T.C.Lanla
ดู Blog ทั้งหมด

โรคสมองฝ่อในวัว (Bovine spongiform encephalophathy)

เขียนโดย T.C.Lanla
กลุ่มโรคติดต่ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำ

โรคสมองฝ่อในวัว (Bovine spongiform encephalophathy)
กับโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ในคน  (Variant Creutzfeldt-Jacob Disease)

โรคสมองฝ่อในวัว (Bovine spongiform encephalophathy หรือ BSE)  กับโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ในคน (Variant Creutzfeldt-Jacob Disease หรือ vCJD) เป็นโรคในกลุ่มโรคสมองฝ่อติดต่อ (Transmissible Spongiform encephalophathies TSEs)  ที่มีอยู่ด้วยกันหลายโรค และพบได้ทั้งในคนและสัตว์

  •  โรคสมองฝ่อในวัว หรือ โรคบีเอสอี (BSE) หรือที่นิยมเรียกกันว่า โรควัวบ้า (Mad Cow Disease) เป็นโรคติดต่อที่พบในวัว มีระยะฟักตัวยาวนาน 4-5 ปี แต่วันที่ป่วยทุกตัวจะตายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนเท่านั้น  เริ่มพบโรคนี้ครั้งแรกในฝูงวัวที่ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ.2529
  •  แหล่งที่มีของการระบาด
    • การศึกษาทางระบาดวิทยาในประเทศอังกฤษ  บ่งชี้ว่าแหล่งที่มาของโรค   บีเอสอี คือ อาหารเลี้ยงวัวที่มีส่วนผสมของซากสัตว์เคี้ยวเองหรือสัตว์ สี่กระเพาะ (ruminants)   จำพวกวัว  แกะ  แพะ
    • สมมติฐานของการเกิดสารก่อโรคบีเอสอี (BSE agent) มีหลายประการ  โดยสารก่อโรคนี้อาจเกิดขึ้นเองในวัวมีชีวิต  และซากวัวตัวดังกล่าวนี้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารเลี้ยงวัว หรืออาจมีการนำซากแกะที่ตายด้วยโรคสเครปี่  (scrapie)  ซึ่งเป็นโรคที่คล้ายคลึงกับโรคบีเอสอีเข้ามาในห่วงโซ่อาหารของวัว (cattle food chain)
  •  สาเหตุ
    • โรคบีเอสอีมีสาเหตุมาจากสารก่อโรค (BSE agent) ที่แพร่ติดต่อได้ โดยสารนี้จะพยาธิสภาพที่สมองและไขสันหลัง ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง  มีลักษณะพรุนคล้ายฟองน้ำ (sponge-like changes) ที่มองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา
    • สารนี้มีความทนทานสูงมาก  ทั้งต่อการแช่แข็ง  ความแห้ง  ความร้อนที่อุณหภูมิหุงต้ม  แม้กระทั่งการพาสเจอร์ไรซ์ หรือสเตอริไรซ์ ก็ไม่สามารถทำลายสารก่อโรคนี้ได้
    • ยังมีข้อถกเถียงถึงธรรมชาติของสารก่อโรคบีเอสอี  แต่มีหลักฐานหลายประการในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีพรีออน (prion)  อย่างค่อนข้างหนักแน่น โดยสารนี้เป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ไม่มีสารพันธุกรรม (nucleic acids) แต่สามารถเพิ่มขยายจำนวนได้เอง  อย่างไรก็ตามการที่สารนี้
      สามารถเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ด้วยนั้น หากจะเชื่อว่าสรนี้น่าจะมีคุณลักษณะคล้ายไวรัส (virus-like agent) ก็น่าที่จะอธิบายได้ง่ายกว่า
  • การติดต่อ
    เกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารก่อโรคเข้าไป มีการทดลองพบว่า ในสัตว์อื่น เช่น หนู และสุกร  ต้องฉีดสารก่อโรคปริมาณมากเข้าสมองโดยตรง  จึงจะติดโรคได้  สำหรับไก่  ไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้  ไม่ว่าจะใช้วิธีฉีดเข้าสมองหรือการกิน
  • อาการ
    วัวที่เป็นโรคบีเอสอีจะแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น ตื่นกลัว หรือดุร้าย   ไวต่อสิ่งเร้าต่าง (แสง  เสียง ฯ)  เตะหรือเอาหัวชนคอก  ซุบผอมลง  วัวนมจะให้นมลดลง  ระยะท้ายๆ จะเสียการทรงตัว  ขาหลังสั่น  ล้มและยืนขึ้นไม่ได้  สัตว์ที่ป่วยทุกตัวจะตายภายในระยะเวลาเป็นสัปดาห์  หรืออาจนาน 1-6 เดือนหลังเริ่มมีอาการ
  • การวินิจฉัยโรค
    ใช้การสังเกตอาการและอาการแสดงของสัตว์ป่วย  และยืนยันโดยการตรวจทาง histopathology
    ปัจจุบันมีการพัฒนาการตรวจด้วยวีธี immunohistochemistry  และการใช้ชุดทดสอบทางอิมมิวโนวิทยา  เพื่อตรวจหาพรีออนในสมองและไขสันหลังของซากสัตว์
  • มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค BSE
    • ในเดือนกรกฎาคม ปี 2531 ทันที่ที่อังกฤษเริ่มสงสัยว่า โรค BSE มีความเชื่อมโยงกับโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ในคน (โรค  vCJD)        จึงมีมาตรการ
      กำหนดให้โรคบีเอสอีเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ และออกกฎหมายห้ามใช้โปรตีน (เศษเนื้อและกระดูก) จากสัตว์เคี้ยวเอื้อง (วัว  แกะ  แพะ ฯ) มาทำเป็นอาหารสัตว์ (รวมทั้งห้ามส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย) และในปีถัดมา (ปี 2532) ได้ประกาศห้ามการนำเครื่องในวัวซึ่งมีความเสี่ยงที่จะแพร่โรคนี้มาทำเป็นอาหารสำหรับมนุษย์  และได้อาศัยข้อมูลงานวิจัยมาประกอบการพิจารณากำหนดรายการอวัยวะและเนื้อเยื่อของซากสัตว์ส่วนที่เสี่ยง (specified risk materials หรือ SRM) ซึ่งขณะนี้ ได้แก่   หัวสัตว์   สมอง   ไขสันหลัง   ลูกตา   ม้าม   ลำไส้     ต่อมทอลซิล  และกระดูก          โดยมีการเพิ่มเติมรายการนี้ตามข้อมูลงานวิจัยเป็นระยะๆ   สำหรับมาตรการ
      ป้องกันโรคบีเอสอีในประเทศอื่นฯ รวมทั้งประเทศในยุโรป  ยังมีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป 
    • นอกจากนั้นแล้ว อังกฤษยังใช้มาตรการการเฝ้าระวังโรค BSE อย่างต่อเนื่องในฝูงวัวด้วย  เป็นผลให้จำนวนวัวบ้าเริ่มลดลงในปี 2535  และลดลงตามลำดับในแต่ละปี  จากปีละหลายหมื่นตัว เหลือเพียงปีละไม่กี่ตัว  ขณะนี้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ได้เริ่มทำโครงการเฝ้าระวังโรคโดยใช้วิธีการทดสอบใหม่ที่พัฒนาขึ้น  เป็นการตรวจวินิจฉัยโรคทางอิมมิวโนวิทยาในซากสัตว์  มีแนวโน้มว่าประเทศสหภาพยุโรปในกลุ่มทั่งหมดจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
    • ในปี พ.ศ.2539  สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ห้ามการส่งออกอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากเน้อวัวจำประเทศอังกฤษ  รวมทั้งห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากวัว ได้แก่ ไขมันแข็ง (tallow) และเจลาติน (gelatin) อย่างไรก็ตาม  ในปี 2542 อียูได้ยกเลิกการห้ามส่งออกเนื้อที่เข้าเกณฑ์           ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการเฉพาะกิจที่อียูตั้งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ  เช่น  เนื้อและกระดูกอก (de-boned beef) จากวัวที่อายุน้อยกว่า            30 เดือน (2 ปีครึ่ง) และต้องมาจากฟาร์มที่ปลอด BSE เท่านั้น
  • โรควีซีเจดี (vCJD) หรือ โรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ (Variant Creutzfeldt-Jacob Disease) ที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ (ปี 2537) มีความคล้ายคลึงกับโรคซีเจดี (CJD) แต่ก็พบความแตกต่างจากโรคสมองเสื่อมแบบเก่า คือ  โรควีซีเจดีมักเกิดกับคนหนุ่มสาว   อายุเฉลี่ย 29 ปี   (น้อยกว่าโรคซีเจดีที่มักพบในคนสูงอายุเฉลี่ย 65 ปี)  มีระยะเวลาป่วยเฉลี่ย 14 เดือน (นานกว่าโรคซีเจดี ที่มีระยะป่วยเฉลี่ย 4 เดือนครึ่ง) โรควีซีเจดีนี้มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนว่าเกิดจากการสัมผัสกับสารก่อโรคบีเอสอี โดยมีหลักฐานยืนยันทั้งการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ  โดยการทดลองฉีดสารก่อโรคของสองโรคนี้เข้าในสัตว์ทดลอง และการศึกษาทางระบาดวิทยา   สำหรับวิธีการติดต่อโรคที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด  คือ การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากส่วนของอวัยวะและเนื้อเยื่อของวัวที่เป็นโรคบีเอสอี  และในขณะนี้มีข้อมูลวิจัยที่แสดงว่าโรควีซีเจดีมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากโรคซีเจดีแบบดั้งเดิม
  • สถานการณ์
    นับถึงเดือนธันวาคม 2543 มีผู้ป่วยวีซีเจดีรวม 91 ราย เกือบทั้งหมด (87 ราย) พบในอังกฤษ   ส่วนอีก 3 ราย พบในฝรั่งเศส    (เป็นประเทศที่นำเข้าผลิตภัณฑ์วัวจากอังกฤษมากที่สุด)   และ 1 ราย ในไอร์แลนด์ (เป็นผู้ที่เคยพำนักในอังกฤษเป็นเวลานาน)     ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะพยากรณ์  แนวโน้มของโรค     และ
    เนื่องจากระบบเฝ้าระวังโรคนี้มีอยู่ไม่กี่ประเทศ   จึงเป็นการยากที่จะอธิบายถึงสถานการณ์และการเกิดโรคที่แท้จริงได้
  • อาการของผู้ป่วยโรควีซีเจดี
    ในช่วงแรกๆ มักจะปรากฏอกมาในลักษณะของอาการโรคจิต  ได้แก่ ซึมเศร้า  มีอาการผิดปกติของประสาทรับความรู้สึก เช่น รู้สึกว่าผิวหนังเหนียวเหนอะหนะ  อาการทางระบบประสาท  ได้แก่ สับสน  เสียการทรงตัว  เดินลำบาก  ในระยะท้ายๆ ของโรค  ผู้ป่วยจะเคลื่อนไหวและพูดไม่ได้ และเสียชีวิตทุกราย  ระยะเวลาป่วยค่อนข้างนาน เฉลี่ยนาน 14 เดือน
  • การวินิจฉัยโรควีซีเจดี
    • ดูจากอาการทางคลินิก  อาการป่วยที่ทรุดลงตามลำดับ  และไม่สามารถตรวจหาสาเหตุอื่นๆ ได้
    • ยังไม่มีวิธีการตรวจเฉพาะก่อนเริ่มพบอาการป่วย  แต่การสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) การตัดชิ้นเนื้อต่อมทอนซิล และการกรวดน้ำไข้สันหลังอาจเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรค
    • การตรวจ EEG (Electroencephalogram) จะพบคลื่นสมองผิดปกติในผู้ป่วยวีซีเจดีส่วนใหญ่  ซึ่งไม่พบในกรณีซีเจดี
    • การยืนยันใช้วิธีตรวจหาพยาธิสภาพของสมองผู้เสียชีวิตซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของโรค คือ เนื้อเย่อเสื่อมสลายล้อมรอบด้วยเส้นวงรี  ทำให้ดูคล้ายฟองน้ำ (spongiform) หรือคล้ายดอกเดซี่ (florid plaques) ไม่พบร่องรอยการอักเสบแต่อย่างใด

มาตรการตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก

  • ทุกประเทศต้องออกกฎหมายห้ามการนำสัตว์เคี้ยวเอื้องมาผลิตเป็นส่วนผสมของอาหารเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง  และต้องไม่นำส่วนของซากสัตว์เหล่านี้ที่อาจมีสารก่อโรคบีเอสอีมาทำเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรืออาหารสำหรับมนุษย์และควรดำเนินการและร่วมมือกันกวาดล้างโรคบีเอสอีให้  หมดไป
  • ประเทศต่างๆ ควรดำเนินการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) เพื่อศึกษาและค้นหาโรคบีเอสอีในสัตว์พวกแกะ   แพะ  และให้ห้ามการใช้ซากสัตว์ป่าที่ตายด้วยโรค TSEs มาเป็นอาหาร  (ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์
  • ยังไม่พบสารก่อโรคบีเอสอีในกล้ามเนื้อ (skeletal muscle) แต่ควรป้องกันการปนเปื้อน  โดยการเลาแยกเส้นประสาทและต่อมน้ำเหลืองออกทิ้งไปอย่างถูกวิธี
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าปลอดภัย  ไขมันแข็งและเจลาตินจัดว่าปลอดภัย  ถ้าใช้กระบวนการผลิตที่ผ่านการศึกษาทดลองแล้วว่าสามารถทำลายสารก่อโรคได้
  • วัคซีน (ของคนและของสัตว์) และเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จากวัว (bovine material) อาจเสี่ยงที่จะแพร่สารก่อโรค TSEs ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จากวัว และรวมถึงสัตว์อื่นๆ ที่เป็นโรคนี้ได้  หากจำเป็นควรใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์จากประเทศที่มีระบบเฝ้าระวังและรับรองว่าปลอดโรค BSE หรือมีโรคประปรายน้อยมาก (ซึ่งต้องชี้ที่เกิดโรคได้)
ทุกประเทศต้องออกกฎหมายห้ามการนำสัตว์เคี้ยวเอื้องมาผลิตเป็นส่วนผสมของอาหารเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง  และต้องไม่นำส่วนของซากสัตว์เหล่านี้ที่อาจมีสารก่อโรคบีเอสอีมาทำเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรืออาหารสำหรับมนุษย์และควรดำเนินการและร่วมมือกันกวาดล้างโรคบีเอสอีให้  หมดไป
  • ประเทศต่างๆ ควรดำเนินการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) เพื่อศึกษาและค้นหาโรคบีเอสอีในสัตว์พวกแกะ   แพะ  และให้ห้ามการใช้ซากสัตว์ป่าที่ตายด้วยโรค TSEs มาเป็นอาหาร  (ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์
  • ยังไม่พบสารก่อโรคบีเอสอีในกล้ามเนื้อ (skeletal muscle) แต่ควรป้องกันการปนเปื้อน  โดยการเลาแยกเส้นประสาทและต่อมน้ำเหลืองออกทิ้งไปอย่างถูกวิธี
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าปลอดภัย  ไขมันแข็งและเจลาตินจัดว่าปลอดภัย  ถ้าใช้กระบวนการผลิตที่ผ่านการศึกษาทดลองแล้วว่าสามารถทำลายสารก่อโรคได้
  • วัคซีน (ของคนและของสัตว์) และเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จากวัว (bovine material) อาจเสี่ยงที่จะแพร่สารก่อโรค TSEs ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จากวัว และรวมถึงสัตว์อื่นๆ ที่เป็นโรคนี้ได้  หากจำเป็นควรใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์จากประเทศที่มีระบบเฝ้าระวังและรับรองว่าปลอดโรค BSE หรือมีโรคประปรายน้อยมาก (ซึ่งต้องชี้ที่เกิดโรคได้)
  • การดำเนินการของประเทศไทย

    • ระงับการอนุญาตนำเข้าโคมีชีวิตและซากโคจากประเทศในยุโรป และประเทศอื่นที่มีโรคบีเอสอี (BSE) นับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา  และยังไม่พบสัตว์ตัวใดที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้ ที่มีอาการสงสัยเป็นโรคนี้เลย
    • ระงับการอนุญาตนำเข้าอาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของเนื้อป่น กระดูกป่นของสัตว์            สี่กระเพาะจากยุโรป และประเทศที่มีโรคบีเอสอี (BSE) โดยตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา  มีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เฉพาะทีทำมาจากเศษเนื้อและกระดูกไก่และสุกรเท่านั้น  และอาหารดังกล่าวถูกนำไปเลี้ยงสุนัขและสุกร  และอาหารดังกล่าวถูกนำไปเลี้ยงสุนัขและสุกรเป็นส่วนใหญ่ (ไม่ได้นำไปเลี้ยงโค)
    • ห้ามนำเข้าอาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมที่ทำมาจากโค  แพะ  แกะ  ตั้งแต่ปี  2539 และปัจจุบัน  ตั้งแต่ธันวาคม 2543 เป็นต้นมา  ได้ห้ามนำเข้าวัตถุอาหารสัตว์ชนิดเนื้อป่นและกระดูกป่นจากสัตว์ทุกชนิด (ยกเว้นปลาป่น) จากประเทศในสหภาพยุโรป และประเทศทีที่มีรายงานการเกิดโรคบีเอสอี (BSE)
    • สั่งให้ด่านกักกันสัตว์ระหว่างประเทศ  ด่านกรุงเทพฯ  ทางอากาศ และด่านกรุงเทพฯ ทางน้ำ  เขเมงวดการนำเข้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ที่ผู้โดยสารพกติดตัวเข้ามากับเที่ยวบินจากยุโรป และขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่สำนักงานอาหารและยา  หากพบให้รีบและทำลายทันที
    • สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในทุกระดับเฝ้าระวังโรคในสัตว์สี่กระเพาะและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรู้จักโรคและอาการของโรคในสัตว์ หากพบให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่  ซึ่งจะต้องรีบรายงานมายังกรมปศุสัตว์ทันที  ซึ่งจำนวนโคในประเทศไทยมีประมาณ 6 ล้านกว่าตัว  ส่วนใหญ่เป็น          โคเนื้อ ประมาณเกือบ 3 แสนตัว  เป็นโคนม  ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงรายย่อยโดยใช้พืช (เช่น มันสำปะหลัง  กากถั่วเหลืองฯ) เป็นแหล่งอาหารโปรตีน  เพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนม
    • ผลการเฝ้าระวังโรคสเครปี่ (scrapie) ในแพะ  แกะ  ยังไม่พบโรคนี้  ซึ่งสัตว์จำพวกแพะ  แกะ ในประเทศไทยมีจำนวนไม่มาก (ประมาณ 6-8 หมื่นตัว) ส่วนใหญ่เลี้ยงในกลุ่มชาวมุสลิมในภาคใต้

    สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

    • ห้ามการนำเข้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์จากโคที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศที่มีความเสี่ยงจากโรควัวบ้า (BSE) ได้แก่ สหราชอาณาจักร โปรตุเกส  ฝรั่งเศส  ไอร์แลนด์  สวิตเซอร์แลนด์   เบลเยี่ยมสหพันสาธารณรัฐเยอรมันนี  เนเธอแลนด์  เดนมาร์ก  อิตาลี  ลิกเตนสไตน์  ลักแซมเบิร์ก  และสเปน             เป็นอาหารที่ห้ามนำเข้าหรือจำหน่าย  ยกเว้นนม และผลิตภัณฑ์จากนม  สำหรับเจลาติน  ต้องมีหนังสือรับรองว่าปลอดจากโรคนี้จากประเทศแหล่งกำเนิด (รวมถึงการใช้วิธีการผลิตที่ใช้ความร้อนที่ 133oC นาน 20 นาที ที่ความดัน 3 บาร์ หรือวิธีอื่นๆ ที่ทำลายสารก่อโรควัวบ้าได้) และได้ออกติดตามตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วย

    กรมควบคุมโรค

    • ประสานงานกับศูนย์บริการโลหิต  สภากาชาดไทย  ถึงกรณีป้องกันการติดต่อของโรค  vCJD  ผ่านการให้เลือด  ซึ่งสภากาชาดไทยได้จัดการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และได้กำหนดระเบียบปฏิบัติให้งดรับบริจาคโลหิตจากผู้ที่เคยพักอาศัยเกิน 6 เดือน ในประเทศที่มีโรควัวบ้า (BSE) ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ.2533  เป็นต้นมา  ระเบียบปฏิบัตินี้มีผลครอบคลุมศูนย์บริการโลหิตทั้ง 92 แห่งทั่วประเทศ  ซึ่งรวมถึงหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งด้วย
    • ตรวจสอบข้อมูลกรณีการใช้ผลิตภัณฑ์จากวัว (bovine materials) จากประเทศที่มีโรควัวบ้า (BSE) ในการผลิตวัคซีนโปลิโอชนิดกิน (OPV) ซึ่งอาจทำให้วัคซีนนี้เสี่ยงต่อการก่อโรค vCJD นั้น  องค์การอนามัยโลกยืนยันว่าวัคซีน OPV ที่ใช้ในการกวาดล้างโปลิโอทั่วโลกในปัจจุบันปลอดภัยจาก BSE (มีเพียง OPV ของบริษัท Medeva ในประเทศอังกฤษเท่านั้นที่อาจมีความเสี่ยง  ซึ่งได้มีการเรียกคืนวัคซีนนี้ออกจากตลาดหมดแล้ว)  และไม่เคยพบว่ามีข้อมูลผู้ป่วย vCJD จากการได้รับวัคซีน OPV แต่อย่างใด และประเทศไทยไม่ได้นำเข้าวัคซีน OPV จากบริษัทดังกล่าว
    • จัดการประชุมหารือระหว่างนักวิชาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายการ         เฝ้าระวังโรค CJD และ vCJD  ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่องค์การอนามัยโลกให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2539  พบว่าสถานการณ์โรคสมองเสื่อมในประเทศไทยมีอุบัติการณ์ต่ำ  โดย
      ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา  พบผู้ป่วย CJD ประมาณ 30 ราย  และยังไม่พบโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ (vCJD) ที่เป็นผลมาจากโรควัวบ้า (BSE)

    ความคิดเห็น

    ยังไม่มีความคิดเห็น