
การเลือกร้านโทรศัพท์ ไม่ให้โดนหลอก
เป็นปัญหามากมายเหลือเกิน เมื่อเราต้องไปซื้อโทรศัพท์หรือซ่อมโทรศัพท์กับร้านไหนสักแห่ง อยากได้ความเชื่อใจ ไม่โดนโกง ไม่แพงเกินความจริง ไม่โดนดึงอะไหล่ อีกหลายปัญหาในการเลือกร้านขายมือถือ ซึ่งมีมากจนต้องเลือก วัดใจกัน ร้านไหนดี หน้าตาคนขายเป็นอย่างไร การจัดตู้เป็นอย่างไร การเรียกลูกค้า การให้เกียรติลูกค้าจะเป็นเช่นไร การตั้งราคาเป็นอย่างไร ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่สุดแท้แล้วแต่ดวงหรือไม่ที่จะเลือกซื้อกับร้านไหนดี มีหลักการอย่างไรในการเลือกร้านที่เราจะเข้าไปซื้อ
1. ควรเตรียมข้อมูล
- ศึกษาลักษณะพิเศษของโทรศัพท์ ทำความรู้จักกับรุ่นของโทรศัพท์นั้น
- ประโยชน์และหน้าที่ของการใช้งานเป็นอย่างไร ฟังก์ชั่นต่างๆสามารถตอบสนองความต้องการเราได้หรือไม่
- อุปกรณ์ที่แถมมาให้ มีอะไรบ้างและเราสามารถนำอุปกรณ์อื่นมาเสริมได้หรือไม่
- ประกันที่ควรที่จะได้รับ ศูนย์ซ่อมอยู่ที่ไหนบ้างเพื่อความสะดวกเมื่อต้องส่งซ่อม
- การเปรียบเทียบราคาตลาดที่รับได้ซึ่งอาจจะมี
· ราคาตลาดจากศูนย์ที่ขายโดยตรง
· ราคาตลาดของร้านค้า แต่ละร้าน
ซึ่งการศึกษาข้อมูลต่างๆเหล่านี้ ล้วนจะถือว่าเป็นการช่วยเหลือตัวเอง ถือเป็นการเตรียมความพร้อมในเบื้องต้น ก่อนออกไปเลือกซื้อ
2. เลือกร้านหรือศูนย์ที่น่าไว้ใจ
หากเป็นกรณีที่ซื้อจากศูนย์โดยตรงคงไม่น่าจะต้องกังวลอะไร แต่หากต้องซื้อจากร้าน ควรมีวิธีการเลือกดังนี้
- สืบราคาแต่ละร้านให้ได้ราคาที่บวกลบแล้วได้ราคากลางๆมา
- สังเกตแต่ละร้านว่าเน้นขายโทรศัพท์ประเภทใดได้จากการจัดร้าน ซึ่งในส่วนนี้อาจแบ่งได้อีกดังนี้
· ร้านค้าที่เป็นร้านส่งในโซนนั้น เราจะสังเกตได้จากการจัดร้านนี่แหละว่า เป็นร้านใหญ่ ณ จุดนั้นหรือไม่ การวางเครื่องแท้ บล็อก การเรียงอุปกรณ์การขาย หากเป็นร้านประเภทนี้ เราจะได้ราคาที่ถูกกว่าร้านอื่นที่ต้องมาเอาของร้านนี้ไปขายต่ออีกที
· ร้านค้าที่ต้องมารับช่วงการขายจะมีการจัดร้านแบบทั่วไป ขายซอง ขายอุปกรณ์ทั่วไป จัดร้านในลักษณะร้านโชห่วย มีทุกอย่างให้เลือก ถ้าต้องการเจาะจงซื้อเครื่อง คาดได้ว่าคงต้องไปเอาจากร้านส่งมาบวกราคาต่ออีกเป็นแน่ แต่หากจะซื้อของทั่วไป ซอง อุปกรณ์เสริมต่างๆ ลงโปรแกรมต่าง อาจเลือกร้านนี้ได้ ราคาก็จะว่ากันตามที่ตั้งไว้
· ร้านค้าที่ไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง หน้าร้านมีแต่บล็อก มีคอม1 ตัว ลักษณะนี้ร้านที่จะไม่มีการลงทุนอะไรมากอาจเน้นไปทางลงโปรแกรมเสียส่วนมาก
· ร้านที่มีการซ่อมโดยเฉพาะ จะมีโต๊ะช่างๆอยู่ให้เราได้สังเกตเห็นได้ เพราะในห้างส่วนมากจะจัดโซนไว้ ไม่ให้ตั้งร้านเพื่อวัตถุประสงค์มั่วๆเหมือนกัน
- สังเกตพฤติกรรมการขาย การพูดคุย ภาษาที่ใช้พูดคุย จะแยกได้เป็น 2 ส่วนตามประเภทของโทรศัพท์ในสมัยนี้คือ
· หากเป็นโทรศัพท์ manual ธรรมดา คือมีปุ่มกดโทรเข้าโทรออกปกติ ลักษณะการขายไม่เน้นอะไรมาก จะมีก็คงแค่ เพิ่มหน่วยความจำได้เท่าไร การใช้งานทำอย่างไร ไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก ขายเสร็จจบแล้วก็จบกันไป
· หากเป็นโทรศัพท์ประเภท ต้องลงโปรแกรม อาทิ iPhone สังเกตได้จากหน้าจอที่เราต้องใช้งานจะเป็นลักษณะสัมผัสได้หรือที่เรียกกันว่า Touch screen นั่นเอง ลักษณะประเภทนี้ การพูดคุยจะออกแนววิชาการนิด เน้นคำที่ฟังดูมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง มีโปรแกรมในคอมที่เราต้องศึกษาไปด้วยกันกับเครื่อง การพัฒนาเวอร์ชั่นต่างๆที่ต้องคอยติดตามเสมอ หากเราได้สังเกตถึงภูมิหรือความรู้ที่ผุ้ขายมีนั่นหมายถึง เราได้ซื้อของกับผู้รู้จริงๆ การตั้งคำถามในบางครั้งที่เราเองไม่สามารถจะบอกได้ว่าคืออะไร แต่สำหรับคนที่รู้จริงเขาจะสามารถเดาได้ว่า คุณกำลังจะถามอะไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการวัดภูมิคนขายไปได้ในตัว ส่วนเรื่องราคาจะไม่พูดถึง เพราะบางครั้งราคาก็ไม่ได้แพงกว่ากันมากแต่หากเราได้ความรู้หรือมีคนแนะนำได้ตลอดเวลากับการใช้งานเมื่อมีปัญหาจริง ก็คงน่าจะคุ้มกับส่วนเกินที่ต้องเสียไป
· รวมไปถึงการพูดคุยเรื่อง การรับประกัน การซ่อมเครื่อง ถามไถ่ถึงราคาเผื่อไว้ เช่น หากแบตรเสื่อมหากต้องเปลี่ยนจะเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร การลงโปรแกรมแต่ละครั้งเท่าไร หากมีการพัฒนาอัพเดตเวอร์ชั่นจะเสียเงินเพิ่มหรือไม่ การบริการหลังการขายเป็นเช่นไร
ทั้งหมดนี้คือสิ่งสำคัญในการสร้างพฤติกรรมการเลือกซื้อที่พึงมี คุณสมบัติดังกล่าวเป็นข้อมูลจริงที่เราควรทราบและไม่ควรปล่อยให้เป็นคำถามคาใจ เพราะส่วนมาก ลูกค้าจะเสียเงินกับคำว่า “ไม่รู้” เยอะมากทีเดียวและการพุดคุยนั้นสำคัญมาก สำหรับอนาคตที่เราต้องหาร้านที่มีความเชื่อใจเพราะเราคงอยากได้ร้านที่เราอยากจะซื้อขายกับเขานานๆ คำว่าถูกคอ คงอาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ได้ ไม่สำคัญว่าเราจะต้องเสียเพิ่มอีกเท่าไร นั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วย ดังนั้น การเตรียมตัวก่อนการไปซื้อ การใช้สติ การใช้ความรอบคอบในการเลือกซื้อ นับว่าเป็นแนวทางที่ดีเป็นการป้องกันตัวเองไปในตัวด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น