ตอนที่ 14 : จูบที่สิบสาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 697
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    2 พ.ย. 60


ให้กำลังใจคนเขียนไปที่แท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ




จูบที่สิบสาม

 

                ‘นี่เอิงเอย...แฟนเราเอง


                พระเอกซีรีส์ดังพูดออกมาด้วยสีหน้าแช่มชื่นราวกับไม่รู้สึกอะไรกับผมที่หน้าเสียไปเพราะประโยคนั้น ผมแทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหลังจากนั้นผมคุยอะไรกับพวกเขา จำได้แค่ตัวเองอยู่ต่อตรงนั้นอีกไม่กี่นาที เนื่องจากทนความรู้สึกบีบรัดในอกเพราะประโยคเปิดตัวแฟนของธีร์ที่ดังซ้ำไปซ้ำมาในหัวไม่ไหว เรื่องที่พอจะจับใจความได้คือเอิงเอยเข้ามาเรียนปีหนึ่งพร้อมกับเขา แต่ที่ไม่โผล่มาก่อนหน้านี้เพราะติดถ่ายหนังที่ต่างประเทศ

                ผมบอกลาธีร์กับเอิงเอยด้วยคำว่ายินดีต้อนรับสู่คณะนิเทศของเรา ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกแบบนั้นด้วยซ้ำ

               

                ‘แล้วตอนนี้ความสัมพันธ์ของเอิงเอยกับธีร์เป็นยังไงบ้างคะ เห็นบอกว่าหลังจากปิดกล้องวัยรุ่นวุ่นรักไปก็ยังติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ อันนี้จริงหรือเปล่า

                ‘ก็...ยอมรับค่ะว่าคุยกัน มีนัดเจอทานข้าวกันบ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นการนัดเจอทานข้าวกับครอบครัวเขามากกว่าค่ะ

                ‘ครอบครัวน้องธีร์เป็นยังไงบ้างคะ อยู่กับน้าต่าย พิมพ์ผกาเราเกร็งไหม

                ‘ไม่เลยค่ะ ที่จริงเราเจอกันบ่อยๆ ในกองถ่ายจนเอิงชินแล้วค่ะ น้าต่ายเป็นคนน่ารัก แล้วก็ใจดีมาก’                  

                ‘หูว สนิทสนมกับครอบครัวกันแบบนี้ต้องมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์แน่ๆ เลยใช่ไหมคะ

                ‘เอิงตอบเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกันค่ะ ฮะๆ รบกวนพี่ๆ ไปถามฝ่ายชายเองดีกว่านะคะ

                ภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ตัดจากฝั่งนางเอกไปยัง ฝ่ายชายผู้ถูกกล่าวถึงในงานอีเวนท์อีกงานหนึ่ง ไมค์กว่าสิบตัวยื่นจ่อหน้าเขา ธีร์ยิ้มรับคำถามของนักข่าวที่ยิงมารัวๆ ด้วยสีหน้ามั่นใจ

                ‘ตอนนี้เรากับเอิงเอยเป็นอะไรกันคะ

                ‘เป็นเพื่อนครับ

                ‘คุยกันตลอด ไปทานข้าวด้วยกันบ่อยๆ แบบนี้ไม่ใช่เพื่อนแล้วมั้ง

                ‘ฮ่าๆเขาหัวเราะกับเสียงแซว เว้นช่วงไปพักหนึ่ง ตอนนี้ยังยืนยันว่าเขาเป็นเพื่อนอยู่ครับ แต่ถ้ามากกว่านั้นเมื่อไหร่จะบอกพี่ๆ นักข่าวทันทีเลย

                เอิงเอยโบ้ยให้มาถามธีร์ว่า สนิทกันแบบนี้จะมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์เป็นแฟนกันไหมคะ

                ‘อยากให้เป็นกันปะล่ะธีร์โพล่ง เรียกเสียงกรี๊ดจากพี่ๆ นักข่าวตรึม ฮ่าๆ จริงๆ ก็ต้องรอดูกันต่อไปสักพักครับ เรายังเด็ก ผมก็เพิ่งเข้าวงการมา ก็อยากโฟกัสเรื่องผลงานก่อน

                ‘แต่ตอนนี้ใช้คำว่าคนพิเศษได้แล้วเนาะ

                ‘อ่า...ครับ พูดแบบนั้นคงไม่ผิด

                วิดีโอหยุดลงตรงช็อตที่คนถูกสัมภาษณ์ยิ้มบางๆ มันคือคลิปย้อนหลังที่เคยโพสต์ไว้หลายเดือนก่อน...ช่วงเวลานั้นที่ผมไม่ได้ใส่ใจจะดูมันด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับต้องมาไล่ดูเป็นบ้าเป็นหลังเพราะคนในคลิปมีอิทธิพลกับผมมากพอ

                ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ผมไม่รู้เรื่องของพวกเขาเลย ผมรู้ว่าด้วยรูปลักษณ์หน้าตาที่เหมาะสม และทั้งสองคนก็เล่นซีรีส์คู่กันได้ดีจนเกิดเป็นกระแสจิ้นของแฟนๆ ให้ลงเอยกันจริงๆ แต่ผมก็รู้เท่ากับทุกคนว่าธีร์กับเอิงเอยยังไม่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าเป็นแฟนกัน

                กระทั่งมันถูกยืนยันมาจากปากเขาเอง

                เกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมยังพลิกตัวบนเตียงไปมาด้วยความหงุดหงิด มือกดออกจากหน้าคลิปแล้วจ้องหน้าจอที่มีแอพพลิเคชั่นเรียงรายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างก็คงหงุดหงิดแบบนี้ไปถึงเช้า

                ตัดสินใจโทรหา เสียงรอสายดังไม่กี่วินาที แล้วเขาก็รับ

                [พี่จุ๊บ] ธีร์ทักทายด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้งัวเงีย และออกจะเสียงดังกว่าปกติด้วยซ้ำ...ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่เขาทำน้ำเสียงเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่ายังไงยังงั้น

                “นอนยัง...” รู้ครับ คำถามโง่ๆ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงนี่หว่า

                [ยัง เราเพิ่งวางสายจากเอิงไป]

                “เหรอ”

                [อือ...]

                “...”

                [...นายมีอะไรหรือเปล่า]

                ผมสูดลมหายใจลึก ควรเข้าประเด็นสักที “เราถามตรงๆ นะ ธีร์เล่นอะไรอยู่เหรอ”

                [เราไม่ได้เล่นอะไรอยู่]

                “พาเอิงเอยมาแนะนำกับเราว่าเป็นแฟนแบบนั้น เรารู้ว่าธีร์โกรธเราที่เราตะเพิดไปคราวก่อน”

                […]

                “ถ้าธีร์อยากฟังคำขอโทษ เราขอโทษ เรารู้ว่าเราผิด แต่ไม่เล่นแบบนี้ได้ไหมอะ เราไม่สนุกด้วยเน่อ” ผมบอกเขาเสียงอ่อน พยายามไม่ใส่อารมณ์ลงไปจนคำพูดพวกนั้นฟังดูเกรี้ยวกราด

                คู่ชีวิตเงียบไปสักพัก แล้วยิงคำถามกลับ

                [ตอนนี้เราเป็นอะไรกัน แค่พี่น้องหรือเปล่า]

                “ธีร์เป็นมากกว่านั้น”

                [แต่ก็ไม่ใช่แฟนอยู่ดี เราพูดถูกไหม]

                “...ก็ใช่” ผมยอมรับ “เราบอกแล้วว่าเรากำลังพยายาม”

                [พยายามด้วยการไปให้ความหวังคนอื่น]                                                                                  

                ถึงตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าธีร์ทำแบบนี้เพราะเรื่องภาพหลุดของผมกับรองแน่ๆ “โอเค เราเข้าใจแล้วว่าธีร์โกรธเราเรื่องภาพนั้น แต่เรายืนยันตรงนี้เลยว่ามันไม่มีอะไรเลยจริงๆ”

                [ไม่ๆ เราไม่ได้โกรธอะไรเลย] เขาแก้ [เราแค่พยายามทำตัวมีเหตุผลเหมือนที่พี่จุ๊บอยากให้เราเป็นไง]

               

                [ในเมื่อเราไม่ได้เป็นแฟนกัน เราขอทำอย่างคนที่เป็นแฟนกับคนอื่นแล้วกัน แบบนั้นมันก็แฟร์ดีหรือเปล่า]

                “ธีร์กำลังประชดเรา...”

                [เราไม่ได้ประชด เราคบกับเอิงเอยจริงจัง และเราบอกพี่จุ๊บเพราะคิดว่านายควรรู้ไว้ จริงๆ นายก็มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับคนอื่นเหมือนกัน เราว่านายไม่ได้]

                “...”

                [บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้เล่นอะไรทั้งนั้น]

                ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อหลังประโยคที่เป็นคำท้ากลายๆ ของเขา เราจึงปล่อยให้ความเงียบกลืนกินอยู่อย่างนั้นราวนาที

                “ถ้าธีร์ว่าอย่างนั้น เราก็คงพูดอะไรไม่ได้แล้ว”

                […]

                “ยินดีกับการมีแฟนนะ”

                ผมตอบทิ้งท้ายและวางสายไป พยายามสลัดความรู้สึกรั้นแบบไม่มีใครยอมใครที่แผ่ขยายอยู่เต็มใจจนหนักอึ้งไปหมด แต่ทำไม่ได้...

                นั่นคือจุดเริ่มต้นของเกมดวลประสาทระหว่างผมกับธีร์ ดำรงเดช

                กติกาง่ายๆ ใครรู้สึกมากกว่า...แพ้

 


                “อย่าแพ้เขานะ เฮ้! นะ! เฮ้! นะ! เฮ้! เพราะฉันเชียร์อยู่ อยู่ อยู่ ถ้ารักก็ลองดู ลองดู ลองดู ถ้าอยากมีแฟน ทำไงทำไง ต้องทำคะแนน ทำไงทำไง อย่าแพ้เค้านะ นะ น้าาาาา”

                ไม้กลองในมือถูกเหวี่ยงรัวกระทบแผ่นหนังแน่นตึง บนหน้าผากของผมมัดผ้าสีแดงแสบตาไว้หลวมๆ เข้ากับเสื้อกล้ามสีเลือดหมูและกางเกงกีฬาขาสั้นที่ใส่มาอย่างดี วันนี้ผมได้รับหน้าที่ให้เป็นคนสร้างจังหวะอยู่หลังกลองยาวใบโต ด้านหน้าคือแก๊งเพื่อนสันทนาการที่เต้นเชียร์กีฬากันอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่เช้า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในกิจกรรมวันกีฬาสามัคคีของคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งดำเนินมาครึ่งค่อนวันแล้ว

                แดดเปรี้ยง แต่ลานกว้างหลังคณะนั้นคับคั่งไปด้วยเหล่านิเทศชนทุกชั้นปีที่พร้อมใจกันเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ อาจเพราะห้องเชียร์ที่เป็นกิจกรรมหลักจะถูกระงับไป ทำให้ทุกคนโหยหากิจกรรมอย่างอื่นที่จะได้เชื่อมสัมพันธ์พี่น้องกันมากกว่าปกติ และแม้อุณหภูมิวันนี้จะร้อนเชี่ยเหมือนมีพระอาทิตย์อยู่ข้างสนาม แต่ทุกคนก็ยังดูเอ็นจอยและมีรอยยิ้มประดับบนหน้าเสมอ

                แต่มีอย่างน้อยสองคนที่หน้าบูดเป็นตูดเป็ด คนแรกคือดาราหนุ่มที่ยืนอยู่ริมสนามและกำลังเก๊กหน้าเคร่งขรึม(ซึ่งมักโดนตีความเป็น หน้าหยิ่ง)ตามเคยของเขา ปกติจะมีสาวๆ หลายคนรุมล้อม แต่อาจเพราะการแสดงอิทธิฤทธิ์ตีผู้หญิงในห้องเชียร์ สาวๆ พวกนั้นเลยกันตัวเองออกมากรี๊ดห่างๆ กันเป็นแผงไม่ใกล้ไม่ไกลจากเขานัก

                แต่ผมว่าไม่ใช่หรอก ที่พวกนั้นกันตัวเองออกมาห่างๆ เป็นเพราะ ตัวจริงเขายืนอยู่ด้วยกันต่างหาก

                และนั่นทำให้มีคนที่สองในสนามที่หน้าบูดเป็นตูดลิง

                ทายซิใครเอ่ย

                “พี่จุ๊บ โอเคไหมครับ”

                รองเดินเข้ามาทักหลังจากเพลงเชียร์จบลง ตอนที่ผมยืนกำไม้กลองขณะมองภาพพวกเขาสองคนกำลังมุ้งมิ้งกันได้ที่ ผมละสายตาแล้วหันไปฝืนยิ้มกับคนที่กำลังเดินเข้ามา รองอยู่ในชุดเสื้อกีฬาสีเหลืองสดใส บนหัวคาดผ้าคล้ายกับผมแต่เป็นสีน้ำเงิน ตัดกับผิวขาวสะอาดของเขาที่รอยแดงไหม้จากแดดเล็กน้อย

                คนหน้าสวยยิ้มกว้างแล้วยื่นน้ำในมือมาให้ผม “กินน้ำไหมครับ สีหน้าพี่จุ๊บไม่ค่อยดีเลย เหนื่อยตีกลองเหรอ”

                ผมมองซ้ายมองขวาแล้วก็พบกับสายตาของคนหลายคน (เพศหญิงเป็นส่วนมาก) กำลังมองอยู่เหมือนรอซีนจิ้น เลยหันไปดันขวดน้ำกลับ “ไม่เป็นไร ตะกี้พี่เพิ่งกินมา”

                ไม่ใช่แค่เพราะสายตาพวกนั้นที่เกิดขึ้นหลังจากรูปหลุดที่ทำให้ผมอึดอัด แต่รองเองก็ทำให้ผมอึดอัดไม่น้อย...นับตั้งแต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้คุยกันเรื่องความรู้สึกของเขาอีกเลย และแน่นอนว่าผมไม่อยากรื้อฟื้นมัน ผมว่าบางทีเขาอาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรในคืนนั้น...แต่ทำใจเลี่ยงความอึดอัดไม่ได้อยู่ดี

                รองยิ้มเจื่อนลงเมื่อผมปฏิเสธ แล้วคนตัวเล็กก็ก้าวขาเข้ามาอยู่ข้างๆ แล้วมองไปยังทิศทางที่ผมเคยมองบ้าง

                “ไม่น่าเชื่อว่าคณะเราจะมีดาราสองคนที่โคตรดังระดับประเทศมาเรียนด้วย ตอนธีร์อยู่นี่ผมยังเฉยๆ นะ แต่เอิงเอยมาปุ๊บนี่เกร็งเลย เขาน่ารักมากอ่า” เขาชม ทอดสายตามองไปยังสองคนนั้นที่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ยังเหมือนพระเจ้า “ดูดิ ยิ้มทีนี่โลกโคตรสดใส”

                ยิ้มของเอิงเอยเจิดจ้าเข้ากับแดดในวันนี้จริงๆ เธอไม่เพียงแต่มีรอยยิ้มที่ใครต่อใครต่างต้องหลงรัก แต่ทางที่เธอแสดงออกและรังสีความสุขที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวมันทำให้รอยยิ้มนั้นสมบูรณ์แบบเหลือเกิน

                ไม่ได้เปรียบเทียบหรือทำให้ตัวเองรู้สึกแย่อะไรหรอก แค่คิดว่าผมคงไม่มีวันจะให้รอยยิ้มแบบนั้นได้เลย

                “คู่นี้เหมาะสมกันดีเนอะ พี่จุ๊บว่างั้นไหม” รองถามเมื่อเห็นว่าผมไม่พูดอะไร

                ผมอึกอักเล็กน้อย “อะ...อือ”

                “เป็นแฟนกันจริงแฟนคลับคงกรี๊ดเลย”

                “แน่ๆ” เพราะเขาเป็นกันไปเรียบร้อยแล้ว

                “พี่จุ๊บ...” รองเรียกผมแล้วทิ้งช่วงไป ทำให้ผมต้องหันกลับไปมองเขา สบตากับดวงตากลมโตที่กำลังสำรวจสีหน้าผมราวกับกำลังสงสัยว่าผมโอเคหรือเปล่า นั่นทำให้ผมรีบปั้นยิ้มแปล้

                “อะไรเหรอ”

                “เปล่าครับ” จู่ๆ เขาก็อมยิ้ม แววตาสงสัยหายไปทันใด “เดี๋ยวผมจะลงแข่งเกมมะเขือยาว”

                “จริงดิ” ผมแค่นหัวเราะเบาๆ เพราะนึกไปถึงความทุลักทุเลของการละเล่นที่รองเพิ่งบอก

                “ช่าย เชียร์ผมด้วยนะ” คนตัวเล็กอ้อน “กลัวแพ้จัง เอวไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

                “ระหว่างรอแข่งนี่ก็ฝึกดิ” ผมแนะ แต่ไม่ได้คิดว่าเขาจะทำจริงเดี๋ยวนั้น อยู่ๆ รองก็เท้าแขนกับสะโพกแล้วฝึกเด้งหน้าเด้งหลังด้วยท่าทางตลก ทำให้ผมขำพรืดออกมา

                “ยิ้มจริงๆ ได้แล้ว” เขาหยุดทำแล้วเอียงคอมองผมอย่างสุขสม ผมส่ายหัวเบาๆ กับการลงทุนทำให้ผมยิ้มของคนตัวเล็ก แต่ก็นึกขอบคุณเขาในใจ

                “พี่จุ๊บ ถ้าเกิดว่าผมชนะ พี่จะให้อะไรผมอะ”

                “อะไรเนี่ย แข่งอะไรก็ขอรางวัลตลอดเลย” ผมแหว เจ้าเด็กนี่มันเป็นแบบนี้จริงๆ นะ ตั้งแต่ประกวดเดือนหอแล้ว

                “ผมก็อยากมีแรงจูงใจบ้าง เอางี้...ถ้าผมชนะ พี่จุ๊บไปดูหนังกับผมนะ”

                คนหน้าสวยอ้อนใหญ่ ผมเบ้ปากอย่างลังเลใจ อยากตามใจเขาเหมือนกัน แต่ใจหนึ่งก็กลัวว่ารับปากอะไรออกไปแล้วมันจะเป็นการให้ความหวังน้องรหัสไปกันใหญ่

                “ไปชนะให้ได้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน” จึงบอกแบบนั้นออกไป หากคนตัวเล็กก็กระโดดโลดเต้น กำหมัดและดึงศอกเข้าสีข้างตัวเองเหมือนชนะไปแล้ว...ใจเย็นเว้ยยยยย

                “ยังไม่ได้รับปากอะไรเลยนะ”

                “ผมจะชนะ พี่คอยดู” รองขยิบตา ชี้หน้าผมแล้วก็เดินออกไป เพราะเสียงประกาศการแข่งขันวิ่งเปรี้ยวจบลงแล้ว และผมเดาว่าเกมที่เขาแข่งน่าจะอยู่ถัดไป

                “และตอนนี้ขอให้ผู้ลงชื่อแข่งขันเกมมะเขือยาวเตรียมตัวเลยค่าาาาาาาาา”

                ไม่ทันขาดคำพิธีกรก็ประกาศผ่านโทรโข่งเสียงก้องไปทั้งสนาม ผมไม่รอช้า รัวกลองรับเสียงประกาศนั้นเพิ่มความตื่นเต้น มองตามรองที่เดินเข้าสู่ใจกลางลานหญ้าพร้อมกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นหลายสิบคน เขาโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณว่าคอยจับตาดูให้ดี

                ทันใดนั้นสายตาของผมก็เลื่อนไปมองคนอีกคนที่อยู่ริมสนามไม่ไกล แล้วก็พบว่าแม้จะมีนางเอกดังข้างกาย แต่เขาก็มองกลับมาทางผมด้วยแววตาอ่านไม่ออกด้วยเช่นกัน

                ไม่รู้ว่ามองอยู่แบบนั้นนานเท่าไหร่แล้ว

                “โอเค เก้า สิบ สิบเอ็ด หายไปไหนคนนึงเนี่ย” เสียงพิธีกรดำเนินรายการดังต่อไป หากสายตาของเรายังไม่หลุดออกจากกัน “หาย...หายไปไหนวะ ช่างแม่งละกัน โอเคค่ะตอนนี้เราต้องการผู้เข้าแข่งขันในเกมนี้เพิ่มอีกหนึ่งคนให้ครบสิบสองคน พี่ๆ น้องๆ คนไหนอยากเล่นปิงปองมะเขือยาววิ่งมาที่ดิฉันตอนนี้เลยค่า”

                “กลอง อย่าเงียบดี้” เพื่อนสันทนาการตะโกนก้องเรียกสติกลับคืน ผมละสายตาจากธีร์แล้วกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่ควรทำ ตีกลองเป็นจังหวะปลุกใจสร้างความตื่นตัวให้ทุกคนในสนาม

                ไม่นานก็ต้องแปลกใจกับประโยคต่อมาของพิธีกร

                “และคนสุดท้ายมาแล้ว! ยินดีต้อนรับน้องธีร์ ดำรงเดชเข้าสู่เกมมะเขือยาวค่า”

                รู้ตัวอีกทีเขาก็ไปยืนอยู่ตรงนั้น ตำแหน่งข้างกันกับรองทำให้เห็นความแตกต่างของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน ทั้งสีผิว ส่วนสูง และหน้าตาที่ดูดีกันคนละแบบ

                แต่สิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน คือสายตาที่จับจ้องมาที่ผม

                หรือเกมนี้มันจะเป็นมากกว่าเกมมะเขือยาวธรรมดาวะ





โปรดติดตามตอนต่อไป

อยากให้มาอัพบ่อยๆ เม้นท์กันด้วยนะคะ

หรือไปติชม กรี๊ด ระบาย ได้ในแฮชแท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ


ตม. 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

155 ความคิดเห็น

  1. #154 prewxxii (@prewxxii) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 31 มีนาคม 2562 / 16:03
    พระเอกความคิดเด็กมาก ไม่ทีความเป็นผู้ใหญ่เลยอ่ะ งี่เง่าโครต ควรคิดอะไรได้นะ ไหนจะเรื่องครอบครัวตัวเองครัยวนายเอกอีกอุปสรรคเยอะนะกว่าจะเป็นแฟนกันอ่ะ เหมือนเธอทำพัง
    #154
    0
  2. #145 Ne4w (@snow-prince-000) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:51
    ธีร์เราว่าเทองี่เง่าแร้ว!
    #145
    0
  3. #135 smile (@fairytail-smile) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 18:24
    ตอนแรกไม่พอใจจุ๊บ ที่ไล่ธีร์ไปคราวก่อน ตอนนี้ไม่พอใจธีร์ ไปคบคนอื่นทำไม
    #135
    0
  4. #67 whiterose (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 12:52
    เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #67
    0
  5. #66 Ben Pim (@benpimpaka) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 02:52
    บางทีเธอก็ทำให้เราเครียดดดดดด
    #66
    0