ฝืนลิขิตฟ้า ท้าสวรรค์

ตอนที่ 56 : การวิวาทครั้งเเรกภายในเมืองหลวง (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 972 ครั้ง
    11 ก.ค. 62

หลังจากเข้ามายังด้านในของภายในเมืองหลวง รถม้าของฉินหลิงก็ชะลอความเร็วพร้อมเปิดหน้าต่างกว้างให้ถานอวี้จี้มองออกไปด้านนอก

 

ด้านนอกของรถม้าที่ฉินหลิงและถานอวี้จี้มองออกไป จะเห็นได้ถึงฝูงชนมากหน้าหลายตาที่เดินกันไปมา

 

เมืองหลวงต้าเหยียนมีประชากรนับล้านอาศัยอยู่ จึงทำให้คนมากมายต่างเดินสวนกันไปมาบนท้องถนน และก่อให้เกิดความรู้สึกวุ่นวายอยู่ไม่น้อย

 

บ้านเรือนริมข้างทางของเมืองหลวงแห่งนี้ส่วนมากแล้วล้วนทำมาจากไม้ และมีร้านค้าขายต่างๆที่เปิดโดยชาวบ้านอยู่ทั่วไป

 

นอกจากชาวบ้านที่เดินอยู่กันอย่างวุ่นวาย หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่ามีผู้คนที่สวมเสื้อผ้าสีเทาเก่าและมีโซ่เหล็กเส้นใหญ่ผูกไว้ที่คอหรือข้อเท้าเดินไปมาด้วยสีหน้าซีดเซียวอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งเมื่อเหล่าทาสพวกนี้เดินผ่านที่ใด ชาวบ้านต่างหลบออกพร้อมกับแสดงสีหน้ารังเกียจ

 

และสิ่งที่พบเจอได้มากอีกอย่างภายในเมืองหลวงแห่งนี้ก็คือสิ่งปฏิกูลที่ถูกทิ้งไว้รอบๆ ก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

 

เนื่องด้วยประชากรจำนวนมากและการที่ขุนนางคนชั้นสูงไม่ได้เข้ามาดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนในเขตทางใต้จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้นอกจากเต็มไปด้วยความวุ่นวายยังมีความสกปรกอย่างยิ่ง

 

เมื่อเห็นเมืองหลวงแคว้นต้าเหยียนเป็นเช่นนี้ ฉินหลิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาให้กับความไร้สามารถในการปกครองของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เพราะขนาดเมืองไผ่เขียวที่ถูกปกครองโดยปู่ของเขาที่เป็นขุนนางทางทหารยังดูแลเมืองได้ดีกว่าผู้ที่ถูกเรียกขานว่าโอรสสวรรค์เสียอีก

 

ในขณะที่ฉินหลิงกำลังรู้สึกเวทนากับผู้คนในเมืองหลวง ถานอวี้จี้ก็มองออกไปดูผู้คนที่เดินเร่ขายของด้วยแววตาเปล่งประกาย เพราะถึงอย่างไรนางเองก็พึ่งเคยเห็นผู้คนมากมายเช่นนี้เป็นครั้งแรก

 

เทียบกับเมืองไผ่เขียวที่มีประชากรไม่ถึงสองแสนคน จึงทำให้เมืองหลวงที่มีคนมากกว่านับสิบเท่าดูใหญ่โตกว่าอย่างชัดเจน

 

หากจะบอกว่าเมืองแห่งนี้ไม่น่าพิสมัยก็คงไม่ผิดนัก แต่เหตุที่ผู้คนยังแห่เข้ามาอย่างมากมาย ก็เป็นเพราะเมืองหลวงเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของแคว้นจึงทำให้เมืองแห่งนี้แหล่งที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าจากทั่วทั้งแคว้น ซึ่งมีแม้กระทั้งสิ่งของบางอย่างที่ฉินหลิงเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“ เจ้าอยากลงไปเดินซื้อของรึ ” ฉินหลิงเอ่ยถามหญิงสาวเบื้องหน้าเมื่อเห็นว่าเธอมองดูสินค้าตามร้านต่างๆข้างทางด้วยสีหน้าสนอกสนใจ

 

เมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม ถานอวี้จี้ก้มหน้าแล้วส่ายหัวไปมา เพราะเธอกลัวที่จะต้องสร้างปัญหาให้ชายหนุ่มอีก ซึ่งเธอยังจำได้อยู่เลยว่าก่อนมาถึงเมืองหลวงแห่งนี้  ก็เป็นเธอเองที่ก่อเรื่องจนทำให้ฉินหลิงต้องเป็นศัตรูกับตระกูลใหญ่โตในเมืองหลวง

 

เมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว ทำให้ฉินหลิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

 

ถานอวี้จี้เงยหน้ามองฉินหลิงที่กำลังขำตนเอง “ ท่านขำอะไรรึเจ้า ?

 

“ ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ข้าเคยบอกกับเจ้าไว้แล้ว ว่าครั้งนี้ข้าพาเจ้าออกมาท่องเที่ยว แล้วข้าจะให้เจ้าอยู่แต่ภายในรถม้าได้อย่างไร ” ฉินหลิงพูดถึงเมื่อตอนก่อนจะมายังเมืองหลวง เป็นเขาที่สัญญากับหญิงผู้นี้เองว่าจะพาเธอมาท่องเที่ยว แล้วหากมัวแต่ขลุกอยู่ภายในรถม้ามันจะเป็นการท่องเที่ยวได้อย่างไรและเขาเองคงรู้สึกผิดต่อนางไม่น้อย

 

“ ตะ...แต่ ข้ากลัวที่จะสร้างปัญหาให้แก่ท่านเจ้าคะ ” ถานอี้จี้เอ่ยตอบกลับมาด้วยเสียงสั่น

 

“ ไม่ต้องกังวล สิ่งที่ข้ากลัวน้อยที่สุดในเวลานี้ก็คือต้องสร้างปัญหานี้แหละ เจ้าอย่าได้ลืมข้าคือจอมอันธพาลฉินผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองไผ่เขียวเชียวนะ  ” หากถานอวี้จี้รู้ว่าการที่เขาเดินทางมาเมืองหลวงในครั้งนี้ก็มาเพื่อสร้างปัญหาคงรู้สึกตกใจหนักเป็นแน่

 

หลังจากได้ยินคำโอ้อวดของชายหนุ่ม ถานอวี้จี้ก็หัวเราะเสียงใสออกมา

 

“ รถม้าหยุด ” ฉินหลิงตะโกนเสียงดังออกไปด้านหน้า

 

เมื่อรถม้าหยุดลง ฉินหลิงก็จูงมือถานอวี้จี้เดินลงจากรถม้าอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเขาหันมามองหญิงสาว ก็พบว่าเธอสวมที่คลุมหน้าใบใหม่ที่หน้ากว่าเดิม ซึ่งทำให้เขาแทบมองไม่ใบหน้าของเธอ

 

 

ฉินหลิงขมวดคิ้วก่อนจะดึงผ้าที่หญิงสาวสวมใส่ไว้ออกมา และปรากฏใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดของนางเซียนสวรรค์

 

ถานอวี้จี้ในเวลานี้ดูงดงามยิ่งกว่าในตอนที่เขาพบเจอในหมู่บ้านโคเขียวเสียอีก เพราะถึงอย่างไรในเวลานี้เธอมีความเป็นอยู่ที่ดีไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการค้าขายจึงทำให้ผิวพรรณที่ถูกดูแลอย่างดีอ่อนนุ่มเปล่งปลั่งดุจหอยมุกล้ำค่าจากทะเลลึก และเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ฉินหลิงหามามอบให้ จึงทำให้เธอดูเหมือนหญิงสาวผู้งดงามที่มาจากตระกูลชั้นสูง

 

“ ท่านถอดผ้าคลุมหน้าของข้าทำไม ” ถานอวี้จี้เอ่ยถามด้วยใบหน้างุนงง

 

 ก็ข้าอยากจะอวดคนเมืองหลวงแห่งนี้ว่าฮูหยินตัวน้อยของข้าว่างดงามขนาดไหน ” ฉินหลิงเอ่ยโดยที่ภายในมือยังถือผ้าคลุมหน้า

 

เมื่อได้ยินคำชมเชยจากชายหนุ่ม ใบหน้าถานอวี้จี้ก็เเดงขึ้นด้วยความเขินอายก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบาๆ

 

ผ่านไปไม่นาน ฉินหลิงที่กำลังเดินจูงมืองถานอวี้จี้ และมีเสี่ยวหลู่กับคนคุ้มกันที่แยกตัวมาสองตัวเดินตามหลัง กำลังมองดูสินค้าต่างๆด้วยความสนุกสนาน ซึ่งเป็นจุดสนใจของเหล่าชาวบ้านคนธรรมดาอย่างยิ่ง เพราะความงามของถานอวี้จี้ดึงดูดสายตาของคนทั่วไปให้มองมายังหญิงสาวผู้นี้

 

เมื่อชาวบ้านเห็นมือทั้งสองของชาวหญิงที่เดินจูงกัน ก็ทำให้มีแววตาอิจฉาริษยาของชายหนุ่มหลายคนส่งมายังฉินหลิง

 

ฉินหลิงที่สังเกตได้ถึงสายตาที่จับจองมาก็ทำให้เขารู้สึกมีความสุขไม่น้อย จนทำให้ร้อยยิ้มเจ้าเล่ห์เผยออกมาอย่างไม่รู้ตัว

 

ขณะที่ถานอวี้จี้กำลังเลือกซื้อปิ่นปักผมในร้านขายสินค้าของสตรีที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ก็มีจากรถม้าคันโตที่รอบล้อมไปด้วยคนคุ้มกันที่สวมชุดเกราะหนาตัวใหญ่ จอดด้านหน้าร้านค้าแห่งเดียวกับที่ฉินหลิงอยู่ และดึงความสนใจของผู้คนโดยรอบอย่างรวดเร็ว

 

ประตูรถม้าถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ผ่านไปไม่นานชายหนุ่มอายุคราวเดียวกับฉินหลิงที่สวมชุดหรูหราสีม่วงก้าวเดินลงมาพร้อมกับมีทาสชายร่างใหญ่ก้มตัวลงให้ชายหนุ่มผู้นั้นเหยียบรองก่อนถึงพื้น

 

ชาวบ้านที่กำลังมองดูพลันสังเกตเห็นธงตรามังกรสีแดงด้านหน้ารถม้าก็แยกย้ายกันอย่างรวดเร็ว ราวกับพื้นที่โดยรอบเป็นที่ต้องห้าม

 

เมื่อชายหนุ่มผู้นั้นก้าวลงมาจากรถม้าเสร็จก็มีชายอีกคนที่แต่งกายด้วยชุดขุนนางเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีประสบสอพลอ

 

“ องค์ชายสาม เป็นที่แห่งนี้แหละขอรับ ข้าได้ข่าวมาว่ามีไข่มุกจันทราจากแคว้นห่างไกลอยู่  เพียงแต่ทุกครั้งที่ข้ามาขอซื้อ เถ้าแก่ร้านกลับไม่ยอมขายแม้แต่ครั้งเดียว แม้ข้าจะบอกแล้วว่าเป็นความต้องการของท่าน เถ้าแก่ร้านผู้นี้ก็ยังไม่สนใจ ” ชายชุดขุนนางพูดออกมาด้วยท่าทีน่าสงสาร

 

ชายที่ถูกเรียกตัวว่าองค์ชายสามก็มีสีหน้าโหดเหี้ยมและเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “ เป็นแค่พวกต่ำต้อย คิดว่าข้าไม่กล้าจัดการร้านเล็กๆของเจ้าได้รึยังไง ”

 

หลังจากได้ยินคำพูดของผู้เป็นองค์ชาย ชายหนุ่มชุดขุนนางก็มีรอยยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ย  “ แต่มันจะไม่ดีนะขอรับ เดี๋ยวจะมีคนกล่าวว่าพวกเราใช้อำนาจรังแกชาวบ้าน ”

 

องค์ชายสามสบถออกมา “ เหอะ...พวกชาวบ้านมันก็เป็นแค่คนช้ำต่ำที่ต้องพึ่งบารมีจากตระกูลของข้า  หากว่าเถ้าแก่ร้านผู้นั้นมันโง่งมแล้วไม่ยอมยกไข่มุกจันทราให้ข้าแต่โดยดี ก็อย่าหวังว่าจะได้มีชีวิตอย่างสงบสุข ”

 

หลังจากนั้นไม่นานผู้ถูกเรียกขานว่าเป็นองค์ชายสามและชายชุดขุนนางก็เดินเข้าไปยังร้านขายเครื่องประดับของสตรี ซึ่งมีทหารสวมชุดเกราะอีกนับสิบเดินตามเข้าไป

 

ชาวบ้านที่กำลังเลือกซื้อของอยู่ภายในร้าน ก็ได้ยินเสียงเดินเป็นจังหวะของทหารองครักษ์ ต่างหันมามองกลุ่มทหารใส่ชุดเกราะนับสิบ ด้วยสีหน้าหวาดกลัว ก่อนจะรีบวิ่งไปตามมุมร้านเพื่อหาที่หลบจากปัญหา

 

แม้แต่ฉินหลิงเองก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองทหารเหล่านั้น และหรี่ตาสังเกตชายหนุ่มทั้งสองที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ในระหว่างที่เขากำลังสังเกตชายชุดม่วง เขาก็รู้สึกได้ว่าถูกถานอวี้จี้กุมมือไว้แน่น

 

ฉินหลิงจึงหันมามองถานอวี้จี้ที่กำลังสั่นกลัวก่อนจะยิ้มให้และเอ่ยปลอบว่าไม่เป็นอะไร

 

ทางด้านองค์ชายสามที่เดินเชิดหน้าเข้ามาก็สังเกตเห็นชาวบ้านที่เลือกซื้ออยู่เต็มร้านก็ขมวดคิ้วแน่น เพราะเขาคงไม่อาจลงมือได้เป็นแน่ เมื่อมีผู้คนมากมายเช่นนี้ และหากเขาลงมือกับร้านในเวลานี้อาจจะทำให้ชื่อเสียงของเขาได้รับผลกระทบไม่น้อย

 

ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าจะทำเช่นไรต่อไป องค์ชายสามก็เหลือบมองไปเห็นหญิงสาวผู้หนึ่ง ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงที่มีใบหน้างดงามราวกับไม่ใช่มนุษย์

 

หลังจากได้สังเหตเห็นถานอวี้จี้แล้ว องค์ชายสามที่เคยพบหญิงสาวงดงามมามากมายก็ใจสั่นด้วยความหลงไหลและเกิดความรู้สึกอยากครอบครองนาง จนลืมแม้กระทั้งจุดประสงค์เดิมที่ต้องการไข่มุกจันทราไปอย่างสิ้นเชิง

 

ชายชุดขุนนางที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ถอนหายใจออกมาทันที เมื่อเห็นอาการขององค์ชายสามพลางคิดในใจว่าแผนของตนอาจจะต้องล่มอีกแล้ว

 

“ ไปนำตัวนางมาให้ข้า ” องค์ชายสามไม่รอช้า รีบเอ่ยกับองค์รักษ์ด้านหลังด้วยน้ำเสียงที่ปนไปด้วยความตื่นเต้น

 

ในแววตาทหารองครักษ์ปรากฏความสงสารอยู่ชั่ววูบ ก่อนจะเดินไปยังทางฉินหลิง และเอ่ยเตือน “ นำสตรีนางนี้มาให้ข้าเถิด  แล้วพวกข้าจะปล่อยเจ้าไปอย่างปลอดภัย ”

 

เมื่อได้ยินคำกล่าวของชายในชุดเกราะ ถานอวี้จี้เผยสีหน้าหวาดกลัวก่อนจะกอดแขนฉินหลิงแน่น ซึ่งแตกต่างจากฉินหลิงที่ยามนี้กำลังมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าแล้ว

 

“ พวกเจ้าต้องการตัวฮูหยินของข้าเช่นนั้นรึ ”

 

เมื่อได้ยินคำพูดของฉินหลิง องค์ชายสามที่อยู่ด้านหลังเหล่าทหารก็เอ่ยเสียงดัง “ อย่าพูดให้มากความ หากไม่อยากตายก็ส่งหญิงผู้นั้นมาให้ข้า นางไม่เหมาะจะอยู่กับคนชั้นต่ำอย่างเจ้า ข้าจะดูแลนางอย่างดีเอง ”

 

“ โอ้...ถ้าข้าทำเช่นนั้น แล้วข้าจะได้อะไรตอบแทนรึ ” เมื่อฉินหลิงเอ่ยจบ ถานอวี้จี้ที่กอดแขนอยู่ไร้เรี่ยวแรงและเผยสีหน้าอ่อนแรงออกมาราวกับโลกทั้งใบสูญสลายไปทั้งจนหมดสิ้น

 

ด้านองค์ชายสามเมื่อได้ยินคำพูดของฉินหลิง ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว และคิดว่าอีกฝ่ายต้องการเงินทองเพื่อแลกเปลี่ยนกับสตรีที่งดงามผู้นี้เป็นแน่จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “ เห็นแก่ที่เจ้าเข้าใจอะไรได้ง่าย  ข้าจะให้เจ้าหนึ่งพันตำลึงตำลึงทองก็แล้วกัน จงสำนึกในบุญคุณไว้ด้วย ”

 

ฉินหลิงเอ่ยประชดออกมา “ ฮูหยินข้ามีค่าแค่หนึ่งพันตำลึงทองเท่านั้นรึ ”

 

องค์ชายสามรู้สึกเริ่มไม่สบอารมณ์ชายตรงหน้าและขมวดคิ้ว “ ข้าให้เจ้าเพิ่มอีกห้าร้อยตำลึงทอง และข้าขอเตือนว่าจงอย่าโลภให้มากนัก ไม่เช่นนั้นชีวิตน้อยๆของเจ้าอาจจะไม่ได้ออกจากเมืองแห่งนี้อีก ”

 

รอยยิ้มของฉินหลิงที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลาก็หุบลง และเอ่ยกับชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ ข้าขอเตือนเจ้าเช่นกันว่าผู้คนที่ข่มขู่ข้า ยังไม่มีใครที่รอดกลับไปในสภาพที่ดีซักคน หากเจ้าไม่อยากลองก็จงไสหัวไปซะ ”

 

เมื่อได้ยินคำขู่ของฉินหลิง องค์ชายสามผู้เป็นทายาทของฮ่องเต้  ซึ่งถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจภายในราชวัง และไม่เคยถูกใครพูดจาหักหน้าเช่นนี้มาก่อน ก็เกิดความรู้สึกโกรธเคืองและกัดฟันแน่นจนทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวก่อนจะชี้สั่งให้ทหารองครักษ์ไปจัดการฉินหลิงโดยไม่สนใจสายตาที่มองดูของชาวบ้านอีกแล้ว

 

เหล่าทหารองครักษ์ที่ได้ยินคำสั่งของผู้เป็นองค์ชายก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับคิดลงมือกับชายหนุ่มที่น่าสงสารผู้นี้ให้เบามือที่สุด แต่เมื่อพวกเขาก้าวเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็เกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 972 ครั้ง

2,266 ความคิดเห็น