ตอนที่ 25 : จูบที่ยี่สิบสี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 478
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    6 ก.พ. 61

ให้กำลังใจคนเขียนไปที่แท็ก #จุ๊บที ในทวิตเตอร์

หรือเพจ ตัวแม่ ได้นะคะ



จูบที่ยี่สิบสี่


                กองไฟมอดดับลง เราเก็บของทุกอย่างเข้ามาในบ้านแล้วผลัดกันไปอาบน้ำ

                ธีร์เข้าไปอาบก่อน ทำให้ผมมีเวลาได้อยู่คนเดียวในที่สุด ผมอดไม่ได้ที่จะเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง มีสายที่ไม่ได้รับจากคนที่บ้านเกือบร้อยสาย

 

            แม่: กลับบ้านด่วน

            แม่: มาหาทางออกที่บ้านด้วยกันนะ แม่พร้อมซับพอร์ต อย่าพากันหนีแบบนี้

 

            Focus: มึง อยู่ไหน

            Focus: กูเพิ่งรู้จากแม่มึง

            Focus: ทุกคนเขาเป็นห่วงมึงสองคนมากนะ

            Focus: กลับมา ไม่ต้องกลัวยัยคุณต่ายไรนั่น เดี๋ยวกูเอารถถังไปถล่มบ้านชีให้

            Focus: เออนั่นก็บ้านธีร์นี่หว่า

            Focus: เอาเป็นว่า กลับมา

               

                ข้อความห่วงใยจากแม่และโฟกัสทำให้ผมรู้สึกผิด อีกทั้งฟีดข่าวก็ยังมีกระแสพูดเรื่องธีร์กันอย่างดุเดือดและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะวันนี้เป็นวันแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของเขา แต่เจ้าของคอนเสิร์ตยังอยู่กับผม

                ผมไล่ดูกระแสด้วยความหวั่นวิตก แล้วก็เจอกับอีกสาเหตุที่ทำให้เรื่องบานปลายไปกันใหญ่     

                เอิงเอยกับพี่บุ๊คออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว เขาสองคนออกมาแถลงว่าคอนเสิร์ตของธีร์จะเกิดขึ้นแน่ๆ แต่มีเหตุสุดวิสัยเรื่องสุขภาพของธีร์จึงต้องเลื่อนไปก่อน

                นอกจากนี้ยืนยันว่าธีร์ไม่ได้เป็นเกย์จริงๆ และภาพที่ออกมาเป็นภาพตัดต่อ ทั้งสองโชว์หลักฐานว่าช่วงเวลาที่ภาพถูกถ่ายนั้นธีร์อยู่กับเอิงเอย และจะดำเนินการคนปล่อยภาพถึงที่สุด

                ดูก็รู้ว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้มีพิมพ์ผกา ดำรงเดชอยู่เบื้องหลัง แต่เธอออกมาพูดไม่ได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง

 

                ตัดต่อตรงไหน หน้าชัดซะขนาดนั้น

            ตอแหล

            ‘ไม่น่าเชื่อว่าเอิงเอยจะออกมาปกป้องกับเขาด้วย

            ‘โดนสวมเขาแล้วไงน้องเอิงของพี่

            ‘พวกคุณเป็นอะไรกันมากหรือเปล่า ก็แค่คนสองคนรักกัน

            ‘ไม่ได้โกรธที่ใครจะรักกัน แต่โกรธที่เขาโกหกมาตลอดค่ะ

            ‘โกรธเรื่องคอนเสิร์ตวันนี้ด้วย มีอย่างที่ไหนแจ้งเลื่อนก่อนคอนเสิร์ตเริ่มครึ่งวัน

            ‘เราบินมาจากเชียงใหม่มาดู แต่บอกแบบปุบปับมาก แบบนี้ใครรับผิดชอบ

            ‘ไม่ได้เรื่อง

            ‘คืนตังเรามา

            ‘โกหกเรื่องนี้ได้เรื่องอื่นก็คงเหมือนกันมั้ง

            ‘เรื่องไม่สบายนี่ก็คงโกหกมั้ง

            ‘ไงล่ะครับพระเอกที่รักของประชาชน กลายเป็นสายเหลืองซะแล้ว ถถถถถถถถ

 

                “ถอพ่อง” ยิ่งไล่อ่านคอมเมนท์ก็ยิ่งหัวเสีย เลยกะปิดโทรศัพท์ดับอารมณ์ร้อน หากข้อความไม่คาดคิดจากใครบางคนก็ถูกส่งมาทางเฟซบุ๊กเสียก่อน

                โปรไฟล์ของเธอไร้รูปถ่ายเหมือนไร้ตัวตน แต่เดาจากชื่อแล้วผมก็รู้ว่าเธอส่งข้อความมาหาผมทำไม

               

            Jan Theeclub

                เราไม่รู้ว่านี่เป็นเฟซคนชื่อจุ๊บหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ขอโทษด้วย

            ไม่ต้องรู้หรอกว่าเราคือใคร

            เราแค่เตือนคุณด้วยความหวังดี

            หยุดยุ่งกับธีร์

            เห็นกระแสด่าตอนนี้ไหม ทั้งหมดก็เป็นเพราะคุณ

            เห็นคุณอ่านแล้ว เราจะถือว่าคุณรับรู้แล้ว

            คุณกำลังทำลายชีวิตเขานะคะ

 

                ผมปิดมือถืออย่างจริงจัง เป็นช่วงเวลากับที่ธีร์ออกจากห้องน้ำมาพอดี ผมรีบเข้าไปเปิดฝักบัวให้น้ำเย็นไหลผ่านตัวเอง เผื่อมันจะชำระล้างความรู้สึกผิดทั้งหมดในใจออกไปได้           

                แต่คำพูดของหญิงสาวนิรนามยังวนเวียนอยู่ในหัว เหมือนใบมืดที่เฉือนหัวใจผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดจากแม่ของเขาที่เคยฝากผมไว้

            ปล่อยเขาไปตอนนี้ หรือทำลายชีวิตเขา เธอเลือกเอง

 

                ตอนออกห้องน้ำมาภายในห้องนอนมืดสลัว มีเพียงความสว่างจากทีวีที่เขาเปิดไว้ ส่วนเจ้าตัวก็นั่งหน้าสลอนอยู่บนโซฟา สายตาจับจ้องสิ่งที่กำลังจะเกิดบนหน้าจอทีวี

                “พี่จุ๊บมาดูๆ เรากำลังจะตาย”

                “ฮะ?

                “โกโบริ” เขาพยักเพยิดไปทางทีวีที่ฉายฉากไคลแมกซ์ของคู่กรรมเวอร์ชั่นล่าสุด มันเป็นฉากที่โกโบริ (ธีร์) กำลังนอนหายใจรวยรินอยู่ในอ้อมแขนอังศุมาลิน (เอิงเอย)

            “อนาตะ โอ อาอิชิ มาสุ ฉันรักคุณค่ะ โกโบริ”

                “รู้ไหมว่าซีนนี้ตอนถ่ายโคตรขำ เอิงเอยพูดภาษาญี่ปุ่นผิดประมาณยี่สิบรอบได้อะ”

                 “อย่าถามนะคะว่ามันมากแค่ไหน คุณเป็นคนได้มันไปเป็นคนแรกและคนสุดท้าย การที่เรารักใครสักคน ถึงแม้จะทนทรมานเพราะคิดว่าไม่สมหวัง ก็ยังดีกว่าพยายามที่จะไม่รักคนอื่นที่เรารักเขามากเหลือเกิน”

                “เห็นเลือดปลอมตรงท้องเรานั่นปะ ของจริงโคตรเหนียวเลย”

            “ความทุกข์จากการได้รักไม่เท่าความทุกข์จากการพยายามไม่รัก

                “จริงๆ วันนี้เราต้องอยู่ดูตอนจบกับแฟนคลับในคอนเสิร์ตนะ แต่ดีละที่ไม่ได้ดู เราเล่นโคตรทื่อเลยว่ะ อาย”

                “...”

                “...พี่จุ๊บ?

                “...”

                “เฮ้ย ร้องไห้ทำไม”

                พระเอกคู่กรรมถึงกับอึ้งเมื่อหันมาเจอผมกำลังนั่งน้ำตาร่วงอยู่บนเตียง

                “รู้ว่ามันเศร้า แต่ต้องร้องไห้ขนาดนี้เลยเหรอ”

                กูร้องเพราะเครียดเรื่องมึงเนี่ยแหละโว้ย ฮืออออ

                “ไม่ดูแล้ว ปิดๆ” เขาลุกไปปิดทีวี ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสนิท ผมยกแขนขึ้นปาดน้ำตา เห็นเงาของธีร์ลุกจากโซฟาเข้ามาหาผม

                “โอ๋” สัมผัสของหน้าท้องแข็งๆ ประชิดใบหน้าผม โกโบริออกจากจอมาหอมศีรษะผมเบาๆ นิ้วเรียวของเขายกปาดความชื้นบนใบหน้าผมจนเกลี้ยง แล้ววงแขนกว้างก็พาให้ล้มตัวลงนอน ปล่อยให้ผมขดตัวอยู่ในแผงอกกว้างนั้นจนกว่าจะสงบ

                “หลับยัง”

                เขาถามเมื่อผมหยุดส่งเสียงสะอึกแล้ว ผมตอบรับด้วยการสูดน้ำมูกใส่

                “คิดอะไรอยู่”

                เรื่องธีร์นั่นแหละ “เรื่องทั่วไป”

                “โอเคไหม”

                “ฮื่อ” ผมตอบรับ “หลับเถอะ”

                “โอเค ฝันดีครับ”

                “ฝันดี...”

                ความเงียบปกคลุมเรา เสียงลมหายใจของผมกับเขาดังประสานกัน ผมขยับตัวในอ้อมแขนของเขา ลืมตามองใบหน้าได้รูปของคนตรงหน้าที่ส่องสลัวภายใต้แสงจันทร์นวล ไล้ตามองรายละเอียดของความสมบูรณ์แบบบนใบหน้าที่คนทั้งประเทศตกหลุมรัก

                “รู้นะว่ายังไม่หลับ” เขาพูดออกมาทั้งที่ยังหลับตาอยู่ ผมครางตอบรับ

                “มีอะไรในใจหรือเปล่า...”

                “เปล่า... แค่นอนไม่หลับ”

                “...”                                                                             

                “ธีร์...”

                “พูดมา”

                “วันนี้เรา...โดนแฟนคลับธีร์ทักมาด่า” ผมพูด “เรารู้ว่าไม่ควรเช็คโทรศัพท์ เราขอโทษ...”

                เจ้าของกอดอุ่นเงียบไปสักพัก แล้วลืมตามองผมอย่างกังวล

                “เขาด่าว่าไง”

                “นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เราทนได้นะถ้าใครจะด่าจะว่าเรายังไง”

                “...”

                “เราแค่กังวลว่าเราอาจจะเป็นอย่างที่เขาบอก”

                “...”

                “เราทำลายชีวิตธีร์หรือเปล่า”

                “จุมพิต...เราคุยกันเรื่องนี้แล้วนะ”

                “เรารู้ มันเป็นแค่ความคิดหนึ่งที่โผล่ขึ้นมา”

                “...”

                “รู้ใช่ไหมว่าเราทำแบบนี้ตลอดไปไม่ได้”

                “ทำอะไร”

                “เราหนีแบบนี้ตลอดไปไม่ได้”

                “เรารู้” ธีร์กระซิบตอบ “แต่เราอย่าเพิ่งนึกถึงเรื่องนั้นตอนนี้เลยนะ โอเคไหม”

                เราทั้งคู่เงียบไปพักใหญ่

                “โอเค”

                ผมกอดเขาแน่นขึ้น เราขยับตัวมาประกบปากกันแผ่วเบาและแช่ค้างไว้หลายวินาทีเหมือนไม่อยากให้มันจบลง และธีร์ก็ดุนลิ้นเข้ามาในปากของผมโดยไม่ได้ตั้งตัว ทันใดก็รู้สึกถึงความคับเค่งจากส่วนล่างของเขา

                “โทษที...” ธีร์ถอนปากออกเหมือนควบคุมสติได้ หายใจหอบ “เดี๋ยวเรากลับไปนอนโซฟาแล้วกัน อยู่นี่ไม่ได้นอนเฉยๆ แน่” เขาลุกขึ้นนั่ง

                ผมรั้งแขนเขาไว้ ธีร์หันมองตามมือของผมด้วยความสงสัย เพราะครั้งล่าสุดที่เราทำแบบนี้กันมันจบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ต่างคนต่างรู้ว่านั่นบั่นทอนความรู้สึกอีกฝ่าย...

                ทว่าตอนนี้ผมไม่สนใจเรื่องอื่นด้วยซ้ำ ผมแค่อยาก...สัมผัสเขา...รับรู้ถึงความเป็นของเขามากเหลือกัน

                ผมลุกขึ้นนั่งข้างธีร์ จับมือเขาขึ้นมาแล้วดูดนิ้วชี้เรียวยาวปลุกความต้องการในตัวของเขาให้พลุกพล่าน

                มันได้ผล ทันทีที่ผมคายนิ้วออก ริมฝีปากกว้างพุ่งเข้าจู่โจมผมทันที

 

 

                นาทีนั้นได้ยินเสียงหายใจของกันและกันชัดกว่าเสียงคลื่น เราถอดเสื้อผ้าออก เปลือยร่างกายและวิญญาณภายใต้เงาจันทร์นวล

                ธีร์ไล่ฝากรอยจูบไว้บนร่างกายของผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ทุกจุมพิตของเขาราวกับการแสดงความเป็นเจ้าของ ผมตอบแทนเขาด้วยการใช้ปาก ยิ่งเร่งความถี่มากขึ้นเท่าไหร่เสียงครางต่ำในลำคอของเขาก็ดังขึ้นเท่านั้น และอยู่ๆ ธีร์ก็ยื้อหัวผมช้าๆ แล้วพลิกตัวลงมาทำให้ผมบ้าง ความเชี่ยวชาญของเขาทำให้ผมหยุดไปเป็นพักๆ เพราะความซ่าน จนต้องยกมือขึ้นมาปิดปากเพราะเสียงร้องของตัวเองที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

                “อย่า...” ธีร์บอกผม เอื้อมมือมาดึงแขนผมออก “เราอยากได้ยิน”

                ผมหอบหายใจ แล้วก็ต้องร้องออกมาอีกครั้งเพราะเขายกขาผมขึ้นแล้วลงลิ้นยาวถึงด้านหลัง เขาอ้าขาผมออกช้าๆ แล้วสำรวจร่างกายผมทีละนิดด้วยจุมพิตและสัมผัสฉ่ำเยิ้มของลิ้น กระทั่งถึงจุดสำคัญที่ต้องใช้นิ้วแหย่ เขาพยายามพูดผ่อนคลายให้ผมหายเกร็ง

                แล้วนิ้วเรียวยาวก็เริ่มทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดี  ครั้งนี้ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บเท่าคราวก่อน เขาเข้าถึงจุดสำคัญที่ทำให้ผมหฤหรรษ์ได้อย่างประหลาด

                “อื้อ...” เขาเร่งนิ้วสะกิดต่อมนั้นจนผมบิดตัวไปมา มืออีกข้างก็จับด้านหน้าผมและรูดถี่ “ธีร์...ธีร์!

                ความฉ่ำแฉะจากตัวผมถูกปล่อย รู้สึกถึงเสียงหายใจหอบถี่ของตัวเอง ธีร์ยิ้มอย่างพึงพอใจที่เป็นอย่างนั้น แล้วจู่ๆ ก็เขยิบตัวห่างออกจากผม เขาคว้าสารหล่อลื่นที่เตรียมไว้ในกระเป๋าแล้วสอดลึกเข้าในตัวผมอีกครั้ง และก่อนที่ผมจะรู้ตัว ธีร์น้อยก็จ่ออยู่ตรงประตูและเริ่มแหย่เข้ามา

                “ถ้าอยากให้หยุดบอกเรานะ” ธีร์กระซิบ และค่อยๆ ดันมันเข้ามาทีละนิดช่องรับของผมและความมโหฬารของเขายังคงไม่สมดุลกันแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรก อาการติดขัดจึงเกิดขึ้น โชคดีที่ธีร์ใจเย็น เขาค่อยๆ โหลดความแข็งเกร็งนั้นเข้ามาและทิ้งช่วงให้ผมปรับสภาพรับมัน

                “เจ็บไหม” เขากระซิบถาม “เราเอาออกได้นะ”

                ผมหลับตาแน่นเพราะความทรมานยังปรากฏชัดเจน ทว่าส่ายหัว

                “อย่า...” ผมปฏิเสธ จ้องลึกไปในตาเขาที่สะท้อนความเห็นใจ “เราอยากทำ”

                ธีร์นิ่งที่เห็นแบบนั้น แล้วพยักหน้ารับคำของผม จังหวะนั้นเขาก้มลงถ่ายความกระหายลงมาด้วยจุมพิตที่หนักหน่วง และดันช่วงล่างเข้ามาจนสุด

                ผมรู้สึกถึงความแข็งแกร่งข้างในตัวจนเกือบจะทนไม่ไหว หากผมก็ตวัดลิ้นรับจูบของเขาเพราะหวังให้มันสามารถผ่อนความเจ็บปวดได้ ธีร์เร่งความถี่ขึ้นจนผมไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เผยเสียงครางออกมาดังลั่นเหมือนร่างกายจะระเบิด

                จุ๊บน้อยของผมถูกปลุกขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า หากความชูชันเกิดขึ้นและจบลงในเวลาไม่นาน ผมเสร็จไปสามรอบ แต่ธีร์ก็ยังเปลี่ยนท่าทางของเราเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายของเขา

                รู้ตัวอีกทีผมก็นอนลืมตาสบตากับตาปรือของธีร์ที่กำลังจะปิดลงด้วยความเหนื่อย เราทั้งคู่ตัวเปียกชุ่มอยู่บนเตียงที่ยับยู่ยี่

                “เรารักนาย...”

                ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบานั้น ชั่วขณะก็ตระหนักว่ารอบข้างเงียบสนิท จึงขยับตัวเบาๆ ขึ้นจุมพิตเขา ธีร์กระตุกปากจูบตอบและผล็อยหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ไม่นานเสียงคลื่นทะเลก็กลับมาดังคลอเคลียเรา

                เวลาของเราสองคนจบลง และเวลาของโลกดำเนินต่อไป...

                ผมปาดน้ำที่ยังคลออยู่ตรงหางตา ค่อยๆ กลับหลังหันเพราะความรวดร้าวจากช่วงล่างยังปรากฏชัดเจน เอวของผมมีแขนของธีร์โอบไว้หลวมๆ ผมเอื้อมมือประสานมืออุ่นของเขา มองทอดไปยังท้องฟ้าสีน้ำเงินสลัวที่กำลังจะสว่างในไม่ช้า ก่อนจะผล็อยหลับบ้างด้วยความรู้สึกเต็มตื้นที่ครั้งนี้เราทำมันสำเร็จ

                ผมดีใจที่อย่างน้อยเราก็ได้เป็นของกันอย่างสมบูรณ์

 

                คืนนั้นผมฝันถึงยาย

                มันเป็นฝันที่แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างชัดเจน มันไม่ได้เริ่มจากการที่ผมได้คุยตอบโต้กับยายเหมือนเดิม ความจริงในฝันครั้งนี้ ผมเหมือนกลายเป็นผู้สังเกตุการณ์ในภาพบางอย่างที่ยายอยากให้ดู

                ความแปลกคือผมไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล ในห้องใต้ดินที่บ้าน แต่ผมยังอยู่ในหาดส่วนตัวของธีร์ ดำรงเดช

                ใช่ มันคือที่เดียวกันแน่ๆ ผมจำบ้านหลังสีขาวและเกาะจู๋ยักษ์ของเขาได้ ทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

                หากจะมีอะไรที่เปลี่ยน คือครอบครัวทั้งหมดของผมมานั่งพักผ่อนอยู่บ้านหาดนี้ และทุกคนดูอายุน้อยกว่าปัจจุบันสัก...สิบปีได้มั้ง

                จุ๊บ อย่าปาทรายใส่กันแบบนั้นลูก เดี๋ยวเข้าตาหญิงสาวร่างท้วมในหมวกปีกกว้างตะโกนบอกเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเล่นทรายกับเด็กชายอีกคนอยู่ไม่ไกล

                “แม่...” ผมกระซิบเมื่อสังเกตเห็นทรงผมบ็อบเทอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอที่โผล่พ้นออกนอกหมวก เธอนั่งอยู่บนเสื่อผืนใหญ่อยู่ข้างผู้ชายร่างผอมแห้งอีกคนที่แก้เสื้อนอนแผ่หรา แม้จะมีหมวกปิดหน้าแต่ผมก็ยังจำเขาได้

                “พ่อ...”

                ‘จุ๊บ...อย่า เล่น แบบ นั้นแม่ของผมตะโกนอีกครั้ง โน่น เล่นแบบป้าเด้าโน่น เห็นไหม

                แม่ของผมพยักเพยิดไปที่ป้าเด้าที่ไม่เหี่ยวเท่าปัจจุบัน แถมความฮอตปรอทแตกยังมีมากกว่าหลายเท่า เธออยู่ในบิกีนี่สีแดงตัวจิ๋ว กำลังขุดทรายมาทับทุกส่วนของลุงโรเบิร์ตยกเว้นหัว หัวเราะคิกคักไปกับสามีด้วยเสียงแหลมแสบหู

                ไกลออกไปผมเห็นป้าแก้วผู้ยังมีหุ่นบางร่างน้อยเดินรับลมไปกับลุงพร่ำที่มีสีหน้าแช่มชื่นกว่าทุกวันนี้ บนบ่าของเขามีเด็กสาวตัวเล็กอายุราวสามขวบขี่คออยู่...นั่นน่าจะเป็นไอ้จีบ

                เล่นแบบป้าเด้า แต่ไม่ใช่เล่นแบบนี้กันนะลูก เข้าใจไหมแม่เตือนผมเพราะป้าเด้ากำลังคลานขึ้นบนผืนทรายที่กลบตัวลุงโรเบิร์ตอยู่ ทั้งคู่เริ่มจูบกันอย่างดูดดื่มต่อหน้าต่อตาเด็ก

                ปล่อยเด็กมันไปบ้างเถอะน่า

                แล้วยายก็เดินเข้ามาด้านหลังแม่ หย่อนก้นหนาเตอะลงบนผืนเสื่อ ขนาดว่ามาทะเลยายยังใส่เสื้อคอกระเช้ากับผ้าซิ่น ในปากยังขยับเคี้ยวหมากเหมือนเดิม

                ไม่ได้สิแม่ เดี๋ยวจุ๊บมันเลียนแบบเข้าจะเป็นยังไง

                ‘เอ๊า ก็ปล่อยให้เด็กมันเลียนแบบไปซี่

                ‘แม่ จุ๊บมันเล่นอยู่กับเด็กผู้ชายนะแม่พยักเพยิดไปที่ผมในวัยสิบขวบที่กำลังเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นทรายกับ... เห็นว่าเป็นลูกดาราด้วย หล่อดี แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น...ธีร์จริงๆ ด้วย

                ยายหอมระเบิดหัวเราะจนงอนผมตรงท้ายทอยสั่นระริก เอ็งพูดเหมือนพอจูบกับเด็กผู้ชายแล้วไอ้จุ๊บมันจะกลายปะ...

                จู่ๆยายก็หยุดชะงัก ริมฝีปากอ้าค้างนิ่งเหมือนคนโดนแช่แข็ง ไม่ต่างกับแม่ของผมและคนอื่นบนหาดที่พร้อมใจกันหยุดทุกการกระทำของตัวเอง...แม้กระทั่งคลื่นทะเลและเสียงลมก็ยังหยุดทำงานชั่วคราว...

                ทุกอย่างหยุด เว้นแต่มีเด็กสองคนที่ยังขยับได้อยู่ไม่ไกล เด็กผมหยิกกำลังวิ่งไล่เด็กอีกคนที่หัวเราะเอิ้กอ้ากเพราะเพิ่งขโมยจูบได้สำเร็จ

                ผมเพิ่งรู้ความจริงว่าผมมีจูบหยุดเวลาครั้งแรกตอนสิบขวบ

                ต่างจากที่คิดเกือบสิบปี...แต่คนที่ขโมยไปคือคนเดียวกัน

                กรอบ!

                หูแว่วได้ยินเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบ ผมหันไปตามทิศทางของเสียงนั้น แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบกับตาทิศโผล่มาจากด้านหลังราวกับเดินออกมาจากอากาศ

                คนรักของยายหอมยังมีผมหงอกเต็มหัว และมีหนวดติ๋มอยู่เหนือริมฝีปากเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเขายังขยับตัวได้ทุกอย่าง...ราวกับพลังของจูบหยุดเวลาของผมกับธีร์ทำอะไรเขาไม่ได้เลย

                ตาทิศมองภาพผมกับธีร์ตอนเด็กที่วิ่งไล่กันแล้วหัวเราะในลำคอออกมาอย่างพึงพอใจ แล้วเขาก็ย่อตัวลงข้างยายช้าๆ และดันจมูกไปหอมแก้มยายฟอดใหญ่

                วินาทีต่อมา ยายหอมก็ขยับตัวได้ปกติ

                ‘ทำไมโผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียงเธอร้องออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่าจู่ๆ ตาก็มาปรากฏข้างตัว ผมอ้าปากค้าง

                พลังของตาทิศกับยายหอมที่ไม่มีใครรู้...คือพลังที่เจ๋งกว่าทุกพลังในครอบครัวเรา

            พวกเขาอยู่เหนือกาลเวลา

                แล้วทำไมลูกเราอ้าปากค้างแบบนี้เนี่ย โอบ! โอบ! พี่ทิศยายโอบมันหัวใจวายหรือเปล่าวะ ทำไมมันไม่หายใจ้!’ ยายโวยวายใหญ่เมื่อเห็นความจริงของคนข้างๆ

                มันยังไม่ตาย มันแค่หยุดไปตามเวลา

                ‘หยุดไปตามเวลา?’

                ‘โน่นไงตาทิศชี้ไปที่เด็กสองคนที่กำลังปล้ำกันใหญ่ ไอ้จุ๊บมันหยุดเวลาได้

                ‘ห๊าาาา...งั้นก็หมายความว่าไอ้จุ๊บกับเด็กผู้ชายอีกคนนั่นก็...

                ‘มันจูบกันตาบอก นั่นแหละคู่ชีวิตไอ้จุ๊บหลานเรา

                ยายตบอกแรง ใช้เวลาหลายนาทีทีเดียวกว่าจะยอมเชื่อว่าเรื่องของผมกับธีร์เป็นความจริง จากนั้นตายายของผมก็ช่วยกันหาทางให้เวลากลับมาเดินเหมือนเดิม ตลกทีเดียวที่ได้เห็นภาพคนแก่สองคนทำอะไรที่ไม่ใช่วิสัยคนหัวโบราณทั่วไปอย่างการเกลี้ยกล่อมเด็กผู้ชายตัวแสบสองคนให้จูบปากกัน

                เมื่อเวลากลับมาเดิน ตาทิศอยู่ลายายของผมสักพัก และผมสาบานว่าเห็นเขาหายตัวไปกับอากาศ หลงเหลือแค่รอยเท้าบนผืนทรายที่ยืนยันว่าเขาเคยอยู่ตรงนั้น ทิ้งให้ยายที่เดินกลับมาหย่อนก้นลงตรงเสื่อที่เดิม ตอบคำถามแม่ของผมซึ่งกำลังงงเต้ก

                ตะกี้แม่ยังคุยฉันตรงนี้อยู่เลยไม่ใช่เหรอ

                ‘บ้าแกอะคิดมากยายบอก แก่แล้วสติสตังไม่ค่อยมีนะเรา

                แม่โอบขมวดคิ้ว  แล้วส่ายหัวจูนสติตัวเอง ช่างเถอะ ตะกี้ฉันกำลังคุยอะไรกับแม่นะ

                ยายสูดลมหายใจลึก เรื่องไอ้จุ๊บมันจะไปจูบกับเด็กผู้ชาย

                ‘เออใช่ ฉันกลัวมันจะไปเลียนแบบพี่เด้าไม่ทันแล้วครับแม่

                ‘ถ้า...มันจะจูบกับใครแล้วมีพลังจริงๆ ไอ้จุ๊บมันก็เลือกไม่ได้หรือเปล่าวะว่าจะเป็นใคร

                ‘ก็ใช่ แต่คู่จุ๊บมันคงไม่ใช่ผู้ชายหรอกมั้ง

                ยายกระแอม ก็...เป็นอย่างนั้นมันก็ไม่ได้แย่มากหรอกมั้ง เผื่อใจไว้ก็ไม่เลว แหะๆๆ

                ‘แม่รู้อะไรมาแม่โอบมองแรงใส่ยาย แม่กำลังทำให้โอบกลัวนะ

                ‘โอบเอ๊ย คู่กันแล้วก็แคล้วกันยากยายกระซิบ แต่ที่ยากกว่าคือกว่าจะได้มาเจอกันแล้วได้รักกัน ถ้าเด็กจะรักใครก็อย่าไปกีดกันมันเล้ย

                ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่กับคนที่บ้านรับเรื่องผมกับธีร์ได้หลังจากบอกไปทันที...ยายคงบอกแม่ไว้ตั้งแต่ตอนนั้น

                “จุ๊บเอ๊ย คู่กันแล้วก็แคล้วกันยาก”

                จู่ๆ ยายก็หันมาพูดกับผมที่ยืนสังเกตการณ์อยู่นาน หลังจากประโยคนั้นผมก็สังเกตว่าทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนไป คลื่น...ผืนทราย...บ้านสีขาว...และสมาชิกในครอบครัว ทุกอย่างหายวับไปกลายเป็นห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีนาฬิกานับพันเรือนรายล้อมอยู่

                แล้วผมก็ได้กลับมาคุยกับยายที่ห้องใต้บันไดอีกครั้ง เธอยังอยู่ในชุดเสื้อคอกระเช้าสีชมพูตัวเก่งกับผ้าซิ่นสีน้ำตาลลายไทย นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมสีแดงตัวโปรด

                ผมยืนอยู่ตรงข้ามยาย เธอยกมือขึ้นกวักผมจึงก้มตัวคลานเข่าเข้าไปหา ยายหอมยกมือเจ้าเนื้อทั้งสองขึ้นลูบเส้นผมหยิกเบาๆ อย่างรักใคร่ ผมคดตัวเข้าหาตักอุ่นนั้นอย่างอ่อนแรง

                “คู่กันแล้วมันแคล้วกันยาก แต่ถ้ามันมีเหตุให้แคล้วกันจริงๆ ยายอยู่ตรงนี้”

                ยายพูดอะไรที่ผมไม่เข้าใจอีกครั้ง แต่กระนั้นผมก็ยังตั้งใจฟังเสียงก้องกังวานของเธอที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเข็มนาฬิกาในห้อง

                “อย่าเปลืองเวลาเสียใจ ยายจะรออยู่ที่ห้องใต้บันได”

                “...”

            “มาหายายนะ”

 

                   เมื่อผมรู้ตัว ตักอุ่นนั้นของยายก็กลายเป็นหมอนสีขาวในห้องนอนไปแล้ว

                คำเตือนปริศนาของเธอที่ผมไม่เข้าใจยังดังก้องในโสตประสาท แสงอาทิตย์ของวันใหม่สาดเข้ามา เข้านี้มีเสียง “ก้องแก้งๆ” ของน้าแตมาปลุกเหมือนเมื่อวาน กลายเป็นเสียงอู้อี้ของคนที่เดินออกจากห้องน้ำมาในบ็อกเซอร์ตัวเดียว กำลังลูบโฟมล้างหน้าสีขาวบนหน้าอย่างมันมือ

                “อุมปิ๊ดอื่นเร็ว เดี๋ยวน้าแอพาไอวัด (จุมพิตตื่นเร็ว เดี๋ยวน้าแตพาไปวัด)”

                “ฮึ?” ผมสะลืมสะลือ

                “ตื่นเล็ว เดี๋ยวน้าแอพาไปมัด”

                อะไรของเขาวะ

                ถึงจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ผมก็ยอมลุกไปอาบน้ำโดยดี กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จก็เกือบเก้าโมงเช้า ธีร์บอกว่าให้ผมใส่เสื้อสีขาวกับกางเกงขายาวเพราะวันนี้น้าแตจะพาไปวัด (ในที่สุดกูก็ฟังรู้เรื่อง) เราไม่ได้กินข้าวเช้า เพราะน้าแตบอกว่าจะมีงานทอดกฐิน และเขาจัดโรงทานอย่างยิ่งใหญ่อยู่ที่นั่น

                “นี่แหละผลของการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี เราได้กินของฟรีบ่อยๆ” เธอบอก ผมรู้สึกแหม่งๆ กับตรรกะนั้นนิดนึงแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกไป

                “คิดดีแล้วใช่ไหมที่จะไปเจอคนเยอะๆ เนี่ย” ผมกระซิบถามธีร์

                “เออว่ะ” คนที่กำลังเป็นข่าวเพิ่งรู้ตัว เขาจึงยืมหมวกแก๊ปกับแว่นตากันแดดของน้าแตมาให้เราสองคนใส่ แม้เธอจะยืนกรานว่าไม่ต้องใส่! เพราะชาวบ้านแถวนี้ไม่ตามข่าวดารา แถมยังเป็นคนใจดีไม่มีพิษมีภัยกันทุกคน

                แต่เราถือคติประชาชนทุกคนคือสื่อมวลชน และสื่อมวลชนทุกคนกำลังหิวโหยข่าวของธีร์เหลือเกิน ณ จุดนี้...เพราะฉะนั้น กันไว้ก็ดีกว่าแก้ล่ะวะ

                “เสร็จแล้วครับ”

                ผมเดินออกจากห้องน้ำหลังแอบไปโทรศัพท์อยู่นาน ก้าวขาขึ้นรถของธีร์ซึ่งสตาร์ทรอไว้ วัดใกล้บ้านที่น้าแตบอกจริงๆ ไม่สามารถเดินเท้าไปได้เพราะตั้งห่างออกไปเกือบห้ากิโล ใช้เวลากินลมบนรถสักพักเราก็มาถึง สิ่งแรกที่เราเห็นคือฝูงชนมหาศาลที่เดินหาของกินกันขวักไขว่อยู่นอกกำแพงวัด เพราะมีโรงทานตั้งอยู่ด้านนอกนั่นเอง

                ด้านในวัดปลูกต้นไม้น้อยใหญ่สมกับการเป็น วัดป่า มีการจัดแจงที่ให้กุฏิ เจดีย์ เมรุเผาศพตั้งกระจัดกระจายกันไป ส่วนพื้นที่ตรงกลางเป็นที่ตั้งของอุโบสถผุพังซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของการทอดกฐินครั้งนี้ (ตามคำเล่าของน้าแต) พวกเขาต้องการเงินมาต่อเติมอุโบสถให้ดีขึ้น

                ควรจะต่อเติมอยู่หรอก เพราะผมเห็นหลังคากระเบื้องเอียงกะเทเร่กับเสาไม้ที่ดูไม่มั่นคงนั้นแล้วมันน่าหวาดเสียวจริงๆ

                ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันปลอดภัยไหมกับการทำพิธีทอดกฐินด้านในอุโบสถหลังนี้ แต่นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านทำกัน

                “ดีเลยสองคน วันนี้ก็ถือโอกาสทำบุญล้างซวยเลยแล้วกันเนาะ”

                น้าแตชวนเราด้วยสีหน้าแช่มชื่น ผมกับธีร์จึงต้องเลยตามเลยไปกับเธอ หลังจากที่เราอิ่มหนำสำราญกับกองทัพของกินจากโรงทานในงาน (ผมจะเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีหลังจากนี้ ผมสัญญา) เราสามคนก็เข้าทำพิธีทอดผ้าบังสุกุลไปกับฝูงชนที่อัดแน่นในอุโบสถหลังนั้น ด้วยหัวใจหวาดหวั่นว่ามันอาจจะพังครืนลงมา

                “เป็นอะไร” ธีร์ถามเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของผม ซึ่งผมก็กังวลจริงจัง แต่ไม่ใช่แค่เรื่องหลังคาหรอก

                ผมกัดปาก “ตะกี้เราเห็น...คนยกมือถือถ่ายรูปเราสองคนด้วย”

                “ใจเย็น ชาวบ้านเขาถ่ายเพราะเห็นเราหล่อล่ะมั้ง”

                โอเคเว้ยแกร

                “ไม่มีใครจำเราได้หรอก ใส่หมวกใส่แว่นแน่นขนาดนี้”

                พระเอกดังกระซิบ ผมมองซ้ายมองขวาก็ยังเห็นคนรอบข้างมองเราอยู่เหมือนเดิม บางคนยกมือถือขึ้นมาถ่ายบ้าง บางคนก็เริ่มซุบซิบ...

                “ธีร์ เราว่า...” แต่จังหวะนั้นก็ถึงเวลาที่เราจะได้ทอดผ้าสักที

                “เอามือแตะที่ผ้าไว้นะ จะได้บุญเยอะๆ” พระสงฆ์ตรงหน้าซึ่งเหมือนจะเป็นเจ้าอาวาสบอกกับเรา ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียง

                แกร่ก...

                หือ?

                “จุ๊บ แตะผ้าเร็วลูก” น้าต่ายเร่ง หากใจผมไม่ได้อยู่กับผ้ากฐินตรงหน้าอีกแล้ว มันกลับลอยไปด้านบนเพราะว่าเสียง...

                แกร่ก...แท่ก...

                ผมเงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้นก็เห็นว่ากระเบื้องแผ่นหนาเท่าฝ่าแผ่นหนึ่งกำลังเอียงไปตามแรงโน้มถ่วงช้าๆ มันทำท่าเหมือนจะตก...ทั้งยังดึงให้แผ่นข้างๆ ให้เอียงตามกัน

                ก่อนที่ผมจะทันได้ร้องเตือน กระเบื้องหลายสิบแผ่นก็หลุดลอยลงมา...

                กลางเศียรของพระสงฆ์และเราทุกคนพอดี!



โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

155 ความคิดเห็น

  1. #95 Kumamo (@momeerino) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:16
    มีลางสังหรณ์ว่าธีร์ต้องนอนโรงพยาบาลแน่ๆ
    #95
    0
  2. #94 ชอบ (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:16
    ห๊าทำไมซวยอย่างนี้แล้วจะเป็นไรไหม
    #94
    0