สวัสดีเพื่อนๆชาวเด็กดีทุกคนนะครับ....ก่อนอื่นต้องขอบคุณมากๆเลยที่คลิกเข้ามาอ่านบล็อกของผม จริงๆบล็อกนี้ตั้งใจว่าจะเขียนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว แต่เนื่องจากเป็นช่วงใกล้จะจบม.6 พอดี ติดสอบ ไปเขาชนไก่ และอะไรต่อมิอะไรมากมาย เลยทำให้เพิ่งได้เป็นรูปเป็นร่างในวันนี้
ตอนนี้การสอบต่างๆก็ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว อยู่ในช่วงปิดเทอม เพื่อนๆทำอะไรกันบ้าง บางคนคงชิลแล้วเพราะสอบตรงติด ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีด้วยมากๆเลย แต่บางคนอาจจะยังเครียดๆอยู่ เพราะยังต้องรอแอดมิชชั่น แต่ก็อย่าเพิ่งเครียดจนเกินไปนะครับ ยังมีเพื่อนอีกหลายคนที่ยังรอแอดฯเป็นเพื่อนกัน อย่างน้อยก็พวกเรา 4 กัปตันนี่เอง ^^
สำหรับผมนั้น จากเมื่อก่อนที่คิดว่าแอดมิชชั่นคงจะไม่มีอะไรมาก ชีวิต ม.6 ก็เฮฮา สนุกสนานไปกับเพื่อนๆ สอบนั่นสอบนี่ไปด้วยกัน แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันกับมีอะไรที่มากกว่านั้น อยู่ดีดีก็มีเรื่องให้คิดมากขึ้น เริ่มมองอนาคตตัวเอง ความฝัน ความหวัง และความสำเร็จ มันจะออกมาในรูปแบบไหน บางคนสอบตรงติด บางคนไม่ บางคนติดคณะหรือสาขาที่ชอบรองลงมา บางคนคะแนนสูง บางคนคะแนนน้อย ทำให้ต้องตัดสินใจอะไรมากขึ้น เราจะเลือกแบบไหนดี...

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยตกอยู่ในภาวะเครียดและกดดันเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แอดมิชชั่นก็ยากด้วย ซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนอนาคตได้เลย ทำให้เด็ก ม.6 ที่เมื่อก่อนเคยเรียนๆเล่นๆ ต้องจริงจังกับชีวิตมากขึ้น เพราะต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองในอนาคต เลยทำให้เกิดภาวะเครียดเป็นธรรมดา แล้วเพื่อนๆล่ะครับมีวิธีจัดการกับความเครียดของตนเองอย่างไร

วิธีการของผมเป็นวิธีที่ง่ายๆนิดเดียวครับ คือการพูดคุยกับคนใกล้ชิด อย่าเก็บปัญหาเอาไว้คนเดียวครับ มันเหมือนกับเราแบกโลกเอาไว้ ซึ่งผมได้มีโอกาสคุยกับพี่คนหนึ่ง พี่เค้าอยู่ในวัยทำงาน แน่นอนว่าต้องมีประสบการณ์มากกว่าผม ที่สำคัญคือ พี่เค้าประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัท ขายสินค้ารายใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศไทย เงินเดือนอยู่ในหลักแสนแหน่ะ (อิจฉาๆ ฮ่าๆ) ทำให้ได้มองอะไรได้กว้างมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่ผมรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่กับความคิดด้านลบอยู่ในห้องมืด ตอนนี้พี่เค้าได้มาเปิดประตูห้องให้ผมเรียบร้อยแล้ว เลยอยากนำคำพูดของพี่เค้ามาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟัง เผื่อบางคนที่กำลังเครียดๆ เคยเครียดมาก่อน หรือกำลังจะต้องเจอกับความเครียดเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคต จะได้อะไรบ้างไม่มากก็น้อยจากสิ่งที่ผมได้ฟังมานะครับ

หากเพื่อนๆเป็นคนหนึ่งที่กำลังตกอยู่ในภาวะเครียดแล้วไม่ลองเปลี่ยนกิจกรรม หรือหาอะไรใหม่ๆทำแล้วล่ะก็ เพื่อนๆก็จะจมอยู่แต่กับความเครียดเหล่านั้น ซึ่งมันส่งผลเสียทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ถ้าเราเครียด 100 พ่อแม่เครียด 1000 ถ้าเราเครียด 1000 พ่อแม่เครียด 10000 คงไม่มีพ่อแม่คนไหนดีใจเวลาลูกเครียดแน่ๆ เพราะในโลกนี้ไม่ได้มีแค่เราอยู่เพียงลำพัง ยังมีคนในครอบครัวคอยห่วงใย อย่าให้ความเครียดมันมาทำลายชีวิตของเราเลย
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้ บางทีเราคิดไปว่าการสอบนี้มันยิ่งใหญ่และสำคัญมาก มันเป็นอนาคต หลายคนคาดหวังในตัวเรา ฯลฯ ซึ่งมันก็เป็นความจริง เราเรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อให้ชีวิตมันง่ายขึ้น แต่ถ้าเราจริงจังกับมันมากจนเกินไป คิดว่ามันคือทุกอย่างในชีวิตของเรา แล้วถ้าเราไม่ได้มันมา เราจะไม่มีภูมิในการรับมือกับความผิดหวัง พอพบกับความผิดหวังเข้าก็อาจจะรับความเป็นจริงไม่ได้ จนบางคนฆ่าตัวตายเลยก็มี ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต ในตอนนั้นมันอาจจะดูรุนแรงสำหรับใครบางคน เลยตัดสินใจทำเช่นนั้น แต่ผมไม่อยากให้มันเกิดกับคนที่ได้เข้ามาอ่านบล็อกของผมในครั้งนี้เลย
เพราะต่อไปเราจะต้องเจอปัญหาต่างๆมากมายที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ การเรียนในมหาวิทยาลัย การทำงาน ย่อมต้องมีปัญหาหรืออุปสรรคให้เราฝ่าฟันแก้ไข ทุกอย่างมันมีทั้งด้านบวกและด้านลบในตัวของมันเอง ดูอย่างแอดมิชชั่นกับสอบตรงสิ ยังมีข้อดีข้อเสียให้เราได้พิจารณาเลย ถ้าแค่นี้เรายังรับมือกับมันไม่ได้ ต่อไปจะแย่นะครับ
เรื่องเรียนผ่านไปแล้ว เอาเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในลำดับถัดไปบ้างดีกว่า การได้คุยกับคนที่เขาอาบน้ำร้อนมาก่อนมันช่วยให้เราสามารถจัดการกับชีวิตตนเองได้ง่ายขึ้น เวลามีปัญหาอะไรเพื่อนๆลองปรึกษาพ่อแม่ คนในครอบครัว รุ่นพี่ เพื่อน หรือคนที่เราเคารพนับถือดูครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง เราเกิดมาแล้วต้องรู้จักใช้ชีวิตให้เป็น เรื่องเรียนนั้นสำคัญ แต่เรียนเก่งแล้วจัดการชีวิตตนเองไม่ได้มันก็เท่านั้นเลยนะครับ เราต้องรอบรู้ ทันโลกทันคน ที่สำคัญคนเราต้องมีสังคม ซึ่งมันจะส่งผลต่อเนื่องไปยังอนาคตเลย
ผมเคยได้ยินว่าเพื่อนในสมัยมัธยมนี่แหละเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งเพื่อนมหาลัยจะเป็นยังไงบ้างผมเองก็ยังไม่รู้ แต่เพื่อนมัธยมตอนนี้ "มัน ไก่ มาก" ฮ่าๆ ซึ่งหลังจากที่ได้ฟังคำพูดของพี่คนนี้ยิ่งทำให้ผมยิ่งเห็นถึงความสำคัญของคำว่า "เพื่อน" เพราะต่อไปจากเด็กนักเรียนที่มาเรียนด้วยกัน เรียนๆเล่นๆปัญญาอ่อนติ๊งต๊องไปวันๆจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพแตกต่างกันในอนาคต ซึ่งก็จะได้ช่วยเหลือพึ่งพากันแน่นอน เพื่อนแท้จะไม่ทิ้งกัน...
และเราก็ไม่ควรเรียนอย่างเดียว ควรทำกิจกรรมด้วย ทั้งในโรงเรียนและทางสังคม ถ้าเราไม่มีเพื่อน ชีวิตเราจะแย่กว่าคนที่เค้ามีเพื่อนแน่ๆ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างทำคนเดียวตามลำพังไม่ได้ เวลามีปัญหา เดือดร้อน ต้องการคนเคียงข้าง โดยเฉพาะเพื่อนแท้ที่เข้าใจเราเนี่ย ถ้าใครได้เจอแล้วต้องรักษาไว้ให้ดีดีเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ได้มาบอกให้คบเพื่อนเพื่อหวังผลประโยชน์นะครับ แค่อยากให้เพื่อนๆได้เห็นความสำคัญของคำว่าเพื่อนให้มากๆ ซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ ความจริงใจครับ ผมว่าทุกคนสัมผัสได้นะ (ใจอ้ะป่าวว ฮ่าๆ ^^)
เรียนจบแล้วสิ่งต่อไปก็คือการทำงาน ซึ่งเวลาสมัครงานเค้าก็ไม่ได้ดูแค่เกรดเราเพียงอย่างเดียว เค้ายังดูกิจกรรมเราด้วยนะ อย่าลืมว่าการทำงานจะต้องใช้ในด้านนี้มากๆเลย การติดต่อลูกค้า มนุษยสัมพันธ์ ทำงานแล้วเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ไหม เลยอยากให้เพื่อนๆชาวเด็กดีทุกคนเป็นคนเก่งและสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะคนที่เรียนเก่งที่สุดอาจไม่ใช่คนที่มีความสุขที่สุด
ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่มีความสุข และใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ ที่สำคัญ อย่าลืมดูแล "คนข้างๆ" นะครับ ขอบคุณที่อุตส่าห์อ่านจนจบ มันค่อนข้างยาวเลย ฮ่าๆ สวัสดีครับ
ความคิดเห็น
จะเป็นกำลังใจให้
จะสุขหรือจะทุกข์อยู่ที่ตัวเราจริงๆ
สู้ๆต่อไปจ้ากัปตันวอร์มอีกไม่ไกลเกินเอี่ยม (ลูกเกดเองจร้า)
สู้ๆไปด้วยกันนะ สัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน จับมือๆ
ไงมุงก็ลูกแม่โดมอยุ่ละ
สุดยอดไปเลย ท่านพี่วอม^^