|
โรคสมองฝ่อในวัว (Bovine spongiform encephalophathy หรือ BSE) กับโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ในคน (Variant Creutzfeldt-Jacob Disease หรือ vCJD) เป็นโรคในกลุ่มโรคสมองฝ่อติดต่อ (Transmissible Spongiform encephalophathies TSEs) ที่มีอยู่ด้วยกันหลายโรค และพบได้ทั้งในคนและสัตว์
- โรคสมองฝ่อในวัว หรือ โรคบีเอสอี (BSE) หรือที่นิยมเรียกกันว่า โรควัวบ้า (Mad Cow Disease) เป็นโรคติดต่อที่พบในวัว มีระยะฟักตัวยาวนาน 4-5 ปี แต่วันที่ป่วยทุกตัวจะตายภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนเท่านั้น เริ่มพบโรคนี้ครั้งแรกในฝูงวัวที่ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ.2529
- แหล่งที่มีของการระบาด
- การศึกษาทางระบาดวิทยาในประเทศอังกฤษ บ่งชี้ว่าแหล่งที่มาของโรค บีเอสอี คือ อาหารเลี้ยงวัวที่มีส่วนผสมของซากสัตว์เคี้ยวเองหรือสัตว์ สี่กระเพาะ (ruminants) จำพวกวัว แกะ แพะ
- สมมติฐานของการเกิดสารก่อโรคบีเอสอี (BSE agent) มีหลายประการ โดยสารก่อโรคนี้อาจเกิดขึ้นเองในวัวมีชีวิต และซากวัวตัวดังกล่าวนี้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมในอาหารเลี้ยงวัว หรืออาจมีการนำซากแกะที่ตายด้วยโรคสเครปี่ (scrapie) ซึ่งเป็นโรคที่คล้ายคลึงกับโรคบีเอสอีเข้ามาในห่วงโซ่อาหารของวัว (cattle food chain)
- สาเหตุ
- โรคบีเอสอีมีสาเหตุมาจากสารก่อโรค (BSE agent) ที่แพร่ติดต่อได้ โดยสารนี้จะพยาธิสภาพที่สมองและไขสันหลัง ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง มีลักษณะพรุนคล้ายฟองน้ำ (sponge-like changes) ที่มองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา
- สารนี้มีความทนทานสูงมาก ทั้งต่อการแช่แข็ง ความแห้ง ความร้อนที่อุณหภูมิหุงต้ม แม้กระทั่งการพาสเจอร์ไรซ์ หรือสเตอริไรซ์ ก็ไม่สามารถทำลายสารก่อโรคนี้ได้
- ยังมีข้อถกเถียงถึงธรรมชาติของสารก่อโรคบีเอสอี แต่มีหลักฐานหลายประการในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีพรีออน (prion) อย่างค่อนข้างหนักแน่น โดยสารนี้เป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ไม่มีสารพันธุกรรม (nucleic acids) แต่สามารถเพิ่มขยายจำนวนได้เอง อย่างไรก็ตามการที่สารนี้
สามารถเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ได้ด้วยนั้น หากจะเชื่อว่าสรนี้น่าจะมีคุณลักษณะคล้ายไวรัส (virus-like agent) ก็น่าที่จะอธิบายได้ง่ายกว่า
- การติดต่อ
เกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารก่อโรคเข้าไป มีการทดลองพบว่า ในสัตว์อื่น เช่น หนู และสุกร ต้องฉีดสารก่อโรคปริมาณมากเข้าสมองโดยตรง จึงจะติดโรคได้ สำหรับไก่ ไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีฉีดเข้าสมองหรือการกิน
- อาการ
วัวที่เป็นโรคบีเอสอีจะแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น ตื่นกลัว หรือดุร้าย ไวต่อสิ่งเร้าต่าง (แสง เสียง ฯ) เตะหรือเอาหัวชนคอก ซุบผอมลง วัวนมจะให้นมลดลง ระยะท้ายๆ จะเสียการทรงตัว ขาหลังสั่น ล้มและยืนขึ้นไม่ได้ สัตว์ที่ป่วยทุกตัวจะตายภายในระยะเวลาเป็นสัปดาห์ หรืออาจนาน 1-6 เดือนหลังเริ่มมีอาการ
- การวินิจฉัยโรค
ใช้การสังเกตอาการและอาการแสดงของสัตว์ป่วย และยืนยันโดยการตรวจทาง histopathology ปัจจุบันมีการพัฒนาการตรวจด้วยวีธี immunohistochemistry และการใช้ชุดทดสอบทางอิมมิวโนวิทยา เพื่อตรวจหาพรีออนในสมองและไขสันหลังของซากสัตว์
- มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค BSE
- ในเดือนกรกฎาคม ปี 2531 ทันที่ที่อังกฤษเริ่มสงสัยว่า โรค BSE มีความเชื่อมโยงกับโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ในคน (โรค vCJD) จึงมีมาตรการ
กำหนดให้โรคบีเอสอีเป็นโรคที่ต้องแจ้งความ และออกกฎหมายห้ามใช้โปรตีน (เศษเนื้อและกระดูก) จากสัตว์เคี้ยวเอื้อง (วัว แกะ แพะ ฯ) มาทำเป็นอาหารสัตว์ (รวมทั้งห้ามส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ด้วย) และในปีถัดมา (ปี 2532) ได้ประกาศห้ามการนำเครื่องในวัวซึ่งมีความเสี่ยงที่จะแพร่โรคนี้มาทำเป็นอาหารสำหรับมนุษย์ และได้อาศัยข้อมูลงานวิจัยมาประกอบการพิจารณากำหนดรายการอวัยวะและเนื้อเยื่อของซากสัตว์ส่วนที่เสี่ยง (specified risk materials หรือ SRM) ซึ่งขณะนี้ ได้แก่ หัวสัตว์ สมอง ไขสันหลัง ลูกตา ม้าม ลำไส้ ต่อมทอลซิล และกระดูก โดยมีการเพิ่มเติมรายการนี้ตามข้อมูลงานวิจัยเป็นระยะๆ สำหรับมาตรการ ป้องกันโรคบีเอสอีในประเทศอื่นฯ รวมทั้งประเทศในยุโรป ยังมีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป
- นอกจากนั้นแล้ว อังกฤษยังใช้มาตรการการเฝ้าระวังโรค BSE อย่างต่อเนื่องในฝูงวัวด้วย เป็นผลให้จำนวนวัวบ้าเริ่มลดลงในปี 2535 และลดลงตามลำดับในแต่ละปี จากปีละหลายหมื่นตัว เหลือเพียงปีละไม่กี่ตัว ขณะนี้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ได้เริ่มทำโครงการเฝ้าระวังโรคโดยใช้วิธีการทดสอบใหม่ที่พัฒนาขึ้น เป็นการตรวจวินิจฉัยโรคทางอิมมิวโนวิทยาในซากสัตว์ มีแนวโน้มว่าประเทศสหภาพยุโรปในกลุ่มทั่งหมดจะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
- ในปี พ.ศ.2539 สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ห้ามการส่งออกอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากเน้อวัวจำประเทศอังกฤษ รวมทั้งห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากวัว ได้แก่ ไขมันแข็ง (tallow) และเจลาติน (gelatin) อย่างไรก็ตาม ในปี 2542 อียูได้ยกเลิกการห้ามส่งออกเนื้อที่เข้าเกณฑ์ ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการเฉพาะกิจที่อียูตั้งขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เช่น เนื้อและกระดูกอก (de-boned beef) จากวัวที่อายุน้อยกว่า 30 เดือน (2 ปีครึ่ง) และต้องมาจากฟาร์มที่ปลอด BSE เท่านั้น
- โรควีซีเจดี (vCJD) หรือ โรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ (Variant Creutzfeldt-Jacob Disease) ที่พบครั้งแรกในประเทศอังกฤษ (ปี 2537) มีความคล้ายคลึงกับโรคซีเจดี (CJD) แต่ก็พบความแตกต่างจากโรคสมองเสื่อมแบบเก่า คือ โรควีซีเจดีมักเกิดกับคนหนุ่มสาว อายุเฉลี่ย 29 ปี (น้อยกว่าโรคซีเจดีที่มักพบในคนสูงอายุเฉลี่ย 65 ปี) มีระยะเวลาป่วยเฉลี่ย 14 เดือน (นานกว่าโรคซีเจดี ที่มีระยะป่วยเฉลี่ย 4 เดือนครึ่ง) โรควีซีเจดีนี้มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนว่าเกิดจากการสัมผัสกับสารก่อโรคบีเอสอี โดยมีหลักฐานยืนยันทั้งการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ โดยการทดลองฉีดสารก่อโรคของสองโรคนี้เข้าในสัตว์ทดลอง และการศึกษาทางระบาดวิทยา สำหรับวิธีการติดต่อโรคที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ การรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำจากส่วนของอวัยวะและเนื้อเยื่อของวัวที่เป็นโรคบีเอสอี และในขณะนี้มีข้อมูลวิจัยที่แสดงว่าโรควีซีเจดีมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากโรคซีเจดีแบบดั้งเดิม
- สถานการณ์
นับถึงเดือนธันวาคม 2543 มีผู้ป่วยวีซีเจดีรวม 91 ราย เกือบทั้งหมด (87 ราย) พบในอังกฤษ ส่วนอีก 3 ราย พบในฝรั่งเศส (เป็นประเทศที่นำเข้าผลิตภัณฑ์วัวจากอังกฤษมากที่สุด) และ 1 ราย ในไอร์แลนด์ (เป็นผู้ที่เคยพำนักในอังกฤษเป็นเวลานาน) ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะพยากรณ์ แนวโน้มของโรค และ เนื่องจากระบบเฝ้าระวังโรคนี้มีอยู่ไม่กี่ประเทศ จึงเป็นการยากที่จะอธิบายถึงสถานการณ์และการเกิดโรคที่แท้จริงได้
- อาการของผู้ป่วยโรควีซีเจดี
ในช่วงแรกๆ มักจะปรากฏอกมาในลักษณะของอาการโรคจิต ได้แก่ ซึมเศร้า มีอาการผิดปกติของประสาทรับความรู้สึก เช่น รู้สึกว่าผิวหนังเหนียวเหนอะหนะ อาการทางระบบประสาท ได้แก่ สับสน เสียการทรงตัว เดินลำบาก ในระยะท้ายๆ ของโรค ผู้ป่วยจะเคลื่อนไหวและพูดไม่ได้ และเสียชีวิตทุกราย ระยะเวลาป่วยค่อนข้างนาน เฉลี่ยนาน 14 เดือน
- การวินิจฉัยโรควีซีเจดี
- ดูจากอาการทางคลินิก อาการป่วยที่ทรุดลงตามลำดับ และไม่สามารถตรวจหาสาเหตุอื่นๆ ได้
- ยังไม่มีวิธีการตรวจเฉพาะก่อนเริ่มพบอาการป่วย แต่การสแกนสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) การตัดชิ้นเนื้อต่อมทอนซิล และการกรวดน้ำไข้สันหลังอาจเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรค
- การตรวจ EEG (Electroencephalogram) จะพบคลื่นสมองผิดปกติในผู้ป่วยวีซีเจดีส่วนใหญ่ ซึ่งไม่พบในกรณีซีเจดี
- การยืนยันใช้วิธีตรวจหาพยาธิสภาพของสมองผู้เสียชีวิตซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของโรค คือ เนื้อเย่อเสื่อมสลายล้อมรอบด้วยเส้นวงรี ทำให้ดูคล้ายฟองน้ำ (spongiform) หรือคล้ายดอกเดซี่ (florid plaques) ไม่พบร่องรอยการอักเสบแต่อย่างใด
มาตรการตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก
- ทุกประเทศต้องออกกฎหมายห้ามการนำสัตว์เคี้ยวเอื้องมาผลิตเป็นส่วนผสมของอาหารเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง และต้องไม่นำส่วนของซากสัตว์เหล่านี้ที่อาจมีสารก่อโรคบีเอสอีมาทำเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรืออาหารสำหรับมนุษย์และควรดำเนินการและร่วมมือกันกวาดล้างโรคบีเอสอีให้ หมดไป
- ประเทศต่างๆ ควรดำเนินการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) เพื่อศึกษาและค้นหาโรคบีเอสอีในสัตว์พวกแกะ แพะ และให้ห้ามการใช้ซากสัตว์ป่าที่ตายด้วยโรค TSEs มาเป็นอาหาร (ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์
- ยังไม่พบสารก่อโรคบีเอสอีในกล้ามเนื้อ (skeletal muscle) แต่ควรป้องกันการปนเปื้อน โดยการเลาแยกเส้นประสาทและต่อมน้ำเหลืองออกทิ้งไปอย่างถูกวิธี
- นมและผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าปลอดภัย ไขมันแข็งและเจลาตินจัดว่าปลอดภัย ถ้าใช้กระบวนการผลิตที่ผ่านการศึกษาทดลองแล้วว่าสามารถทำลายสารก่อโรคได้
- วัคซีน (ของคนและของสัตว์) และเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จากวัว (bovine material) อาจเสี่ยงที่จะแพร่สารก่อโรค TSEs ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จากวัว และรวมถึงสัตว์อื่นๆ ที่เป็นโรคนี้ได้ หากจำเป็นควรใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์จากประเทศที่มีระบบเฝ้าระวังและรับรองว่าปลอดโรค BSE หรือมีโรคประปรายน้อยมาก (ซึ่งต้องชี้ที่เกิดโรคได้)
ทุกประเทศต้องออกกฎหมายห้ามการนำสัตว์เคี้ยวเอื้องมาผลิตเป็นส่วนผสมของอาหารเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง และต้องไม่นำส่วนของซากสัตว์เหล่านี้ที่อาจมีสารก่อโรคบีเอสอีมาทำเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรืออาหารสำหรับมนุษย์และควรดำเนินการและร่วมมือกันกวาดล้างโรคบีเอสอีให้ หมดไป
ประเทศต่างๆ ควรดำเนินการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) เพื่อศึกษาและค้นหาโรคบีเอสอีในสัตว์พวกแกะ แพะ และให้ห้ามการใช้ซากสัตว์ป่าที่ตายด้วยโรค TSEs มาเป็นอาหาร (ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์
ยังไม่พบสารก่อโรคบีเอสอีในกล้ามเนื้อ (skeletal muscle) แต่ควรป้องกันการปนเปื้อน โดยการเลาแยกเส้นประสาทและต่อมน้ำเหลืองออกทิ้งไปอย่างถูกวิธี
นมและผลิตภัณฑ์จากนมถือว่าปลอดภัย ไขมันแข็งและเจลาตินจัดว่าปลอดภัย ถ้าใช้กระบวนการผลิตที่ผ่านการศึกษาทดลองแล้วว่าสามารถทำลายสารก่อโรคได้
วัคซีน (ของคนและของสัตว์) และเครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จากวัว (bovine material) อาจเสี่ยงที่จะแพร่สารก่อโรค TSEs ควรพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์จากวัว และรวมถึงสัตว์อื่นๆ ที่เป็นโรคนี้ได้ หากจำเป็นควรใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์จากประเทศที่มีระบบเฝ้าระวังและรับรองว่าปลอดโรค BSE หรือมีโรคประปรายน้อยมาก (ซึ่งต้องชี้ที่เกิดโรคได้)
การดำเนินการของประเทศไทย
- ระงับการอนุญาตนำเข้าโคมีชีวิตและซากโคจากประเทศในยุโรป และประเทศอื่นที่มีโรคบีเอสอี (BSE) นับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา และยังไม่พบสัตว์ตัวใดที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้ ที่มีอาการสงสัยเป็นโรคนี้เลย
- ระงับการอนุญาตนำเข้าอาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของเนื้อป่น กระดูกป่นของสัตว์ สี่กระเพาะจากยุโรป และประเทศที่มีโรคบีเอสอี (BSE) โดยตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมา มีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์เฉพาะทีทำมาจากเศษเนื้อและกระดูกไก่และสุกรเท่านั้น และอาหารดังกล่าวถูกนำไปเลี้ยงสุนัขและสุกร และอาหารดังกล่าวถูกนำไปเลี้ยงสุนัขและสุกรเป็นส่วนใหญ่ (ไม่ได้นำไปเลี้ยงโค)
- ห้ามนำเข้าอาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมที่ทำมาจากโค แพะ แกะ ตั้งแต่ปี 2539 และปัจจุบัน ตั้งแต่ธันวาคม 2543 เป็นต้นมา ได้ห้ามนำเข้าวัตถุอาหารสัตว์ชนิดเนื้อป่นและกระดูกป่นจากสัตว์ทุกชนิด (ยกเว้นปลาป่น) จากประเทศในสหภาพยุโรป และประเทศทีที่มีรายงานการเกิดโรคบีเอสอี (BSE)
- สั่งให้ด่านกักกันสัตว์ระหว่างประเทศ ด่านกรุงเทพฯ ทางอากาศ และด่านกรุงเทพฯ ทางน้ำ เขเมงวดการนำเข้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์ที่ผู้โดยสารพกติดตัวเข้ามากับเที่ยวบินจากยุโรป และขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่สำนักงานอาหารและยา หากพบให้รีบและทำลายทันที
- สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในทุกระดับเฝ้าระวังโรคในสัตว์สี่กระเพาะและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรรู้จักโรคและอาการของโรคในสัตว์ หากพบให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องรีบรายงานมายังกรมปศุสัตว์ทันที ซึ่งจำนวนโคในประเทศไทยมีประมาณ 6 ล้านกว่าตัว ส่วนใหญ่เป็น โคเนื้อ ประมาณเกือบ 3 แสนตัว เป็นโคนม ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงรายย่อยโดยใช้พืช (เช่น มันสำปะหลัง กากถั่วเหลืองฯ) เป็นแหล่งอาหารโปรตีน เพื่อกระตุ้นการผลิตน้ำนม
- ผลการเฝ้าระวังโรคสเครปี่ (scrapie) ในแพะ แกะ ยังไม่พบโรคนี้ ซึ่งสัตว์จำพวกแพะ แกะ ในประเทศไทยมีจำนวนไม่มาก (ประมาณ 6-8 หมื่นตัว) ส่วนใหญ่เลี้ยงในกลุ่มชาวมุสลิมในภาคใต้
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- ห้ามการนำเข้าเนื้อโคและผลิตภัณฑ์จากโคที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศที่มีความเสี่ยงจากโรควัวบ้า (BSE) ได้แก่ สหราชอาณาจักร โปรตุเกส ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยมสหพันสาธารณรัฐเยอรมันนี เนเธอแลนด์ เดนมาร์ก อิตาลี ลิกเตนสไตน์ ลักแซมเบิร์ก และสเปน เป็นอาหารที่ห้ามนำเข้าหรือจำหน่าย ยกเว้นนม และผลิตภัณฑ์จากนม สำหรับเจลาติน ต้องมีหนังสือรับรองว่าปลอดจากโรคนี้จากประเทศแหล่งกำเนิด (รวมถึงการใช้วิธีการผลิตที่ใช้ความร้อนที่ 133oC นาน 20 นาที ที่ความดัน 3 บาร์ หรือวิธีอื่นๆ ที่ทำลายสารก่อโรควัวบ้าได้) และได้ออกติดตามตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วย
กรมควบคุมโรค
- ประสานงานกับศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย ถึงกรณีป้องกันการติดต่อของโรค vCJD ผ่านการให้เลือด ซึ่งสภากาชาดไทยได้จัดการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้กำหนดระเบียบปฏิบัติให้งดรับบริจาคโลหิตจากผู้ที่เคยพักอาศัยเกิน 6 เดือน ในประเทศที่มีโรควัวบ้า (BSE) ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา ระเบียบปฏิบัตินี้มีผลครอบคลุมศูนย์บริการโลหิตทั้ง 92 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งด้วย
- ตรวจสอบข้อมูลกรณีการใช้ผลิตภัณฑ์จากวัว (bovine materials) จากประเทศที่มีโรควัวบ้า (BSE) ในการผลิตวัคซีนโปลิโอชนิดกิน (OPV) ซึ่งอาจทำให้วัคซีนนี้เสี่ยงต่อการก่อโรค vCJD นั้น องค์การอนามัยโลกยืนยันว่าวัคซีน OPV ที่ใช้ในการกวาดล้างโปลิโอทั่วโลกในปัจจุบันปลอดภัยจาก BSE (มีเพียง OPV ของบริษัท Medeva ในประเทศอังกฤษเท่านั้นที่อาจมีความเสี่ยง ซึ่งได้มีการเรียกคืนวัคซีนนี้ออกจากตลาดหมดแล้ว) และไม่เคยพบว่ามีข้อมูลผู้ป่วย vCJD จากการได้รับวัคซีน OPV แต่อย่างใด และประเทศไทยไม่ได้นำเข้าวัคซีน OPV จากบริษัทดังกล่าว
- จัดการประชุมหารือระหว่างนักวิชาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายการ เฝ้าระวังโรค CJD และ vCJD ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่องค์การอนามัยโลกให้การสนับสนุนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2539 พบว่าสถานการณ์โรคสมองเสื่อมในประเทศไทยมีอุบัติการณ์ต่ำ โดย
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วย CJD ประมาณ 30 ราย และยังไม่พบโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ (vCJD) ที่เป็นผลมาจากโรควัวบ้า (BSE) |
ความคิดเห็น