T.C.Lanla
ดู Blog ทั้งหมด

โรควัวบ้า

เขียนโดย T.C.Lanla
1. โรควัวบ้าคือโรคอะไร

          โรควัวบ้า (Mad Cow Disease) อาจเรียกว่า โรคสมองฝ่อ หรือโรคสมองพรุน หรือ BSE (Bovine Spongiform Encephalopathy) เป็นโรคติดต่อทางระบบประสาทในโค และทำให้เกิดรอยโรคที่เนื้อสมองเป็นลักษณะรูพรุนคล้ายฟองน้ำ (Transmission Spongiform Encephalopathy, TSE) โรคนี้มีความรุนแรงถึงตายในโตโตเต็มวัย โรคนี้พบได้ในโคทุกเพศ ทุกพันธุ์

2. โรควัวบ้ามีความสำคัญอย่างไร

           นอกจากโรควัวบ้าจะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในโคแล้ว ยังมีความสำคัญทางด้านสาธารณสุข เพราะสามารถติดต่อถึงคนได้ จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า โรควัวบ้าก่อให้เกิดโรคสมองพรุนในคน ชนิด variant Creutzfeldt-Jakob's Disease (vCJD) อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่มียารักษาและวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคนี้คือ การทำลายโคและผลิตภัณฑ์ที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าเป็นโรค ทำให้ส่งผลกระทบต่อการค้าโคและผลิตภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้โรควัวบ้าเป็นโรคระบาดสัตว์ที่อยู่ในบัญชีขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) จึงทำให้โรควัวบ้าถูกนำมาใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้าในเวทีการค้าโลก


3. โคติดโรควัวบ้าได้อย่างไร

           โคติดโรควัวบ้าจากการกินสารก่อโรควัวบ้า ที่เรียกว่า พริออนโปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป (Prion protein scrapie, PrPsc) ที่ปนเปื้อนในอาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของเนื้อและกระดูกป่น (meat and bone meal) สารก่อโรควัวบ้าเป็นอนุภาคโปรตีนที่มีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 12-16 นาโนเมตร น้ำหนักโมเลกุล 32-35 กิโลดัลตันเท่านั้น โรควัวบ้าไม่สามารถติดต่อโดยการสัมผัสหรือการหายใจ และสารก่อโรควัวบ้าไม่ผ่านทางน้ำนม แต่สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้

          อุบัติการครั้งแรกของโรควัวบ้าคาดว่า เกิดจากโคกินอาหารที่ทำมาจากชิ้นส่วนของแกะที่เป็นโรคสแครปี (Scrapie) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสมองพรุนในสัตว์และคน



4. กระบวนการเกิดโรควัวบ้าในโค

           กระบวนการเกิดโรควัวบ้าเท่าที่ทราบในปัจจุบันพบว่า เริ่มต้นเมื่อสารก่อโรควัวบ้า (PrPsc) เข้าสู่ร่างกายโดยการกินแล้วจะเคลื่อนที่ไปทางต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณลำไส้ (Peyer's patches) จากนั้นสารก่อโรควัวบ้าจะเหนี่ยวนำให้พริออนโปรตีนปกติ (PrP) เปลี่ยนไปเป็นสารก่อโรควัวบ้า
ซึ่งสารก่อโรควัวบ้าส่วนใหญ่จะเหนี่ยวนำพริออนโปรตีนปกติเข้าสู่สมองทางเส้นประสาทวากัส ขณะเดียวกันสารก่อโรควัวบ้าบางส่วนจะไปที่ม้ามและต่อมน้ำเหลือง แล้วจึงเข้าสู่ไขสันหลังทางเส้นประสาทวิสเซอรอล

          ได้มีการศึกษาการกระจายของสารก่อโรควัวบ้าในโคทดลอง โดยการฉีดสมองบดของโคที่เป็นโรควัวบ้าเข้าทางสมองของโค พบว่าสารก่อโรควัวบ้าส่วนใหญ่จะไปรวมอยู่ที่เนื้อสมองและไขสันหลังซึ่งสารก่อโรควัวบ้าจะเป็นตัวทำลายเซลล์ประสาท และทำให้เกิดพยาธิสภาพลักษณะรูพรุนกล้ายฟองน้ำที่พื้นสมอง ปริมาณการตรวจพบสารก่อโรควัวบ้าในโคนั้น จะพบมากที่สมองโดยเฉพาะส่วนก้านสมอง (obex) 64.1%, ไขสันหลัง 25.6%, dorsal ganglia 3.8%, ลำไส้เล็กส่วนปลาย (distal ileum) 3.3%, Trigeminal ganglia 2.65% และตา 0.04% ต่อมามีรายงานการตรวจพบสารก่อโรคที่ต่อมทอนซิลด้วย



5. ความคงทนของสารก่อโรควัวบ้า (PrPsc)

           สารก่อโรควัวบ้า (PrPsc) มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนในระดับหุงต้มอาหาร ทนต่อแสงอุลตร้าไวโอเลต แช่แข็ง พาสเจอไรเซชั่น สเตอริไรเซชั่น และน้ำย่อยในกระเพาะ รวมทั้งเอ็นไซม์โปรตีเอส (Protease enzyme) แต่ถูกทำลายได้ด้วยคามร้อนที่อุณหภูมิ 133 องศาเซลเซียส ภายใต้ความดัน 3 บาร์ (หรือ 43.3 ปอนด์/ตารางนิ้ว) เป็นระยะเวลานาน 18 นาที หรือแช่ในสารละลายโซดาไฟหรือโซเดียมไฮโปรคลอไรด์ นานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง



6. อาการของโรควัวบ้าในโค

           เมื่อโคกินสารก่อโรควัวบ้าเข้าไป สารนี้ต้องใช้ระยะฟักตัวในโคนาน 2-8 ปี โคจึงจะแสดงอาการผิดปกติ ซึ่งส่วนมากมักจะแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 24 เดือนขึ้นไป อย่างไรก็ดีมีรายงานพบโรควัวบ้าในโคอายุน้อยที่สุดคือ 19 เดือน และมากที่สุด 15 ปี โคที่แสดงอาการแล้วในที่สุดจะตายทุกตัว

          อาการของโรควัวบ้าแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการดังนี้
          ก. กลุ่มแสดงอาการเฉพาะ ได้แก่
             - พฤติกรรมผิดปกติ เช่น ก้าวร้าว เตะถีบ แยกตัวออกจากฝูง เป็นต้น
             - ไวต่อสิ่งกระตุ้น (hypersensitivity) โดยเฉพาะต่อแสง เสียง และสัมผัส
             - การเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น ขณะเดินขาทั้งสี่จะทำงานไม่ประสานกัน โดยเฉพาะขาหลัง ขาไม่มีแรง ล้มแล้วลุกไม่ได้ เป็นต้น

          ข. กลุ่มแสดงอาการไม่เฉพาะ เช่น น้ำหนักลด น้ำนมลด ผอม และตายโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น


7. จะทราบได้อย่างไรว่าโคเป็นโรควัวบ้า

           การวินิจฉัยว่าโคเป็นโรควัวบ้าหรือไม่ ต้องอาศัยวิธีการชันสูตรโรคทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการได้ เนื่องจากสัตว์ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไม่แน่นอนและคล้ายกับโรคอื่นๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า โรคลิสเตอร์ริโอซีส อาการที่เกิดจากสภาวะสมองบวม พิษจากสารตะกั่ว และเนื้องอกในสมอง เป็นต้น ตัวอย่างที่ต้องใช้ในการชันสูตร คือ เนื้อเยื่อสมองโค



8. สามารถชันสูตรโรควัวบ้าในโคมีชีวิตได้หรือไม่

           วิธีการชันสูตรโรควัวบ้าในปัจจุบัน (สิงหาคม 2547) ยังมีขีดจำกัด เนื่องจากต้องใช้ตัวอย่างเนื้อสมองของสัตว์ที่ตายแล้วเท่านั้น อีกทั้งวิธีชันสูตรโรคที่ดีต้องมีความถูกต้องแม่นยำสูงและใช้เวลาสั้น ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีวิธีใด้ที่เป็นที่ยอมรับว่าสามารถชันสูตรโรคนี้ในสัตว์มีชีวิตได้ อย่างไรก็ดีประเทศต่างๆ กำลังทำการวิจัยในเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง



9. คนติดโรควัวบ้าได้อย่างไร

1) เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารก่อโรควัวบ้า (PrPsc) เป็นผลให้คนที่ได้รับสารก่อโรควัวบ้ามีอาการและรอยโรคเหมือนโคที่เป็นโรควัวบ้า
2) ได้รับฮอร์โมนชนิด growth hormone หรือปลูกถ่ายอวัยวะจากคนที่มีสารก่อโรควัวบ้า


10. คนที่ได้รับสารก่อโรควัวบ้าจะมีอาการอย่างไร และเรียกโรควัวบ้าเหมือนกันหรือไม่

           เมื่อสารก่อโรควัวบ้า (PrPsc) เข้าสู่ร่างกายคน จะใช้ระยะฟักตัวในคนนานถึง 14 เดือน และผู้ป่วยจะแสดงอาการทางสมองเสื่อมอย่างรุนแรง เรียกโรคที่เกิดในคนว่า โรคสมองพรุน หรือ variant Creutzfeldt-Jakob's Disease (vCJD) ไม่เรียกว่า คนนั้นเป็นโรควัวบ้าหรือโรค BSE นอกจากนี้โรค vCJD สามารถพบในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 13-41 ปั และสามารถพบได้ในเด็กด้วย ซึ่งต่างจากโรคสมองพรุนหรือสมองฝ่อในคนที่เกิดจากสาเหตุอื่น ได้แก่ โรค cCJD (calssical Cruetzfeldt-Jakob's Disease), โรค Kuru, โรค GSs (Gerstmam-Straussler-Scheinker Syndrome) และ FFI (fatal familial insomnia)

          โรค cCJD หรือ CJD แตกต่างจาก vCJD คือ โรค CJD จะพบเฉพาะในผู้สูงอายุ ระหว่าง 59-75 ปี อาการสมองเสื่อมในผู้ป่วยจะเป็นไปอย่างช้าๆ และสารก่อโรคนี้จะใช้เวลาฟักตัวในคนนาน 4.5 เดือน

          นอกจากนี้ โรควัวบ้าจัดอยู่ในกลุ่มโรคสมองพรุนติดต่อในคนและสัตว์ ที่เรียกรวมๆ ว่า กลุ่มโรค TSE (Transmissible spongiform encephalophaty) ซึ่งประกอบด้วย โรคสมองพรุนในแกะเรียกว่า โรคสแครปี (Scrapie) โรคสมองพรุนในกวางเรียกว่า โรค chronic wasting disease โรคสมองพรุนในแมวเรียกว่า โรค FSE


11. โรควัวบ้ามีการแพร่ระบาดในประเทศใดบ้าง และในประเทศไทยมีไหม

           โรควัวบ้ามีรายงานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2529 ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้มีรายงานการตรวจพบในหลายประเทศในทวีปยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชีย) และล่าสุดที่สหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2547) (ภาคผนวก ก) จนถึงปัจจุบันยังไม่พบโรคนี้ในประเทศไทย แม้จะได้มีการเฝ้าระวังโรคและสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการ


เอกสารอ้างอิงหลัก
www.who.int/csr/disease/bse/en
www.oie.int/eng/normes/mmanual/A_00064.htm
www.fda.gov/oc/opacom/hottopics/bse.html
www.defragov.uk/animalh/bse/

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น