บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 95 : ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 38: รักข้างเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,368
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    7 พ.ค. 60

ภาคจอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 38 : รักข้างเดียว

 

คืนฟ้ากระจ่าง ดาราพราวพร่าง จันทราเฉิดฉาย...

 

ท่ามกลางมวลบุปผาพฤกษชาติส่งกลิ่นหอมเย็นรำเพยพัด ณ ชานระเบียงไม้หน้าเรือนหลังน้อยที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังหมู่ตึกกองเยียวยา องครักษ์แห่งนาคานทร์ในอาภรณ์รัดกุมสีดำกำลังร่ำดื่มสุราเพียงลำพัง ข้างตัวนายทหารหนุ่มปรากฏไหสุราขนาดย่อมจำนวนหนึ่งล้มกลิ้งเกลื่อนกลาด บ่งชัดถึงปริมาณสุรามิน้อยที่ร่างสูงร่ำดื่ม กระนั้นใบหน้าคมคร้ามกลับขึ้นสีแดงระเรื่อเพียงเล็กน้อย แผ่นหลังแกร่งที่เคยเหยียดตรงเพลานี้กลับเอนอิงกับเสาระเบียง เรียวขาข้างหนึ่งชันเข่าขึ้น  มือกร้านจากการจับดาบยกไหสุราจรดริมฝีปากเรียบตึง ก่อนที่เมรัยร้อนแรงจะไหลล่วงผ่านลำคอ... 

ทว่าร่ำดื่มได้เพียงครึ่งไห จู่ๆ ไหสุราในมือกลับถูกผู้ใดบางคนช่วงชิงไป

 

"บอกกล่าวว่าจักเข้าห้องหับ แต่เจ้ากลับแอบหลบข้ามาร่ำสุราเพียงลำพัง ใจร้ายจริงเจ้า" 

 

องค์ขเคศวรทรงตัดพ้อพลางหย่อนวรกายประทับนั่งเคียงข้างผู้เป็นภูตรับใช้ จากนั้นทรงยกไหสุราในหัตถ์ที่เหลือเพียงครึ่งดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง

ข้างฝ่ายอรัณย์เพียงปรายตามองคนขโมยสุราไหสุดท้ายของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทอดมองขุนเขาอันเลือนรางท่ามกลางแสงจันทร์ใต้รัตติกาล ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึม ไร้ซึ่งถ้อยวจีใดออกจากริมฝีปากบางได้รูป

"มีเรื่องกลัดกลุ้มอันใด บอกเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่?" สุรเสียงทุ้มเอ่ยถามนุ่มนวลเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

"......"

"หรือจักเกี่ยวกับภูตวิหคน้อยตนนั้น?"

"....."

"เจ้ามิคิดหรือว่า บางทีข้าอาจมีหนทางออกให้กับเจ้าก็เป็นได้" 

แม้คนข้างๆ จะนิ่งเงียบทำหูทวนลม นัยน์ตาคู่คมเอาแต่ทอดมองไกล กระนั้นราชาภูตปักษามิละความพยายาม ยังคงตื้อถามด้วยสุรเสียงทุ้มนุ่มเรียบลื่นน่าสดับตรับฟังยิ่ง หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นมายลยินคงมิแคล้วต้องใจอ่อนยวบกับท่าทีสุภาพอ่อนโยนของอีกฝ่าย

เหตุใดท่านถึงได้ยึดติดกับข้านัก"

ในที่สุดคนแสร้งทำเมินเฉยก็หมดความอดทน ยอมปริปากพูด หากแต่มิได้ตอบคำถามของร่างสูงกว่า

"ในเมื่อชมชอบ ย่อมต้องยึดติดเป็นธรรมดา" องค์ขเคศวรตรัสพร้อมกับหมุนไหสุราในพระหัตถ์เล่น พระเนตรเรียวยาวดุจพญาปักษาเป็นประกายพราวระยับ

"ทั้งๆ ที่ข้าเป็นเพียงเชลยที่ถูกผู้อื่นยัดเยียดให้กระนั้นรึ?” องครักษ์หนุ่มแค่นยิ้มมิเชื่อถือ ในเมื่อคนตรงหน้าเอาแต่พูดจาหวานหูกับทุกผู้ที่ได้พบพานมิเว้นแต่ละวัน

"บุตรแห่งพงไพรเอ๋ย....หากเจ้าเป็นแค่เชลยที่ถูกยัดเยียดแล้วไซร้ ไหนเลยข้าจักสร้างมณีโลหิตเพื่อช่วยชีวิตเจ้าได้เล่า"

ฉับพลันไหสุราทำจากดินเผาที่กำลังหมุนไปมาบนฝ่าพระหัตถ์ขาวๆ ก็ปรากฏวงแหวนเวทสีฟ้าสดใสล้อมรอบ ก่อนจะจางหายไปในชั่วพริบตา สิ่งที่หลงเหลือในพระหัตถ์ใหญ่กลับกลายเป็นตุ๊กตาสัตว์ดินปั้นคู่หนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์....ตัวหนึ่งเป็นรูปปั้นกวางประดับเขาอันงดงามกำลังหมอบหลับ ส่วนอีกตัวเป็นรูปปั้นอาชาสง่างามนิทราหลับเคียงคู่ พระเนตรเรียวยาวสีดำที่พราวพร่าง ยามทอดพระเนตรสิ่งที่พระองค์สร้างสรรค์ขึ้นในพระหัตถ์กลับปรากฏแววรำลึกหมองหม่น

"เจ้าคิดว่ามณีโลหิตแห่งภูตนึกอยากสร้าง...ก็สร้างได้กระนั้นรึ" สุรเสียงทุ้มนุ่มรำพึง ก่อนจะหันพระเศียรโน้มเข้าใกล้คนข้างๆ แล้วแนบจูบที่ริมฝีปากบางได้รูปโดยมิบอกกล่าวอันใด....

จุมพิตแผ่วเบาทว่าอ้อยอิ่ง ส่วนคนถูกจู่โจมกะทันหันเกร็งร่างขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงค่อยผ่อนคลายลง เมื่ออีกฝ่ายหยุดยั้งแค่ริมฝีปาก หาได้ล่วงล้ำเกินกว่านั้นไม่ องครักษ์หนุ่มเพียงนั่งนิ่งๆ ทั้งไม่โวยวาย ไม่ขัดขืน หากก็ไม่ตอบสนองต่อจุมพิตนุ่มนวลที่คนตรงหน้ามอบให้

 

ต่อเมื่อสัมผัสความอบอุ่นนุ่มชื้นจนพอพระทัย ราชาภูตปักษาจึงค่อยไถ่ถอนพระโอษฐ์....ชั่วขณะที่ผละห่าง นัยน์ตาสองคู่สบประสาน คู่หนึ่งเรียวยาวสีดำสนิทดุจรัตติกาลปรากฏแววหม่นเศร้าเหลือคณา...เศร้าสร้อยเดียวดายเสียจน....คนเหม่อมองต้องกลั้นหายใจ ที่หน้าอกข้างซ้ายรู้สึกบิดเกร็งขึ้นมากะทันหัน

"เจ้ายังมิได้ตอบ ว่ากำลังกลัดกลุ้มเรื่องราวใด" สุรเสียงทุ้มนุ่มถามไถ่อีกครั้ง แววหมองเศร้าพลันสลายสิ้น นัยเนตรสีนิลกลับมาทอประกายพราวพรายเฉกเช่นที่เคยเป็นมา ขณะที่อรัณย์ยังคงนิ่งค้างเหม่อมองดวงนัยนาที่ราวกับยิ้มได้คู่นั้น

....บางทีเมื่อครู่ เขาคงตาฝาดไปถึงได้เห็นคนผู้นี้แลดูโศกเศร้านัก

"สิ่งที่เจ้าปรารถนาคืออิสรภาพของภูตวิหคน้อยฤาเศษเสี้ยวเพลิงอมตะที่อยู่ในตัวเขา?"

พอได้ยินถ้อยคำที่ราวกับหมิ่นน้ำใจ ว่าการช่วยเหลือทิวทิวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์อื่น ใบหน้าหล่อเหลาเงียบขรึมพลันบึ้งตึงขึ้นทันที

ถูกล่ะ ว่าเขาต้องการนำเพลิงอมตะกลับไปช่วยเจ้าแก้วกัลยา แต่ต่อให้มิมีเรื่องนี้เขาก็ยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อปลดปล่อยสหายตัวน้อยให้เป็นอิสระจากคนถ่อยเช่นอัศม์เดช!

"ข้าขอตัวก่อนขอรับ" อรัณย์ตัดบทเสียงห้วน ขยับจะลุกขึ้นยืน หากแต่บ่าข้างหนึ่งกลับถูกร่างสูงกว่ายึดไว้

"หากเจ้าคิดคืนชีพให้ผู้ใดบางคนโดยใช้เปลวเพลิงแห่งสุริยาแล้วไซร้ คนผู้นั้นมิเพียงต้องสูญเสียความทรงจำอันหมายถึงตัวตนที่เคยเป็นมา เขายังจักต้องถูกฝ่ายมืดไล่ล่าไปชั่วชีวิต" ถ้อยบอกกล่าวคล้ายขู่ขวัญ ทว่าน้ำเสียงที่ใช้กลับอ่อนโยนยิ่ง

"ต่อให้สูญเสียความทรงจำแล้วเป็นเยี่ยงไร อย่างน้อยก็ยังมีชีวิต" ยังได้เห็นหน้า ยังได้เห็นรอยยิ้ม แลได้ยลยินน้ำเสียงอันไพเราะ....อรัณย์รู้สึกปวดใจนัก เมื่อนึกถึงดวงพักตร์อันงดงามหวานซึ้งของนางในดวงใจ "แม้นต้องเผชิญกับพวกฝ่ายมืด ทั้งตัวข้าทั้งนาคานทร์ก็พร้อมจักปกป้องเจ้านางน้อยด้วยกำลังทั้งหมด!" น้ำเสียงบอกกล่าวมั่นคง นัยน์ตาคู่คมเปล่งประกายห้าวหาญสมกับเป็นนักรบแห่งนาคานทร์ผู้แกล้วกล้า

"เจ้าแน่ใจรึ? ว่าตัวเจ้ากับนครแห่งขุนเขาจักต้านทานไหว จักสามารถปกปักเปลวไฟอมตะให้พ้นจากเงื้อมมือของพวกฝ่ายมืด ในเมื่อเพลานี้พวกเจ้าปราศจากนาคินทร์แห่งนาคานทร์"....ร่างจุติใหม่ของเทพมังกรฟ้าคราม หนึ่งในจตุรเทพมังกรราชา!

"ท่านมิต้องมาข่มขู่ข้า ราชาภูตปักษา ด้วยเกียรติของนักรบ ด้วยหัวใจรักแลภักดีต่อผู้เป็นนาย พวกข้าจักปกป้องเจ้านางด้วยชีวิต มิว่าจักต้องพบพานกับศัตรูเช่นใดก็ตาม" อรัณย์ยังคงย้ำคำเดิม นัยน์แววตาปราศจากความหวั่นไหวแม้แต่น้อย เข้มแข็งแลมั่นคงเสียจน องค์ขเคศวรอดที่จะนึกชื่นชมแกมค่อนขอดในพระทัยมิได้

....บุตรแห่งพงไพรเอ๋ย เจ้าไปเอาความแข็งแกร่งนั่นมาจากที่ใด? จักเรียกว่าสัตย์ซื่อหรือว่าโง่เขลาดีเล่า เจ้าที่ถือกำเนิดในยุคสมัยอันสงบสุข ไฉนเลยจักเข้าใจ ว่าการต่อสู้กับพวกอสุระนั้นแตกต่างกับสาวกแห่งความมืดมากมายเพียงใด อย่างน้อยพวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลือเศษเสี้ยวของหัวใจอันดีงาม ผิดกับเหล่าอสุรายักษาที่ไร้หัวใจเมตตาโดยสิ้นเชิง

ภูตรับใช้ที่แสนดื้อรั้นเช่นเจ้า....ตราบใดที่ข้ายังถูกผนึกอยู่ในร่างนี้ ข้าจักปกป้องเจ้าได้เยี่ยงไรกัน?

"แล้วถ้าข้าบอกว่ามีวิธีคืนชีพที่มิต้องเสียความทรงจำ มิต้องถูกพวกฝ่ายมืดไล่ล่าเล่า เจ้าจักว่าเยี่ยงไร"

"ท่านต้องการสิ่งใดตอบแทน"

"ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากขอ ข้าก็ยินดีกระทำให้โดยมิหวังสิ่งใด เว้นแต่เจ้าจักมอบให้ด้วยใจจริง"

"ตกลงแล้วท่านต้องการสิ่งใดจากข้า"

"หัวใจรักของเจ้า" ถ้อยวจีกล่าวขอเรียบง่าย พระเนตรฉายประกายจริงจัง หามีแววล้อเล่นอันใดไม่ ส่วนองครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยคล้ายมิได้ประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยลยิน กระนั้นเขามิวายตอกกลับไปว่า...

"ท่านผิดแล้ว กับภูตรับใช้ ท่านควรเอ่ยขอหัวใจภักดิ์จึงจักถูกต้อง" จบคำ อรัณย์เบี่ยงกายออกจากการจับยึดของอีกฝ่าย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แผ่นหลังแกร่งเหยียดตรงไม่มีอาการมึนเมาจากเมรัยที่ร่ำดื่มไปมากมายแม้แต่น้อย

"สามพันปีก่อน หลังจากดากิยะ....แผ่นดินอันงดงามย่อยยับล่มสลายจากมหาสงคราม เหล่าสหายที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันต่างร่วงดับราวใบไม้ร่วง ข้าถึงได้เรียนรู้...ว่าหัวใจรักนั้นเป็นฉันใด ตัวข้าที่ปราศจากสิ่งนั้นช่างว่างเปล่ายิ่งนัก" สุรเสียงทุ้มนุ่มนวลถ่ายทอดความรู้สึกจากพระทัย ยามหวนระลึกถึงอดีตกาลอันไกลโพ้น

 

อรัณย์เพียงชักงักเท้าหยุดฟัง ก่อนจะสาวเท้าจากไปโดยมิหันหลังกลับมา ขณะที่ราชาอินทรีย์ล่องนภายังคงประทับที่เดิม...ประทับนั่งที่ลานระเบียงไม้อย่างเดียวดาย พระองค์เพียงใช้สายพระเนตรไล่ตามแผ่นหลังเหยียดตรงที่ก้าวเท้าห่างออกไปเรื่อยๆ จนหายลับพระเนตร หลังจากนั้นจึงทรงทอดถอนพระทัยยาว พระอุระรู้สึกหน่วงหนักยิ่ง

"หลงรักคนมีเจ้าของ ย่อมต้องยอกอกเป็นธรรมดา" ถ้อยคำเปรียบเปรยเจื้อยแจ้วจากน้ำเสียงสดใสดังขึ้นทำลายความเงียบสงัดแลบรรยากาศอันหม่นหมอง

"เจ้าพรรณนาถึงผู้ใด? ตัวข้าหรือตัวเจ้ากันแน่ วิหคน้อย..." องค์ขเคศวรตรัสพลางหันกลับมาทอดพระเนตรภูตวิหคที่กำลังเปล่งแสงสีเพลิงลออตาตัดกับฉากท้องนภาอันมืดมิดบนราวระเบียง

ทิวทิวทำหน้าเหวอทันที มันงงว่า 'หลงรักคนมีเจ้าของ' เกี่ยวกระไรกับมันด้วย มันเลยโต้กลับแบบเน้นๆ ไปว่า "ข้าย่อมหมายถึงท่าน ราชาแห่งข้า"

พอได้สดับดังนั้น พระพักตร์หม่นหมองพลันแย้มสรวลให้กับภูตวิหคน้อย "แล้วนี่เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด"

"สามพันปีก่อน หลังจากดากิยะย่อยยับล่มสลาย เหล่าสหายที่เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันต่างร่วงดับราวใบไม้ร่วง ข้าถึงได้เรียนรู้ว่าหัวใจรักนั้นเป็นฉันใด ตัวข้าที่ปราศจากสิ่งนั้นช่างว่างเปล่ายิ่งนัก"

ภูตวิหคน้อยทวนถ้อยวจีที่มาทันได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำแทนคำตอบ ก่อนเอ่ยต่อไปว่า "อรัณย์รักมั่นเจ้าแก้วกัลยา องค์ราชาโปรดตัดพระทัยจากเขาเถิดขอรับ"

"เจ้ารู้จักความรักดีกระนั้นรึ? วิหคน้อย...ถึงได้กล้ากล่าวตักเตือนข้า ผู้เป็นราชาแห่งเจ้า"

เอ่อ...จักว่าไปมันก็มิค่อยรู้จักนักดอก ว่าความรักเป็นฉัดใด ถ้าขาดไปจักต้องมีสีหน้าทุกข์ทนเฉกเช่นพระองค์กระนั้นรึ? แต่ถึงมันมิรู้ ทว่ามันก็เคยเห็นความรักอันงดงามมาแล้วที่นาคานทร์

"ถึงข้าจักมิรู้จัก แต่ก็เคยพบเห็น การตบมือข้างเดียวมันไม่ดังดอกขอรับ"

"หึ ช่างสำบัดสำนวนจริงเจ้า" องค์ขเคศวรทรงกลั้วหัวเราะ "แต่เจ้าจงรู้ไว้ว่าการพูดนั้นมันช่างง่ายดายนัก หากจักกระทำกลับยากยิ่งกว่ามิรู้กี่ร้อยพันเท่า"

"แม้แต่จอมราชาก็มิอาจก้าวข้ามความรักเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนได้หรือขอรับ" ทิวทิวรู้สึกประหลาดใจยิ่ง เพราะมันเคยได้ยินเรื่องเล่าจากท่านมาคี ว่าในสมัยที่แผ่นดินเก่าก่อนยังคงยืนยง ราชาแห่งภูตทั้งเจ็ดล้วนมีพระทัยเย็นชาดุจน้ำแข็ง ต่อให้เป็นสหายหรือมีใจชมชอบมากมายเพียงใด หากถึงคราต้องเผชิญหน้า มิว่าจักด้วยเหตุผลใดก็ตาม คมดาบในพระหัตถ์ของเหล่าราชาสามารถสะบั้นสังหารสิ้นได้โดยมิมีความลังเลแม้แต่น้อย

"เจ้ารู้หรือไม่ ว่าราชาอินทรีย์ล่องนภามิเคยพันผูกสัญญารับผู้ใดเป็นภูตรับใช้" องค์ขเศวรมิตอบคำ หากแต่ถามกลับ อีกทั้งถ้อยคำถามยังคล้ายกับว่ามิได้กล่าวถึงพระองค์เองอย่างไรอย่างนั้น

ทิวทิวฟังแล้วก็ให้รู้สึกสะดุดใจ หากก็บอกกล่าวออกไปตามที่มันเคยได้ยลยินมา "ขอรับ ข้าเคยได้ยินมาว่าเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดขอรับ...ท่านถึงมิเคยพันผูกสัญญากับผู้ใด?" มันถามพร้อมกับจดจ้องราชาภูตปักษาด้วยความสงสัยยิ่ง

"ก็ในเมื่อข้าเป็นราชา มีผู้รับใช้มากมาย ไยต้องทำสัญญาผูกมัดอีกฝ่ายให้ยุ่งยากด้วยเล่า"

"แต่กับอรัณย์ ท่านผูกมัดเขา?" มันพองขน เอียงคอน้อยๆ ขยับปีกเล็กๆ ไปมา

"เป็นครั้งแรกที่ข้าอยากผูกมัดผู้ใดสักคน" 

"ท่านคงไม่ฝืนบังคับเขาใช่หรือไม่ขอรับ" ทิวทิวถาม ด้วยรู้สึกเป็นห่วงสหาย เพราะในฐานะภูตรับใช้นั้น มันเข้าใจดีว่าต้องใช้พลังใจพลังกายมากมายเพียงใดจึงจะสามารถต่อต้านคำสั่งที่มิชอบของผู้เป็นนายได้

"วางใจเถิดเจ้า ข้ารู้ดี....ว่าหัวใจรักมิอาจได้มาด้วยการฝืนบังคับ สิ่งที่ข้าทำได้มีเพียงการผูกมัดเขาไว้ในฐานะนายบ่าว แลหลงรักเขาข้างเดียวเท่านั้น" สุรเสียงทุ้มนุ่มเอื้อนเอ่ยเรียบเรื่อย ทว่าคนฟังกลับรู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกมิถูก ทิวทิวคล้ายสัมผัสได้ถึงความหว้าเหว่เดียวดายที่อวลอยู่รอบๆ บุรุษผู้สง่างามตรงหน้า มันเลยเสเปลี่ยนเรื่อง

 

"คืนนี้ข้าขอนอนกับท่านได้หรือไม่ขอรับ"

 

น้ำเสียงสดใสติดอ้อนหน่อยๆ ของภูตวิหคน้อยเรียกรอยยิ้มจากดวงพักตร์สง่างาม "ราตรีนี้เจ้าจักเป็นผู้อุ่นเตียงให้ข้ากระนั้นรึ?" ราชาภูตปักษาไม่วายเอื้อนเอ่ยคำหวานหยอกเย้าเจ้าตัวน้อย

"แค่อุ่นเตียง ท่านก็ทำได้ เหตุใดต้องให้ข้าทำด้วยขอรับ" ทิวทิวเอียงคอทำตาปริบๆ แววตาบอกชัดว่าสงสัยเต็มที

 

พอได้สดับดังนั้น จอมภูตพลันสรวลออกมาเสียงดัง พระเนตรพราวระยับ

"วิหคน้อยเอ๋ย.....เจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมากนัก เอาล่ะพวกเรากลับไปนอนดีหรือไม่?"

 

ขอรับภูตวิหคน้อยตอบรับคำชวนพร้อมกับกระพือปีกบินร่อนลงจากราวระเบียงมาเกาะที่พระอังสาของวรกายสูงใหญ่

 

อ้อ....เจ้าหนีออกมาเยี่ยงนี้ เขามิว่ากระไรรึ?”

 

เขาที่ว่า ทิวทิวย่อมรู้ดีว่าหมายถึงผู้ใด

 

เฮอะ! คนน่าโมโหพรรค์นั้น อย่ากล่าวให้เสียอารมณ์เลยขอรับ ประเดี๋ยวข้าจักอุ่นเตียงให้เองขอรับมันอาสาอย่างแข็งขัน

 

หึๆ ข้าแค่ล้อเล่น เจ้ามิต้องอุ่นเตียงให้ข้าดอก ไว้วันหลังข้าให้สหายของเจ้าอุ่นให้จักดีกว่าองค์ขเคศวรตรัสพลางยิ้มน้อยๆ วรกายสูงสง่าลุกยืนขึ้น ก่อนสาวพระบาทก้าวยาวๆ กลับเข้าด้านในเรือนที่พักอันแสนอบอุ่น โดยทิ้งรูปปั้นตุ๊กตาสัตว์เคียงคู่ไว้บนราวระเบียงภายใต้แสงจันทร์นวลลออ

 

แต่อรัณย์เรียกอัคคีมิได้นะขอรับ เขาเรียกขานได้แต่วาโยกับวารี

 

ระหว่างทางกลับเข้าห้องหับ หนึ่งจอมภูต หนึ่งวิหคน้อยยังคงสนทนาต่อไปเรื่อยๆ อย่างสนุกสนาน

 

ข้าถึงได้บอก ว่าเจ้ายังต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะการอุ่นเตียงนั้นใช่ว่าต้องใช้มนตราเสมอไปคนตัวโตกว่าบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นการเป็นงาน

 

เอ๋? ถ้ามิใช้มนตรา แล้วจักใช้สิ่งใดขอรับ คงมิใช่ก่อฟืนจุดไฟบนที่นอนดอกนะขอรับเจ้าตัวน้อยที่เกาะบ่นบ่าถามกลับด้วยความกระตือรือร้นยิ่ง

 

หือ ถ้าขืนเจ้าเล่นก่อกองไฟบนที่นอนก็ไหม้หมดสิ วิธีอุ่นเตียงที่ข้าว่าก็แค่ให้.....

 

ยังมิทันได้สอนวิธีอุ่นเตียงให้ภูตวิหคน้อย องค์ขเคศวรก็ถูกเสียงเข้มๆ ของผู้เป็นภูตรับใช้ขัดขึ้นเสียก่อน

 

ท่านอย่าได้สอนเรื่องแปลกๆ ให้กับทิวทิวได้หรือไม่ขอรับ

 

อรัณย์ที่ได้ยินบทสนทนาอันล่อแหลมสองแง่สองง่ามก็ให้อดที่จะเปิดประตูออกมาพูดดักคออีกฝ่ายมิได้

 

อรัณย์....ทิวทิวเรียกขานนามขององครักษ์หนุ่มมิเต็มเสียงนัก ด้วยมันยังรู้สึกผิดต่อชายหนุ่มอยู่มิน้อย

 

คืนนี้เจ้าอยากมาพักกับข้าหรือไม่ร่างสูงหันมาถามผู้เป็นสหาย

 

เอ่อ....ข้า....คือภูตวิหคหันรีหันขวางมองไปทางจอมภูตที อรัณย์ทีอย่างลังเลเลือกมิถูก

 

มา...ข้าช่วยเลือกให้ราชาภูตปักษากระซิบบอกเจ้าตัวน้อยที่เกาะอยู่บนพระอังสา ก่อนจะก้าวเร็วๆ เข้าใกล้คนตรงหน้า แล้วถือวิสาสะคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ คืนนี้นอนด้วยกัน

 

ผู้ใดอยากนอนกับท่านคนถูกกุมข้อมือปฏิเสธทันที

 

เจ้ามีเหตุผลอันใดต้องปฏิเสธ ก็แค่นอนด้วยกันเฉยๆพระขนงเรียวเลิกขึ้น มุมพระโอษฐ์หยักยกขึ้นเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน พระเนตรพราวพร่าง เมื่อองค์เขศวรทรงเห็นภูตรับใช้แห่งพระองค์ทำสีหน้าปั้นยากได้แต่อ้ำอึ้งขมวดคิ้วมุ่น เพื่อหาเหตุผลตอบปฏิเสธ ถ้าไม่มีเป็นอันตกลงตามนี้ตรัสแบบมัดมือชกพร้อมกับกึ่งลากกึ่งจูงองค์รักษ์หนุ่มให้เดินไปด้วยกัน

 

จนกระทั่งถึงที่ประทับ แม้ภายในห้องหับจะมิใหญ่โตกว้างขวางเหมือนดั่งเช่นห้องในพระตำหนักเขตพระราชฐาน หากก็ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ครบครัน เครื่องเรือนแต่ละชิ้นแต่ละอันล้วนสรรค์สร้างจากไม้หอมราคาแพง แกะสลักอย่างประณีตงดงามสมฐานะหัวหน้าหมอหลวงประจำราชสำนัก

 

ข้าจักนอนที่พื้นขอรับ

 

พอเหยียบเข้าห้องนอนที่อยู่ด้านในสุด อรัณย์ก็ชิงบอกกล่าวกับผู้เป็นเจ้าของห้องทันที ส่วนภูตวิหคน้อยก็บินถลาสู่ตะกร้าไม้สานที่ซึ่งตั้งวางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างเตียงไม้หลังใหญ่ ภายในตะกร้าคือที่นอนประจำอันแสนสุขของมันซึ่งมักจะมีหญ้าแห้งกลิ่นหอมปูรอรับมันไว้เสมอ มันขยับตัวเล็กน้อย สูดกลิ่นหอมของหญ้าแห้งอย่างถวิลหา นัยน์ตาเริ่มปรือปรอย หากหูยังคงเฝ้าฟังเสียงทุ่มเถียงกันของสองบุรุษผู้ร่วมห้อง

  

ที่พื้นออกจักเหยียบเย็น เตียงนอกรึก็กว้างขวาง นอนด้วยกันเถิดเจ้าสุรเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยชวนแกมบังคับเล็กๆ

 

แต่ผู้เป็นบ่าวมิควรตีตนเสมอนายน้ำเสียงทุ้มห้าวตอบกลับหาได้นอบน้อมดั่งถ้อยวาจาไม่

 

ชาวภูตมิเคยแบ่งแยกเยี่ยงนั้นสุรเสียงทุ้มนุ่มยังคงมิละพยายาม

 

“แต่ข้ามิใช่...” อรัณย์ชะงักคำพูด เมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆ ดังมาจากตะกร้าสานบนโต๊ะข้างเตียง....

 

“ฟี้~ ฟี้~ ฟี้~~“

 

ครั้นจะทุ่มเถียง ว่าเขามิใช่ชาวภูตก็ให้รู้สึกว่าช่างไร้สาระนัก ซ้ำยังเป็นการส่งเสียงรบกวนสหายตัวน้อยอีกด้วย ถ้าต้องมานั่งต่อล้อต่อเถียงกันตลอดคืนก็สู้หลับหูหลับตานอนๆ ไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเลยดีกว่า 

คิดได้ดังนั้น องครักษ์หนุ่มก็ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวบนเตียงหลังใหญ่ แล้วหลับตา เป็นการตัดบทตัดปัญหา และตัดตัวเขาออกจากผู้ใดบางคน

 

“เรื่องที่ข้าบอกกล่าวว่าจักช่วยฟื้นคืนชีพให้กับคนของเจ้า โดยมิหวังสิ่งใดนั้น ข้าพูดจากใจจริง” ราชาภูตปักษาตรัสพลางล้มพระองค์บรรทมเคียงข้างผู้เป็นภูตรับใช้

 

“การคืนชีพให้กับผู้คน แม้แต่องค์มหาเทพผู้สร้างยังมิทรงกระทำพร่ำเพรื่อ แต่ท่านกลับบอกว่าจักฝ่าฝืนกฎธรรมชาติโดยมิต้องสูญเสียหรือแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด เรื่องดีงามปานนี้ ข้ามิอาจรับได้จริงๆ”

 

“เจ้าจักบอกว่าถ้อยวาจาที่ออกจากปากของหนึ่งในเจ็ดราชาแห่งภูตก็เชื่อถือมิได้กระนั้นรึ?”

 

“หามิได้ขอรับ ข้าเพียงมิต้องการเป็นหนี้ท่านไปมากกว่านี้ ส่วนปัญหาของข้า ข้าจักจัดการเองขอรับ”

 

“เอาเถอะ เมื่อถึงคราที่เจ้าต้องการความช่วยเหลือ ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก ข้าให้สัญญาว่าจักมิเรียกร้องสิ่งใดจากเจ้า”

 

ยิ่งได้ยลยินคำสัญญาเยี่ยงนั้น อรัณย์ก็ยิ่งตั้งมั่นว่าจะมิเอ่ยขอความช่วยเหลือจากคนข้างกายโดยเด็ดขาด ที่มิเอ่ยปากขอทั้งๆ ที่มีหนทางสะดวกสบายกว่าอยู่ตรงหน้า มิใช่ว่าเขาหยิ่งในศักดิ์ศรีหรือดูหมิ่นน้ำใจของอีกฝ่าย หากแต่เพราะรู้ดีว่า....การคืนชีพให้คนผู้หนึ่งมิใช่เรื่องง่ายดาย ถึงอย่างไรกฎก็ต้องเป็นกฎ เมื่อได้สิ่งหนึ่งมาย่อมต้องสูญเสียสิ่งหนึ่งไป การคืนชีวิตอันมีค่าที่แตกดับไปแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมต้องใช้สิ่งที่มีค่าเท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนกลับคืน ดั่งเช่นการฟื้นคืนด้วยเปลวเพลิงแห่งสุริยา สิ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนคือความทรงจำ คือสิ่งที่เรียกว่าตัวตนที่เคยเป็นมา แล้วสิ่งที่มีค่าอันเท่าเทียมกันที่องค์ขเคศวรจักใช้แลกเปลี่ยนเล่าคือสิ่งใด? ถ้าหากว่าเป็นชีวิตหนึ่งแล้วไซร้ ก็ขอให้เป็นชีวิตของเขาเถิด....ชีวิตของเขาแลกกับชีวิตของเจ้านางน้อยที่รักยิ่ง

 

เสียงลมหายใจเข้าออกดังสม่ำเสมอ บ่งชัดว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆ นั้น กำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา องค์ขเคศวรจึงค่อยลืมพระเนตรขึ้น พลิกวรกายหันไปทอดพระเนตรใบหน้าคมคร้าม เจ้าของเปลือกตาที่กำลังปิดสนิท หว่างคิ้วย่นเข้าหากันเล็กน้อย และเรือนกายส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของพงไพร

 

“เหตุใดเจ้าจึงใจแข็งนัก” จอมภูตปักษาทรงรำพึง ด้วยกระจ่างแจ้งต่อความนึกคิดของภูตรับใช้ “สักวัน....ใจของเจ้าจักมีข้าอยู่ในนั้นบ้างหรือไม่ สักวันหนึ่งเมื่อนางอันเป็นที่รักของเจ้าสิ้นอายุขัยจากไปโดยมิมีวันหวนกลับ เจ้าจักหันกลับมามองข้าหรือไม่?”

 

มิมีคำตอบใดจากร่างหลับใหล องค์ขเคศวรได้แต่แย้มยิ้มนุ่มนวลแฝงความเศร้าสร้อยพลางครุ่นคะนึงถึงรูปปั้นตุ๊กตาสัตว์ที่พระองค์ทรงวางทิ้งไว้ให้อาบแสงจันทร์ที่ราวระเบียง....

 

เพลานี้ข้ารู้แล้วว่า....เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ยืนกรานว่าจักขอหลับใหลเคียงคู่ แม้นมิอาจฟื้นตื่นก็จักขอเคียงข้าง มิขอแตกดับแยกจากตราบจนชั่วนิรันดร์

  

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^

 ในตอนนี้แต่งไปมีบางช่วงที่รู้สึกหน่วงใจมากค่ะ สงสารทั้งอรัณย์ ทั้งพ่ออินทรีย์ รักเขาข้างเดียวนี่มันปวดใจจริงๆ

มีคนถามว่า อัศม์เดช อ่านว่าอย่างไร? .....คำอ่านคือ  อัด-สะ-เดด แปลว่า มีความกล้าแข็งดังหินผา มีเดชยิ่งใหญ่ดังภูเขา ค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

6,257 ความคิดเห็น

  1. #4839 imTHEE (@muggle476) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 27 กันยายน 2557 / 23:55
    ตอนใหม่มาแล้ว ขอบคุณครับ
    #4839
    0
  2. #4838 VpupinaV (@meeepanda) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 23:46
    หน่วงจริงๆ 😢
    #4838
    0
  3. #4835 Tem_เเง้บๆ . 3 . (@thetempter) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 กันยายน 2557 / 20:07
    เศร้าจุง เเต่ติดที่ทิวทิว... นอนซะหมดเศร้าเบย
    #4835
    0
  4. วันที่ 24 กันยายน 2557 / 19:41
    โอ้วววว หน่วงมากกกกกกกก
    ใจก็อยากให้อรัณย์เหลียวแลองค์ขเคศวรบ้างซักนิดนึง แต่มันก็ดูจะใจร้ายกับเจ้าแก้วเกินไป
    เศร้าจัง T T

    ทิวน่ารักไม่ไหวละลูกกกก ใสสุดๆ ><
    #4834
    0
  5. #4833 Zevaress (@anontaporn) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 21:24
    โอ้ยยย สงสารจุงงงง อย่าให้มีชีวิตแลกชีวิตนะ น้องคงสิ้นใจ
    #4833
    0
  6. #4832 รัลดา (@Runlada) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 19:41
    สงสารราชาปักษา รักข้างเดียว อรัญย์ใจอ่อนเต๊อะ รู้ว่ารักเจ้าแก้วแต่ถ้าเจ้าแก้วไม่อยู่แล้วก็อย่าลืมองค์ราชานะ
    #4832
    0
  7. #4831 Risa (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 18:48
    เศร้า ใจ จริง

    สงสารทั้ง สามเลย รักสามเศร้า

    อยากให้ สมหวังนะ แต่ถ้ามีสองคนรักกัน

    อีกคน ก็จะเจ็บ

    แงแงแงแงแงแงแง TToTT
    #4831
    0
  8. #4830 kaohom_d (@kaohomd) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 10:56
    คู่นี้หน่วงมาก สงสารทุกคนรวมถึงเจ้าแก้ว T_T
    #4830
    0
  9. #4828 hydra (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2557 / 02:32
    สงสารองค์ราชาภูตวิกหกอ่า รักข้างเดียวแบบนี้เจ็บปวดจริงๆ อรัณย์ก็ดูใจแข็งไม่แพ้กัน สงสัยหน่วงกันไปอีกนาน



    แต่ตอนนี้ความน่ารักของทิวๆ มันมากมาย เจ้าตัวเล็กน่ารักที่สุดเลยยยย
    #4828
    0