|
โรคทริคิโนซิล หรือ โรคทริคิเนลโลซิส เป็นโรคพยาธิที่ติดต่อถึงคนโดยการบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หรือ สุกๆ ดิบๆ ในประเทศไทยมีการพบการระบาดโดยการบริโภคเนื้อสุกรชาวเขา สุกรป่า และสัตว์ป่าอื่นๆ อาการที่สำคัญในคน ได้แก่ปวดกล้ามเนื้อ หนังตาบนบวม ตาแดงอักเสบ มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียมาก ผู้ป่วยมักป่วยอยู่นานหลายเดือนหรืออาจเป็นรุนแรงจนถึงชีวิตได้ |
|
การระบาดของโรค | ||
|
โรคทริคิโนซิสพบการระบาดทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตอบอุ่น ในประเทศไทยมีรายงานการระบาดในคนครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2505 ที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน จากนั้นพบการระบาดเรื่อยมา โดยมีการระบาดในจังหวัดภาคเหนือตอนบน แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานการระบาดในภาคใต้ด้วยเช่นกัน | ||
|
ภาคกลาง |
จังหวัดกรุงเทพฯ ลพบุรี สระบุรี ชัยนาท สมุทรสงคราม | |
|
ภาคตะวันออก |
จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว อุทัยธานี | |
|
ภาคตะวันตก |
จังหวัดกาญจนบุรี | |
|
ภาคเหนือ |
จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง น่าน ลำพูน แพร่ พะเยา แม่ฮ่องสอน เชียงราย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ | |
|
ภาคตะวันออก- |
จังหวัดชัยภูมิ มหาสารคาม บุรีรัมย์ สุรินทร์ ขอนแก่น หนองคาย ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร | |
|
ภาคใต้ |
จังหวัดชุมพร สงขลา ระนอง นครศรีธรรมราช พัทลุง | |
|
ฤดูการที่มีการเกิดโรค | ||
|
การระบาดได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าช่วงนี้ชาวบ้านมักจัดงานเฉลิมฉลอง และเลี้ยงอาหารกัน ตลอดจนนิสัยหรือวัฒนธรรมในการบริโภคอาหารก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง | ||
|
มักพบผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และมักเป็นผู้ใหญ่กลุ่มที่นิยมบริโภคอาหารแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ บางครั้งพบการระบาดในกลุ่มชาวอีสานที่ย้ายไปทำงานในภาคอื่นๆ เช่นภาคใต้ เป็นต้น | ||
|
|
เชื้อสาเหตุ |
|
พยาธิตัวกลมลำไส้ Trichinella spiralis ตัวอ่อนของพยาธิชนิดนี้จะอยู่ตามกล้ามเนื้อ และมีถุงหุ้มที่มีแคลเซียมเกาะ ทำให้ทนทานต่อกระบวนการถนอมอาหาร เช่นการหมักเกลือ การใช้เครื่องเทศและการรมควัน มีรายงานพบตัวอ่อนที่มีชีวิตในกล้ามเนื้อคนได้นานถึง 5-10 ปี |
|
สัตว์นำโรค |
||
|
ส่วนใหญ่เป็นสุกร (ในประเทศไทยมักเกิดจากสุกรชาวเขาและสุกรป่า) สุนัข แมว หนู สัตว์ป่าที่กินเนื้อ เช่น หมาไน หมี สิงโต เสือ สุนัขป่า สุนัขจิ้งจอก กระรอก สัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนมในแถวทวีปอาร์คติก เป็นต้น | ||
|
การติดต่อของโรค | |
|
ติดโดยการกินเนื้อสัตว์ที่มีพยาธิตัวอ่อน โดยปรุงดิบๆ หรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้ แหนม ถุง cyst หุ้มตัวอ่อนจะถูกย่อยที่กระเพาะ ตัวอ่อนจะเข้าไปฝังตัวในเซลล์ผนังลำไส้เล็ก แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวแก่ภายใน 2 วัน เมื่อผสมพันธุ์แลัวตัวเมียจะผลิตตัวอ่อนได้มากถึง 1,500 ตัว ตัวอ่อนจะไชเข้าท่อน้ำเหลืองและหลอดเลือดฝอย เข้าสู่กระแสเลือดแล้วกระจายไปทั่วร่างกาย ไปฝังตัวตามกล้ามเนื้อลาย เช่นกล้ามเนื้อกระบังลม น่อง ซี่โครง และแขน |
|
ระยะฟักตัวของโรค | |
|
อาการอาจปรากฏขึ้นประมาณ 8-15 วันหลังกินพยาธิตัวอ่อน หรืออาจพบได้ตั้งแต่ 5-45 วัน ขึ้นกับจำนวนพยาธิตัวอ่อน แต่อาจพบอาการระบบทางเดินอาหารได้ก่อนภายใน 2-3 วัน |
|
อาการ | |
|
โรคนี้เกิดจากตัวอ่อนของพยาธิในกล้ามเนื้อ อาการในคนแตกต่างกันมากขึ้นกับจำนวนตัวอ่อนที่กินเข้าไป อาจเป็นการติดเชื้อโดยไม่ปรากฏอาการหรือรุนแรงถึงเสียชีวิต | |
| อาการเฉพาะของโรค | |
| |
| อาการของโรคในระยะเริ่มแรก | |
| |
| อาการแทรกซ้อนที่หัวใจ และระบบประสาท | |
|
|
การรักษา | |
|
ยา pyrantel, levamisole หรือ thiabendazole มีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวแก่ สำหรับการทำลายตัวอ่อนในกล้ามเนื้อควรใช้ mebendazole หรือ albendazole และในรายที่รุนแรงจำเป็นต้องให้ corticosteroids แต่หากอาการน้อยไม่ควรใช้ เพราะยานี้อาจมีผลให้ยืดเวลาการกำจัดพยาธิตัวแก่ในลำไส้ออกไป |
| |
การป้องกันและควบคุมโรค | ||
| กลยุทธ์ในการควบคุมโรคทริคิโนซิสจะต้องพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ และต้องเป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ | |||
| 1. | การป้องกันโรคในสุกร เป็นที่ทราบกันดีว่าสุกรเป็นแหล่งใหญ่ในการแพร่กระจายโรคไปสู่คน โดยปกติแล้วสุกรมักติดพยาธิมาจากการกินเนื้อที่มีพยาธิปนเปื้อนมากับเศษอาหาร หรือเศษเนื้อจากโรงฆ่าสัตว์,กินอุจจาระที่มีพยาธิปนอยู่เข้าไป หรือในสุกรป่า อาจโดยการกินเนื้อสัตว์ที่เป็นโรค ในกรณีเช่นนี้ต้องมีมาตรการในการห้ามนำเศษอาหารไปเลี้ยงสุกร หรืออาจใช้เศษอาหารเลี้ยงสุกรได้ แต่ต้องทำให้สูกเสียก่อน ส่วนเศษเนื้อจากโรงฆ่าสัตว์ที่จะนำไปเลี้ยงสุกรต้องผ่านการตรวจเนื้อเสียก่อน | ||
| 2. | การติดตามโรคในสุกรที่ติดพยาธิ เนื่องจากการติดตามเป็นโรคในสุกรจากโรงฆ่าสัตว์ เป็นสิ่งที่ยุ่งยาก ดังนั้นมี 2 วิธี คือการตรวจตัวอ่อนพยาธิจากเนื้อสุกร และการตรวจทางซีรั่มวิทยา ส่วนการทดสอบที่ใช้ในการควบคุมโรคเป็นระบบการทดสอบโรคทริคิโนซิสเพื่อที่จะบ่งบอกการติดพยาธิของสุกร เมื่อมีผู้ติดพยาธิต้องตรวจเนื้อและสัตว์มีชีวิต เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นเพิ่ม และหากสุกรมีส่วนเกี่ยวข้องก็ควรจะทำการยืนยันผลและกำจัดแหล่งแพร่โรคนั้น ส่วนการควบคุมทางระบาดวิทยา ควรเก็บเลือดสุกรมาตรวจเป็นรายตัว หรือเป็นรายฝูง | ||
| 3. | การทำให้เนื้อที่มีพยาธิไม่สามารถแพร่โรคได้ | ||
| 3.1 | โดยการทำให้สุก เป็นวิธีพื้นฐานที่ทำให้ตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อตาย จากการทดลองพบว่าอุณหภูมิที่ทำให้พยาธิตาย คือที่มากกว่า 131 องศาฟาเรนไฮต์ แต่อุณหภูมิที่ดีที่สุดที่ทำให้พยาธิตาย คือ 170 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 77 องศาเซลเซียส | ||
| 3.2 | โดย Freeze-drying จากการทดลองพบว่าการแช่แข็งเนื้อสุกรที่มีพยาธิที่ 0 องศาฟาเรนไฮต์ และการทำให้แห้งที่อุณหภูมิ 120 องศาฟาเรนไฮต์ ความชื้น 9% จะสามารถฆ่าตัวอ่อนพยาธิในกล้ามเนื้อได้ หากใช้อุณหภูมิต่ำกว่า 120 องศาฟาเรนไฮต์ เป็นเวลานานขึ้นจะไม่ทำลายพยาธิได้ | ||
| 3.3 | การแช่แข็ง จากการทดลองพบว่าการแช่แข็งเนื้อสุกรที่อุณหภูมิต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียส จะทำให้เนื้อปลอดจากพยาธิได้ | ||
| 3.4 | การถนอมอาหาร เช่นหมักเกลือ เป็นวิธีที่นิยมทำก่อนปรุงให้สุกอีกครั้ง | ||
| 3.5 | การฉายรังสี เป็นอีกวิธีใช้ได้ผลดี แต่ค่าใช้จ่ายสูง จึงไม่นิยมแต่มีข้อดี คือนอกจากจะสามารถฆ่าพยาธิได้แล้ว ยังฆ่าเชื้อโรคอื่นๆ ที่ปนเปื้อนมากับเนื้อ ซึ่งทำให้เนื้อเสี่อมคุณภาพเร็วได้ด้วย | ||
| 3.6 | การปรุงให้สุกโดยใช้ตู้อบไมโครเวฟ จากการทดลองปรุงอาหารโดยใช้เนื้อสุกรที่มีพยาธิโดยวิธีการปรุงอาหารด้วยตู้ไมโครเวฟตามปกติ พบว่าด้วยความร้อนดังกล่าวไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ | ||
|
4. |
การป้องกันการติดโรคมาจากแหล่งอื่น ๆ พบว่านอกเหนือไปจากสุกรแล้ว มีสัตว์ป่ามากกว่า 75 ชนิดทั่วโลกที่เป็น natural host ของพยาธิทริคิเนลล่า ซึ่งสัตว์ป่าเหล่านี้เป็นแหล่งแพร่โรคมาสู่คน ดังนั้นการรณรงค์เพื่อต่อต้านโรคจึงจำเป็นต้องทำในหมู่นักล่าสัตว์ป่าด้วย | ||
| 5. | การให้การศึกษา ควรมุ่งเน้นในกลุ่มผู้ปรุงอาหาร และผู้บริโภค ว่าต้องปรุงอาหารให้สุก และต้องบริโภคแต่เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น | ||
ความคิดเห็น