|
การระบาดของโรค : | ||
|
การระบาดของโรค ในประเทศไทยพบโรคนี้ในกระบือมากที่สุด พบได้ทั่วประเทศ แต่จะพบมากในภาคเหนือและภาคอีสาน ตามบริเวณติดต่อชายแดนไทย-พม่า และไทย-ลาว พื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคมักจะเกิดระบาดซ้ำในท้องที่เดิม และพบมากในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการทางผิวหนัง รองมาคืออาการทางเดินอาหาร โรคนี้มีระบาดในสัตว์มานานแล้ว ซึ่งนับเป็นโรคหนึ่งในพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 | ||
|
จังหวัดที่พบโรคแอนแทรกซ์บ่อย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ ตาก อุบลราชธานี สุรินทร์ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และบุรีรัมย์ | ||
|
เนื่องจากสปอร์มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อมมาก เมื่อสัตว์ได้รับสปอร์เข้าไปมักจะเกิดโรคอย่างเร็ว และแพร่ไปยังสัตว์อื่นได้ สภาพภูมิประเทศถ้าเป็นทุ่งหญ้า อากาศร้อนชื้นอุณหภูมิพอเหมาะ สภาพดินเป็นด่างเล็กน้อย สิ่งเหล่านี้จะเอื้ออำนวยให้เชื้อมีชีวิตอยู่ได้นาน นอกจากนี้ขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง เช่น งานเลี้ยงทำบุญต่าง ๆ นิยมฆ่าโค กระบือเลี้ยงกัน และประชาชนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมกินอาหารปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ หรือเมื่อสัตว์ที่เป็นโรคนี้หากไม่ทำลายโดยเผาหรือฝังลึกๆ ทันท่วงที จะทำให้เชื้อกระจายได้การทำลายซากสัตว์ถ้าทำไม่ถูกวิธึ ทำให้เกิดการระบาดของโรคได้ | ||
|
ปัจจุบันโรค Anthrax มีการนำ Spore ของเชื้อ Bacillus anthraeis มาเป็นอาวุธชีวภาพ (Biological weapon) เช่นในประเทศสหภาพโซเวียต | ||
|
เชื้อสาเหตุ : | |
|
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อบาซิลัส แอนทราซิส (Bacillus anthracis) ปกติแล้วเชื้อไม่เคลื่อนที่แต่เป็นเชื้อที่ต้องการออกซิเจนไว้หายใจ | |
|
เชื้อแอนแทรกซ์มีคุณสมบัติพิเศษ คือเมื่อถูกกับอากาศจะสร้างเกราะหุ้มตัวขึ้นมา เรียกว่า สปอร์ (Spore) ซึ่งทำให้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม | |
|
ความคงทนของสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ : | |
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง จึงมีการนำเชื้อแอนแทรกซ์ไปทำอาวุธชีวภาพ |
|
สัตว์นำโรค : | ||
|
เป็นโรคระบาดในหมู่สัตว์เลือดอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์กินหญ้า สัตว์ที่เป็นโรคนี้เรียงลำดับจากการติดโรคจากง่ายไปหายากได้ดังนี้ คือ โค กระบือ ม้า แพะ แกะ ซึ่งโรคนี้ติดต่อมายังคนได้ อย่างไรก็ตามคนและสุกรมีความต้านทานโรคนี้อยู่บ้าง สำหรับสัตว์อื่นๆ ที่เคยพบว่าเป็นโรคนี้ก็มี สุนัข แมว เป็ด ไก่ นก อูฐ ช้าง สุนัขจิ้งจอก กวางป่า และสัตว์ป่าอื่นๆ จากการทดลองพบว่าสัตว์กินเนื้อเกือบทุกชนิดเป็นโรคนี้ได้ | ||
|
การติดต่อของโรค : | ||
|
การติดต่อจากสัตว์มาสู่คน ติดต่อได้ 3 ทาง | ||
|
1. |
ทางผิวหนัง : ส่วนใหญ่ติดโดยตรงขณะชำแหละซาก/เนื้อสัตว์ป่วย แต่อาจติดทางอ้อมโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากส่วนประกอบของสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้ เช่น ผ้าขนสัตว์ รองเท้า เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ทำจากหนังสัตว์ ขนสัตว์ | |
|
2. |
ทางปาก : โดยการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ป่วยดิบ ๆ สุก ๆ ไม่สุกพอ | |
|
3. |
ทางเดินหายใจ : โดยการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อเข้าไป ส่วนใหญ่เกิดจากหายใจเอาขนสัตว์ หนังสัตว์ อาหารสัตว์ (กระดูกป่น) ที่มีสปอร์ฟุ้งกระจาย | |
|
สำหรับการติดต่อจากคนไปยังคนยังไม่เคยมีรายงานมาก่อน ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้แล้วเป็นได้อีก แต่ความรุนแรงจะน้อยลง คนที่ไม่มีความต้านทานจะมีอาการรุนแรง | ||
|
การติดโรคของสัตว์ต่างๆ : | |||
| |||
|
ระยะฟักตัวของโรค : | |
|
2 - 7 วัน ส่วนใหญ่เกิดภายใน 48 ชั่วโมง หลังสัมผัสโรค สำหรับการติดต่อจากการหายใจเอาสปอร์เข้าไป กรณีศึกษาหลังจากถังใส่สปอร์แอนแทรกซ์รั่วที่ประเทศสหภาพโซเวียต ทำให้เปลี่ยนแปลงความรู้เดิมที่มีอยู่ทั้งนี้พบว่าระยะฟักตัวนานถึง 60 วัน |
|
ระยะติดต่อของโรค : | |
|
สามารถติดต่อได้นานหลายปีในพื้นดิน และเครื่องใช้ที่ยังมีสปอร์อยู่ |
|
อาการในคน : | |
|
ระบบผิวหนัง จะเริ่มด้วยอาการคันที่บริเวณสัมผัสเชื้อ ตามด้วยตุ่มบวมมีน้ำใส ภายใน 2 - 6 วัน ตุ่มจะเริ่มยุบตรงกลางเป็นเนื้อตายสีดำคล้ายแผลบุหรี่จี้ (แผล eschar) รอบ ๆ บวมน้ำ มักไม่ปวดแผล ถ้าปวดมักเนื่องจากการบวมน้ำที่แผล อาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อน แผลนี้อาจสับสนกับแผลโรคสครับทัยฟัส แต่แผลแอนแทรกซ์ มักพบนอกร่มผ้าและมีขนาดใหญ่กว่า การติดเชื้อที่ไม่ได้รับการบำบัดรักษา อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นพิษได้ อัตราป่วยตายประมาณร้อยละ 5 - 20 ถ้าได้รับยาปฏิชีวนะอัตราตายจะต่ำลงมาก |
|
อาการในสัตว์ : | ||
|
สัตว์เกือบทุกชนิดมีระยะฟักตัวสั้น อยู่ในระหว่าง 1 - 5 วัน หากถ้าแบ่งตามระยะเวลาที่สัตว์ป่วยจนถึงตาย จะแบ่งได้เป็น 4 ชนิด คือ | ||
|
1. แบบฉับพลัน สัตว์จะแสดงอาการป่วยอย่างกะทันหัน ตายภายใน 1 - 2 ชั่วโมง | ||
|
2. แบบร้ายแรง สัตว์จะตายหลังจากแสดงอาการป่วยได้ 24 - 28 ชั่วโมง | ||
|
3. แบบไม่ร้ายแรง สัตว์ป่วยจะแสดงอาการอยู่ 3 - 5 วัน แล้วตายหรือหายเป็นปกติ | ||
|
4. แบบเรื้อรัง สัตว์จะแสดงอาการป่วยอยู่นาน เช่น เป็นแผลเรื้อรัง | ||
|
| ||
|
การป้องกันและควบคุมโรค : | ||
|
กรณีทั่วไป ป้องกันโรคได้ดังนี้ | ||
|
1. |
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้กับสัตว์ทุก ๆ 6 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน วัว ควาย ในพื้นที่ที่เคยระบาด และในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค | |
|
2. |
ควบคุมการลักลอบนำโค กระบือจากประเทศข้างเคียง เช่น ลาว พม่า ตามบริเวณชายแดน เข้าประเทศ โดยที่สัตว์เหล่านั้นไม่ได้รับการควบคุมโรค | |
|
3. |
ไม่นำเนื้อสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุหรือสัตว์ที่อาจป่วยเป็นโรคนี้มากิน และไม่นำซากสัตว์เหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ต่อไป | |
|
4. |
การปรุงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต้องปรุงให้สุกจริง ๆ | |
|
5. |
ควบคุมผลิตภัณฑ์สัตว์ทั้งภายในประเทศ และที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ยังมีการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ เช่น ประเทศแถบอาฟริกา และเอเซียอาคเนย์ | |
|
กรณีพบที่สัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคแอนแทรกซ์ ควรปฏิบัติดังนี้ | ||
|
1. |
ห้ามเคลื่อนย้ายและผ่าซากสัตว์ แล้วรีบแจ้งสัตวแพทย์ให้มาตรวจดูโดยเร็ว | |
|
2. |
ถ้าสัตวแพทย์อยู่ไกลมากควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข | |
|
3. |
แจ้งสัตวแพทย์ให้รีบฉีดวัคซีนสัตว์ที่เหลือโดยรอบพื้นที่ที่เกิดโรคในรัศมี 1 - 5 กิโลเมตร | |
|
4. |
ห้ามนำสัตว์มาเลี้ยงบริเวณที่สัตว์ป่วยตายระยะหนึ่ง | |
|
5. |
ทำลายเชื้อตามคอก บริเวณที่สัตว์ป่วยตาย บริเวณที่ผูกล่ามสัตว์ป่วย โดยใช้โซดาไฟ 5% หรือปูนขาว | |
|
กรณีที่พบผู้ป่วย | ||
|
1. |
ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยเร็ว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องแจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด | |
|
2. |
ต้องสืบหาผู้สัมผัสโรครายอื่น ๆ เพื่อให้มารับการรักษา | |
|
3. |
สืบหาแหล่งเนื้อสัตว์หรือส่วนประกอบอื่น ๆ ของสัตว์ป่วยที่เป็นสาเหตุ เพื่อติดตามทำลายและดำเนินการควบคุมเช่นเดียวกับกรณีที่พบสัตว์ป่วย | |
|
การดูแลเมื่อมีผู้ป่วย : | |
|
กรณีที่พบผู้ป่วยจากโรคแอนแทรกซ์นั้น ยาปฏิชีวนะธรรมดาก็สามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้ ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็จะเข้าไปสอบสวนโรคหาสัตว์ที่เป็นต้นเหตุ โดยทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะประสานแจ้งให้ปศุสัตว์ทราบโดยเร็ว ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนทั่วไปได้อย่างดีว่า |
|
ปัญหาอุปสรรคในการควบคุมโรคแอนแทรกซ์ : | ||
|
1. |
ความคงทนของสปอร์ที่สามารถติดต่อตามดิน หญ้า ขนสัตว์และหนังสัตว์ได้นานหลายปี | |
|
2. |
ประชาชนทั่วไปขาดความรู้เกี่ยวกับอาการและอันตรายของโรคแอนแทรกซ์ | |
|
3. |
เจ้าของสัตว์มีฐานะยากจน นำสัตว์ป่วยตายมาขาย | |
|
4. |
ความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าที่ลักลอบนำโค กระบือ เข้ามาจากประเทศข้างเคียงหรือรับซื้อสัตว์ป่วยตายไปขาย | |
|
5. |
ลักษณะการบริโภคของประชาชนบางกลุ่มยังนิยมกินเนื้อดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ | |
|
6. |
มาตรการในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์ยังไม่ครอบคลุม และวัคซีนที่ใช้ยังป้องกันโรคได้ในระยะสั้น | |
|
ปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคแอนแทรกซ์แพร่กระจาย : | ||
|
1. |
สัตว์ตายแล้วไม่รีบทำลายซากโดยเร็ว มีการเคลื่อนย้ายหรือผ่าซาก | |
|
2. |
ทำลายซากไม่ถูกวิธี ไม่มีการทำลายเชื้อในบริเวณที่สัตว์ป่วยตาย | |
|
3. |
นำซากสัตว์ป่วยไปใช้ประโยชน์ต่อไป | |
|
4. |
สภาพของพื้นดิน ทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ ลำธาร มีการปนเปื้อนสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ป่วย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด | |
|
5. |
แมลงดูดเลือด หรือนก/สัตว์อื่นมากินซากสัตว์ป่วย | |
|
6. |
ไส้เดือนกินสปอร์ของเชื้อแล้วไปขับถ่ายที่อื่น ทำให้เชื้อแพร่ไปได้ | |
ความคิดเห็น