้ซื้อกลิ่นมาผสมน้ำเอาจะปลอดภัยกว่า”

 “ทำไมต้องเก็บมะลิแต่เช้าด้วยล่ะ ทั้งที่ทำตอนเย็นแท้ๆ”

“เพราะถ้าสายมะลิจะจมน้ำสำลักน้ำกลีบช้ำและจะเหม็นเขียวน่ะครับ เวลาที่เราเก็บดอกมะลิก็ต้องปลิดดอกเบาๆ อย่าให้มะลิช้ำด้วยนะ”

“คุณรู้เยอะจัง”

“คุณยายสอนผมมาน่ะครับ” จินยองยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดถึงคุณยาย

ระหว่างที่พูดคุยกันไปเรื่อยๆ นั้น จินยองก็ทำแป้งเสร็จแล้ว โดยเริ่มจากใส่ส่วนผสมแป้งลงในกระทะทองเหลืองใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน และใช้ไม้พายกวนไปเรื่อยๆ กวนจนส่วนผสมร่อนจากกระทะสักห้าถึงสิบนาทีก็ตักใส่ชาม พักไว้จนแป้งเริ่มอุ่น

จากนั้นก็โรยแป้งนวลลงไปเล็กน้อยแล้วนวดแป้งให้เนียน คลุมด้วยผ้าขาวบางหมาดๆ เพื่อไม่ให้แป้งแห้ง

“คุณรอง คุณปั้นแป้งนะ ฉันจะจีบแป้ง”

“แป้งเป็นใคร สวยไหม”

“มุก 5 บาท 10 บาทก็ยังจะเล่นนะ” ถึงจะว่าอย่างนั้นมุมปากจินยองก็ปรากฏรอยยิ้มอยู่ดี

“ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะขำกับมุกแบบนี้นะ แต่คุณจะให้ผมปั้นแป้งเนี่ยนะ แน่ใจแล้วเหรอ?” ถึงเป็นมุกพื้นๆ แต่ถ้าจินยองยิ้มได้ก็ถือว่าสำเร็จ

“ใช่ครับ ไม่ยากหรอกนะ นี่ เราก็ปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ ขนาดประมาณสามสี่นิ้ว แล้วก็แผ่แป้งให้เป็นแผ่นบางๆ กะให้พอหุ้มไส้ได้จนมิดน่ะคุณ แล้วคุณก็ตักไส้ลงไป ห่อจากมุมเข้าหากัน จากนั้นใช้มือคลึงให้แป้งหุ้มไส้จนมิด พยายามทำให้กลมๆ ไม่ต้องใส่ไส้เยอะเดี๋ยวไส้แตก”

จินยองทำให้ดูเป็นตัวอย่างอย่างคล่องแคล่วเพราะทำเป็นขนมเบรกบ่อย แต่จิณณพัตว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ไม่ง่ายแบบที่ตาเห็นแน่

“ถ้ามันไม่กลมล่ะ”

“ไม่เป็นไร เอาที่คุณทำได้ เรายังเหลือขนมอีกสองอย่างนะ พยายามเข้า”

“ครับๆ” จิณณพัตรับคำ ทำตามที่จินยองทำให้ดูเมื่อกี้ แต่ก็ไม่ได้กลมมากเหมือนที่จินยองทำ..มันกลมแบบเบี้ยวๆ พิกล

จินยองทาแป้งข้าวเจ้าที่ปลายแหนบทองเหลืองสำหรับใช้จับจีบขนมเล็กน้อย แล้วเริ่มจับจีบชั้นที่ 1 โดยจับจากกึ่งกลางของขนม จับจีบวนไปเรื่อยๆ จนครบรอบโดยไม่จับจีบให้ติดกันมาก

จากนั้นเริ่มชั้นที่ 2 โดยจับจีบให้เอียงจากชั้นแรกเล็กน้อยประมาณ 45 องศา และสับหว่างกันกับชั้นแรก จับจีบไปจนครบรอบ และจับจีบชั้นที่ 3 ประมาณ 2-3 จีบและสับหว่างกันกับกลีบชั้นที่ 2

            ขณะที่จินยองจับจีบขนม จิณณพัตถึงกับหยุดมือเพื่อมองการกระทำของอีกฝ่ายเลยทีเดียว

            เหมือนดอกไม้เลย

โธ่คนสวย ผมนี่ยอมใจในความมือเบาและความละเอียดลออของคุณจริงๆ                                   

จิณณพัตและจินยองช่วยกันทำช่อม่วงจนแป้งและไส้หมด ก็ช่วยกันนำไปเรียงบนใบตองที่ทาน้ำมันแล้วในชุดนึ่ง

“ทำไมต้องวางเรียงห่างกันด้วย วางติดๆ กันจะได้วางได้เยอะๆ ไม่ดีกว่าเหรอครับ” จิณณพัตขี้สงสัยอีกครั้ง

“วางให้ห่างกันเล็กน้อยน่ะดีแล้วครับ เวลาสุกมันจะได้ไม่ติดกันไง เดี๋ยวหยิบลำบาก”

“อ้อ” จิณณพัตพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว

จินยองตั้งชุดนึ่งโดยใช้ไฟแรง รอจนน้ำเดือดจัดจึงนำขนมที่เตรียมกันไว้ไปนึ่งนานประมาณ 5 นาที และเพราะมีเพื่อนคุยเวลาห้านาทีจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว พอขนมช่อม่วงสุกแล้วร่างบางก็เอาช้อนจุ่มน้ำมันพืชตักช่อม่วงใส่กล่องพลาสติกที่เตรียมไว้ ซึ่งในกล่องมีผักกาดหอมและพริกขี้หนูสวนวางรองรอไว้ก่อนแล้ว

และครั้งนี้จิณณพัตก็ไม่พลาดที่จะขอชิม

“อันนี้ก็อร่อยมาก!

“อร่อยก็ดีแล้วครับ ที่จริงขนมช่อม่วงมันเป็นอาหารว่างนะ แม้ชื่อเป็นขนมแต่ไม่ใช่ขนมหวานหรอกครับเพราะมันใส่ไส้คาวอย่างหมูสามชั้นไว้”

“ก็ว่าอยู่ เป็นขนมที่ไม่หวานเลย คุณไม่กินบ้างเหรออุตส่าห์ทำ”

“กินบ่อยแล้วครับช่อม่วงเนี่ย มีคนจ้างทำเป็นขนมเบรกที่บริษัทบ่อยๆ”

“ขนมเบรกที่ว่านี่ก็ออเดอร์พิเศษด้วยสินะ”

“ใช่ครับ แต่โชคดีหน่อยที่เขาสั่งทุกอาทิตย์ เลยเป็นรายได้ที่แน่นอน ออเดอร์พิเศษจริงๆ คือพวกสั่งไปจัดงาน”

“แล้ว..รายได้พอใช้เหรอ” จิณณพัตสงสัย รู้ว่าไม่ควรถามแต่ก็อยากรู้

“พอนะครับ อยู่กันแค่สองคนพี่น้องจะใช้อะไรมาก ผมไม่ค่อยใช้อะไรหรอก บ้านก็บ้านตัวเอง เสียแค่ค่าน้ำค่าไฟ จะหนักหน่อยก็น้องชาย วัยกำลังโต หนักไปทางค่าเล่าเรียนซะมากกว่า”

จินยองพักให้หายเหนื่อยแล้วก็ลุกไปเตรียมวัตถุดิบทำขนมชนิดต่อไป

ร่างบางเก็บแป้งที่ทำขนมสามชนิดเข้าชั้นแล้วหยิบแป้งเค้กออกมาใช้

“คุณรองลอกเปลือกมันหวานให้หน่อยสิครับ” จินยองส่งมันหวานเปลือกสีม่วงให้จิณณพัตช่วยเพื่อตนจะได้ไปทำแป้ง

“แค่ลอกเปลือกออกอย่างเดียวก็พอเหรอ”

“แค่ลอกเปลือกก็พอ ที่เหลือฉันทำเอง”

จินยองตวงแป้งเค้ก กะทิ และน้ำตาลทรายตามสูตร แล้วผสมทั้งหมดคนให้เข้ากัน

“คุณรอง ลอกเปลือกเสร็จคุณบดมันหวานให้เลยก็ได้นะครับ เอาละเอียดๆ เลยนะ” จินยองที่กำลังกวนแป้งในเตาด้วยไฟอ่อนหันไปบอกจิณณพัต

“ใช้อะไรบดเหรอ”

“ใช้ไม้พายบดในชามไปเลยครับ” จินยองชี้ที่เก็บไม้พายให้จิณณพัตขณะที่ตนก็กวนแป้งไปด้วย

พอแป้งเหนียวข้นไม่ติดไม้พายและไม่ติดกระทะก็เป็นอันใช้ได้ พักไว้ให้แป้งเย็น

“มันหวานเสร็จหรือยังคุณ”

“เสร็จแล้วๆ” จิณณพัตยื่นชามมันบดให้

จินยองรับไปใส่กระทะที่ตั้งไฟรอ กวนมันด้วยไฟอ่อนกับกะทิแล้วค่อยๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไป กวนจนไส้ไม่ติดพายแล้วพักไว้ให้เย็น

เมื่อแป้งเย็นแล้วจินยองก็นำแป้งมานวดให้เนียนอีกครั้ง แบ่งส่วนตามจำนวนสีที่ต้องการทำ เขาต้องการทำสีฟ้า ม่วง ชมพู และส้ม จึงแบ่งแป้งออกเป็นก้อนๆ แปดก้อน

“คุณรองอยากทำไหมครับ”

“ทำอะไรครับ”

“ใส่สีผสมอาหารแล้วก็นวด” จินยองทำให้ดูก่อนเป็นตัวอย่าง กดก้อนแป้งให้บุ๋มนิดหน่อยแล้วหยดสีผสมอาหารสีส้มลงไปและนวดให้เนียนเข้ากัน

“นวดให้สีมันเนียนทั้งก้อน ไม่ต้องกลมสวยมากหรอกครับเพราะเดี๋ยวต้องห่อไส้อีก เอาสีละสองก้อนนะครับ” จินยองหยิบสีที่ต้องการมาวางให้คุณรอง

จิณณพัตพยักหน้ารับรู้แล้วทำตามแบบจินยอง จินยองจึงใช้เวลาที่คุณรองนวดแป้งมาปั้นมันหวานเป็นทรงกลม

จินยองรอจนคุณรองทำแป้งเสร็จก็ให้คุณรองกดแป้งให้แบนเป็นแผ่นแล้วห่อไส้มันหวาน คลึงจัดทรงของขนมให้สวยงามเหมือนตอนที่ทำช่อม่วง และเขาจะเป็นคนจับจีบเอง ซึ่งก็ใช้แหนบช่อม่วงแบบปลายใบไม้อันเดิม

“อันนี้ง่ายและไวดีนะครับ ไม่ยุ่งยากด้วย แต่สวยน่ากินมากเลย”

“ใช่ครับ ลดเวลาไปมากเลย สูตรนี้เป็นแบบหวานน้อยด้วยนะครับ”

จินยองจัดเรียงขนมที่จับจีบเป็นดอกไม้สวยงามลงกล่อง ยื่นช่อผกากรองสีฟ้าให้คุณรองลองชิมดู

“อืม..อันนี้ดีกว่าอันอื่นๆ นะ” จิณณพัตว่าตนชอบขนมนี่กว่าบุหลันดั้นเมฆนะ มันไม่หวานจนแสบคอ หวานกำลังดี

“คุณไม่ชอบกินของหวานๆ เหรอ แล้วซื้อขนมฉันไปทำไมทุกวัน”

“ผมกินได้ ไม่เชิงว่าชอบหรอก มีให้กินก็กินได้น่ะครับ”

“ทำขนมอย่างสุดท้ายเลยดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาคุณไปมากกว่านี้” จินยองจัดช่อผกากรองใส่กล่องเสร็จก็ลุกไปเตรียมของทำอาลัวกุหลาบ

จิณณพัตมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือเรือนแสนของตน

เวลาผ่านไปเร็วจัง เขายังอยากอยู่กับจินยองนานๆ ยังไม่อยากกลับบ้านเลย

“อาลัวทำนานไหม”

“ที่จริงมันก็มีหลายสูตร แต่ฉันเลือกสูตรที่มันทำง่ายที่สุดน่ะ จะได้เสร็จเร็วๆ”

            “ทำสูตรที่ไม่เร็วก็ได้นะ”

“ไม่ล่ะ เสียเวลา”

ร่างบางร่อนแป้งเค้กแล้วพักไว้ จากนั้นละลายน้ำตาลทรายกับกะทิ คนให้เข้ากัน แล้วใส่แป้งเค้กลงตามไปคนให้เข้ากันอีกที

“คุณไม่มีอะไรให้ผมช่วยเหรอ”

“ถ้าอาลัวไม่มีหรอกครับ แต่คุณเคี่ยวน้ำตาลหยอดหม้อตาลต่อเลย พอทำอาลัวเสร็จจะได้หยอดหม้อตาล”

เมื่อส่วนผสมได้ที่จินยองก็กรองลงในกระทะทองเหลือง ใส่กลิ่นมะลิลงไป ตั้งไฟอ่อน จิณณพัตลุกไปหน้าเตา ดูหม้อน้ำตาลที่พักการเคี่ยวไว้

“ใช้ไฟระดับไหนครับ”

จินยองเปิดไฟให้คุณรองแล้วกวนส่วนผสมของอาลัวต่อ กวนจนข้นแต่ไม่ข้นมากจนเกินไป เดี๋ยวทำกลีบยาก

พอส่วนผสมได้ที่ก็นำมาพักคลายร้อน

“น้ำตาลได้ที่แล้ว พอแล้วครับ” จินยองละมือจากอาลัวไปดูน้ำตาล

“คุณรองหยอดน้ำตาลลงในแป้งหม้อตาลนะ ฉันจะได้ทำทรงกุหลาบของอาลัว”

“ครับ”

จินยองค่อยๆ นำหม้อตาลออกจากโหลที่อบควันเทียนวางบนจาน

“โห หอมมาก”

“ครับ พออบด้วยควันเทียนขนมจะหอมมาก ถ้าได้อบทั้งคืนจะดีกว่านี้อีก หยอดเสร็จก็วางไว้ในจานก่อนนะครับ ยังไม่ต้องใส่โหล ทิ้งไว้จนน้ำตาลเย็นและแข็งตัวก่อน”

“โอเค”

ขณะที่จิณณพัตหยอดน้ำตาลสีเขียวอ่อนในตัวแป้งรูปทรงหม้อที่ผ่านการอบควันเทียนแล้ว จินยองก็ผสมสีชมพูลงไปในแป้งอาลัวส่วนหนึ่ง อีกส่วนไม่ใส่สี บีบเป็นทรงดอกกุหลาบวางบนกระดาษไข เขาทำเพียงห้าอัน จึงได้กุหลาบสีขาวมาสองดอกและกุหลาบสีชมพูอีกสามดอก

และเพราะความชำนาญ จินยองทำดอกกุหลาบเสร็จทีหลังคุณรองหยอดน้ำตาลเพียงไม่นานเท่านั้น

ร่างบางนำขนมอาลัวเข้าเตาอบ อบด้วยไฟ 130 องศาไฟบนล่างแบบเปิดพัดลม ตั้งเวลาไว้ที่ครึ่งชั่วโมงก่อน

ระหว่างรออาลัวและหม้อตาลจินยองก็เก็บภาชนะทำขนมล้างโดยมีจิณณพัตคอยช่วยเป็นลูกมือ

จินยองล้างของไปก็หมั่นเช็กดูอาลัวตลอดว่าแห้งแล้วหรือยัง

“ทำไมคุณดูเตาบ่อยจัง ตั้งเวลาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ” จิณณพัตถามขณะช่วยจินยองเช็ดอุปกรณ์เพื่อเก็บเข้าที่

“ต้องคอยดูครับ ถ้าแห้งด้านนอกพอแซะได้ก็ต้องเอาออกมาเลยแม้จะไม่ถึงเวลาที่ตั้งไว้ก็เถอะ”

“ทำไมล่ะครับ”

“เพราะว่าถ้าอบนานไปขนมข้างในอาจจะเหนียวน่ะสิครับ”

พอคุยกับจิณณพัตจบ หันไปดูขนมอีกทีจินยองก็พบว่าแห้งแล้วจึงนำออกมากลับด้านและอบต่ออีก 100 องศาตั้งเวลาไว้ที่ 15 นาที

จินยองไปเอาสมุดจดบัญชีรายรับรายจ่ายมาทำฆ่าเวลาที่ครัวเพื่อดูขนมไปด้วย มีจิณณพัตนั่งมอง

“กำไรน้อยจัง ขนมแต่ละอย่างก็ทำยาก”

“ก็ต้นทุนสูงนี่ครับ ปกติก็ไม่ทำหรอกครับไอ้ที่ยุ่งยาก ทำเท่าที่คุณเคยซื้อไปนั่นล่ะ”

“เลิกขายขนมแล้วมาทำงานกับผมไหม ผมให้เดือนละแสน”

“งานอะไรเงินเดือนแพงจัง”

“มาเป็นภรรยาผมไง”

จินยองถึงกับหยุดเขียน เงยหน้ามาจ้อง

“เพื่อนเล่นเหรอครับ”

“ล้อเล่นนิดเดียวเอง วันๆ คุณจะเอาแต่ทำหน้าเครียดไม่ได้นะ เดี๋ยวตีนกาขึ้นหรอก อายุยังน้อยอยู่เลย”

“ขอบคุณที่เป็นห่วง ผมเครียดเพราะคุณนี่ล่ะ”

จินยองตอบเสียงเรียบแต่จิณณพัตกลับหัวเราะ

“นี่ผมจริงจังนะ คุณเรียนจบหรือยัง อายุเท่าไร” คุณรองถามเหมือนไม่รู้มาก่อน จินยองบวกรายรับรายจ่ายพลางตอบ

“อายุยี่สิบ จบป.ตรีบัญชี”

“ไปเป็นเลขาผมไหม ให้เดือนละห้าหมื่น” เงินเดือนห้าหมื่นทำให้จินยองสนใจทีเดียว ทำเดือนเดียวได้เงินที่เสียให้ค่าออกรถเลยนะ

“คุณไม่มีเลขาอยู่แล้วเหรอ”

“มี แต่มีอีกได้ ปกติโต๊ะเลขาอยู่หน้าห้อง แต่ถ้าคุณทำอีกคนพื้นที่หน้าห้องคงไม่พอ ผมจะจัดโต๊ะในห้องให้”

“มีอะไรแอบแฝงใช่ไหม” จินยองปิดสมุดแล้วจ้องหน้าหล่อนั่นอย่างสงสัย จิณณพัตยิ้มกว้างกับเซ้นส์ของอีกฝ่ายที่แรงเอาเรื่อง ดูเหมือนจะรู้ทันเขาไปเสียหมด

“ผมจะได้นั่งมองคุณได้ทั้งวันไง”

“แค่ฟังก็รู้สึกเปลืองตัวแล้ว ขอปฏิเสธ ฉันขายขนมต่อไปดีกว่า”

ความสนใจหายวูบ ทำไมต้องไปนั่งให้ผู้ชายคนนี้มองด้วยล่ะ ใช่เรื่องปกติที่ควรทำเหรอ

จินยองลุกไปเอาอาลัวที่อบเสร็จแล้วมาพักบนตะแกรงให้เย็นก่อนจะเก็บใส่กล่อง และเอาหม้อตาลใส่โหลแก้วขนาดพอดีกับหม้อตาลห้าชิ้น

“นี่ผมจริงจังนะคุณ”

“ผมไม่เคยทำงานเลขา และไม่อยากทำด้วย ถึงจบบัญชีก็เรียนให้ได้ปริญญาแค่นั้น ไม่ได้คิดจะเอาไปทำงานที่ไหนหรอก คุณจะเสียเงินจ้างคนเพิ่มทั้งที่ไม่จำเป็นทำไม”

จินยองนำขนมทั้งหมดจัดเรียงใส่กระเช้าสีขาว แล้วจัดตกแต่งให้ดูสวยงามน่ารัก

“เสร็จแล้ว คุณโทรเรียกพสุมารับได้แล้วล่ะ ขอบคุณที่ช่วยทำขนม”

“น้องคุณยังไม่กลับเลย ผมอยู่จนน้องคุณกลับก็ได้นะ”

“ฮันบินกลับประมาณสองทุ่มตลอด คุณไม่ต้องสนใจหรอก ฉันอยู่ได้”

จินยองเดินออกจากห้องครัวไปพร้อมสมุดในมือ จิณณพัตถอนหายใจ

ผู้ชายคนนี้จีบยากจังน้าเขาต้องทำยังไงดี

ร่างสูงโทรให้พสุมารับ ลุกจากเก้าอี้ในครัวเดินตามจินยองไป ร่างบางวางสมุดรายรับรายจ่ายไว้บนโต๊ะตัวเล็กแล้วกำลังกวาดบ้าน

“ผมยังไม่ได้จ่ายค่าขนมคุณเลย”

จินยองยังคงกวาดบ้านต่อไปขณะเอ่ยราคาขนมออกมา

“บุหลันดั้นเมฆ ชิ้นละ 6.50 บาท 10 ชิ้น  65 บาท ขนมหม้อตาล ชิ้นละ 9  บาท 5 ชิ้น 45 บาท ขนมช่อม่วง ชิ้นละ 8 บาท 9 ชิ้น 72 บาท ขนมช่อผกากรอง ชิ้นละ 8.50 บาท 7 ชิ้น 59.50 บาท อาลัวกุหลาบ ชิ้นละ 8 บาท บาท  5 ชิ้น 40 บาท รวมทั้งหมด 281.50 บาท กระเช้าเปล่า 170 บาท รวมกับขนมก็ 451.50 บาท แต่คนอย่างคุณไม่น่าจะมีเหรียญ 50 สตางค์หรือเหรียญบาทพกติดตัว งั้นก็จ่ายมา 450 บาท”

จิณณพัตฟังราคาขนมแล้วตกใจ ไอ้ขนมที่ทำยากแสนยากตั้งห้าอย่างนั่นขายในราคาชิ้นละไม่กี่บาทเท่านั้นเหรอ?

ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมพ่อค้าแม่ค้าคิดกันราคานี้ แต่พอได้เห็นวิธีทำทุกขั้นตอน ได้เห็นความประณีต แล้วจะยังค่าวัตถุดิบต่างๆ อีก เขาว่าราคามันถูกไปหรือเปล่า?

“คุณคิดราคาผิดหรือเปล่าจินยอง บุหลันดั้นเมฆ 11 ชิ้นนะ ช่อม่วง 10 ชิ้น และช่อผกากรอง 8 ชิ้นต่างหาก”

“ก็หักที่คุณกินไปไง”

“หักทำไม คิดเงินไปด้วยสิ”

“คุณก็ช่วยทำ ถือว่าฉันเลี้ยงขนมคุณแล้วกัน จ่ายมา 450” จินยองวางไม้กวาดพิงไว้กับผนังห้องแล้วยื่นมือออกไป

จิณณพัตเดินไปหยิบกระเป๋าเงินในเสื้อสูทออกมา เปิดดูมีแต่แบงค์พันจึงหยิบให้จินยองไปใบหนึ่ง

จินยองเดินไปหยิบเงินทอนมาก่อนจะรับเงิน ยื่นให้อีกฝ่ายแล้วรับค่าขนมมา

“ค่าขนมไม่ถูกเกินไปเหรอคุณ”

“ไม่นี่ ใครๆ ก็ขายราคานี้แหละ”

“ทำขนมขายนี่อยู่ได้จริงๆ เหรอ”

“คุณเห็นฉันอยู่ไม่ได้ไหมล่ะ แล้วเห็นหรือเปล่าว่าในตลาดมีกี่ร้าน ขายแล้วเลี้ยงตัวไม่ได้จะขายทำไมล่ะ คุณแค่มีเงินเยอะเกินไปเลยรู้สึกว่าเงินที่ได้จากการขายขนมมันเล็กน้อย แต่ที่ได้ทุกวันนี้ก็ถือว่าเยอะแล้วสำหรับฉัน”

ก่อนที่ทั้งสองจะได้คุยอะไรกันต่อก็ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์ขับเข้ามาในบ้าน และเสียงรถหยุดลงตามด้วยเสียงดังของเด็กหนุ่ม

“พี่จ๋า กลับมาแล้วจ้า” แต่ฮันบินไม่ได้มาคนเดียว มีพสุมาด้วย

“หนูเจอพี่เขาที่หน้าปากซอยพอดีเลยให้ซ้อนท้ายมาด้วย” ฮันบินเอ่ยเสริมเมื่อเห็นสายตาคำถามของพี่ชาย

พสุช่างมารวดเร็วทันใจ เพราะเขาก็ไม่ได้กลับบ้านหรอก อยู่แถวๆ นี้รอนายเรียก

“หิวข้าวแล้ว”

“ล้างมือก่อนด้วยล่ะ”

“จ้า” ฮันบินรี่ไปที่ครัวด้วยความหิวทันที

จินยองสอดเงินค่าขนมไว้ในสมุดแล้วเดินไปเอากระเช้ามาให้จิณณพัต

“ถ้าคุณป้าของคุณทานแล้วไม่ชอบไม่ต้องไปพยายามทำให้ท่านชอบและมาสั่งขนมของฉันล่ะ ฉันอยากให้ท่านทานแล้วรู้สึกว่ามันอร่อยจริงๆ จนอยากจ้างเอง”   

จินยองพูดดักไว้ก่อนราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่

จิณณพัตนี่ขนลุกเบาๆ จินยองอ่านใจคนได้หรือไง เขากำลังคิดอยู่เชียวว่าพรุ่งนี้จะโน้มน้าวใจคุณป้าอย่างไรดีให้ท่านจ้างจินยองทำขนม

“รู้แล้วน่า มันเป็นศักดิ์ศรีของคนทำขนมใช่ไหมล่ะ”

“เข้าใจก็ดีแล้ว กลับดีๆ ล่ะ”

“จะกลับแล้วเหรอครับ ให้ผมขับไปส่งที่หน้าปากซอยไหมจะได้ไม่ต้องเดิน” ฮันบินที่ถือจานข้าวออกมาจากในครัวร้องทักคนที่กำลังจะกลับ

“ไม่เป็นไรหรอก เดินแค่แป๊บเดียวเอง เราน่ะกินข้าวไปเถอะ” จิณณพัตขอรับไว้แค่น้ำใจ เกรงใจฮันบินด้วย แต่ก็รู้สึกว่าเด็กนี่เป็นเด็กดีเหมือนกันนะ ไม่ว่าจะถามตามมารยาทหรือถามจากใจก็เถอะ

“ผมออกไปส่งแล้วกัน ขับแป๊บเดียว” ฮันบินวางจานข้าวลงบนโต๊ะตัวเล็กแล้วหยิบกุญแจรถเดินนำออกไป

จินยองยืนอยู่หน้าประตูมองรถมอเตอร์ไซค์ที่มีน้องชายเป็นคนขับ คุณรองนั่งกลางและพสุนั่งรั้งท้าย

“ขับดีๆ อย่าพาเขาไปเทกระจาดเข้ารั้วบ้านใครล่ะ”

“โฮ่ยพี่จ๋า! เชื่อมือไอ้บีคนนี้บ้างเหอะ” ฮันบินบ่นแล้วก็ขับออกไป

 

 

 

 

 

เมื่อเข้ามานั่งในรถหรูของตนแล้ว จิณณพัตก็ลองโทรหาน้องเผื่อน้องจะว่างอยู่ คืออึดอัดอยากปรึกษาปัญหาหัวใจมากเลย

<ครับพี่รอง มีอะไรทำไมโทรหาน้อง>

“ว่างคุยใช่ไหม อยู่ไหน”

<อยู่ ER แต่คุยได้ ไม่มีคนไข้ มีอะไรเหรอ>

“พี่ชอบใครคนหนึ่งอยู่น่ะ ชอบมาก”

<หืม? ใครเหรอครับที่ทำให้พี่รองถึงกับโทรหาเล็กแบบนี้ เรื่องนี้น่าจะไปคุยกับพี่ใหญ่พี่สามมากกว่านะ>

“คิดดูดีแล้วพี่ว่าพี่ระบายกับเล็กดีกว่า อย่าหวังพึ่งสองคนนั้นเลย เล็กก็รู้ว่าแต่ละคนเป็นไง”

<แต่น้องไม่เคยมีแฟนนะเผื่อพี่รองลืม>

“ไม่ได้ลืม แต่คนไม่มีแฟนมักให้คำปรึกษาได้ดีกว่าคนมีแฟนนะ”

<อ่ะมีอะไรก็ว่ามา>

จิณณพัตเล่าเรื่องราวของจินยองให้น้องฟังทั้งหมด ปลายสายก็รับฟังโดยไม่ขัดอะไร

<จริงจังขั้นไหน>

“ว่าที่พี่สะใภ้เล็ก” จิณณพัตจริงจัง

<โหพี่รอง พี่ทำเล็กใจเต้นไปด้วยเลยอ่ะ> ยวิษฐาโหมาเสียงอย่างยาว

“ท่าทางจีบยากมาก”

<ใช่ แค่ฟังยังรู้สึกว่าน้องเขาฉลาด ดูรู้ทันพี่>

“คนแบบนี้ล่ะที่ตามหาเลย”

<แต่เขาเชื่อมั่นในความจริงเกินไปหน่อยนะ>

“ยังไง”

<เขาปฏิเสธพี่เพราะมองทุกอย่างรอบตัวหมดแล้วน่ะสิว่าเขากับพี่มีความต่างกันมากเกินไป ปิดกั้น ไม่ถลำลึก ไม่สนิทด้วย แม้แต่ความเป็นเพื่อนอาจยังต้องใช้เวลานานเลย แล้วถ้าข้ามขั้นไปจีบเลยเล็กว่ายังไงก็จีบไม่ติดหรอก>

“ต้องทำยังไงเขาถึงจะยอมเปิดใจ พี่ไม่เคยเจอคนแบบนี้ไงเล็ก ขนาดทำขนมด้วยหลายชั่วโมง คุยกันตั้งเยอะ พี่ยังรู้สึกว่าบางทีพี่อ่านเขาไม่ออก”

<รีบร้อนไม่ได้หรอก แต่ถ้าใจร้อน พี่คงต้องใช้เล่ห์ตัวเองแล้วล่ะ ถนัดไม่ใช่เหรอ>

“เล็กช่วยพี่หน่อยสิ”

<จะให้เล็กทำไงเล่า เล็กไม่รู้จักเขานี่นา>

“ถ้าเล็กช่วยพี่ พี่จะช่วยให้เล็กได้เจอนายอาทิตย์บ้างเอาไหม”

<จริงเหรอ?! นี่พี่รองไม่หวงเล็กแล้วเหรอครับ ดีใจจะ…>

“ไม่ต้องดีใจ! ยังหวงอยู่ หวงมากด้วย และเล็กก็รู้แก่ใจว่าหมอนั่นเป็นคนงานพี่ใหญ่แล้ว และเล็กก็สัญญากับพี่ใหญ่แล้วด้วย ดังนั้นเรื่องขัดคำสั่งพี่ใหญ่นี่เสี่ยงมาก แต่พี่จะช่วยถ้าเล็กช่วยพี่ได้”

<พี่รอง..พี่ทำเล็กตกใจนะ ทุกทีพี่ไม่เคยถูกใจใครจริงจังขนาดนี้นี่ คนนี้เขามีดีจริงๆ ใช่ไหม เขาทำเสน่ห์อะไรใส่พี่รองของเล็กหรือเปล่าเนี่ย>

ยวิษฐาเริ่มจริงจังตามพี่รองของตน จิณณพัตถอนหายใจ

“ไม่รู้ แต่พี่รู้สึกว่าปล่อยไปไม่ได้ มันต้องคนนี้น่ะเล็ก ต้องคนนี้เลย”     

<แน่ใจว่าไม่ใช่แค่ความรู้สึกอยากเอาชนะ>

“ไม่ใช่แน่นอน มันเป็นความรู้สึกเวลาเจอคนที่ใช่ต่างหาก”

<โอ๊ย! ฟังแล้วน้องเขินแทนจินยองเลยอ่ะ>

“มันใช่เวลาไหมเล็ก”

<อ่าวนี่ก็เขินจริงๆ..แค่นี้ก่อนนะมีคนไข้เข้ามา!>

ก่อนที่น้องจะวางสายไปอย่างรีบร้อน จิณณพัตได้ยินเสียงวุ่นวายอยู่แว่วๆ

“ทำไงดีวะพสุ”

“ฉุดไหมครับ”

“แกนี่นะ!” คนที่นั่งเบาะหลังเอื้อมมือไปตบศีรษะคนสนิทที่มาล้อเล่นเอาในเวลาแบบนี้

“โอ๊ย!..ผมรู้นะว่านายก็อยากทำอย่างนั้นแต่ทำไม่ได้ต่างหาก”

“เงียบปากแกไปเลย”

“ผมว่าปรึกษาคุณสามจะไม่ดีกว่าปรึกษาคุณเล็กหรือครับ ไม่ต้องเสี่ยงขัดใจนายหัวด้วย”

“ขอคิดก่อนแล้วกัน”

พสุขับรถไปเงียบๆ สักพัก ครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ครู่ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมา

“นายครับ ขอผมพูดอะไรสักหน่อยได้ไหมครับ”

“ถ้าไม่ใช่เรื่องกวนประสาทก็พูดมาเถอะ”

“คือ..ผมเองก็คิดว่าคุณจินยองเธอเป็นคนแปลก คือแปลกในที่นี้ไม่ใช่ความหมายไม่ดีนะครับ คือแปลกและแตกต่างจากคนเก่าๆ ของนาย ซึ่งผมว่าแม้คุณจินยองจะเป็นคนตรงไปหน่อยก็เหมาะกับนายดี หากสิ่งที่สำคัญกว่านั้น ผมเองก็มองในมุมเดียวกับคุณจินยองในการที่คุณเขาจะคิดว่าไม่เหมาะสมกับนาย นายอาจจะรักชอบเขาเพราะตัวเขาจากใจจริง แต่สะใภ้ของบ้านเตชโรจนวัชร์ควรเป็นพ่อค้าขายขนมหวานในตลาดจริงๆ หรือครับ อ๊ะ! นายอย่าเพิ่งด่าผม”

พสุร้องห้ามเมื่อมองกระจกส่องหลังแล้วพบสายตาคมวาวกร้าวขึ้นด้วยความไม่พอใจ

พอนายไม่ด่าพสุก็กล่าวต่อ

“คุณจินยองมีรูปเป็นทรัพย์ก็จริงแต่ก็มีแค่นั้น มีการศึกษาแต่การงานก็ผมไม่ได้ดูถูกใครเพราะผมก็เป็นคนรับใช้ของนายเหมือนกัน ผมแค่อยากให้นายมองความเป็นจริงมากกว่านี้ นายเคยคิดไหมครับว่าถ้านายใหญ่และนายหญิงรู้เรื่องนี้จะเป็นยังไง แม้ท่านทั้งสองจะใจดี แต่จะยอมรับคุณจินยองได้หรือเปล่า”

พอพสุเอ่ยถึงพ่อและแม่ขึ้นมาจิณณพัตก็นิ่งไป เขาลืมคิดถึงเรื่องนี้เลย

จริงอยู่ที่พ่อแม่ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายเรื่องความรักของลูกๆ คงเพราะรู้ว่าเขา พี่ใหญ่ และไอ้สามไม่ได้จะจริงอะไร คบแล้วเลิก คบไม่นาน

แต่ถ้าจริงจังขนาดจะแต่งงานกับใครสักคน การจะรับใครเป็นสะใภ้ของบ้าน พ่อแม่ไม่ยุ่งคงไม่ได้

“อาจจะดีก็ได้นะครับที่คุณจินยองทำตัวมีระยะห่างกับนาย นายจะได้ท้อและตัดใจจากเขาได้เร็วๆ”

“ฉันไม่คิดจะตัดใจทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรหรอกนะพสุ”

“นายแน่ใจหรือครับว่าชอบคุณจินยองจริง นายเพิ่งเจอเขาไม่กี่ครั้งเอง”

“ถึงเจอไม่กี่ครั้งแต่อยากอยู่ใกล้ๆ เขานี่มันไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาสำหรับฉันเลยนะ ฉันพบเจอคนมากมายเพราะงานแกก็รู้ดีกว่าใคร แต่ฉันไม่เคยรู้สึกกับใครแบบนี้”

“เพราะเขาสวยหรือเปล่าครับ”

“ฉันเคยเจอสวยกว่านี้มากพสุ”

“เพราะเขาปฏิเสธนาย..

“ไม่ใช่ไม่เคยมีคนปฏิเสธฉัน”

“งั้นผมก็ไม่มีอะไรสงสัยแล้วล่ะครับ”

“กระทั่งแกที่อยู่กับฉันมานานยังสงสัยในตัวฉันเลย ก็ไม่แปลกที่จินยองจะสงสัยและคิดว่าฉันไม่จริงจังกับเขา”

และหลังจากนั้น ทั้งเจ้านายและลูกน้องก็เงียบกันไปจนถึงคฤหาสน์ของเตชโรจนวัชร์

 

TBC.

**

ตอนนี้พาร์ทเล่ห์เต็มตอนไปเลยค่ะ คุณรองและพี่จิน

พาร์ทต่อไปคู่ไหนดีคะ ลวง รัก หรือ ร้าย


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 134 ครั้ง

661 ความคิดเห็น

  1. #655 patt03 (@patt03) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2562 / 21:28
    ยอมใจฉากบรรยายทำขนมเลยค่ะ&#8203; ไรท์เขียนซะเห็นภาพเลย&#8203; เก่งจัง
    #655
    0
  2. #647 9397♡ (@amimikuma) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 / 12:55
    ตอนนี้น่ารักมากๆเลยอ่ะ อ่านไปอบอุ่นหัวใจสุดๆ
    #647
    0
  3. #607 My love markbam (@a_mote3030) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 15:14
    หรือยองแจเป็นพี่น้องกับจินยอง
    #607
    0
  4. #602 FLAHPI (@Plafah16) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 18:45
    จินยองกับฮันบินเป็นพี่น้องกับยองแจใช่มั้ย ใช่สิมันต้องใช่
    #602
    0
  5. #571 Chaval (@gifbam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 01:19
    มาต่อไวๆเน้อออ ^^
    #571
    0
  6. #568 ออมม่า (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 09:08

    อยากให้มาต่อไว ๆ รอทุกวันเลย

    #568
    0
  7. #567 LFRANCE (@muaykie147) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 19:26
    โหวตทุกตอนเลยค่ะ!
    #567
    0
  8. #564 oni (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 กันยายน 2561 / 06:35

    คิดถึงมากมาย กลับมาสักที ดีใจจัง คู่นี้ดูเรียบแต่ก็ไม่ธรรมดา ชอบค่ะ

    #564
    0
  9. #561 braion (@ziptiz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 20:52
    แงงง ไรต์จะกลับมาต่ออีกไหมอ่ะะะ เพิ่งได้เข้ามาอ่านเราชอบคู่คุณรองมากๆเลย รออ่านตอนเล่ห์น้าาาา เข้ามาต่อนะๆๆๆ ><
    #561
    0
  10. #554 G_Bo (@G_Bo) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 19:43
    มาต่อไวๆเราชอบทุดคู่เลยย
    #554
    0
  11. #552 Mxrk Wnd (@mxrkwind93) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 11:52
    เรารอคู่มาร์คแบมอยู่นะคะ m__m
    #552
    0
  12. #551 PSTO (@PSTO) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 23:47
    แงงงจัดเต็มมากจิงๆจุใจ ฉุดเลยดีมั้ยคะคุณรอง!เดี๋ยวช่วยส่งกำลังใจไปให้5555 บรรยายตอนทำขนมได้ละเอียดลึกซึ้งจังค่ะหิวๆ
    #551
    0
  13. #550 phattharasudaMO (@phattharasudaMO) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 11:52
    ไรท์ คะยังรออยู่นะคะ
    #550
    0
  14. #544 mmmbb (@bbenz-02bt) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 01:04
    <p>งื้ออออ เราเพิ่งมาเจอเรื่องนี้ น่าติดตามทุกคู่เลยแต่ว่าตอนหน้าขอร้ายนะคะ อิอิ</p>
    #544
    0
  15. #542 น่ารัก (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 21:47
    สู้ต่อไปค่ะคุณรองสักวันน้องต้องใจอ่อนค่ะ
    #542
    0
  16. #540 SSMMTBB (@Ssm1997) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:06
    ไรท์เรามีอะไรจะบอกเรารอไรท์ทุกวันหน้าคอมเราไม่เร่งให้ไรท์มาต่อหรอกเพราะไรท์อาจจะไม่ว่างแล้วติดงานในส่วนของไรท์ยังไงเราเป็นกำลังใจให้นะเราจะรอและติดตามฟิคเรื่องนี้ต่อไปเพราะมัมสนุกมากเราชอบทั้งเนื้อหาและตัวละครเราจะรอติดตามไม่ไปไหนรอจนกว่าเวลาที่ไรท์ว่างและมาต่อให้เราอ่านสู้ๆนะรออยู่หน้าคอมเสมอ ///ตอนต่อไปขอ ร้ายนะคะไรท์ผู้น่ารัก
    #540
    1
  17. #539 JA2845 (@JA2845) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:10
    เราเชียร์ให้ฉุด55555 พาร์ทหน้าขอร้ายนะคะไรท์ กราบ555
    #539
    0
  18. #538 Quiet Sun (@misstomtam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:06
    ไรท์เก่งมากอะ แบบหาข้อมูลเก่งและแน่นมากๆ ยอมใจความขยันเลย ชอบความที่เราเข้าถึงได้อะ สรุปว่าคู่บีนยองก็ยังม่าใช่ไหม เราว่าเราพอเดาเรื่องออกนะ ใครพ่อนยองกับฮันบินอะ ถ้าไม่ผิดนะ 55555
    ปล.รักไรท์น้า เรารอไรท์มาต่อ เราจะรอจนจบ พอจบเราจะรอไรท์รวมเล่ม !!
    #538
    1
  19. #533 GUNTM (@GUNTM) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:21
    รอค่าาาาาาาาา
    #533
    0
  20. #532 หมี่กะทิ (@Nidjakun_1234) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 / 06:34
    เราชอบพาร์ทคุณรองกะจินยอง ตอนนี้แบบเต็มอิ่มมากๆ คุณรองดูน่าเอ็นดูอะผชเท่ๆมาทำขนมไทยทำก็ไม่เป็นเก้ๆกังๆ งื้อออออออน่าร้ากกกกก คุณรองเค้าจริงใจและจริงจัง ขอให้น้องใจอ่อนให้เร็วๆนะ ส่วนจินยองก็น่ารักเป็นคนดุๆพูดตรงๆ ชอบสุดตอนน้องดักคุณรองไม่ให้จีบ โอ้ยยยยยพ่อคุ๊ณณณณ5555555555
    เพิ่งมาอ่านรวดเดียวเลย งือออออออ มันดีอะดีมั่กๆๆเราชอบพล็อตแบบนี้55555555 ภาษาไรท์อ่านง่ายลื่นไหลดีงับ มาอัพอีกน้าเรารอตามอ่านอยู่ :)
    #532
    1
  21. #531 tew1142 (@tew1142) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:21
    ทำไมจินใจแข็งจังล่า เห็นใจคุณรองหน่อยสิ
    #531
    0
  22. #530 MONEYMONEY (@money--love--sj) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:12
    ขอน้องเล็กกับพี่อาทิตย์ต่อเลยได้มั้ยคะ น้องน่ารักมากกก ฮรือออ น่ารักๆๆๆ กินแทนพี่อาทิตย์เลยได้มั้ยยยย
    #530
    0
  23. #529 wtSunDra (@suphansakm_rasa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:45
    ฮื่อออ จินไม่ใจอ่อนสินะ คุณรองก็พยายามต่อไปนะคะเอาใจช่วยค่ะ จะบอกว่าอ่านไปแล้วอยากกินขนมขึ้นมาทันทีเลย น่ากินมาก5555 จินยองดูอดทนและเข้มแข็งมากๆ สู้ต่อไปนะลูกกก
    #529
    0
  24. #523 toki226 (@toki226) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:04
    ขอร้ายค่ะ แต่ก็อยากรู้ว่าคุณป้าชิมขนมแล้วจะเป็นไงเหมือนกัน 555555

    จินยองใจแข็งจัง แต่ก็ดีแล้วละ เพราะที่พสุพูดมาก็ถูก มันค่อนข้างยากในทางข้างหน้า ยังไงก็ฝ่าฟันไปให้ได้นะ
    #523
    0
  25. #521 Beamsc44 (@Beamsc44) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:39
    จินยองเย็นชาจังเลย
    แต่ไรท์บรรยายได้หิวขนมมากก อยากกินเลยค่า
    #521
    0